ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน: 'นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์'

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์โครงการน้อยใหญ่ไม่ว่าจะเป็น "บ้านเดี่ยว,  บ้านแฝด, ทาวน์เฮ้าส์, อาคารพาณิชย์, โฮมออฟฟิศ, มินิอพาร์ตเมนต์, อพาร์ตเมนต์, บูทิคอพาร์ตเมนต์, เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์, บูทิคโฮเทล, โรงแรม, รีสอร์ท, คอนโดมิเนียม, บ้านจัดสรร" ฯลฯ  ไม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมากหรือน้อยเพียงใด สำหรับผมแล้วทุกโครงการจะต้องเป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"หรือ "Real Estate Innovation" เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เป็นเสมือนการ เตรียมการที่จะกลัด "กระดุมเม็ดแรก" ซึ่ง "ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล" ซึ่งท่านดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา" เคยสอนผมครั้งเมื่อผมทำงานกับ "มูลนิธิ ชัยพัฒนา" ว่า  "กระดุมเม็ดแรก หากกลัดผิด กระดุมเม็ดที่ 2, 3, 4 ถัดมา  ถึงจะตั้งใจทุ่มเททั้งความรู้ความสามารถมากเท่าไรก็จะผิดหมด" ดังนั้นการตั้ง "สมมุติฐาน" (Hypothesis) ที่มีความเป็นไปได้จะต้องมาจากพื้นฐานของความเป็น"นวัตกรรม" อันเป็นความคิด "สร้างสรรค์" เท่านั้น  และ "นวัตกรรม" จำนวนไม่น้อย ล้วนแล้วแต่เป็น "นวัตกรรม" ที่คิด "นอกกรอบ" นำมาซึ่งการปฏิวัติและปฏิรูปทั้งในด้านศิลปะและวิทยาการครั้งสำคัญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้แก่โลก เช่น  "Smart Phone" ที่ "สตีฟ จ็อบส์" เป็นผู้คิดค้น "นวัตกรรม" ชิ้นนี้ขึ้นได้ ส่งผลกระทบในมุมกว้างไปทั่วโลก และเมื่อ "นวัตกรรม"ได้เกิดแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับมาอีกครับ          บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับแนวหน้าของโลกก็ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าแห่ง "นวัตกรรม" ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัย "พื้นฐานความรู้" และ "การลงทุน" ถ้าหากผลงานวิจัย ค้นคว้าชิ้นเยี่ยมจบลงแค่วิทยานิพนธ์ 1 หรือ 2 เล่ม ในห้องสมุดก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดในวงกว้าง   เป็นได้เพียงแค่บทความที่กล่าวอ้างถึงในวงวิชาการ  ที่ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า "ความรู้ท่วมหัวเอาตัว ไม่รอด"  ดังนั้น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ในมุมมองของผมจะต้องก่อให้เกิดผลกระทบทั้งแนวกว้างและลึกและก่อให้เกิดรายได้นำมาซึ่ง "ประโยชน์" และ "ความสุข" ให้แก่เจ้าของ "นวัตกรรม" เองและแก่สังคมโดยรวมครับ          ผมยกตัวอย่าง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ "นวัตกรรม" ในการก่อสร้าง "ระบบสำเร็จรูป" (Pre-Fabrication) ซึ่งได้เข้ามาอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 10 กว่าปี โดยเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน, การควบคุมคุณภาพ, การควบคุมเวลาและการควบคุมการใช้ทรัพยากร          นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนใน "นวัตกรรม" ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์"          หลังจากที่ได้ตัดสินใจลงทุนทำแน่แล้ว   จำเป็นต้องหา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ที่ทำให้มีชัยชนะเหนือคู่แข่ง แบบ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" ซึ่ง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ทั้ง 8 ข้อ ประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้          นวัตกรรมข้อที่ 1  "Real Estate Hypothesis Innovation" ซึ่งหมายถึง การสร้าง "สมมุติฐาน" ซึ่งนำไปสู่การสร้าง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 2 "Real Estate Feasible + Business Model Innovation"  ซึ่งหมายถึง การศึกษาความเป็นไปได้และโมเดลธุรกิจที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 3  "Real Estate Architectural Design Innovation"  ซึ่งหมายถึง รูปแบบทางสถาปัตยกรรมซึ่งเป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 4 "Real Estate Construction Innovation" ซึ่งหมายถึง ระบบการก่อสร้างที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 5 "Real Estate Working Process Innovation" ซึ่งหมายถึง ขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบในการพัฒนา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 6 "Real Estate Marketing + Service  Innovation"  ซึ่งหมายถึง  การทำตลาดและการให้บริการต่างๆ แก่ลูกค้า ที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"          นวัตกรรมข้อที่ 7  "Real Estate  Flexible Innovation" ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม เปลี่ยนไปของ "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"            นวัตกรรมข้อที่ 8 "Real Estate  Assessment Innovation" ซึ่งหมายถึง กระบวนการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาในการพัฒนา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"          ซึ่ง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ทั้ง 8  ข้อนี้แหละครับ ที่ผมจำเป็นต้อง  "หาให้ได้ หาให้เจอ หาให้พบ" ก่อนตัดสินใจลงทุนทำ "อสังหาริมทรัพย์" ไม่ว่าจะเป็นโครงการน้อยใหญ่ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการกลัด "กระดุมเม็ดแรก" ของผม ซึ่งหากน้อยกว่านี้ก็ไม่เอา จะต้องทำอย่างน้อยให้ได้เท่านี้หรือทำได้มากกว่านี้ ท่านผู้อ่านก็ลองนำเอาไปพิจารณากันดูครับ และนำไปปรับประยุกต์ใช้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ ผมลองนำไปปรับประยุกต์ใช้กับตัวเองแล้วเกิดผลดีเป็นอย่างยิ่งครับ  ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

ธปท.จับตา'เอ็นพีแอล'ชี้แนวโน้มยังเพิ่ม'10แบงก์'กำไร7.4หมื่นล้าน

 นักวิเคราะห์ มองครึ่งปีหลัง ผลดำเนินงานแบงก์ดีขึ้น เหตุกันสำรองลดลง          แบงก์พาณิชย์ 10 แห่ง กวาดกำไรครึ่งปีแรก 7.47 หมื่นล้าน ลดลง 1.52% เผย “กสิกรไทย” กำไรมากสุด 1.91 หมื่นล้าน           ด้าน ธปท. จับตา “เอ็นพีแอล” ใกล้ชิด ยอมรับแนวโน้มยังเพิ่มจากเศรษฐกิจที่โตกระจุก ชี้ยังไม่น่าห่วง ด้าน นักวิเคราะห์ มองครึ่งปีหลังกำไรแบงก์ฟื้น          จากการรวบรวมผลประกอบงวดครึ่งแรกปี 2560 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 7.47 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารกสิกรไทยมีกำไรมากที่สุด มีกำไร 1.91 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.44%รองลงมาคือธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิ 1.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9%          ส่วนธนาคารกรุงไทยมีกำไรสูงสุดเป็นอันดับ 3 โดยมีกำไร 1.17 หมื่นล้านบาท แต่มีอัตราการปรับลดลงมากที่สุด โดยกำไรปรับลดลงถึง 27.5 % ธนาคารที่มีกำไรปรับลดลงมากเป็นอันดับ 2 คือ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือ แอลเอชแบงก์ มีกำไร 1.2 พันล้านบาท ลดลง 12.4%          สำหรับธนาคารที่กำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด ได้แก่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีกำไร 477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.1% ตามมาด้วยธนาคารทิสโก้ มีกำไร 2.99 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.6% และธนาคารกรุงศรี มีกำไร 1.15พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5%          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 2 อาจจะมีบางรายการของธนาคารที่เป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่กลายเป็นหนี้เสีย และมีการตั้งสำรองเพิ่ม ทำให้ผลประกอบการของธนาคารบางแห่งปรับลดลง          ส่วนแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ต้องจับตาต่อเนื่องใกล้ชิด แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม จะฟื้นตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวที่ยังไม่กระจายตัว ทำให้บางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมา ก็อาจจะมีทิศทางของเอ็นพีแอลที่ขยับขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่น่ากังวล เพราะสถาบันการเงินมีเงินสำรองในระดับสูง          นายาโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่า เศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง จากสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เกื้อหนุน ธนาคารจึงยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีที่ 6-8%          นายพรเทพ ชูพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ครึ่งแรกปรับลดลง จากรายการพิเศษที่ทำให้ธนาคารบางแห่งต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ซึ่งหากตัดรายการดังกล่าวออกไป จะพบว่ากำไรของกลุ่มธนาคารยังเป็นไปตามเป้าหมาย          ทั้งนี้ครึ่งปีหลังมองว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะมีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งการตั้งสำรองหนี้เสียที่จะไม่เพิ่มขึ้นอย่างมากเหมือนกับช่วงครึ่งปีแรก การตั้งสำรองในปัจจุบันได้ครอบคลุมหนี้เสียทั้งหมดไปแล้ว ส่วนแนวโน้มของเอ็นพีแอลน่าจะมีทิศทางที่ลดลง เนื่องจากเอ็นพีแอลในเอสเอ็มอีในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจการส่งออก ซึ่งการส่งออกมีทิศทางที่ดีขึ้นชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 หากสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เอ็นพีแอลในส่วนดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นได้  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อสังหาฯปรับการตลาดใหม่ลุยฐานผู้ซื้อระดับกลาง-บน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนา "ทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจคอนโดมิเนียม การปรับตัวของผู้ประกอบการ ปี 2560" ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญต่างกล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ทุกบริษัทต้องหันมาเจาะตลาดกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมในระดับกลางและบนมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการทำธุรกิจตามภาวะเศรษฐกิจนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอลพีเอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า แอลพีเอ็นจะหันมาเจาะลูกค้าในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับ  1 แสนบาทขึ้นไป เพราะมองว่าปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่สนใจโครงการเริ่มเปลี่ยนเป็นอายุเฉลี่ย 25-35 ปี จากเดิมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ซื้ออายุ 35-55 ปี จึงทำให้ต้องปรับรูปแบบธุรกิจ แต่ยังคงรูปแบบความเป็นคอนโดเรียบง่าย ชุมชนน่าอยู่เหมือนเดิมด้าน นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมี่ยม บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มรายใหญ่ 13 บริษัท ที่ถือสัดส่วนตลาดคอนโดมิเนียมประมาณ 11-13% ส่วนใหญ่ปรับตัวไปร่วมทุน กับ พันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจของตนเองแล้ว ทั้ง การร่วมทุนทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ การร่วมทุนเพื่อเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าใหม่ เช่น จีน ญี่ปุ่น  เป็นต้น โดยในส่วนของพฤกษาเองได้ปรับธุรกิจด้วยการหันมาขยายลูกค้าไปเป็นระดับ พรีเมี่ยมขายคอนโดหลัก 10 ล้านบาทนายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท กล่าวว่า ภาพรวมตลาดกลุ่มคอนโดระดับล่าง-กลางในปีนี้คาดว่า จะเติบโต 7-10% โดยที่เติบโตมากที่สุดอยู่ในช่วงไตรมาส 2 จากกำลังซื้อดีขึ้นเพราะเป็นการซื้อจริง.  ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คอนโดหรูเริ่มเสี่ยง

จับตาดีมานด์เทียมป่วนโครงการหรู แนะเร่งหาทางป้องกันซื้อแล้วไม่โอน แต่ยังมั่นใจบริษัทอสังหาฯ พร้อมรับมือความเสี่ยงธุรกิจนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า อยากให้ระวังในเรื่องของดีมานด์เทียมโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับบนซึ่งเริ่มเห็นแล้วในบางโครงการ หากโอนไม่ได้จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมในระยะยาวควรมีการป้องกัน เช่น ห้ามเปลี่ยนมือก่อนโอนจะไม่ได้สิทธิส่วนลด เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ใน 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้ประกอบการได้มีปรับตัวทั้งเรื่องโครงสร้างและองค์กร มีการขยายตลาดในทุกเซ็กเมนต์ทำให้เกิดความยืดหยุ่นต่อการทำธุรกิจ รวมทั้งการร่วมจับมือกับพันธมิตรพัฒนาโครงการร่วมกันจำนวนยูนิตไม่มากเพื่อลดความเสี่ยงสำหรับทิศทางตลาดและรูปแบบการพัฒนา จะมีการเปลี่ยนแปลงในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเกิดจากการนำที่ดินเช่าระยะยาวซึ่งหลายแปลงได้มีการทำสัญญา และนำออกมาพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การพัฒนาแบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส ขณะเดียวกันรัฐกำลังผลักดันออกกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ ซึ่งจะสามารถนำสิทธิการเช่าไปค้ำประกันได้ สิ่งนี้จะเสริมให้ที่ดินเช่าออกสู่ตลาดมากขึ้นนางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 กล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยมีการฟื้นตัวอย่างช้า และไทยยังเผชิญปัญหาหนี้สินครัวเรือน ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแต่ ตลาดแข่งขันรุนแรง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อสังหาชิงดีมานด์ คอนโดสายสีน้ำเงิน

โชคชัย สีนิลแท้หลังจากที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพงบางแค มีความคืบหน้าในการก่อสร้างที่ชัดเจน จึงเริ่มเห็นผู้ประกอบการ อสังหาฯ ต่างทยอยเดินหน้าพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งธนบุรีที่ยังมีอุปทานของคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าค่อนข้างน้อยทั้งนี้ รายงานของบริษัท คอลลิ เออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า มีโครงการเปิดขายใหม่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างโดยเฉพาะสายสีเขียวตอนเหนือและสายสีน้ำเงินค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเปิดขายโครงการที่มีราคาไม่สูงเกินไปขณะที่ ปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้นยังน่าลงทุน เนื่องจากเป็นแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่อยู่ใกล้เมืองและอยู่ในเขตชุมชนเก่า มีจำนวนอุปสงค์กับอุปทานยังไม่มาก ขนาดตลาดอยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท และยังมีโอกาสเติบโตค่อนข้างมากตามสถานีที่เดินทางเชื่อมเข้าสู่เมือง"รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้นผ่านชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาแน่นสูง แต่ใช่ว่าการพัฒนาเกาะแนวรถไฟฟ้าจะปลอดภัยเสมอ จึงจำเป็นจะต้องเลือกสถานีและโซนที่สามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก โดยต้องมองว่าสถานีนั้นๆ มีความต้องการที่สูงพอ อย่างเช่น บริเวณจรัญสนิทวงศ์ และท่าพระ"ปิยะ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตได้สูงกว่าครึ่งปีแรกที่ 16% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการเริ่มลงทุนโครงการขนาดใหญ่ จึงมีโอกาสที่ทำให้อสังหาฯ ในปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 5% ส่วนยอดขายรวมของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 5.5 หมื่นล้านบาท มากกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 5.29 หมื่นล้านบาทสำหรับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ได้เปิดตัวคอนโดมิเนียม THE PRIVACY ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่จับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ในราคา 2-3 ล้านบาท บนเส้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 2 โครงการ ได้แก่ THE PRIVACY จรัญฯ-ราชวิถี สเตชั่น และ THE PRIVACY ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ และมีแผนจะเปิด THE PRIVACY พระราม 9 เพิ่มอีก 1 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 5,500 ล้านบาท ขณะที่ บริษัท ศุภาลัย เตรียมเปิดโครงการศุภาลัย เวอเรนด้า อยู่ห่างจากสถานีภาษีเจริญ 150 เมตร ในราคาขายเริ่มต้น 1.5 ล้านบาทรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้งสองช่วง มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2562 ซึ่งคาดว่าตลาดคอนโดเกาะแนวสายสีน้ำเงินจะยิ่งคึกคักขึ้นเป็นลำดับ  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไรมอนแลนด์อัด2หมื่นล.ลงทุน

นายเอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไรมอน แลนด์ เปิดเผยว่าแนวทางการลงทุนภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ไป บริษัทจะเน้นการลงทุนเพื่อหารายได้จากหลากหลายช่องทาง หรือเป็นการกระจายความเสี่ยง และยังเน้นพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์ โดยสัดส่วนรายได้ที่มาจากโครงการอสังหาริมทรัพย์คอนโดฯระดับไฮเอนด์ร้อยละ 40, รายได้จากบ้านเดี่ยวร้อยละ 20, จากสำนักงานออฟฟิศ โรงแรมร้อยละ 20-25 และรายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจอสังหาฯ และจากต่างประเทศร้อยละ 5-10 โดยการลงทุนในต่างประเทศจะเป็นการร่วมลงทุนเป็นหลัก"เงินลงทุนที่จะใช้ภายใน 3-5 ปีจะใช้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะโครงการอาคารสำนักงานที่เพลินจิต ใช้งบลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาทปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบเป็นเกรดพรีเมียม พื้นที่รวม 100,000-110,000 ตร.ม. โดยร้อยละ 90 เป็นพื้นที่ของสำนักงานและอีกร้อยละ 10 เป็นพื้นที่รีเทล คาดก่อสร้างเสร็จประมาณปี 2563 และจะเริ่มมีรายได้ของอาคารสำนักงานเข้ามาเลยในปีเดียวกัน"ส่วนแผนในปีนี้ ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการเดอะ ลอฟท์ สีลม เป็นคอนโดมิเนียม บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ สูง 37 ชั้น รวม268 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 3,500 ล้านบาท มีขนาดเริ่มต้น 34-354ตร.ม.ราคาขายเริ่มต้น 7 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราคาขาย 210,000 ต่อ ตร.ม. ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างช่วงไตรมาส 4 ปีนี้และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2563 และบริษัทเตรียมเปิดขายพรีเซลในวันที่ 23 ก.ค.60 ที่สมาคมสโมสรอังกฤษ กรุงเทพฯสำหรับเป้ารายได้ 3,000-4,000 ล้านบาท ไตรมาสแรก 1,000 ล้านบาทปัจจุบันยอดขายรอรับรู่รายได้อยู่ที่ 3,300-3,500 ล้านบาท ไม่รวมเดอะลอฟท์ สีลมแต่ถ้ารวมกับสินค้าเหลือขายจะอยู่ที่ 8,700 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายรายได้ภายใน 3-5 ปีหลังลงทุนเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่องคาดอยู่ที่13,000-15,000 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

มิกซ์ยูส บูมสุขุมวิทรอบนอก ซัมเมอร์ฮิลล์ ปักธงทำเลทอง

ทำเล "สุขุมวิทรอบนอก" กำลังเป็น จุดหมายดาวรุ่งในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายประเภทจาก "ดีมานด์" ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ "ซัพพลาย" ยังน้อยปรับ ทักราล ประธานและกรรมการ ผู้จัดการกลุ่ม บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ย่านพระโขนงลงไป ถึงสุขุมวิทรอบนอก เป็นทำเลที่ได้รับการพัฒนาน้อยมากในเชิงโครงการ"มิกซ์ยูส" ทั้งที่ แนวโน้มความต้องการของตลาดถีบตัวสูง จาก 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ที่พักอาศัย  จำนวนกว่า 9,500 ยูนิต  มีอยู่แล้ว 7,200 ยูนิต  กำลังเปิดใหม่อีก 2,300 ยูนิต  อาคารสำนักงาน รวมกว่า 1.6 แสนตร.ม. โรงเรียนและมหาวิทยาลัยในรอบรัศมี 9 แห่ง  โรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์อีก 5 แห่ง ตลอดแนวถนนสุขุมวิทและพระราม 4เป็นโอกาสในการลงทุนและเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย ศูนย์รวมร้านค้าเชิงไลฟ์สไตล์และอาคารสำนักงาน บนพื้นที่ 5 ไร่ หัวมุมถนนสุขุมวิทตัดพระราม 4 ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พระโขนง ภายใต้ การลงทุนของ บริษัท บูทิค พระโขนง วัน จำกัด  มูลค่า 550 ล้านบาท โดยงบ 250 ล้านบาทสำหรับการลงทุนพื้นที่ค้าปลีก และ 300 ล้านบาท สำหรับอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกส่วนเพิ่มเติม โดยเดือน ก.ย.นี้ จะเปิดตัวคอมมูนิตี้มอลล์ คาดอัตราการใช้พื้นที่ 70% คาดลูกค้าหมุนเวียน 1-1.2 หมื่นคนต่อวัน  "วางตำแหน่งทางการตลดของโครงการเป็นศูนย์รวมด้านไลฟ์สไตล์ รองรับการใช้ชีวิต  ซึ่งเป็นจุดแข็งของการพัฒนาโครงการเน้นการ เป็นแหล่งสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจมากกว่าพื้นที่ค้าขายสินค้าเหมือนศูนย์ค้าปลีกอื่นๆ"  ส่วนเฟส 2 เป็นอาคารสูง 5 ชั้น พื้นที่รวม 1 หมื่นตร.ม. ด้านบนเป็นอาคารสำนักงาน 5,000 ตร.ม. จะทำให้ซัมเมอร์ฮิลล์ มีความคึกคักมากขึ้นเมื่อเปิดบริการปี 2561การเกิดขึ้นของโครงการมิกซ์ยูสในโซนสุขุมวิทตอนกลางเป็นต้นไป ยังไม่อยู่ในภาวะ "ล้นตลาด" เหมือนพื้นที่อื่นๆ โดยความต้องการพื้นที่สำนักงานยังมีอยู่มาก"ประเมินว่าภาวะโอเวอร์ซัพพลาย อาจเริ่มเห็นภาพหลังจาก 3 ปีจากนี้มากกว่า ในการเปิดตัวออฟฟิศให้เช่า เชื่อว่าจะทำราคาใกล้เคียงกับอัตราประเมินของโซนนอกทำเลหลักที่ 800-1,000 บาทต่อตร.ม." ทั้งน ในทำเลสุขุมวิทรอบนอก ยังมีโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ 2 แห่งเตรียมเปิดตัวในอนาคต ได้แก่ เซ็นจูรี่ เดอะ มูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท 81 (สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อ่อนนุช) ประกอบด้วย ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ และโรงแรม ด้วยมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการวิสซ์ดอม  วัน-โอ-วัน ภายใต้การลงทุนของแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ที่จะมีพื้นที่ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์กว่า 4 หมื่นตร.ม.  บนทำเลใกล้สถานีบีทีเอส ปุณณวิถี และอยู่ในโซนเดียวกับคอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงานที่กำลังพัฒนาควบคู่กัน  เชื่อว่าปริมาณความต้องการของตลาดในย่านนี้ ยังมีสูงมาก ทำให้ซัพพลายที่จะเพิ่มเข้ามาสามารถดูดซับไว้ได้ทั้งหมด เพราะนอกจากคอนโดมิเนียมตลอดแนวรถไฟฟ้า ที่ทยอยเกิดใหม่แล้ว ยังมีผู้พักอาศัยหมู่บ้านทั้งเก่าและใหม่ตามซอยใหญ่ตลอดเส้นสุขุมวิท และหากมีสำนักงานให้เช่าเกิดใหม่ขึ้น โอกาสที่ประชากรจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในย่านนี้ก็จะเพิ่มขึ้นตามมา"ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำเลเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งซัมเมอร์ฮิลล์มีสิ่งที่ตอบโจทย์ตรงนี้ ด้วยการยึดทำเลที่ดีที่สุดไว้แล้ว คนที่มาทำงานตอนเช้าหรือเลิกงานกลับบ้าน สิ่งแรกที่ต้องเห็นโดดเด่นคือโครงการนี้ ประกอบกับ ที่ผ่านมาย่านพระโขนงมีการพัฒนาโครงการใหม่ต่ำมาก ทำให้เกิดการตอบรับที่ดี"ทั้งนี้ ภาพรวมในการลงทุนของบริษัทเตรียมงบประมาณ 600-800 ล้านบาทต่อปี โดยโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ สร้างรายได้เป็นสัดส่วน5% เทียบรายได้ทั้งหมด แม้ว่าจะมีโครงการ คอมมูนิตี้มอลล์แล้ว 2 แห่ง แต่ธุรกิจหลักที่ทำรายได้กว่า 80%  มาจากโรงแรม ปัจจุบันมี 1,217 ห้องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดสำหรับโรงแรมใหม่ที่จะเปิดตัวใน 2 ปีนี้ตั้งอยู่ใน 2 ทำเล ได้แก่ ป่าตอง ภูเก็ต ขนาด 200 ห้อง ใช้งบลงทุน 500 ล้านบาทและปักธงสร้างโรงแรมที่เชียงใหม่แห่งแรก ย่านนิมมานเหมินทร์  ใช้งบราว 600 ล้านบาท ซึ่งสองแห่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกแบรนด์เข้ามาบริหาร"ยังคงมองการลงทุนโรงแรมเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว"ในกรุงเทพฯ มีโรงแรมกว่า 6 แห่ง ยังเป็นจุดหมายที่ให้ความสำคัญ ทั้งในรูปแบบ โรงแรมหรือที่พักสำหรับระยะยาว แต่สำหรับภูเก็ตหรือเชียงใหม่ อาจจะมุ่งเป้าไปที่โรงแรมเพื่อรับนักท่องเที่ยวมากกว่า  ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

บอร์ดอีอีซีลุยพัฒนาคนผุดหลักสูตรเฉพาะ พร้อมดึงเทคโนโลยีสร้างอาชีพบุคลากรในพื้นที่

บอร์ดอีอีซีลุยพัฒนาคนบอร์ดอีอีซีเร่งเครื่องพัฒนา ทรัพยากรบุคคล ยกระดับเด็กอาชีวะ รับลงทุนเชื่อมภูมิภาค เปิดประตูเศรษฐกิจเอเชียนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์พัฒนากำลังคนเพื่อสนับสนุนพื้นที่อีอีซี ปี 2560-2564 โดยจะมีการพัฒนาและปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับพื้นที่อีอีซีโดยเฉพาะ มุ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนกลุ่มอาชีวศึกษา เพื่อสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ทั้งนี้ หลักสูตรอบรมระยะสั้นให้ กับบุคลากรให้สามารถทำงานได้ทันที เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำ จัดทำหลักสูตรการศึกษาในพื้นที่อีอีซีหลักสูตรแรก คาดแล้วเสร็จเดือนก.ย.นี้"หัวใจหลักของการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี คือ การสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วยมิติด้าน ดิจิทัล เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและถ่ายโอนความรู้ เน้นพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ดึงดูดการค้าและการลงทุน และพัฒนาภาคการขนส่ง" นายคณิศ กล่าวนอกจากนี้ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ เช่น จีนมีนโยบายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลังเข้าร่วมกับองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้ปัจจุบัน รายได้ 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จีนมาจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ มาเลเซียมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษกว่า 5 แห่ง เป็นต้นนายคณิศ กล่าวว่า ขณะที่ในภาพรวมของประเทศไทยเราได้ผลักดันพื้นที่อีอีซี เป็นประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคเอเชีย พื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสำคัญของโลก ซึ่ง 32% ของจีดีพีโลกมาจากพื้นที่ จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน โดยการเชื่อมโยง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ล่าสุดมีโครงการได้รับอนุมัติแล้วกว่า  7 หมื่นล้านบาทสำหรับเวทีการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ปี 2560 เป็นการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดใหม่ในการพัฒนาเอเชีย โดยมองว่าการเสวนาและแลกเปลี่ยนความรู้ระดับภูมิภาค เน้นสร้างมิติด้านการค้าและการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งต้องการให้เน้นด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันมากขึ้น ในภาวะกระแสโลกาภิวัตน์แบบตีกลับ  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อสังหาโหมโปรฯเร่งยอดขาย

ตลาดอสังหาแข่งเดือดธุรกิจอสังหาฯ งัดสารพัดโปรโมชั่นลด แจก แถม กระตุ้นยอดขาย เร่งระบายสต๊อกบ้าน-คอนโด หวังชิงลูกค้ามีกำลังซื้อหลังยอดปฏิเสธสินเชื่อยังพุ่งสูงอสังหาฯ จัดหนัก กระหน่ำแคมเปญตลาด เจาะกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ เร่งระบายสต๊อกเก่า-บ้านกู้แบงก์ไม่ผ่านศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ จะเห็นได้ชัดว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินค้าเหลือขายจำนวนมากหลายราย ทั้งโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง ต่างเร่งอัดแคมเปญทางการตลาดอย่างหนักเพื่อต้องการให้เกิดการโอนและมีรายได้เข้ามาให้เร็วที่สุด เนื่องจากตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินในภาพรวมนั้นยังสูงกว่า 50%"ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินยังคงสูง โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ ระดับกลางลงล่าง ที่มีมากกว่า 50% เช่น หากโครงการเปิดขาย 100 ยูนิต จะกู้ผ่านเพียง 50 ยูนิต ส่วนที่เหลือผู้ประกอบการก็ต้องนำกลับมาทำการตลาดใหม่ เพื่อเร่งให้เกิดการรับรู้รายได้โดยยอมเฉือนกำไรลง ขณะเดียวกันก็ชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ หรือเมื่อเปิดขายโครงการใหม่ไปแล้ว บางบริษัทได้แนะนำลูกค้าที่จะซื้อโครงการใหม่ให้มาซื้อโครงการที่ยังมีหน่วยเหลือขายจากการกู้ไม่ผ่าน เพื่อให้โครงการที่สร้างแล้วเสร็จปิดการขายได้ก่อน โดยใช้ราคาและของแถมเป็นตัวจูงใจ" ศ.วิทวัส กล่าวสำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในครึ่งปีหลังยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง ขณะเดียวกันในปีนี้ก็มีช่วงเวลาในการทำตลาดที่จำกัด ซึ่ง ผู้ประกอบการรายใดที่มีสต๊อกหรือจำนวนยูนิตเหลือขายค่อนข้างมากจะทำการตลาดอย่างหนักในช่วงเวลานี้ทั้งนี้ จากการสำรวจของโพสต์ทูเดย์ พบว่าแคมเปญการตลาดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องทางด้านการเงิน เช่น บริษัท มั่นคงเคหะการ จัดแคมเปญผ่อนสบาย จ่ายเบา เบา คงที่ 3 ปี ด้วยเงื่อนไขผ่อนเบา เบา ล้านละ 4,500 บาท นาน 36 เดือน พร้อมส่วนลดและของแถมในกลุ่มบ้านและทาวน์โฮมพร้อมอยู่ราคา 2.49-7.59 ล้านบาทบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดแคมเปญแช่แข็งเงินผ่อนอัตราดอกเบี้ย 3.2% หรือผ่อนล้านละ 3,200 บาท สำหรับโครงการพร้อมอยู่ 7 โครงการ ราคาตั้งแต่ 1.79-3.39 ล้านบาท บริษัท แสนสิริ ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดแคมเปญ MOM-Moments of Miracle สำหรับลูกค้าที่ซื้อโครงการพร้อมอยู่ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียมทั่วประเทศกว่า 55 โครงการ โดยอัตราดอกเบี้ย 1.75% คงที่ 2 ปี ผ่อนเริ่มต้นล้านละ 2,300 บาท ระยะเวลา 2 ปีนอกจากนี้ แสนสิริยังร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดแคมเปญ Super Five สินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยคงที่ 3.99% นาน 5 ปีด้วย ขณะที่บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ร่วมกับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ออกแคมเปญสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยดี๊ดี ฟรีทุกอย่าง สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโด จะได้อัตราดอกเบี้ย 3.99% คงที่นาน 5 ปี บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ ให้ส่วนลดพิเศษ เช่น โครงการลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้าริเวอร์วิว จองวันนี้รับส่วนลด 20% โครงการลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก อาคารอี ลดสูงสุด 25% โครงการลุมพินี วิลล์ ราษฎร์บูรณะ- ริเวอร์วิว 2 ลดสูงสุด 2.7 แสนบาท เป็นต้น  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ริชี่เพลซฯ เร่งระบายสต็อกปรับแผนบุกตลาดแนวราบ

ริชี่ เพลซฯ เล็งดึงมือดีเสริมทีมหนุน ขยายตลาดแนวราบ พร้อมเร่งระบาย สต็อก 2.8 พันยูนิต มูลค่า 9 พันล้านนางสาวอาภา  อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า  บริษัท มีผู้บริหารใหม่เข้ามาเสริมทีมบริหาร โดยมีประสบการณ์จากบริษัทอสังหา ริมทรัพย์รายใหญ่ "ท็อป 5" ของตลาด เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของ ริชี่ เพลซฯ ที่มีการขยายการลงทุนคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะโครงการแนวราบ เป็นเป้าหมายหลักของการบุกตลาด สำหรับครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมระบายสต็อกสินค้าที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนรวมกว่า 2,800 ยูนิต มูลค่า 9,000 ล้านบาท จาก 12 โครงการในเครือ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ 4 โครงการ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 8 โครงการ ผ่านแคมเปญ 2 วันมหัศจรรย์ 5-6 ส.ค.นี้  ด้วยข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าพร้อมเข้าอยู่ คาดสร้างยอดขายกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ จากสินค้าในสต็อกหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 2-30 ล้านบาท  สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้หลายเซ็กเมนท์นอกจากนี้ ยังวางแผนซื้อที่ดินแปลงใหม่รองรับการโครงการใหม่ ล่าสุดซื้อที่ดินย่านเอกมัย ซอย 8 ขนาด 2 ไร่ เตรียมพัฒนาคอนโดมิเนียม มูลค่า 3,500 ล้านบาท เจาะลูกค้าชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก คาดเริ่มก่อสร้างปี 2562 แล้วเสร็จปี 2564 มีแผนเปิดขายต้นปีหน้า ราคาเฉลี่ย 2 แสนบาท ต่อตร.ม. ต่ำกว่าโครงการอื่นในบริเวณเดียวกันเปิดขายมากกว่า 2 แสนบาทต่อตร.ม. ปีนี้บริษัทจัดสรรงบซื้อที่ดินไว้ 1,600 ล้านบาท แต่ภาวะเศรษฐกิจผันผวนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ใช้งบไปเพียง 50% หรือ 800-900 ล้านบาท เท่านั้นพร้อมกันนี้  ยังมีแผนเจรจาร่วมทุนกับนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งจะเห็นความชัดเจนในอีก 2 เดือนข้างหน้า  บริษัทยังเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 2 ของปีนี้ อีก 540 ล้านบาท เสนอขายให้สถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ โดยจะนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่า 540 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดเดือน ก.ย.นี้ หลังจากการเสนอขายหุ้นกู้เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มูลค่า 334 ล้านบาท ได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุนและมียอดจองสิทธิ์เข้ามาเกินเป้าหมายสำหรับผลประกอบการไตรมาส2 เติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรก จากการทยอยโอนคอนโด เดอะ ริช สาทร-ตากสิน มูลค่า 2,100 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50% เหลือโอนในครึ่งปีหลัง โดยภาพรวมโครงการอื่น เช่น เดอะริช แอท นานา มูลค่า 3,700 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 30%  ริชพาร์ค แอท ทริปเปิ้ล สเตชั่น มูลค่า 2,700 ล้านบาท มียอดขาย 80%  ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย 1,600 -1,800 ล้านบาท  ครึ่งปีแรกทำได้ 800 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

คอนโดต่ำ 2 ล้านซึมยาว ตลาดอิ่มตัว สต๊อกเหลือขายกว่าหมื่นหน่วย

กูรูอสังหาฯเห็นพ้องตลาดคอนโดฯต่ำ 2 ล้านซบยาว เหตุเศรษฐกิจซบ ปัญหาหนี้ครัวเรือนรุมเร้า คอลลิเออร์ส เผยสต๊อกคงเหลือกว่าหมื่นหน่วย ที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุด ชี้ตลาดอิ่มตัว สินค้าเกินความต้องการ เผยในรอบ 10 ปีมีสินค้าสู่ตลาดกว่า 7-8 แสนหน่วยจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มกลางล่าง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมราคาต่ำ 2 ล้านบาทได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายประสบปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน จนกระทบมายังการพิจารณาปล่อยสินเชื่อบ้านของสถาบันการเงิน ซึ่งเห็นได้จากยอดปฏิเสธสินเชื่อที่มีอัตราเฉลี่ยสูงถึง 40-50% และดูเหมือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวเช่นนี้ต่อเนื่องนายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้ความสำคัญกับตลาดคอนโดมิเนียมราคาขายมากกว่า 70,000 บาทต่อตารางเมตร หรือราคาขายต่อหน่วยมากกว่า 2 ล้านบาทมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตรนั้น แทบจะไม่มีแล้วเนื่องจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการที่มีราคาขายระดับนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯได้ขณะเดียวกันโครงการที่เปิดขายใหม่ช่วงระดับราคา 50,000-70,000 บาทต่อตารางเมตร ก็มีจำนวนลดลงเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายเดินหน้าพัฒนาโครงการที่มีราคาขายในระดับนี้จำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อค่อนข้างดี แต่เมื่อโครงการเหล่านี้สร้างเสร็จและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้ซื้อส่วนหนึ่งไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ ห้องชุดเหล่านั้นจึงกลับมาเป็นภาระของผู้ประกอบการอีกครั้งทั้งนี้ จากการสำรวจคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในราคาต่ำกว่า 70,000 บาทต่อตารางเมตร ตั้งแต่ปี 2556 - ครึ่งแรกปี 2560 พบว่า มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 73,298 หน่วย ขายไปได้ประมาณ 85% โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกแนวเส้นทางรถไฟฟ้าปัจจุบัน แต่ก็ยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอยู่"แม้จะมีอัตราการขายที่ค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาจากหน่วยเหลือขายแล้ว ก็อาจจะยังเป็นที่น่ากังวลพอสมควร เพราะมีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 10,000 หน่วย ซึ่งคอนโดมิเนียมที่เหลือขายในกลุ่มนี้เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯประมาณ 48% ที่เหลือเป็นของผู้ประกอบการรายย่อย ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ขณะที่สถาบันการเงินเองก็ยังเพิ่มระดับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่างจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่องอย่างน้อยไปจนถึงปีหน้า"นายสุรเชษฐ กล่าวด้าน นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า หากดูตัวเลขการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่างในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2548-ปัจจุบัน) พบว่ามีสินค้าเข้าสู่ตลาดราว 7-8 แสนหน่วย ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ซื้อไปหมดแล้ว สำหรับกลุ่มเก็งกำไรก็ซื้อเพื่อการลงทุนกันหมดแล้ว และยิ่งในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันยิ่งทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ลดลง"ด้วยสภาพตลาดในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง อยู่ในภาวะอิ่มตัว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้เป็นหลัก เหตุเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่" นายธำรง กล่าวทั้งนี้ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง ยังหันไปพัฒนาโครงการระดับกลาง-บน แทน เพื่อลดความเสี่ยงจากกลุ่มกลางล่าง ที่มีปัญหาในเรื่องของการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยเมื่อตอนต้นปี 2560 บมจ.แอล.พี.เอ็น.ได้ชี้แจงว่าในปี 2560 บริษัทต้องเร่งระบายสต๊อกคอนโดมิเนียมที่มีอยู่จำนวน 13,000 หน่วย มูลค่า 14,000 ล้านบาท ให้มากที่สุด พร้อมกับเปิด 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

แสนสิริ แปลงร่างดักลูกค้าต่างชาติ

แสนสิริ จัดทัพใหม่ เดินหน้าสู่องค์กรระดับสากล คาดยอดขายต่างชาติปี 61 ทะยานสู่ 10,000 ล้านบาท พร้อมประกาศเกมรุกตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลังเต็มสูบนายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการปรับโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ภายใต้กลยุทธ์ "Sansiri Transformation" เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่ความเป็นองค์กรระดับสากล โดยรุกปรับองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ 4 ด้าน คือการเงิน, การบริหารโครงการ, กลยุทธ์การตลาดและเทคโนโลยี พร้อมกับดึงผู้บริหารที่มากประสบการณ์แต่ละด้าน มาช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยอย่างเต็มรูปแบบล่าสุดได้ลงทุนกว่า 3 ล้านบาท ในการพัฒนาหุ่นยนต์ "แสนดี" เพื่อมาให้บริการลูกค้า โดยนำร่องที่โครงการ "เดอะโมโนเม้นท์ สนามเป้า" เป็นโครงการแรกและในอนาคตมีแผนจะนำเข้าไปใช้ภายในโครงการอื่นๆด้วยนอกจากนี้ ตั้งเป้าสู่การเป็นองค์กรระดับสากล หลังจากเริ่มด้วยจากการนำโครงการไปขายให้กับลูกค้าต่างชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายจากลูกค้าต่างชาติที่ 3,700 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเป้ายอดขายต่างชาติที่วางไว้ 8,000 ล้านบาท ดังนั้นปีนี้บริษัทมีแผนจะขยายสำนักงานในต่างประเทศเพิ่ม เพื่อขยายฐานลูกค้า โดยตั้งเป้าจะขยายสู่เซี่ยงไฮ้ เสินเจิ้น และกวางเจา"หากอัตราการตอบรับจากชาวต่างชาติยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ก็เชื่อว่าเป้ายอดขาย 8,000 ล้านบาทก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในปี 2561 บริษัทอาจจะมีสัดส่วนยอดขายจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ 10,000 ล้านบาท" นายอภิชาติ กล่าวอย่างไรก็ตาม ในปี 2560 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่รวมจำนวน 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 44,460 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 9 โครงการ มูลค่า 19,400 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 8 โครงการ มูลค่า 24,200 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ มูลค่า 860 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 3 โครงการ ส่วนครึ่งปีหลังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 16 โครงการ มูลค่า 39,260 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 7 โครงการ มูลค่า 22,350 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 16,150 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ 1 โครงการ มูลค่า 760 ล้านบาทด้านแผนพัฒนาโครงการร่วมทุนกับกลุ่มบีทีเอส พบว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท และในปี 2560 นี้ บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการร่วมทุน 4 โครงการ มูลค่า 11,900 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกได้พัฒนาไปแล้ว 1 โครงการ มูลค่า 1,900 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังมีแผนพัฒนาโครงการเพิ่มอีกจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทยังมองหาโอกาสในการหาพันธมิตรธุรกิจเพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในอนาคตสำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวมแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท เติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามียอดขายรวม 36,000 ล้านบาท เติบโต 20% ส่วนตลาดต่างชาติมียอดขายแล้ว 3,700 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2561 จะมียอดขายที่ระดับ 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ที่ 37,500 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ไปถึงอีก 4 ปีข้างหน้า  ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

PF ดึงพลัสบริหารงานขาย

"พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค" ลั่น ครึ่งหลังปี 60 ได้เห็นการจับมือพันธมิตรใหม่เพียบ ประเดิมเจ้าแรก "พลัส พร็อพเพอร์ตี้"  พลัส เผยทำเลพหลโยธิน-สุทธิสารอนาคตสดใสนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)(PF) เปิดเผยว่า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตและเพื่อสร้างจุดแข็งให้กับบริษัท บริษัทจึงมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ในด้านต่างๆ ซึ่งในช่วงครึ่งหลังปี 2560 มีพันธมิตรที่เตรียมเปิดตัวอีกประมาณ 2-3 ราย ล่าสุด บริษัทจับมือกับ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในการเข้ามาดูแลงานบริหารการขายในโครงการเมโทร ลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร"ยุคนี้เป็นยุคของการซินเนอร์ยีคือควบรวมจุดแข็งเข้าด้วยกัน เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ และการร่วมมือกับพลัสในครั้งนี้ เป็นการนำจุดแข็งในการบริหารงานขายของพลัสมาช่วยเสริมการทำงาน ซึ่งการจะหาพันธมิตรเข้ามาร่วมธุรกิจ บริษัทนั้นๆต้องมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เหมือนกัน และพลัสมีหลักการทำธุรกิจเดียวกันกับบริษัท" นายวงศกรณ์ กล่าวทั้งนี้ ในไตรมาส 3 บริษัทได้เดินหน้าเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ตามแผนที่วางไว้ ได้แก่ โครงการ เมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร หลังประสบความสำเร็จจากการเปิดการขายคอนโดมิเนียมในทำเลสุทธิสาร ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี จึงได้ต่อยอดด้วยการเปิดโครงการต่อเนื่องเป็นโครงการที่ 2 ในทำเลดังกล่าว โครงการเมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร มีขนาดพื้นที่ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,070 ล้านบาท เป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น  2 อาคาร จำนวนรวม 317 หน่วยด้าน นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ยินดีที่ได้ร่วมเป็นผู้บริหารงานขายโครงการเมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร และถือเป็นความภาคภูมิใจของพลัส ด้วยเช่นกัน เนื่องจากพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้า ได้ให้ความไว้วางใจในการทำงานสำหรับทำเลย่านพหลโยธิน-สุทธิสารนี้ จากข้อมูลการทำวิจัยตลาดโดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบว่าได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอ แต่กลับมีโครงการใหม่ที่เปิดในช่วง 1-2 ปีมานี้ไม่มาก เนื่องจากที่ดินแปลงใหญ่มีจำกัดมากขึ้น ทั้งนี้ช่วงปี 2559 ถึงปัจจุบัน (กรกฎาคม 2560) มีโครงการเปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาด 2 โครงการ รวม 3,196 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม High Rise ราว 70% ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 160,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่คอนโดมิเนียม Low Rise มีราคาขายเฉลี่ยที่ 100,000 บาท/ตารางเมตร เป็นผลจากปัจจุบันที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้ามีราคาสูงมาก ทำให้ความนิยมเริ่มขยายไปสู่ที่ดินตามถนนสายรองแต่ยังถือว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า เช่น ทำเลสุทธิสาร เพราะไม่เพียงเป็นทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเชื่อมต่อได้หลายเส้นทางทั้งถนนวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน และรัชดาภิเษกจากราคาของโครงการ อื่นๆ ที่ขยับไปค่อนข้างสูง ในขณะที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค สามารถบริหารต้นทุนได้ดี ส่งผลให้ราคาขายของโครงการเมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร อยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยมีราคาขายเฉลี่ยเพียง 97,000 บาท/ตารางเมตร จึงเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจของโครงการ และหากย้อนหลังไปดูราคาเปิดตัวของคอนโดมิเนียม High Rise โซนใกล้เคียง เช่น ย่านสนามเป้า-อารีย์ฯ-สะพานควาย เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ราคาเฉลี่ยเปิดตัวอยู่ที่ 90,000-100,000 บาท/ตารางเมตร หากลงทุนในตอนนั้น ปัจจุบันราคาเฉลี่ยโครงการที่ถูกนำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ขยับสูงถึง 140,000-150,000 บาท/ตารางเมตร ส่วน Low Rise ราคาเฉลี่ยเปิดตัวอยู่ที่ 80,000 บาท/ตารางเมตร ปัจจุบันราคาเฉลี่ยโครงการที่ถูกนำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ขยับสูงถึง 93,000 บาท/ตารางเมตร เป็นทำเลที่มีการอยู่อาศัยหนาแน่นสูงถึง 80-90% และเป็นที่สนใจของผู้เช่า ตลอดจนราคาที่ดินรอบสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า-อารีย์ฯ-สะพานควาย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-25% ต่อปี  ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชงรถไฟฟ้าสีน้ำตาล6หมื่นล. ผ่าตัดวิกฤตจราจรแคราย-ลำสาลี

คมนาคมทะลวงโซนเหนือ แก้รถติดวิภาวดีฯ-เกษตร-นวมินทร์ ดันโปรเจ็กต์ยักษ์ 6 หมื่นล้าน รถไฟฟ้าสายใหม่สีน้ำตาล "แคราย-ลำสาลี" ตัดผ่าน 6 รถไฟฟ้า 6 สี พ่วงตอม่อทางด่วนขั้นที่ 3 ประชาพิจารณ์นัดแรก 26 ก.ค.เคาะรูปแบบ พ.ย.ปีนี้ เผยเชื่อมโครงข่ายโทลล์เวย์-ด่วนศรีรัช-วงแหวนตะวันตก ชี้แลนด์ลอร์ดทุนใหญ่หน้าเดิมปักหมุดจอง เจ้าสัวเจริญมากสุดนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจร (สนข.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า วันที่ 26 ก.ค.นี้ จะรับฟังความคิดเห็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) ซึ่งเป็นโครงการมีแนวคิดจะมาทดแทนระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N1, N2 และ N3 บางใหญ่-งามวงศ์วานเกษตร-นวมินทร์-วงแหวนตะวันออก หลังตอน N1 บางใหญ่-รัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-แยกเกษตร ได้รับการคัดค้านจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้โครงการหยุดชะงักเมื่อปี 2556อีกทั้งเป็นการใช้ประโยชน์เสาตอม่อ 281 ต้นบนกึ่งกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ที่สร้างค้างมานานหลาย 10 ปี ล่าสุดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ปรับแผนการสร้างใหม่ จะเริ่มจาก N2เกษตร-วงแหวนตะวันออก ระยะทาง 11.9 กม. เงินลงทุน 14,382  ล้านบาทพ.ย.เคาะแก้รถติดแต่ สนข.ประเมินแล้วอาจจะเกิดปัญหาจราจรตรงแยกเกษตรศาสตร์ ทางคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ สนข.ศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลและระบบทางด่วนสายเหนือตอน N2-วงแหวนรอบนอกตะวันออก รูปแบบการลงทุนโครงการไหนจะตอบโจทย์การเดินทางเชื่อมกรุงเทพฯตะวันตกกับตะวันออก และแก้ปัญหาจราจรภาพรวมได้มากสุด ภายในเดือน พ.ย.นี้จะได้ข้อสรุป"ต้องดูการแก้จราจรภาพรวมและความคุ้มค่าการลงทุน ระหว่างการทางพิเศษฯจะสร้างทางด่วนแล้วมาด้วนอยู่ตรงแยกเกษตรจะส่งผลต่อการจราจรแค่ไหนกับสร้างรถไฟฟ้าที่มีแนวซ้อนทับกับทางด่วนช่วงเกษตร-นวมินทร์ แต่สามารถจะเป็นฟีดเดอร์ให้กับรถไฟฟ้าอีกหลายสาย อยู่ที่การสนับสนุนของคนในพื้นที่ ผลการศึกษาที่จะออกมาอีก 5 เดือน และนโยบายรัฐบาล" นายชัยวัฒน์กล่าวและว่าบริษัทที่ปรึกษาเสนอ 4 ทางเลือก คือ 1.สร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล 2.สร้างทางด่วนเกษตร-วงแหวนตะวันออก 3.สร้างทางด่วนจากบางใหญ่-วงแหวนตะวันออก และ 4.สร้างทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วนบนเส้นทางเดียวกันลงทุน 4.5 หมื่นล้านสายสีน้ำตาลรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อปี 2556 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลและผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. แล้ว เป็นระบบไรต์เรล มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 6 สาย แนวเริ่มจากแยกแคราย เชื่อมสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) และสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ไปตามแนวถนนงามวงศ์วาน เชื่อมกับสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่สถานีบางเขน ผ่านแยกเกษตร เชื่อมกับสายสีเขียว (หมอชิต-คูคต) ที่สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้วไปตามแนวถนนเกษตร-นวมินทร์ (ประเสริฐมนูกิจ) ถนนนวมินทร์และสิ้นสุดบริเวณถนนรามคำแหง เชื่อมกับสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) บริเวณแยกลำสาลี ระยะทางรวม 21.5 กม. เงินลงทุน 44,064 ล้านบาท แยกเป็นค่าก่อสร้าง 24,379 ล้านบาท งานระบบ 13,073 ล้านบาท ค่าเวนคืน 5,780 ล้านบาท และที่ปรึกษาคุมงาน 832 ล้านบาทเปิดโผที่ตั้ง 22 สถานีมี 22 สถานี ได้แก่ 1.ศูนย์ราชการนนทบุรี ตรงข้ามไทยคม 2.งามวงศ์วาน ใกล้ ซ.งามวงศ์วาน 3 3.บัวขวัญ ตรงชุมชนวัดบัวขวัญ 4.แยกพงษ์เพชร 5.ชินเขต หน้า ซ.งามวงศ์วาน 43 6.บางเขน หน้าเรือนจำคลองเปรม 7.คุณหญิงอิศรา หน้า ม.เกษตรฯ 8.เกษตร ทางแยก 9.กรมยุทธโยธาทหารบก 10.ลาดปลาเค้า 39 11.ประเสริฐมนูกิจ 25 12.เสนานิเวศน์ 13.สตรีวิทยา 2 14.ประดิษฐ์มนูธรรม บริเวณจุดตัดทางด่วน 15.คลองลำเจียก จุดตัด ถ.ลำเจียก16.รามอินทรา-นวมินทร์ จุดตัดนวมินทร์ 17.นวลจันทร์ แยกซอยนวลจันทร์ 11 18.โพธิ์แก้ว บน ถ.นวมินทร์ตัด ถ.โพธิ์แก้ว 19.นวมินทร์ 73 20.แฮปปี้แลนด์ จุดตัดนวมินทร์กับแฮปปี้แลนด์ 21.การเคหะแห่งชาติ และ 22.ลำสาลี บริเวณแยกลำสาลี จะใช้เวลาสร้าง 3 ปี มีปริมาณผู้โดยสารวันเปิดบริการปี 2564 อยู่ที่ 32,000 เที่ยวคน/วันรายงานข่าวกล่าวว่า ส่วนทางด่วนตอน N2-วงแหวนรอบนอกตะวันออกปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้บรรจุไว้ในแผนลงทุนเร่งด่วนปี 2560 ใช้เงินจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) คาดว่าจะเปิดใช้ปี 2564 มีปริมาณการจราจร 150,000 เที่ยวคัน/วัน แนวเริ่มจากแยกลาดปลาเค้าวิ่งตรงไปเชื่อมกับทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา แล้วสร้างซ้อนทับบนเกาะกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ถึงแยกนวมินทร์จากนั้นวิ่งตรงไปบนเกาะกลางถนนของกรมทางหลวง (ทล.) จนบรรจบกับวงแหวนตะวันออก ออกแบบเป็นทางยกระดับขนาด 4 ช่องจราจร ส่วนการเวนคืนที่ดินมีจุดใหญ่ตรงจุดตัดทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่ง กทพ.อยู่ระหว่างเคลียร์สัญญาเช่าพื้นที่สร้างทั้งทางด่วน-รถไฟฟ้า"มีแนวโน้มสูงจะสร้างทั้ง 2 ระบบ ดูตามความพร้อมของโครงการ อาจจะเริ่มจากสร้างทางด่วนก่อน เพราะการทางพิเศษฯยืนยันพร้อมจะเดินหน้าโครงการ ล่าสุดมีกระแสข่าวออกมาว่าผู้บริหารการทางพิเศษฯจะขอใช้มาตรา 44 เพื่อก่อสร้างทางด่วนสายนี้ด้วย ทั้งนี้ก็ต้องสร้างส่วนต่อขยายจากแยกลาดปลาเค้าออกไปอีกไม่ให้เกิดคอขวด และเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการทางพิเศษฯกำลังศึกษาแนวเส้นทางไปเชื่อมกับโทลล์เวย์และทางด่วน"จะสร้างเป็นทางยกระดับโดยเบี่ยงแนวอ้อมไปทางคลองบางบัวด้านหลังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชื่อมโทลล์เวย์ หรือสร้างต่อจากแยกเกษตรผ่านหน้าโรงพยาบาลวิภาวดีแล้วเลี้ยวซ้ายคู่ขนานไปกับถนนวิภาวดีจนถึงแยกรัชวิภาแล้วบรรจบกับทางเชื่อมที่กระทรวงคมนาคมจะให้เอกชนร่วม PPP วงเงิน 6,220 ล้านบาท สร้างทางยกระดับเชื่อมโทลล์เวย์กับทางด่วนศรีรัชวงแหวนตะวันตก ระยะทาง 2.6 กม."ส่วนสายสีน้ำตาลเมื่อศึกษาจบ สนข. จะบรรจุโครงการไว้ในแผนแม่บทรถไฟฟ้า จากนั้น รฟม.จะออกแบบรายละเอียดเพื่อก่อสร้างต่อไป"ทั้งนี้พื้นที่โซนนี้จะต้องมีโครงข่ายการคมนาคมใหม่ ๆ มารองรับการเดินทาง เนื่องจากปัจจุบันเมืองมีการขยายตัวมีบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมและคอมมิวนิตี้มอลล์เกิดขึ้นมาก ส่งผลทำให้ถนนเกษตร-นวมินทร์มีการจราจรหนาแน่น 100,000 เที่ยวคัน/วันปลุกที่เจ้าสัวเจริญผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ มีโครงการนวมินทร์ เฟส 1 ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี กำลังล้อมรั้วเตรียมก่อสร้างโครงการ แบบมิกซ์ยูส บนที่ดินกว่า 300 ไร่ ทำเลตรงข้ามโครงการนวมินทร์ซิตี้ อเวนิว ด้านหน้าติดถนนประเสริฐมนูกิจ หน้ากว้าง 300-400 เมตร และด้านชนกับถนนเสนานิคม มีแผนจะพัฒนาเป็นอาคารศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม 200 ห้อง และ ที่จอดรถกว่า 2,000 คันจะพัฒนา 2-3 เฟส ใช้งบฯลงทุนรวม 7,000-8,000 ล้านบาท เฟสแรกจะก่อสร้างอาคารศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า พื้นที่ 200,000 ตร.ม.บจ.เค.อี.แลนด์ของตระกูลเอี่ยมสกุลรัตน์ ผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรร "คริสตัล พาร์ค" และคอมมิวนิตี้มอลล์ "เดอะ คริสตัลและซีดีซี" มีที่ดินรอพัฒนาอยู่ติด ถ.เกษตร-นวมินทร์ 15 ไร่และบริเวณจุดตัด ทางด่วนกับถนนเกษตร- นวมินทร์อีกกว่า 100 ไร่ ขณะที่กระทรวงการคลังก่อนหน้านี้เคยมีแนวคิดจะนำที่ดินเรือนจำกลางคลองเปรม 500 ไร่ เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาโคงการ มิกซ์ยูสสร้างรายได้ระยะยาวล่าสุด บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ เข้าไปพัฒนาโครงการ "เดอะ ซีเล็คเต็ด เกษตร-งามวงศ์วาน" คอนโดฯ ไฮไรส์ 20 ชั้น บนที่ดิน 2 ไร่ 310 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท  ราคาเริ่มต้น 120,000 บาท/ตร.ม. หรือเริ่มต้น ยูนิตละ 2.9 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

2 อสังหาลดเสี่ยง ปรับเป้า-กระจายลงทุน

อสังหาปรับเป้า บริษัทอสังหาฯ ลดความเสี่ยงรับเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน เริ่มขยับปรับเป้ายอดขาย พร้อมลงทุนธุรกิจอื่นกระจายความเสี่ยง          แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวกว่าครึ่งปีแรก แต่อสังหา ริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังยังแข่งขัน รุนแรงต่อเนื่อง จากสต๊อกคงค้าง และโครงการเปิดใหม่ที่ต้องเร่งทำตลาดในช่วงเวลาที่จำกัด นอกจากนี้หลายบริษัทหาทางกระจายความเสี่ยงรับมืออสังหาฯ ไม่เฟื่องฟูเหมือน ก่อน           วงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์ เฟค เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังนั้นค่อนข้าง ยาก เนื่องจากถูกจำกัดด้วยเวลาในการทำตลาด เพราะจะมีเวลาขายเหลือเฉพาะไตรมาส 3 เท่านั้น ขณะที่การปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินยังเป็นปัญหามานานกว่า 2 ปี          ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับลดเป้ายอดขายปีนี้เป็นครั้งที่ 2 จากเมื่อต้นปี ตั้งเป้าไว้ 1.83 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.45 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและกำลังซื้อ ที่ลดลง โดยในครึ่งปีหลังจะเปิดโครงการใหม่ 9 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ล่าสุดได้เปิดขายโครงการเมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหลฯ-สุทธิสาร ตั้งอยู่ในซอยอินทามระ 14 จำนวน 317 ยูนิต เริ่มต้น 2.19 ล้านบาท          "จะเป็นครั้งแรกที่บริษัทให้บริษัทพลัส พร็อพเพอร์ตี้ มาช่วยทำการตลาด นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดทั้งโปรโมชั่นการนำ คอนโดมาร่วม 10 โครงการ จำนวน 200 ยูนิต มาเปิดขายที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว วันที่ 27 ก.ค.-2 ส.ค.นี้ เพื่อเร่งระบายสินค้า" วงศกรณ์ กล่าว          ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการหาตัวแทนขายเพื่อเข้าไปทำ ตลาดในประเทศจีน หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมาได้เข้าไปทำตลาดในไต้หวันและสิงคโปร์มาแล้ว          ด้าน เอเดรียน ลี ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอนแลนด์ กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นคงและรายได้ในระยะยาว บริษัทจะกระจายการลงทุนไปธุรกิจอื่น โดยเตรียมงบลงทุนไว้ 2 หมื่นล้านบาทดำเนินธุรกิจใน 3-5 ปี เช่นปีนี้มีแผนจะพัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าในทำเลเพลินจิต 1 โครงการ มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท การขยายธุรกิจไปในต่างประเทศในเอเชียใน 12-18 เดือนนี้ เช่นธุรกิจร้านอาหารและค้าปลีก ตั้งเป้า 3-5 ปี จะเติบโตขึ้น 3 เท่า รายได้อยู่ที่ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท          "ธุรกิจอสังหาฯ ในไทยยังไม่แย่และมีโอกาสมากกว่าเมื่อเทียบประเทศในภูมิภาคเอเชีย หากมีการวางแผนที่ดี มีสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้า ล่าสุดบริษัทเตรียมเปิดโครงการ เดอะ ลอฟท์ สีลม โดยปีนี้บริษัทคาดมีรายได้ 3,000-4,000 ล้านบาท" ลี กล่าว          ในสถานการณ์ขณะนี้การตั้งรับจึงน่าจะยังปลอดภัยกว่าการเดินเกมรุก เพราะอาจจะเหนื่อยเปล่า  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เพอร์เฟคเห็นสัญญาณฟื้นตัว ลุยต่อคอนโดฯย่านพหลโยธิน

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ "PF" กล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิด 16 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ  22,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 11 โครงการ มูลค่า 14,252 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังเตรียมเปิดคอนโดมิเนียมอีก 5 โครงการ ล่าสุดทางบริษัทได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแรกภายใต้ชื่อ "เมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร" บนพื้นที่ 3 ไร่ สูง 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวนรวม 317 ยูนิต มูลค่า 1,070 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลในวันที่ 22 ก.ค.นี้ และอีก 4 โครงการจะเป็นแบรนด์ เมโทร สกาย 2 โครงการ และอีก 2 โครงการภายใต้แบรนด์  iCondo"สำหรับตลาดอสังหาฯในทำเลย่านพหลโยธิน-สุทธิสาร ในช่วงปี 2559 ถึงปัจจุบันมีโครงการเปิดตัวใหม่ 2 โครงการ รวม 3,196 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์ 70% ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 160,000 บาทต่อตร.ม.ขณะที่คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 30% ราคาขายเฉลี่ยที่ 100,000 บาทต่อตร.ม. เป็นผลจากปัจจุบันที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้ามีราคาสูงมาก ในส่วนของราคาที่ดินในช่วงปี 5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-25% ต่อปี"นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท พลัส พร็อพ เพอร์ตี้ จำกัด ให้เป็นผู้บริหารการขายและการตลาดให้กับ เมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มเติม โดยได้วางเป้าขายช่วง 2-3 เดือนประมาณ 40% และจะสามารถปิดการขายโครงการภายใน1ปีถึงปีครึ่ง ซึ่งลูกค้าที่ซื้อโครงการดังกล่าวจะเพื่ออยู่อาศัย ทำให้ไม่มีปัญหาในระยะเวลาการโอนห้องชุดนอกจากนี้ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ ได้จัดกิจกรรม การตลาดเพื่อกระตุ้นการขายในไตรมาส 3 ด้วยแคมเปญ "Double Pack Sale"ในรูปแบบ "แพกคู่สุดคุ้ม" ด้วยแพกคู่ 2 ยูนิต ราคาพิเศษสำหรับห้องแรก โดยเตรียมจัดอีเวนต์ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ในวันที่ 27 ก.ค.-2 ส.ค.นี้ วางเป้าการขายภายใน1ดือนประมาณ 200 ยูนิต เฉลี่ยยูนิตละ 4 ล้านบาท รวมยอดขายประมาณ 800 ล้านบาทด้านนายเอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) (RML) กล่าวว่าในแผนธุรกิจ 3-5 ปี จะกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจอสังหาฯประเภทอื่นๆ ทั้งเพื่อขายและให้เช่า รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดี เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน ซึ่งจะมีสัดส่วนรายได้การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 30-40% อาคารสำนักงาน 20-25%ธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง 20-25% และอื่นๆ 5-10% จากในปัจจุบันบริษัทมีรายได้หลักจากโครงการคอนโดมิเนียมเกือบ 100%"บริษัทเตรียมพัฒนาอาคารสำนักงานเกรดเอให้เช่าตั้งอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชิดลม ขนาด 100,000-110,000 ตร.ม. 90% เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า อีก 10% เป็นรีเทล บนพื้นที่ 6 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2565"  ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

RMLกางแผน5ปีลงทุน2หมื่นล.เพิ่มไลน์ธุรกิจปั๊มยอดขายORIลุ้นไตรมาส2พุ่ง130%

RML กางแผน 3-5 ปี ลุยลงทุน 20,000 ล้านบาท เพิ่มไลน์ธุรกิจนอกเหนือจากพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย หวังอีก 5 ปี รายได้พุ่งแตะ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท ด้าน ORI ลุ้นไตรมาส 2 ผลงานโต 130% หนุนสิ้นปีโกย 9,000 ล้านบาทตามแผน หลังซื้อพราวด์ฯนายเอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไรมอนแลนด์ (RML) เปิดเผยถึงแผนดำเนินธุรกิจใน 3-5 ปีจากนี้ว่า บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ที่ 20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และมีแผนการลงทุนเพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีสัดส่วนรายได้การพัฒนาโครงการที่ อยู่อาศัย 30-40% อาคารสำนัก งาน 20-25% ธุรกิจที่สร้างราย ได้อย่างต่อเนื่อง 20-25% และอื่นๆ 5-10% จากปัจจุบันมี รายได้หลักจากธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์ในโครงการคอนโด มิเนียมเกือบ 100% หรือประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท"ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้ บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนธุรกิจที่วางไว้ โดยเบื้องต้นมีแผนพัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าในทำเลเพลินจิต 1 โครงการ มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท มีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 100,000-110,000 ตร.ม. ซึ่ง 90% เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า และอีก 10% เป็นพื้นที่รีเทล คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในปี 2563 และยังเดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง" นายเอเดรียนกล่าวล่าสุดได้พัฒนาคอนโด มิเนียม โครงการ "เดอะ ลอฟท์ สีลม" บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ สูง 37 ชั้น รวม 268 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้นยูนิตละ 7 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2563 โดยเตรียมเปิดพรีเซลส์วันที่ 23 ก.ค.นี้ ณ สมาคมสโมสรอังกฤษ กรุงเทพฯสำหรับปี 2560 บริษัทตั้ง เป้ารายได้รวม 3,000-4,000 ล้านบาท และใน 3-5 ปีข้างหน้าจะมีรายได้แตะระดับ 13,000-15,000 ล้านบาทนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) กล่าวว่า บริษัทประเมินว่าช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาจะมีรายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 130% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในส่วนของยอดพรีเซลส์ที่มีลูกค้าทำสัญญาแล้ว ปิดครึ่งปีแรกมีประมาณ 4,200 ล้านบาท หรือกว่า 30% ของเป้าพรีเซลส์ในปีนี้ขณะที่ปีนี้ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ที่รอเปิดตัวอีก 4 โครงการ รวมถึงมีโครงการบ้านแนวราบโครงการแรกอีก 1 โครงการ คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/60 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) รอรับรู้รายได้ประมาณ 14,300 ล้านบาทสำหรับช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ บริษัทยังมองเห็นสัญญาณการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง หลังจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา มติผู้ถือหุ้นอนุมัติให้บริษัทดำเนินการเข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด ส่งผลให้บริษัทจะมียอด Backlog เพิ่มขึ้นแตะ 25,000 ล้านบาท สูงเป็นระดับท็อปไฟว์ของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทันทีขณะเดียวกัน ภายหลัง จากการได้พราวด์ เรสซิเดนซ์ มา ทำให้บริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ที่จะทยอยรับรู้ภายในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้อีกประ มาณ 7,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆ แล้ว จึงมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้ตามเป้าที่ระดับ 9,000 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

LPNคาดคอนโดใหม่ทะลักPFจ่อขยายเพิ่ม5โครงการ

LPN ชี้ตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 3 ปี 60 คาดแห่เปิดตัวอาคารชุดใหม่ 17,000 ยูนิต เน้นบุกทำเลแนวรถไฟฟ้า ด้าน "PF" โชว์แผนครึ่งปี ผุดคอนโดฯ อีก 5 โครงการบมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวล ลอปเม้นท์ (LPN) รายงานถึงสถาน การณ์อาคารชุดเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2560 ที่ผ่านมาว่า ภาพรวมการเปิดตัวยังคงทรงตัว เนื่องจากผู้ประ กอบการส่วนใหญ่ยังคงเปิดตัวโครงการที่เลือกมาจากปี 2559 ที่ผ่านมา และเลือกที่จะเปิดตัวโครงการในทำเลรถไฟฟ้าสายต่างๆโดยในไตรมาสแรกจะเห็นการเปิดตัวโครงการแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวมากที่สุด ส่วนไตร มาสที่ 2 การเปิดตัวโครงการจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ จะเน้นการทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุก ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีการเปิดตัวโครงการอาคารชุดอยู่ที่ 60 โครงการ รวม 34,580 ยูนิต แบ่งเป็นผู้ประกอบการประเภท บริษัทจำกัด 27% และ ผู้ประกอบการประเภทจดทะเบียน 73%อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาส 3 ภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ คาดว่าจะมีจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่มากกว่า 17,000 ยูนิต เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเลื่อนแผนการเปิดตัวโครงการจากไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) กล่าวว่า ในปี 2560 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่รวม 16 โครงการ มูลค่ารวมประ มาณ 22,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 11 โครงการ มูลค่า 14,252 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังเตรียมเปิดคอนโดมิเนียมอีก 5 โครงการ ซึ่งในไตรมาส 3 นี้ บริษัทได้เปิดตัวโครงการ "เมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหลสุทธิสาร" บนพื้นที่ 3 ไร่ สูง 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวนรวม 317 ยูนิต มูลค่า 1,070 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลส์ในวันที่ 22 ก.ค.นี้  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ORIลั่นQ2รายได้โต130% คาดกำไรกระฉูด210ล้าน

บิ๊กบอส ORI ส่งซิก Q2 รายได้โต 130% รับยอดโอนไหลลื่น หลังซื้อ “พราวด์ เรสซิเดนซ์” สำเร็จ หนุนแบ็กล็อกสูง 2.5 หมื่นล้านบาท ติดท็อป 5 อสังหาฯ ดันรายได้ปีนี้โต 9 พันล้านบาท โบรกฯคาด Q2 กำไร 210 ล้านบาท พุ่งกระฉูด 187%นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2/60 จะมีโอกาสทำรายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 130% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน และเติบโตขึ้นกว่า 30% จากไตรมาส 1/60 ที่ผ่านมา หลังจากภาพรวมธุรกิจของบริษัทยังคงเติบโตได้แข็งแกร่งโดยในส่วนของยอดขาย (พรีเซล) มีลูกค้าทำสัญญาแล้วและปิดงวดครึ่งปีแรกทำไปได้กว่า 4,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 30% ของเป้าพรีเซลในปี 2560 ประกอบกับในปีนี้ทางบริษัทยังมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ที่รอเปิดตัวอีกราว 4 โครงการ รวมถึงมีโครงการบ้านแนวราบโครงการแรกอีก 1 โครงการดังนั้น น่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 2/60 บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) กว่า 14,300 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากการเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ และ 1 โครงการเฟสใหม่ในไตรมาส 2/60 จึงคาดทิศทางยอดจองในไตรมาส 2/60 จะรับรู้พรีเซลครบภายในไตรมาส 3/60 รวมได้กว่า 4,000 ล้านบาท“ในช่วงที่ผ่านมาทางบริษัทสะสมยอดรอรับรู้รายได้หรือแบ็กล็อกจากการพัฒนาและขายโครงการมาโดยตลอด เพราะบริษัทเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานด์ ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้จึงมีรายได้เติบโตในระดับที่น่าพึงพอใจ” นายพีระพงศ์ กล่าวนายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ทางบริษัทยังคงมองเห็นสัญญาณการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง หลังจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/60 เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา มติของผู้ถือหุ้นได้อนุมัติให้บริษัทดำเนินการเข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด ส่งผลให้บริษัทจะมียอดแบ็กล็อกเพิ่มขึ้นทะลุ 2.5 หมื่นล้านบาท สูงเป็นระดับท็อปไฟว์ของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทันทีนอกจากนี้ ภายหลังจากที่บริษัทได้ พราวด์ เรสซิเดนซ์ เข้ามา ยังทำให้บริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ที่จะทยอยรับรู้ภายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 อีกราว 7,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับปัจจัยต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ทำให้มั่นใจว่าในปี 2560 จะมีรายได้ตามเป้าหมายที่ระดับ 9,000 ล้านบาทด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวโน้มกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/60 ของ ORI จะอยู่ที่ระดับ 210 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 187% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับงวดไตรมาสแรกทั้งนี้ จากฐานกำไรไตรมาส 2/60 ที่เติบโตจะถือเป็นประเด็นบวกระยะสั้นต่อทาง ORI ซึ่งแม้คาดอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ลดลงเมื่อเทียบรายไตรมาสเหลือ 19% จากค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงตามการโฆษณาสร้างแบรนด์ อย่างไรก็ตาม จะถูกชดเชยด้วยยอดโอนที่ 1.1 พันล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 138% จากช่วงปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากงวดไตรมาสแรก เพราะมีแบ็กล็อกโครงการสร้างเสร็จที่โอนต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Knightsbridge Skycity Saphanmai ซึ่งมีแบ็กล็อกจำนวน 1 พันล้านบาทนอกจากนี้ ประเมินแนวโน้มกำไรสุทธิงวดปี 2560 อยู่ที่ระดับ 1,681 ล้านบาท เติบโต 164% จากงวดปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 638 ล้านบาท ซึ่งยังคงคาดการณ์ยอดโอนไว้ตามเดิมที่ 8.8 พันล้านบาท แบ่งเป็น ORI จำนวน 5.8 พันล้านบาท และ Park 24 จำนวน 3 พันล้านบาท ในปี 2560 กำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 16.80 บาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

แบงก์สะดุด...ปล่อยกู้บ้านครึ่งปีหลัง

ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์เริ่มมีการส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า ภาพรวมการปล่อย สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารทั้งระบบในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้คงไม่สดใสมากนัก เนื่องจากสภาพ ตลาดยังไม่เอื้ออำนวย กำลังซื้อของ ผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และธนาคารเองก็ยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อเพื่อ ที่อยู่อาศัยในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ใน ปีนี้ ลงมาอยู่ที่ระดับ 5-6% จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 6-8%ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง นี้ธนาคารคงต้องมีการทบทวนเป้าหมายการขยายสินเชื่อตลอดทั้งปีนี้ใหม่ จากเดิมที่เคยตั้งเป้าไว้ที่ 4-6% ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันมองว่าเป้าหมาย 6% คงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ถ้า 4% ยังถือว่าต้องใช้ความพยายามอยู่ และธนาคารเอง ก็มีนโยบายที่จะควบคุมให้เอ็นพีแอลสิ้นปีนี้ไม่เพิ่มขึ้นเกิน 4.8%ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะสินเชื่อในระบบธนาคารหรือตลาดเงินก็ไม่ได้เติบโตสูง อีกอย่างธนาคารก็ ไม่ได้ต้องการโตแบบหวือหวา ไม่มีความ จำเป็นที่ต้องเร่งโตในระยะสั้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากตลาดมีการแข่งขันดุเดือด แย่งลูกค้าเดิมกันค่อนข้างมาก เช่น สินเชื่อบ้านที่แข่งขันกันสูง"มีการแข่งให้ดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันไดในช่วง 1-3 ปี พอครบ 3 ปีลูกค้าก็หมุนหรือรีไฟแนนซ์เพื่อย้ายไปเอาดอกเบี้ย 0% ตรงนี้ถือว่าเป็นดีมานด์เทียม ซึ่งธนาคารก็ต้องระมัดระวังตรงนี้ ไม่ไปเร่งแข่งให้ดอกเบี้ยต่ำ เพราะไม่ นานลูกค้าก็ต้องไปอยู่ดี อย่าลืมว่าการแข่งให้ดอกเบี้ยแบบนี้ส่วนใหญ่จะขาดทุน ดังนั้นถ้าครบ 3 ปี ลูกค้าย้ายแบงก์ก็จะกลายเป็นขาดทุนตลอดกาล เพราะเอาดอกเบี้ยระยะไกลมาลดให้ เราจึงพยายามแข่งขันสินเชื่อบ้านบ้าง แต่ราคา ที่ให้กับลูกค้าต้องมีเหตุมีผล ไม่เน้นไปที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเร่งให้สินเชื่อโตสูงในระยะสั้น แต่หันมาเน้นสินเชื่อที่มีการเติบโตในระยะยาว ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แต่ทั้งปีธนาคารก็พยายามจะยืนเป้าหมายให้สินเชื่อเติบโตที่ 4%" ผยง กล่าวส่วนกรณีปัญหาเรื่องโครงการอสังหาริมทรัพย์บางรายมีดีมานด์เทียมจากการซื้อไว้เก็งกำไรของนักลงทุน ต่างชาติ แล้วไม่ได้อยู่เองและมีการทิ้ง การจองว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับธนาคาร เนื่องจากธนาคารให้ กู้แบบระมัดระวังอยู่แล้ว พยายามให้ สินเชื่อที่ปล่อยกู้สินเชื่อก่อนเริ่มโครงการ (พรีไฟแนนซ์) ที่ปล่อยกู้ให้โครงการแล้ว พอสร้างเสร็จธนาคารก็จะมาปล่อยกู้ให้ กับผู้ซื้อนั้น ธนาคารดูอย่างครบวงจรอยู่แล้ว โดยวิเคราะห์โครงการตั้งแต่เริ่มว่า เป้าหมายจะขายใครและจะมุ่งสร้างดีมานด์เทียมหรือไม่ จึงไม่น่ากังวล  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ศก.พิเศษสระแก้วบูม นักลงทุนแห่เช่าพื้นที่นิคมฯรองรับ

นิคมฯสระแก้วเนื้อหอมรองรับเศรษฐกิจพิเศษ นักลงทุนเอสเอ็มอีทยอยเซ็นสัญญาเช่าเข้าใช้พื้นที่ต่อเนื่อง พร้อมแบ่งโซนกว่า100 ไร่ รองรับผู้ประกอบการคาดเปิดพื้นที่ให้เข้าใช้ประกอบการเฟสแรกเดือน ส.ค.นี้พร้อมเดินหน้าจัดหาผู้รับเหมาเข้าพัฒนาพื้นที่ระยะที่ 2 ประมาณ 526 ไร่ คาดก่อสร้างได้เดือน ก.ย.60นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลจัดกิจกรรมเดินสายพบปะนักลงทุนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาเพื่อนำเสนอความคืบหน้าการขับเคลื่อนการลงทุน และความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จะใช้รองรับการขยายตัวตามแนวทางการดำเนินงานการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตของรัฐบาลรวมถึงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้งนี้โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในจ.สระแก้ว บนพื้นที่ 660 ไร่ ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ดังนั้น กนอ.จึงเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่เฟสแรก 134 ไร่ รองรับความต้องการใช้พื้นที่ของนักลงทุนกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชนในระยะแรก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบถนน ระบบประปา ระบบไฟฟ้า และอื่นๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจพื้นที่ประกอบกิจการได้ประมาณเดือน ส.ค.นี้ ส่วนการพัฒนาพื้นที่นิคมฯสระแก้ว ในระยะที่ 2 ประมาณ 526 ไร่กนอ.จะพัฒนาให้เป็นพื้นที่ เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยใช้งบประมาณการลงทุนของรัฐบาลประมาณ 700 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการจัดหาบริษัทผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่ กนอ. กำหนดเข้าดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ประมาณเดือน ก.ย.60 และแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าใช้พื้นที่ได้ครบทั้งหมดประมาณเดือน ก.ย.61"จากความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่นิคมฯจังหวัดสระแก้ว มาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความชัดเจนที่เริ่มเป็นรูปธรรม รวมทั้งจ.สระแก้ว ยังเป็นแหล่งลงทุนที่มีความโดดเด่นทั้งด้านวัตถุดิบ แรงงาน และโลจิสติกส์รวมทั้งยังเป็นประตูเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และยังเชื่อมโยงไปยังพื้นที่การลงทุนใหม่ในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นตัดสินใจทยอยเข้าลงทุนในพื้นที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทำสัญญาเช่าแล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจา ประมาณ 5 ราย พื้นที่ประมาณ 45-50 ไร่ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน"  ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

เปิดโลก 'พร็อพเทค' หนุนอสังหาไทยสู่ยุคดิจิทัล

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์การพัฒนาธุรกิจเกิดใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) กำลังมาแรง หากธุรกิจรูปแบบเดิมรู้จักใช้เทคโนโลยีของสตาร์ทอัพให้เป็นประโยชน์ หรือกระโดดร่วมวงพัฒนาเทคโนโลยีกับสตาร์ทอัพจะทำให้ธุรกิจที่มีอยู่แข็งแกร่งขึ้น ดังเช่นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ร่วมบริหารกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก ซึ่งลงทุนในสตาร์ทอัพ กล่าวว่า เปิดกองทุนนี้เมื่อ 2 ปีก่อน หนึ่งในกลุ่มที่มองว่าพัฒนาสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท เป็นระดับยูนิคอร์นได้ คือเทคโนโลยีภาคอสังหาริมทรัพย์ (พร็อพเทค) คุณสมบัติพร็อพเทคที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นยูนิคอร์นคือ ต้องทำเรื่องวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า อะนาลิติก) เพราะต่อไปพร็อพเทคต้องเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และเทคโนโลยีด้านอื่น ดังนั้นผู้ที่จะมาทำพร็อพเทคให้สำเร็จควรรวมตัวระหว่างผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ไม่ใช่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีอย่างเดียว ตัวอย่างที่ดีคือ บาเนีย ที่ 500 ตุ๊กตุ๊กเพิ่งไปลงทุน เพราะทำแพลตฟอร์มด้านบิ๊กดาต้าอดิเรก แสงใสแก้ว ผู้ก่อตั้งบริษัท กรุงเทพพัฒนาเมือง และกรรมการบริหารสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า จำนวนพร็อพเทคของไทยยังน้อยเพราะระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยทำพร็อพเทคในไทยยังห่างไกลของโลกมาก แต่ล่าสุดสมาคมอสังหาริมทรัพย์พร้อมหน่วยงานรวม 21 หน่วยงาน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นด้านเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์และเมือง (พร็อพเทค และเออเบิร์นเทค) น่าจะช่วยพร็อพเทคไทยเกิดได้สำหรับพร็อพเทคที่เกิดขึ้นในธุรกิจมีมากมาย และกลายเป็นสตาร์ทอัพที่มาแรงในกลุ่มสตาร์ทอัพด้วยกัน ที่เปิดตัวไปล่าสุด เช่น บาเนีย โดย อัญชนา วัลลิภากร ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) ผู้ร่วมก่อตั้ง "บาเนีย" ผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสและดาต้าอสังหาริมทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ กล่าวว่า หวังเป็นแหล่งรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ตอบโจทย์คนหาที่อยู่อาศัย ซื้อขาย ให้เช่า โดยมีข้อมูลเจาะลึกให้ทั้งคนซื้อบ้านและผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจลงทุน ซึ่งข้อมูลลงลึกระดับย่านขณะเดียวกันถึงเทคโนโลยีเสมือนจริงได้เข้ามามีบทบาทในการซื้อบ้านมากยิ่งขึ้น เพิ่มพงศ์ เอี้ยวบันดาลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท บลูโอเชี่ยน เทคโนโลยี ผู้ให้บริการ "วีอาร์ เรียล.เอสเตท" กล่าวว่า ได้นำเทคโนโลยีความจริงเสมือน (วีอาร์) มาใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขายบ้านและคอนโดมิเนียม เพราะที่ผ่านมาผู้ซื้อมีปัญหาเวลาไปเลือกซื้อที่อยู่อาศัยตามงานขายหรือดูจากโบรชัวร์ก็เห็นภาพมุมเดียว ถ้าซื้อบ้านราคาสูงจะไม่ตัดสินใจทันที ต้องรอสร้างเสร็จก่อนวีอาร์ เรียล.เอสเตท จึงมาเติมเต็มความต้องการนี้ โดยไม่ได้เสนอแค่ภาพ 360 องศา แต่นำเทคโนโลยีสามมิติมาประกอบ ทำให้ผู้ที่ใส่อุปกรณ์วีอาร์เห็นภาพอสังหาริมทรัพย์ง่ายขึ้น สัมผัสได้กับจุดขายที่ ผู้ประกอบการต้องการเสนอ เช่น เห็นวิวเหมือนยืนในห้องพักบนอาคารสูงจริง เห็นความสูงของเพดานเหมือนจริง ใช้มือเปิด-ปิดไฟ เลือกสีผนัง แบบพื้นได้ในโลกเสมือนพร้อมเห็นการตกแต่งตามที่เลือกปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอวีอาร์ เรียล.เอสเตท ให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ 10 รายใหญ่ เพราะ ผู้ประกอบการต้องการเทคโนโลยีนี้อยู่แล้ว คาดว่าจะเปิดตัววีอาร์ เรียล.เอสเตท กับตลาดเป็นทางการไตรมาส 4 ตั้งเป้า 3 ปีเป็นอันดับ 1 ในไทยด้านวีอาร์เพื่ออสังหาริมทรัพย์ด้าน วีรยุทธ งานดี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เฮกซะ โคด้า ซึ่งทำ "เนเบอร์" กล่าวว่า เนเบอร์คือระบบบริหารจัดการที่อยู่อาศัยสำหรับนิติบุคคลกับลูกบ้าน ใช้แจ้งข่าวสาร ส่งใบแจ้งหนี้ ส่งเรื่องแจ้งซ่อม ถ้าเป็นใบแจ้งหนี้จะเห็นเฉพาะลูกบ้านรายนั้น ส่วนข่าวสารก็ส่งถึงลูกบ้านพร้อมกันทุกคน ด้านการแจ้งซ่อมเห็นเฉพาะตัวบุคคล นิติบุคคลเปลี่ยนสถานะการดำเนินการให้ลูกบ้านทราบได้ ปัจจุบันมี 20โครงการใช้ในเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี อนาคตจะขยายไปนครราชสีมา และขอนแก่นประโยชน์ที่นิติบุคคลได้คือลดต้นทุนและเวลาที่เสียกับการติดต่อลูกบ้าน บริหารจัดการมีประสิทธิภาพขึ้น ตัดปัญหาจากการสื่อสารแบบตั้งกลุ่มไลน์ที่อาจมีข้อความไม่เกี่ยวข้องปะปนทำให้ไม่เห็นข่าวสารที่จะเสนอ ส่วนลูกบ้านทราบความเคลื่อนไหวที่จำเป็นทันที ติดตามการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้นถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เริ่มมีพร็อพเทคมากขึ้น เพราะจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเติบโตไปได้อีกไกล  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รฟม.ยันรถไฟฟ้าสีชมพู-เหลือง ลงเสาเข็มก่อสร้างพร้อมกันปลายปีนี้

บอร์ด “รฟม.” ไฟเขียวผลคัดเลือกที่ปรึกษารถไฟฟ้าสายสีเหลือง ส่วนสายสีชมพูรอลุ้นยื่นข้อเสนอ 15 ส.ค.นี้ ยันแม้ที่ปรึกษายังไม่มี แต่ไม่กระทบแผนก่อสร้าง มั่นใจเริ่มลงเสาเข็มก่อสร้างพร้อมกัน 2 สายทางปลายปี 60นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่า (วิศวกรรมและก่อสร้าง) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 45,797 ล้านบาท โดยบริษัท Asian Engineering Consultants Co., Ltd. ประกอบด้วย 1.Asian Engineering Consultants Co., Ltd. 2.MAA Consultants Co., Ltd. 3.Wisit Engineering Consultants Co., Ltd. 4.Chotichinda Consultants Ltd. 5.IT International Co., Ltd. 6.PB Asia Ltd.) เป็นผู้รับงาน วงเงิน 1,501 ล้านบาทส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 46,643  ล้านบาทนั้น ยังอยู่ระหว่างการคัดเลือกที่ปรึกษา เนื่องจากการประกาศเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอครั้งที่ 1 คือ วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 มีบริษัทที่ปรึกษามายื่นข้อเสนอเพียง 1 กลุ่ม  คือ บริษัท Team Consulting Engineering and Management Co., Ltd. จึงต้องเปิดการคัดเลือกเป็นครั้งที่ 2 โดย รฟม.ได้ประกาศเชิญชวนให้ที่ปรึกษาที่สนใจมารับเอกสารเพื่อรับการคัดเลือกเป็นที่ปรึกษาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2560 ปรากฏว่ามีบริษัทที่ปรึกษาสนใจขอรับเอกสาร 34 ราย ซึ่ง รฟม.กำหนดยื่นข้อเสนอ 15 สิงหาคมนี้ และสามารถลงนามในสัญญาจ้างได้เดือนกันยายน 2560“แม้การคัดเลือกที่ปรึกษาสายสีชมพูจะล่าช้าออกไป แต่ยังไม่กระทบกับงานก่อสร้าง ตอนนี้เราได้บริษัทที่ปรึกษาสายสีเหลืองแล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มงาน เพราะต้องรอสายสีชมพูก่อน คาดว่าเดือนหน้าจะเสนอผลคัดเลือกต่อบอร์ดได้ และยืนยันว่างานก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายทางนี้จะเริ่มได้พร้อมกันแน่นอนช่วงปลายปี 2560” นายภคพงศ์ กล่าวนายภคพงศ์ กล่าวต่อว่า รฟม.ยังได้รายงานให้บอร์ดรับทราบความคืบหน้าการศึกษาการให้บริการรถโดยสารเพื่อนำส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-เตาปูน (Feeder) ซึ่งเริ่มศึกษาตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระยะเวลาศึกษา 90 วัน และได้ผลการศึกษาเบื้องต้นว่า รฟม.ควรให้บริการรถ Feeder ใน 3 เส้นทาง คือ 1.สถานีบางพลู (สถานีบางพลู-ถนนรัตนาธิเบศร์-ถนนบางกรวย ไทรน้อย-วัดเล่งเน่ยยี่ 2 (กลับรถ)-ถนนบางกรวย ไทรน้อย-ถนนรัตนาธิเบศร์-สถานีบางพลู-กลับรถแยกถนนกาญจนาภิเษก)2.สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ (สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ –ถนนรัตนาธิเบศร์-ถนนท่าอิฐ ไทรม้า-ถนนท่าอิฐ หมู่ 5-ถนนราชพฤกษ์-ถนนรัตนาธิเบศร์-สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ) 3.สถานีสะพานพระนั่งเกล้า (สถานีสะพานพระนั่งเกล้า-ถนนรัตนาธิเบศร์ (กลับรถ)-ถนนนนทบุรี-กระทรวงพาณิชย์-ถนนนนทบุรี-สำนักงานสลากกินแบ่ง (กลับรถ)-ถนนนนทบุรีกระทรวงพาณิชย์-ถนนนนทบุรี-ถนนรัตนาธิเบศร์-สถานีสะพานพระนั่งเกล้า)ทั้งนี้จากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการให้บริการดังกล่าวจะทำให้ปริมาณผู้โดยสารสายสีม่วงเพิ่มขึ้น 15-20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30,000 คนต่อวัน โดย รฟม.จะสรุปผลศึกษาอย่างเป็นทางการกลางเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนเจรจากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เพื่อนำรถชัตเตอร์บัสมาให้บริการ เก็บค่าโดยสารอัตราต่ำ คาดว่าจะเริ่มบริการต้นปี 2561นอกจากนี้ รฟม.ยังได้รายงานให้บอร์ดรับทราบความคืบหน้าการเปิดบริการเดินรถไฟฟ้าเชื่อมต่อ 1 สถานี เตาปูน-บางซื่อ ซึ่งจะเริ่มเดินรถ 10 สิงหาคมนี้ ขณะที่ล่าสุดบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM อยู่ระหว่างการทดสอบระบบ ซึ่งเป็นไปตามแผนด้วยดีนายภัคพงศ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า บอร์ด ยังได้เห็นชอบตามที่ รฟม.เสนอการคิดอัตราค่าเช่าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางโยธา รวมสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ แบริ่ง-สมุทรปราการ ช่วง 1 สถานี คือ แบริ่ง-สำโรง ซึ่งเริ่มเดินรถตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในอัตรา 8.5 ล้านบาทต่อเดือน มีผลย้อนหลังตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 โดยหากคิดอัตราค่าเช่าจนสิ้นสุดสัญญาในปี 2572 ปีสุดท้ายค่าเช่าจะอยู่ที่ 3,260,000 บาทต่อเดือน“อัตรานี้เป็นการคิดค่าก่อสร้าง รวมเงินกู้และดอกเบี้ยที่ รฟม.รับภาระอยู่ โดยค่าเช่าจะเป็นเหมือนตัวเลขทางบัญชี หากตกลงเรื่องการโอนทรัพย์สินรถไฟฟ้าสายสีเขียวได้แล้วกทม.ตกลงรับภาระหนี้ทั้งหมดและค่าใช้จ่ายย้อนหลังตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 ตัวเลขเหล่านี้ก็จะหายไป แต่หาก กทม.ไม่รับภาระย้อนหลังถึงพฤษภาคม 2560 รฟม.ก็ต้องคิดค่าเช่าเหล่านี้ตามจริงจนถึงวันโอนโครงการ” นายภัคพงศ์ กล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

รฟม.ต่อโปรฯลดค่าโดยสารสายสีม่วง เปิดเชื่อมบางซื่อ10ส.ค.-ฟีดเดอร์3สาย

บอร์ด รฟม.สั่งคงลดค่าโดยสารสายสีม่วง 50% ต่อ ดีเดย์ 10 ส.ค. เปิดเชื่อม 1 สถานี หวังดึงผู้โดยสาร ใช้เพิ่มอีก 15% พร้อมยกเลิก Shuttle Bus ขสมก. และรถไฟ เล็งเปิด 3 เส้นทาง ฟีดเดอร์วิ่งวงกลม เชื่อมหมู่บ้านและศูนย์ราชการกับสถานีสีม่วง เพื่อความสะดวก และตั้ง กก.มาตรา 43 คุมสัมปทาน "ชมพู- เหลือง"นายภคพงค์ ศิริกันทรมาศ รอง ผู้ว่าการ (วิศวกรรมและก่อสร้าง) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.ที่มีพลเอกยอดยุทธ บุญญา ธิการ เป็นประธานเมื่อวันที่ 17 ก.ค. มีมติเห็นชอบยุติบริการเดินรถเมล์Shuttle Bus ช่วงเตาปูน-บางซื่อ ในวันที่ 10 ส.ค.นี้ และรถไฟเชื่อมต่อระหว่างสถานีบางซ่อนสถานีบางซื่อ-สถานีบางซ่อน ยุติในวัน 4 ส.ค. เนื่องจากจะมีการเปิดเดินรถรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงเตาปูน-บางซื่อ จุดเชื่อมต่อ 1 สถานี ระยะทาง 1.2 กม.ในวันที่ 10 ส.ค.นี้ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดย 1 สถานีดังกล่าวจะลดเวลาเดินทาง ในการเชื่อมสีม่วง กับสีน้ำเงินจากเดิมลง 20-30 นาที และไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ทั้งนี้ บอร์ด ยังให้คงการให้ส่วนลด 50% อัตราค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายฉลองรัชธรรม(สายสีม่วง) ช่วงเตาปูน -บางซื่อ ซึ่งปัจจุบัน จัดเก็บลดลงจาก 14-42 บาทเหลือ 14 -29 บาทและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เหลือ 15 บาทตลอดสาย ต่อไปก่อน โดยจะมีการพิจารณาอีกครั้งหลังปีใหม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะระบุว่า เมื่อเชื่อม1สถานีแล้วจะเก็บค่าโดยสารอัตราปกติก็ตาม เนื่อง จากเห็นว่าจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ดีได้ ซึ่งประเมินว่าการคงส่วนลดต่อไปจะทำให้ผู้โดยสารสายสีม่วงเพิ่มขึ้นอีก 15% จากปัจจุบันที่มีเฉลี่ย 3 หมื่นคน/วันนอกจากนี้ รฟม.ได้ว่าจ้าง มหาวิทยาลัย นเรศวร ศึกษาระบบฟีดเดอร์ เพื่อเป็นอีกแนวทางที่จะเพิ่มผู้โดยสารสายสีม่วง โดยเบื้องต้นเห็นว่า รฟม.ควรจัดรถวิ่งวน เป็นวงกลม ใน 3 เส้นทาง เพื่อรับคนจากชุมชน หมู่บ้านและสถานที่ราชการเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าได้สะดวกมากขึ้น ได้แก่ 1. สถานีบางพลู (บางพลู-รัตนาธิเบศร์ถ.บางกรวย-ไทรน้อย-วัดเล่งเน่ยยี่ 2(กลับรถ)วนกลับเส้นทางเดิม 2. สถานีบางรักน้อย- ท่าอิฐ (ถ.บางรักน้อย-ท่าอิฐ-รัตนาธิเบศร์ท่าอิฐ-ไทรม้า-ราชพฤกษ์ -บางรักน้อย-ท่าอิฐ) 3.สถานีสะพานพระนั่งเกล้า-นนทบุรี(ผ่านกระทรวงพาณิชย์-ศูนย์ราชการ) โดยจะสรุปผลศึกษาใน 90 วัน(19 พ.ค.-19 ส.ค.) ค่าโดยสารจะพิจารณาต่อไป โดยหลักถือเป็นบริการอำนวยความสะดวก ไม่หวังกำไร รฟม.จะตั้งงบประมาณปี 61 คาดว่าจะช่วยเพิ่มเปลี่ยนพฤติกรรมใช้รถไฟฟ้าแทนรถยนต์ส่วนตัว และเพิ่ม ผู้โดยสารสีม่วงอีก 15-20%"รูปแบบจะเหมือนบีทีเอสช่วง แรกๆที่มีบริการรถวิ่งวนเพื่ออำนวยความสะดวก เมื่อประชาชนปรับพฤติกรรมได้แล้ว ค่อยยกเลิก"คิดค่าเช่าสีเขียว "แบริ่ง-สำโรง" จาก กทม. 8.5 ล./เดือนนอกจากนี้ บอร์ดยังเห็นชอบอัตราค่าเช่าโครงสร้างพื้นฐานโยธา ทางวิ่งและสถานี ในการเดินรถ 1 สถานี ของสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สำโรง ในปีแรก ที่ 8.5 ล้านบาท/ เดือน ซึ่งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เปิด เดินรถไปตั้งแต่ พ.ค.60 โดยคำนวณจากค่าก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งจะทยอย ลดลงไปจนถึงปี 72 ที่หมดภาระดอกเบี้ย ค่าเช่าจะเหลือ 3.26 ล้านบาท/เดือน โดยจะ เสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป เนื่องจากเป็นการให้สิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าฯมาตรา 75(6)และบอร์ดมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ในการกำกับดูแลการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแครายมีนบุรี 53,519.50 ล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 51,931.15 ล้าน บาท ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การให้เอกชน ร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 โดยมีผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน มีกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ และมีผู้ช่วยผู้ว่าฯรฟม. เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินสัมปทาน ทั้ง 2 สายให้เป็นไปตาม กม.ร่วมทุน  ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน