ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


5 พื้นที่ 'ศรีราชา' ทำเลทองภาคตะวันออก รองรับลงทุนอีอีซี

โชคชัย สีนิลแท้ทำเลทองภาคตะวันออกรองรับลงทุนอีอีซีแม้ว่าภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดนั้นยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำรวมไปถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังมีตัวเลขที่สูง จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายรายโดยเฉพาะรายใหญ่จากกรุงเทพฯ ที่เคย ออกไปบุกหนัก และเคยเจ็บตัวในตลาดต่างจังหวัด จึงชะลอแผนการลงทุนแต่ใช่ว่าตลาดอสังหาฯ ในต่างจังหวัดจะซบเซาเหมือนกันไปหมด เห็นได้จาก อ.ศรีราชา หนึ่งในอำเภอ ของ จ.ชลบุรี เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และยังมีความต้องการของดีมานด์ที่ซ่อนอยู่ในทำเลแห่งนี้กระจายอยู่ใน 5 ทำเลใกล้เคียงเริ่มจาก 1.ถนนสุขุมวิท ถนนสายหลักที่เดินทางได้สะดวก ส่วนใหญ่เป็นคอนโด มีทั้งโครงการของ นักพัฒนาท้องถิ่น และผู้ประกอบการจากกรุงเทพฯ ราคาคอนโดอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท เช่น โครงการใหญ่จากบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ 2.อ่าวอุดม แหลมฉบัง ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 16 กิโลเมตร ย่านนี้คึกคัก คนอยู่หนาแน่น ใกล้ทั้งนิคมอุตสาหกรรม และท่าเรือแหลมฉบัง แถวนี้โครงการส่วนใหญ่เป็นคอนโด ราคาล้านกว่าบาท ทำเลนี้เป็นถนน 4 เลน เชื่อมต่อ มอเตอร์เวย์ สาย 7 ถนนบายพาสสุขุมวิท มีเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หลายโครงการ ส่วนบ้านแนวราบก็มีครบ ส่วนมากจะเป็นทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด ราคาบ้าน จะอยู่ที่ล้านปลาย3.ย่านหนองยายบู่ ทำเลนี้เป็นชุมชนดั้งเดิม เชื่อมจากถนนสุขุมวิทและถนนบายพาสเลี่ยงเมืองชลบุรี ศรีราชา มีโครงการใหม่ยังไม่มาก 4.รอบสวนเสือ ศรีราชา มีถนนเส้นหลักเป็น 6 เลน เดินทางสะดวกมาก การจราจรไม่แออัด ใกล้มอเตอร์เวย์ โดยมีสถานที่สำคัญอย่างเจพาร์ค คอมมูนิตี้มอลล์ และสวนเสือศรีราชา ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และคอนโด ส่วนมากราคาจะมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป 5.บ่อวิน อีกหนึ่งทำเลที่ดินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อยู่ห่างจาก ตัวเมืองศรีราชาเกือบ 30 กิโลเมตร ถนนหลักก่อน เข้าสู่พื้นที่โรงงานต่างๆ คือ สาย 331 เป็นถนน 8 เลน ส่วนถนนในพื้นที่ตามนิคมฯ และที่อยู่อาศัยมี 4-6 เลน โครงการที่พัฒนาพยายามเจาะกลุ่มลูกค้า มีกำลังซื้อสูงนอกจากนี้ ยังมีโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ผลักดันชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา สู่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำหนดกรอบเป้าหมายการพัฒนาไว้ 5 ปี เป้าหมายคือ ศูนย์กลางแหล่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมไปถึงการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และโลจิสติกส์ ภายในระยะเวลาดังกล่าวจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะมาลงในพื้นที่ 3 จังหวัด ภาคตะวันออกทั้งสิ้น 173 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 7.1 แสนล้านบาท ทั้งโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ผังเมือง และอื่นๆ ตัวอย่างโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ได้แก่พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ขยายเพิ่มรันเวย์เพื่อรองรับจำนวนเครื่องบินได้มากขึ้น พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการซ่อมอากาศยานขนาดใหญ่ โครงการนี้จะส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องบินในพื้นที่ จ.ชลบุรี และระยองโครงการพัฒนาท่าเรือสัตหีบ (จุกเสม็ด) ให้เป็น ท่าเรือน้ำลึกเชิงพาณิชย์ เป็นท่าเรือแห่งที่ 3 ต่อจากท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด เป็นท่าเรือขนส่งสินค้า ท่าเรือเฟอร์รี่ และท่าเรือครูซ ซึ่งจะมีการเปิดเส้นทางเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย โครงการนี้เริ่มให้บริการเส้นทางแรกในเดือน ม.ค. 2560 คือ "พัทยา-หัวหิน" ระยะทาง 113 กิโลเมตร เวลาที่ใช้ในการเดินทาง 1 ชั่วโมง 30 นาที ช่วยร่นระยะเวลากว่าการเดินทางด้วยรถยนต์โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง พัฒนาระบบราง โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) สายกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง การพัฒนารถไฟทางคู่ หนองคาย-โคราช-แหลมฉบัง-มาบตาพุด เป็นต้นภวรัญชน์ อุดมศิริ กรรมการผู้จัดการ สายงาน พัฒนาโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝด บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลของบริษัทพบว่าการขยายการลงทุนในต่างจังหวัด โดยในเฉพาะใน อ.ศรีราชา ยังมีการเติบโตที่ดี หลังจากล่าสุดที่บริษัทได้เปิดขายโครงการแรก คือ โกลเด้น ทาวน์ ศรีราชา-อัสสัมชัญ บนถนนเก้ากิโล เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพัฒนาเป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝดสไตล์อิตาลี จำนวน 476 ยูนิต ราคา 1.59-2.9 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,170 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือขายกว่า 100 ยูนิต ซึ่งแนวทางการพัฒนาโครงการนั้นจะมีทั้งรูปแบบที่ก่อสร้างเสร็จพร้อมอยู่ และบ้านที่สร้างไปขายไปตามงวดการผ่อนเงินดาวน์"ตลาดต่างจังหวัดมีความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยเฉพาะทาวน์โฮมและบ้านแฝด แต่การพัฒนาสินค้านั้นจะต้องตอบโจทย์ การพัฒนาสินค้าที่ต้องให้มากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งจะต้องพยายามหาดีมานด์ซ่อนเร้นที่จะมีอยู่ในทำเล โดยการพัฒนาสินค้าต้องคำนึงถึงรูปแบบการใช้งาน ที่สำคัญจะต้องมีจำนวนยูนิตที่ไม่มากจนเกินไป" ภวรัญชน์ กล่าวเมืองหลวงของนิคมอุตสาหกรรมศรีราชาเป็นอำเภอหนึ่งใน จ.ชลบุรี อยู่ห่างจากตัว จ.ชลบุรี ประมาณ 24 กิโลเมตร (กม.) และห่างจากกรุงเทพฯ 105 กม. แม้ขนาดพื้นที่ไม่ได้ใหญ่มาก แค่ประมาณ 643 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) แต่จัดเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในแง่การคมนาคมถือว่าสะดวกทั้งการเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ ด้วยถนนสายหลักทั้งถนนสุขุมวิทและมอเตอร์เวย์ และการเชื่อมต่อกับพื้นที่ข้างเคียง เช่น ถนนสาย 331 (ฉะเชิงเทรา-สัตหีบ) เป็นต้น มีความโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในฐานะเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ เป็นพื้นที่ที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากที่สุดติดอันดับแถวหน้าของเมืองไทยปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยถือว่ายังไม่กระจายตัวมาก ส่วนใหญ่ 67% ของพื้นที่นิคมอุตสาห กรรมจะอยู่ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะใน จ.ชลบุรี และระยอง อีกประมาณ 29% อยู่ในภาคกลางและอื่นๆ เฉพาะที่ศรีราชามีนิคมอุตสาหกรรมกว่า 10 แห่ง และจำนวนโรงงาน (อ้างอิงจากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม วันที่ 29 ธ.ค. 2559) มีโรงงานทั้งสิ้นกว่า 1,300 แห่ง และมีคนที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในโรงงานต่างๆ รวมกว่า 1.27 แสนคนในแง่ของศักยภาพเมืองศรีราชาถือว่ายังมีโอกาสเจริญเติบโตได้อีกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี ตามนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดที่อยู่บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ทั้งนี้เพราะภาคอุตสาหกรรมเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการพัฒนาในหลายๆ ด้าน เพราะเมื่อมีนิคมอุตสาหกรรมก็ต้องมีโรงงาน เมื่อมีโรงงานคนงานก็ต้องมา เมื่อมีคนมาความต้องการ ที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้น จากนั้นจะมีร้านค้า ศูนย์การค้า และบริการต่างๆ เข้ามา รองรับการจับจ่ายใช้สอยของคนในพื้นที่ ที่สำคัญจำนวนโรงงานที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีหมายถึงการสร้างรายได้ มหาศาลในแต่ละปีศรีราชายังเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับความเป็นเมืองคุณภาพครบถ้วน โดยเฉพาะสถานศึกษาที่มีทั้งโรงเรียนดังและมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียง ซึ่งไม่เพียงเป็นสถานศึกษา เฉพาะคนในท้องที่และจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงดูดนักเรียนนักศึกษาจากต่างถิ่นได้ด้วย เช่นเดียวกับบริการด้านสุขภาพ ที่นี่มีโรงพยาบาลระดับมาตรฐานซึ่งเป็นสาขาของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังหลายแห่ง และที่โดดเด่น ทั้งแหล่งช็อปปิ้ง ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านค้าทั้งสไตล์ไทยและสไตล์ญี่ปุ่นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วนและความเจริญเหล่านี้ ส่งผลให้บางทำเลราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ทำเลหลักอย่างถนนสุขุมวิท ที่ว่ากันว่าที่ดินสวยๆ ริมถนนราคามากกว่า 4-5 แสนบาท/ตารางวากลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดและต่อเนื่องยาวนานมาหลายปีคือชาวญี่ปุ่น โดยชาว ญี่ปุ่นเหล่านี้จะทำงานอยู่ตามโรงงานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเสียเป็นส่วนใหญ่ และด้วยพื้นที่ อ.ศรีราชา มีโรงงานของชาวญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่อย่าง อ.ศรีราชา เป็นอำเภอที่มีชาวญี่ปุ่นมากที่สุดอำเภอหนึ่งในประเทศไทย คาดว่าปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยจำนวนชาวญี่ปุ่นที่มากมายในศรีราชา ทำให้ในศรีราชามีร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งช็อปปิ้งมากมายเปิดให้บริการเพื่อรองรับชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ รวมถึงการเกิดขึ้นของธุรกิจอสังหาฯ ทั้งประเภทโรงแรมเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และคอนโดมิเนียมในศรีราชาที่เปิดบริการเพื่อชาวญี่ปุ่นเช่นกัน ธุรกิจก่อสร้างคอนโดมิเนียมในศรีราชา และการลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมในศรีราชาเพื่อปล่อยเช่าให้กับชาวญี่ปุ่นคึกคักมาก โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาปัจจุบันยังคงมีการลงทุนพัฒนาคอนโดมิเนียมใหม่ๆ จากทั้งนักลงทุนท้องถิ่น ผู้ประกอบการต่างชาติ รวมถึง ผู้ประกอบการจากส่วนกลาง แต่สถานการณ์จะไม่คึกคักเหมือนช่วงที่ผ่านมา ทั้งในแง่อัตราการขายและผลตอบแทนจากการลงทุนปล่อยเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่แนวโน้มยังมีโอกาสเติบโตจากการผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมไปถึงโครงการก่อสร้างถนนสายรอง และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชงเคาะแบบไฮสปีดเทรน คาดต.ค.นี้ตอกเข็ม/ครม.อนุมัติเพิ่มเงินเวนคืนทางคู่แก่งคอย

คมนาคมจ่อชง ครม. 22 ส.ค. ไฟเขียวสัญญา 2.1 งานออกแบบโครงสร้าง งานโยธารถไฟไทย-จีน มั่นใจเดินหน้าตอกเสาเข็ม ต.ค.60 พร้อมเพิ่มค่าเวนคืนทางฉะเชิงเทราแก่งคอย เป็น 372 ล้านบาทนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผย ว่า ในการประชุมคณะรัฐมน ตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดนคร ราชสีมา ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ คือร่างสัญญาฉบับที่ 2.1 สัญญางานออกแบบรายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานด้าน โยธา ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน หรือ รถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราช สีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 1.79 แสนล้านบาทนอกจากนี้ จะรายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางพิเศษระหว่างเมือง (มอ เตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นคร ราชสีมา และจะขอค่าจัดกรรม สิทธิ์ที่ดินเพิ่มเติมจำนวน 500 ล้านบาท และเสนอแผนฟื้นฟูอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงที่ผ่านมาให้ ครม.พิจารณานายชาติชาย ทิพย์สุนา วี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าว ว่า หากกระทรวงนำเสนอ ครม.และผ่านความเห็นชอบแล้ว ทาง รฟท.จะดำเนินการลงนาม สัญญาร่วมกับองค์การออก แบบรถไฟของจีนในเดือน ก.ย.นี้ รวมถึงในส่วนของสัญญาที่ 2.2 เช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบเวลาการเริ่มต้นก่อ สร้างในเดือน ต.ค.60 นี้พลโทสรรเสริญ แก้วกำ เนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า (ครม.) อนุมัติ กรอบวงเงินเพิ่มเติม สำหรับงานเวนคืนที่ดินและอสังหา ริมทรัพย์ โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่ง คอย ของการรถไฟแห่งประ เทศไทย (รฟท.) เพิ่มเป็น 372 ล้านบาท จากเดิมที่ 128 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 243 ล้านบาท"นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายในการจัดสร้างสาธารณะต่างๆ ทั้งเส้นทางคมนาคม และอื่นๆ ว่าอย่าทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเดือดร้อน นั่นหมายความว่าค่าเวนคืนที่ดินก็จะต้องเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย" พลโทสรรเสริญกล่าวนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบร่างแผนยุทธ ศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) ซึ่งจัด ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบนโย บายและแผนยุทธศาสตร์การ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิ ภาพซึ่งมีเป้าหมายคือ การเป็นชาติ การค้าและบริการที่มุ่งสู่การเป็น ประเทศรายได้สูงในปี 2579รายงานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า หลังสิ้นสุดเวลาการยื่นข้อเสนอเข้ารับการคัดเลือกเป็นที่ปรึกษาฯ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีบริษัทมายื่นข้อเสนอ มี 2 กลุ่ม คือกลุ่มบริษัท เอพซิลอน จำกัด และกลุ่มบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาฯ จะประเมินผลและคัดเลือก คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาว่าจ้างได้ในเดือน ก.ย.60  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ยอดอนุมัติกู้ซื้อบ้านไม่ขยับ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะภาคอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด ในไตรมาส 2 ปี 2560 ว่า ยังทรงตัวจากไตรมาสแรก ทั้งด้านความต้องการซื้อ ที่อยู่อาศัย (อุปสงค์) และด้านจำนวนการ ผลิตที่อยู่อาศัยออกสู่ตลาด (อุปทาน) โดยอุปสงค์ทรงตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบ ประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม รวมถึงอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ปล่อยใหม่จากธนาคารพาณิชย์ในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ค่อนข้างทรงตัว           หากดูจากการขยายตัวของสินเชื่อ เพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย จะพบว่า ขยายตัวชะลอลงต่อเนื่อง เพราะการยื่นขอกู้ถูกปฏิเสธเฉลี่ยที่ 50% ของยอดยื่นกู้ โดยปี 2557 ขยายตัว 12.1% ต่อมาปี 2558 ลดลงเหลือ 9.3% ปี 2559 ขยายตัว 6.9% และไตรมาสแรกปี 2560 ขยายตัว 6% และข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 2 ปี 2560 ขยายตัวเหลือที่ 5% เป็นไปในทิศทางเดียวกับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคทุกประเภทที่ชะลอตัวลง          ขณะที่ด้านอุปทานโดยรวมทรงตัว เพราะแม้ว่าผู้ประกอบการจะเปิดขายโครงการใหม่ประเภทอาคารชุดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคา 2-5 ล้านบาท แต่กลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบเปิดขาย ชะลอลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน          ทั้งนี้ จำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่จากธนาคารพาณิชย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 1.48 หมื่นยูนิต แบ่งเป็น ที่อยู่อาศัยแนวราบ 8,000 ยูนิต และ คอนโดมิเนียม 6,800 ยูนิต ขณะที่ โครงการเปิดตัวใหม่โดยรวมอยู่ที่ 2.55 หมื่นยูนิต ซึ่งเป็นที่อาศัยแนวราบ 9,500 ยูนิต และคอนโดมิเนียม 1.6 หมื่นยูนิต ซึ่งบ่งบอกว่ามีอุปทานส่วนเกิน (โอเวอร์ซัพพลาย) ในตลาด          ด้านดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในส่วนของบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ปรับขึ้นบ้างเล็กน้อย ขณะที่ราคาคอนโดมิเนียมและที่ดินเปล่าปรับลดลง          อย่างไรก็ดี ประเด็นโอเวอร์ซัพพลาย นั้น ธปท.ไม่ได้กังวลมากนัก โดย ดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า การที่สินเชื่อในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน ไตรมาส 2 ที่ผ่านมาโตแบบก้าวกระโดดจาก 1% ในไตรมาสแรก เพิ่มเป็น 11% ทั้งที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้น ยอดขายก็โตน้อย ทำให้ขายที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จออกไปได้ช้าลง จนบางพื้นที่มีโอเวอร์ซัพพลายนั้น ยังไม่ใช่สัญญาณที่น่ากังวลว่าจะเป็น ฟองสบู่          "การโตสูง 11% เป็นภาวะชั่วคราวจากการที่ผู้ประกอบการโยกจากการพึ่งตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้มาใช้ สินเชื่อกับแบงก์แทน แต่การเข้ามากู้ส่วนใหญ่เป็นการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น (บริดจ์ ไฟแนนซ์) ทำให้สินเชื่อ เพิ่มสูงชั่วคราว ไตรมาสหน้าสินเชื่อส่วนนี้ อาจหายไปเลย ดังนั้น การโตลักษณะนี้ จึงไม่น่าห่วง" ดารณี ระบุ  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ลงทุนระบบรางขยับตามแผน สมาคมคอนกรีตฯเชื่อความต้องการใช้ทะลัก

สมาคมคอนกรีตฯ ชี้แนวโน้มการลงทุนระบบรางทั้งรถไฟความเร็วสูง-รถไฟฟ้า-ทางคู่ ช่วยกระตุ้นการใช้คอนกรีตเพิ่ม ตามด้วยการพัฒนาอาคารสูง จับมือ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น และพันธมิตรทางธุรกิจจัดงาน คอนกรีตเอเชีย 2017 คาดมี 200 บริษัทจากทั่วโลกมาโชว์เทคโนโลยีนวัตกรรมการก่อสร้างผศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช กรรมการวิชาการ สาขาคอนกรีต วัสดุ และการก่อสร้าง สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มงานคอนกรีตต้องรองานก่อสร้างโครงการรถไฟทั้ง 3ระบบ มีรถไฟความเร็วสูง ที่ไทยร่วมมือกับจีนและญี่ปุ่น รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริ มณฑล และสุดท้ายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ หากการก่อสร้างมาครบทุกระบบ จะทาให้ปริมาณความต้องการคอนกรีตในประ เทศเพิ่มสูงขึ้น เพราะจะตามมาด้วยการสร้างอาคารตามแนวรถไฟทุกระบบที่กล่าวมา"ล่าสุดรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน มีการเซ็นเอ็มโอยู และเตรียมจะก่อสร้างที่โคราช ถือเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะถึงแม้จะใช้บุคลากรของจีน แต่จีนคงไม่สามารถขนเครื่องมือและวัสดุจากจีนเข้ามาไทย เนื่องจากต้น ทุนการขนส่ง คงต้องใช้สินค้าของไทย"ทางสมาคมคอนกรีตฯ ได้ร่วมกับสานักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) บริษัท อิม แพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จากัด และพันธมิตรทางธุรกิจ จัดงานคอนกรีตเอเชีย 2017 "Concrete Asia 2017" รูปแบบงานแสดงสินค้าคอนกรีตและ การก่อสร้างแห่งเอเชียครั้งที่ 2ขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2560 โดยไฮไลต์ของการจัดงานครั้งนี้ได้รวบรวมทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม สินค้า และบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมคอน กรีตและการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีงานสัมมนาเกี่ยวกับงานอาคารสูงเป็นหลัก"ปีนี้คาดการณ์จะมีผู้ ผลิต ผู้จัดจาหน่ายจากทั่วโลกมาจัดการแสดงสินค้ากว่า 200 ราย บนพื้นที่กว่า 1 หมื่นตารางเมตร และมีผู้ซื้อกว่า 1 หมื่นรายตลอดงาน"ด้านนางสาววาสินี สายทอง ผู้จัดการโครงการจัดงานคอนกรีตเอเชีย 2017 กล่าวว่างานในครั้งนี้ยังมีการจัดแสดงลานกลางแจ้งอีกด้วย เนื่องจากเป็นการจัดงานที่ได้รวบรวมงานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลหนัก เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติด้านอุตสาหกรรมคอน กรีตและอุตสาหกรรมก่อสร้างครั้งที่ 2 จากที่ครั้งแรกจัดขึ้นในปีที่ผ่านมา มาไว้ที่อิมแพ็ค เมือง ทองธานีแห่งนี้โดยในปีนี้ยังได้จัดร่วมกับงาน BMAM Expo Asia 2017 ที่เกี่ยวกับการซ่อมบารุงอาคาร การบริหารจัดการทรัพยากร อาคาร โรงงาน และอสังหาริม ทรัพย์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 10 และ งาน GBR Expo Asia 2017 งานแสดงสินค้าและการประชุม สัมมนาด้านการก่อสร้าง ต่อเติมอาคาร และโรงงานสีเขียวแห่งเอเชีย ครั้งที่ 7"ดังนั้นด้วยการจัดพร้อมกัน 3 งานใหญ่จึงคาดว่าจะมี ผู้เข้าชมงานกว่า 1.5 หมื่นคน ซึ่งในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ผู้เข้า ชมงานจะพบกับนักธุรกิจมือ อาชีพในวงการคอนกรีตและการก่อสร้างในประเทศและในแถบเอเชีย โดยค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมแสดงในงานดังกล่าวมีหลายแบบให้เลือก คือ แบบที่ 1 บูธมาตรฐาน ขนาด 9 ตารางเมตร ราคา 9,000 บาทต่อตาราง เมตร แบบที่ 2 พื้นที่เปล่า ขนาดขั้นต่า 36 ตารางเมตร ราคา 8,000 บาท แบบที่ 3 พื้นที่แสดงสินค้าภายนอกอาคาร ขนาดพื้นที่ขั้นต่า 60 ตารางเมตร ราคา 4,500 บาทต่อตารางเมตร และแบบที่ 4 ผู้สนับสนุนหลักการจัดงานในระดับต่างๆ จะได้รับการประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น มีโอกาสและความโดดเด่นต่อการเข้าชมพื้นที่และสินค้าเพิ่มมากขึ้น"  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

เฟอร์นิเจอร์ยอดขายซึมลดราคา-รุกขายตรงสู้

ตลาดเฟอร์นิเจอร์ครึ่งปี หลังยังซึมทั้งในประเทศ-ส่งออก ผู้ประกอบการเร่งคุมต้นทุน ลดราคา ขายและรุกออนไลน์นายกีรติ เสริมประภาศิลป์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส.พี.เอส.อินเตอร์เทค ผู้ผลิตและ ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในครึ่งปีหลังของปีนี้ยังคงซึมยาวไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี กระทบกับการทำตลาดในประเทศและ ส่งออก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคง ซบเซา"ตอนนี้ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ต่างเร่งปรับตัว เห็นได้ว่าหลายรายหันมาลดราคาสินค้า จับมือกับสถาบันการเงินผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% และใช้ช่องทางขายแบบไดเรกต์เซลส์ รวมถึง การขายผ่านออนไลน์มากขึ้น" นายกีรติ กล่าวสำหรับภาพรวมตลาดส่งออกใน อาเซียน โดยเฉพาะประเทศซีแอลเอ็มวี ก็มีการแข่งขันรุนแรง เนื่องจากประเทศจีนส่งสินค้าเข้ามาตีตลาด พร้อมกับ ใช้กลยุทธ์ราคาถูกเป็นจุดขาย ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบ เพราะส่วนใหญ่ไม่ต้องการแข่งขันราคา โดยเฉพาะในตลาดระดับกลาง-ล่าง เนื่องจากกำไรค่อนข้างน้อยทั้งนี้ จากผลกระทบดังกล่าวทำให้ส่วนใหญ่หันส่งออกสินค้าไปตลาดญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และสหรัฐ ขณะเดียวกันผู้ผลิตบางรายก็ปรับตัวหันไปส่งออกสินค้าในรูปแบบเป็นชิ้นส่วนแทนเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปด้าน นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชิค รีพับบลิค กล่าวว่า ภาพรวม ตลาดเฟอร์นิเจอร์ระดับกลาง-บน ในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้ยังคงเติบโต แม้บรรยากาศเศรษฐกิจโดย รวมในช่วง 6 เดือนแรกยังไม่ฟื้นตัว มากนัก ขณะที่กำลังซื้อของตลาดกลาง-บนยังคงมีอยู่และมีการใช้จ่าย อย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากตลาดอสังหา ริมทรัพย์ในระดับกลาง-บน ซึ่งเป็น กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทยังสามารถปิดยอดขายทั้งโครงการได้ในหลายๆ โครงการ  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชี้รถไฟฟ้าม่วงใต้ไม่ปัง คอนโดฯเกิดใหม่ยาก ถูกจำกัดด้วยผังเมือง

กูรูอสังหาฯ ชี้รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ส่วนต่อขยาย ไม่เอื้อตลาดคอนโดฯโตมากนัก เหตุถูกจำกัดด้วยผังเมือง นายกสมาคมอาคารชุดฯ คาดคอนโดฯเกิดใหม่กระจุกตัวช่วงสุขสวัสดิ์-ราษฎร์บูรณะ คอลลิเออร์ส เปิด 5 ทำเลทองจ่อมีอนาคตนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ที่เห็นชอบให้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ(วงแหวนกาญจนาภิเษก) ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร วงเงิน 101,112 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโครงการในช่วงปลายปี 2561 และเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2567นั้น เป็นการช่วยเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนที่อยู่อาศัยในตัวเมืองเก่าให้เข้าสู่ตัวเมืองชั้นในได้สะดวกขึ้นเมื่อพิจารณาในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม ที่ปกติจะเติบโตตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า พบว่า เส้นทางสายนี้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม แต่จะช่วยกระตุ้นตลาดในบางพื้นที่เท่านั้นเช่น ช่วงสุขสวัสดิ์-ราษฎร์บูรณะที่ปัจจุบันมีคอนโด มิเนียมระดับกลาง-ล่าง จากเดิมจะเป็นตลาดที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาส์ 3 ชั้น แต่คาดว่านับจากนี้จะเห็นโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นด้าน นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ น่าจะช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ตามแนวเส้นทางได้อย่างแน่นอน โดยลำดับแรกน่าจะทำให้ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10% และจะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากขึ้นในอนาคต แต่อาจจะไม่ใช่ตลอดเส้นทางเพราะว่าเส้นทางช่วงตั้งแต่สถานีเตาปูนลงไปทางทิศใต้นั้น ผ่านสถานที่สำคัญและมีข้อจำกัดในการพัฒนาที่ค่อนข้างมากเช่น กฎหมายผังเมือง ห้ามก่อสร้างอาคารสูง ทำให้ความน่าสนใจในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ลดลงแต่ก็ยังมีอีกหลายจุดหรือหลายทำเลที่น่าสนใจ เช่น 1. พื้นที่รอบๆ สถานีเตาปูน แม้ว่าจะเหลือที่ดินให้พัฒนาไม่มากแต่โครงการนี้จะทำให้สถานีเตาปูนเป็นจุดตัดของเส้นทางรถไฟฟ้า 2 เส้นทางที่สมบูรณ์แบบในอนาคต 2. พื้นที่รอบๆ สถานีผ่านฟ้าที่จะเป็นจุดตัดของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกในอนาคต แม้จะมีข้อจำกัดในการพัฒนาค่อนข้างมาก แต่ช่วยให้การเดินทางเข้ามายังเขตเมืองเก่าของคนรอบนอกมีความสะดวกมากขึ้น3.พื้นที่รอบๆ สถานีสามยอด (วังบูรพา) เป็นอีกพื้นที่ที่น่าสนใจเพราะอยู่ในเยาวราช แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและยังสามารถเดินทางมาจากเขตเมืองเก่าที่สถานีวังบูรพาได้ด้วย 4.พื้นที่รอบๆ สถานีวงเวียนใหญ่ที่อาจจะเป็นจุดตัดของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดงในอนาคต (ถ้าสายสีแดงมีการพัฒนา) แต่ปัจจุบันพื้นที่รอบๆ สถานีก็มีความน่าสนใจอยู่แล้วเพราะไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้า BTS สายสีลม และ 5. พื้นที่รอบๆ สถานีต่างๆ ที่อยู่บนถนนสุขสวัสดิ์ก็เป็นอีกพื้นที่ที่น่าสนใจเพราะสามารถพัฒนาอาคารสูงและเป็นชุมชนขนาดใหญ่ อีกทั้งปัจจุบันก็มีโครงการคอนโดมิเนียมทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่อยู่หลายโครงการแล้ว และเป็นพื้นที่ที่มีโครงการคอนโดมิเนียมมากที่สุดพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ในปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียมอยู่ประมาณ 8,000 หน่วย และมากกว่า 90% ของทั้งหมดขายไปแล้ว แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากกว่านี้แน่นอน ปัจจุบันราคาที่ดินหรือราคาคอนโดมิเนียมในพื้นที่ยังไม่สูงเกินไป อยู่ที่ 500,000-600,000 บาทต่อตารางวาในพื้นที่รอบวงเวียนใหญ่ พื้นที่แถวสำเหร่ จอมทองราคาที่ดินอยู่ที่ประมาณ 100,000-200,000 บาทต่อตารางวา ในส่วนของราคาคอนโดมิเนียมมีตั้งแต่ 50,000-100,000 บาทต่อตารางเมตร  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ครม.ไฟเขียวกฎหมายออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน

 พพ.ลุ้น ครม.ไฟเขียวกฎหมายออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน คาดเริ่มใช้ไตรมาส 2 ปี 2561          นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือขนาดของอาคารและมาตรฐานหลักเกณฑ์ และวิธีการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หรือ Building Energy Code (BEC) แล้วหลังจากนี้จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติก่อนส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกาศบังคับใช้ได้ประมาณไตรมาส 2 ปี 2561          ทั้งนี้ ภายใต้กฎกระทรวงดังกล่าวจะบังคับ 9 ประเภทอาคาร ได้แก่ สถานพยาบาล สถานศึกษา สำนักงาน อาคารชุด อาคารชุมนุมคน (หอประชุม) โรงมหรสพ โรงแรม อาคารสถานบริการ และอาคารศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า จะต้องออกแบบอาคารภายใต้เกณฑ์ BEC ซึ่งจะนำร่องอาคารขนาดใหญ่พื้นที่ตั้งแต่ 1 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) ขึ้นไปก่อน กลางปี 2561 และทยอยบังคับใช้อาคาร พื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตร.ม. ภายในปี 2563 และตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ในปี 2565          นอกจากนี้ พพ.ยังเตรียมร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในฐานะผู้พัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ในการส่งเสริมการออกแบบอาคารและที่อยู่อาศัยเพื่ออนุรักษ์พลังงานตามกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้พลังงานมาก  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แห่ขึ้นคอนโดฯพรึบ หนีผังเมืองนนท์ใหม่

นนทบุรีเร่งคลอดผังเมืองใหม่เข้มถอดแบบกทม. พื้นที่ขายลดฮวบ เอฟเออาร์สูงสุด 8 เท่า จากเดิม 10 เท่า ปลายสิงหาคมนี้ เปิดรับฟังความคิดเห็นหลังผังเก่าหมดอายุมานาน เปิดช่องดีเวลอปเปอร์แห่ผุดโครงการจนล้นแหล่งข่าวจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนนทบุรี เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เนื่องจากผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรีฉบับใหม่ นำค่าเอฟเออาร์ (สัดส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน) มาบังคับใช้ เช่นเดียวกับผังเมืองรวมกรุงเทพ มหานคร ส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งลงทุนดักหน้า โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ถนนราชพฤกษ์ สะพานพระราม 4 เพราะเกรงว่าหากประกาศใช้ผังเมืองรวมใหม่ ที่ดินที่มีอยู่ในมือจะพัฒนาพื้นที่ขายได้น้อยลง เทียบกับผังเดิมที่หมดอายุไปเมื่อปี 2555 สามารถพัฒนาได้สูงสุดทุกพื้นที่ 10 เท่าของแปลงที่ดิน และยิ่งเกิดความล่าช้าในการประกาศใช้ผังเมืองใหม่ ยิ่งทำให้กระแสทุนไหลบ่าเข้าจังหวัดนนทบุรีจนแออัดสำหรับเหตุผลที่ต้องนำผังเมืองกทม.มาเป็นต้นแบบเกิดจาก ที่ผ่านมาผู้ประกอบการมักหลบเลี่ยงผังเมืองกทม. มาลงทุนที่นนทบุรี จนเกิดการร้องเรียนว่า พื้นที่เกษตรกำลังจะหมดไป เพราะโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม สำหรับการยกร่างข้อกำหนดผังเมืองนนทบุรีฉบับใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการอย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันนนทบุรียังไม่มีผังเมืองมาควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ท้องถิ่นได้ออกข้อกำหนดตามกฎหมายควบคุมอาคารโดยล้อไปตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมืองเดิมแหล่งข่าวจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรีจะประกาศรับฟังความคิดเห็นประชาชนประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2560 และจะบังคับใช้ประมาณกลางปี 2561 อย่างไรก็ดี ความล่าช้าเกิดจากอิทธิพลคนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง อาทิ อบต. ภาคเอกชน ไม่เห็นด้วยกับการนำข้อกำหนดผังเมืองของกทม.มาใช้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ นอกจากนี้ อบจ.ต้องนับหนึ่งในการจัดทำผังร่างใหม่ ทั้งที่บริษัทที่ปรึกษาดำเนินการไปกว่า 10% แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินจากกรมโยธาธิการและผังเมือง"ยอมรับว่าผังเมืองนนทบุรีฉบับใหม่จะเข้มเหมือนผังกทม.โดยให้เอฟเออาร์ได้สูงสุดเพียง 8 ต่อ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่สีน้ำตาล ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก และพื้นที่สีแดง ประเภทพาณิชยกรรม บริเวณถนนสายสำคัญ และติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง เช่น ถนนงามวงศ์วาน ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณสะพานพระนั่งเกล้า รวมทั้งบริเวณรถ ไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนบริเวณสถานีบาง ไผ่กำหนดเอฟเออาร์  5 ต่อ 1-6 ต่อ 1 เนื่องจากเป็นพื้นที่สีส้ม ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง"นายเลิศมงคล วราเวณุชย์ เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า  ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรีขาดอายุมานาน ส่งผลให้ใครเลือกที่จะพัฒนาบริเวณไหนก็สามารถกระทำได้ อีกทั้งที่ดิน ราคาถูกกว่าพื้นที่อื่น จึงเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้า ซึ่งบริษัทคอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยฯ ระบุว่า มีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมากกว่า 20,000 หน่วย ทำให้เกิดโอเวอร์ซัพพลาย เพราะทุกพื้นที่สร้างได้ 10 ต่อ 1 ตามกฎหมายควบคุมอาคาร  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

เร่งทำรถไฟฟ้าสีน้ำตาล เชื่อมกรุงเทพตะวันตก-ออก ควบลงทุนทางด่วน เปิดบริการปี 65

ลุยรถไฟฟ้าสีน้ำตาลกระทรวงคมนาคมเดินหน้าศึกษารถไฟฟ้า สายสีน้ำตาล แคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) คาดใช้เวลา 14 เดือนเคาะลงทุน ตั้งเป้าเปิดบริการปี 2565เร่งศึกษารถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล เชื่อมกรุงเทพฯ ตะวันตก-ออก คาดลงนามปลายปี 2562นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) ว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลเป็นอีกหนึ่งโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปัญหาการจราจรอย่างหนักจากปริมาณการเดินทางของประชากร 17 ล้านคนในแต่ละวันนอกจากนี้ จะทำหน้าที่เป็นระบบเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟฟ้าสายหลัก หรือ ฟีดเดอร์ ซึ่งมีจุดตัดผ่านรถไฟฟ้าสายหลักถึง 6 จุด เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองและรถไฟฟ้าสายสีเทาที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อบรรจุเข้าสู่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเฟส 2 อีกจำนวน 10 สาย โดยคาดว่าผลศึกษาของไจก้าจะแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2561 ก่อนเสนอที่ประชุมรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติเพื่อดำเนินการต่อไปทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาเสนอ 4 ทางเลือก คือ 1.สร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล 2.สร้างทางด่วนเกษตร-วงแหวนตะวันออก 3.สร้างทางด่วนจากบางใหญ่-วงแหวนตะวันออก และ 4.สร้างทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วนบนเส้นทางเดียวกัน"ส่วนตัวมองว่ารูปแบบที่ 4 มีความเป็นไปได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการขนส่งทุกรูปแบบทั้งรถไฟฟ้าและการเชื่อมต่อทางด่วนศรีรัช-โทลล์เวย์-ฉลองรัช เข้าด้วยกันอีกด้วย โดยจะเลือกใช้ระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) เพื่อความรวดเร็วในการดำเนินโครงการและการก่อสร้าง และเปิดโอกาสให้เอกชนลงทุน 100%" นายอาคม กล่าวสำหรับทางด่วนช่วง N2-วงแหวนรอบนอกตะวันออก ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้บรรจุไว้ในแผนลงทุนเร่งด่วนปี 2560 ใช้เงินจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) นั้น สามารถดำเนินการต่อไปได้เลย เพื่อเตรียมรองรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้มีระยะเวลา 14 เดือน กำหนดแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2561 หากโครงการไม่มีปัญหา คาดว่าจะเสนอเข้ากระทรวงคมนาคมพิจารณา และดำเนินการลงนามในสัญญาช่วงปลายปี 2562 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ก่อนเปิดบริการในปี 2565  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฝั่งธนฯเฮรับสายสีม่วงใต้17สถานีทำเลทองอสังหา

ทำเล "ตากสิน-สุขสวัสดิ์-ราษฎร์บูรณะ-ประชาอุทิศ-ทุ่งครุ-พระประแดง"แจ้งเกิด ครม.บิ๊กตู่ไฟเขียวแสนล้านสายสีม่วงใต้ เชื่อม 3 จังหวัด "นนทบุรี-กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ" เปิดหน้าดินโซนตะวันตกและฝั่งใต้ รฟม.จัดไทม์ไลน์เวนคืน 1.5 หมื่นล้าน ที่ดินโดนแจ็กพอต 410 แปลง บ้าน 267 หลัง เปิดใช้ปี'67 คาดผู้โดยสารเฉียด 5 แสนคน ลุ้นต่อคิวสีส้ม "ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์"นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 ก.ค. 2560 อนุมัติให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ระยะทาง 23.6 กม. เงินลงทุน 101,112 ล้านบาท โดยให้ รฟม.เปิดประมูลก่อสร้างไปก่อนระหว่างรอการอนุมัติรายงานผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เนื่องจากเป็นโครงการสำคัญและเป็นส่วนต่อขยายของสายสีม่วงช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่เปิดบริการเมื่อเดือน ส.ค. 2559ตุลาฯประมูลงาน 7 หมื่นล้าน"ครม.ให้ประมูลก่อน แต่จะเซ็นสัญญาได้ต่อเมื่ออีไอเอผ่าน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมเล็กน้อย จากการขยายเส้นทางเพิ่มและปรับลดขนาดศูนย์ซ่อมบำรุงลง ซึ่งเป็นนโยบายของ ครม.ให้ปรับลดค่าก่อสร้างลง ก็ทำให้ประหยัดไปได้ 2,837 ล้านบาท จากกรอบเงินลงทุนเดิม 103,949 ล้านบาท"สำหรับเงินลงทุน 101,112 ล้านบาท ไม่รวมค่างานระบบ แยกเป็นค่าเวนคืน 15,913 ล้านบาท สำรวจอสังหาริมทรัพย์ 32 ล้านบาท ก่อสร้างงานโยธา 77,385 ล้านบาท สิ่งก่อสร้างทดแทนหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง 1,335 ล้านบาท จ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงาน 2,865 ล้านบาท และค่าเผื่อเหลือเผื่อขาดงานโยธา 3,582 ล้านบาทตอกเข็ม ก.ย.ปีหน้า"หลัง ครม.อนุมัติโครงการ ภายในเดือน พ.ย.นี้ รฟม.จะสำรวจพื้นที่เพื่อเวนคืน จากนั้นเดือน ต.ค.เปิดประมูล เป็นรูปแบบ นานาชาติ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน แยกเป็น 3-4 สัญญา ส่วนงานระบบและเดินรถ จะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะคัดเลือกเอกชนลงทุนตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556 รับสัมปทาน 30 ปี คาดว่าจะเซ็นสัญญาและก่อสร้างเดือน ก.ย. 2561 ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปีครึ่ง เปิดบริการปี 2567 คาดการณ์ผู้โดยสาร 477,098 เที่ยวคน/วัน โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 12.95% และผลตอบแทนด้านการเงิน 4.59%"รายงานข่าวแจ้งว่า การประมูลก่อสร้างจะดำเนินการควบคู่ไปกับการรอผลอนุมัติอีไอเอ เนื่องจาก รฟม.ขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม หลังขยายเส้นทางอีก 5 กม.จากราษฎร์บูรณะ-วงแหวนกาญจนาภิเษก และขอทบทวนขนาดจุดจอดรถและศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) ยุบเหลือที่สถานีคลองบางไผ่แห่งเดียวใช้ร่วมกับสายสีม่วง รวมถึงลดขนาดศูนย์ซ่อมบำรุงบริเวณวงแหวนกาญจนาภิเษกเป็นพื้นที่จอดรถไฟฟ้า ขนาด 50 ไร่ ส่วนจุดจอดแล้วจร มี 2 แห่ง ที่สถานีบางปะกอกกับสถานีราษฎร์บูรณะขุดอีกอุโมงค์ลอดเจ้าพระยาแนวเส้นทางมีจุดเริ่มต้นเป็นทางวิ่งยกระดับจากสถานีเตาปูนเชื่อมสายสีน้ำเงินต่อขยาย (บางซื่อ-ท่าพระ) และสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) ไปตามแนวถนนตัดใหม่ของ กทม. (ถนน ง8 ตามผังเมืองรวมกรุงเทพฯ 2556) แล้วลดระดับลงเป็นทางวิ่งใต้ดิน ผ่านกรมสรรพาวุธทหารบก เลี้ยวเข้าถนนทหาร ถนนสามเสน ถนนพระสุเมรุ ถนนมหาไชย ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินเมื่อลอดผ่านสี่แยกมไหสวรรย์แล้วจะเปลี่ยนเป็นทางวิ่งยกระดับไปตามถนนสุขสวัสดิ์ สิ้นสุดปลายทางที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงข้างด่านเก็บค่าผ่านทางถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก ระยะทางรวม 23.6 กม. เป็นทางวิ่งใต้ดิน 12.6 กม. และทางวิ่งยกระดับ 11 กม. มี 17 สถานี เป็นสถานีใต้ดิน 10 สถานี (สถานี 1-10) และยกระดับ 7 สถานี (สถานี 11-17)เปิดจุดที่ตั้ง 17 สถานีได้แก่ 1.สถานีรัฐสภา เชื่อมกับอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ อยู่ระหว่างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่และ ม.พัน 4 รอ. 2.สถานีศรีย่าน อยู่หน้ากรมชลประทาน 3.สถานีสามเสน อยู่หน้าโรงพยาบาล วชิรพยาบาล 4.สถานีหอสมุดแห่งชาติ อยู่หน้าหอสมุดแห่งชาติ และสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย5.สถานีบางขุนพรหม อยู่หน้าวัด เอี่ยมวรนุช 6.สถานีผ่านฟ้า อยู่ก่อนถึงถนนราชดำเนินนอก หน้าร้านอาหารนิว ออลีนส์ เชื่อมสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของสายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ 7.สถานีวังบูรพาอยู่หน้าสวนรมณีนาถ ใกล้แยกสามยอด เป็นสถานีร่วมของสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค8.สถานีสะพานพุทธ อยู่ก่อนถึงสี่แยก บ้านแขก 9.สถานีวงเวียนใหญ่ อยู่ใกล้ วงเวียนใหญ่ เชื่อมกับสายสีเขียวช่วงยศเส-บางหว้าและรถไฟฟ้าสายสีแดงหัวลำโพง-มหาชัย 10.สถานีสำเหร่ อยู่ใกล้ตลาดสำเหร่และโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า11.สถานีจอมทอง อยู่ระหว่างซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 44 และคลองบางสะแก 12.สถานีดาวคะนอง อยู่ระหว่างซอยสุขสวัสดิ์ 12 กับซอย 14 13.สถานีบางปะกอก อยู่ระหว่างซอยสุขสวัสดิ์ 23 และซอย 25 มีอาคารจอดรถ 1,700 คัน 14.สถานีประชาอุทิศ อยู่หน้าซอยสุขสวัสดิ์ 4415.สถานีราษฎร์บูรณะ อยู่กลางถนน สุขสวัสดิ์ คร่อมคลองแจงร้อน มีอาคาร จอดรถ 2 แห่ง รวม 1,700 คัน 16.สถานีพระประแดง ใกล้กับถนนวงแหวนอุตสาหกรรมสามแยกพระประแดง และ 17.สถานีครุใน อยู่ปากซอยสุขสวัสดิ์ 70ส่วนการเวนคืนที่ดินจะเป็นบริเวณจุดขึ้นลงของ 17 สถานี จุดใหญ่ อยู่ที่ด่านเก็บเงินสุขสวัสดิ์ วงแหวน กาญจนาภิเษกจะใช้พื้นที่สร้างที่จอดรถไฟฟ้า 50 ไร่ และย่านสถานีเตาปูน โดยตลอดเส้นทางมีที่ดินถูกเวนคืน 410 แปลงหรือ 102 ไร่ อาคารสิ่งปลูกสร้าง 267 หลังคาเรือน นอกจากนี้ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กรมสรรพาวุธทหารบก เพื่อขอใช้พื้นที่โรงเรียนทหารสรรพาวุธ จะย้ายไป อยู่ที่ปากช่องแทนเชื่อมใต้-ตะวันตก"สายสีม่วงใต้จะเดินรถเชื่อมต่อสาย สีม่วงไปบางใหญ่ โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องลง จากขบวนรถ และจะช่วยเชื่อมการเดินทางและเปิดพื้นที่การพัฒนาของกรุงเทพฯโซนด้านใต้และตะวันตก และเมื่อสายสีม่วง เปิดบริการตลอดเส้นทางจากบางใหญ่ราษฎร์บูรณะ คาดว่าจะมีผู้โดยสารกว่า 7 แสนเที่ยวคน/วัน" รายงานข่าวกล่าวนายอาคมยังกล่าวถึงรถไฟฟ้าสายต่อไปที่จะเสนอให้ ครม.อนุมัติโครงการคือ สายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ กรอบวงเงินลงทุน 90,271 ล้านบาท ส่วนรูปแบบการลงทุนจะให้ รฟม.ก่อสร้างและให้เอกชนลงทุนงานระบบรับสัมปทานเดินรถหรือให้เอกชนลงทุน PPP ทั้งโครงการ จะพิจารณาหลัง ครม.อนุมัติโครงการแล้วเชื่อม 3 จังหวัดนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกประจำตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า มีมติเห็นชอบให้ รฟม.ก่อสร้างงานโยธารถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูนราษฎร์บูรณะ ส่วนต่อขยายของสายสีม่วงเหนือ บางใหญ่-เตาปูน จะเริ่มก่อสร้างเดือนก.ย.2561 และเปิดให้บริการเดือนพ.ค.2567  จะเชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ กรุงเทพฯและนนทบุรี ใช้ระบบรถไฟฟ้า ขนาดใหญ่ วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 80 กม./ชม. ปีแรก จะใช้รถ 38 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้โดยสำนักงบประมาณจัดสรร งบประมาณ สำหรับค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์ วงเงิน 15,945 ล้านบาท และกระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้ก่อสร้างภายใต้กรอบวงเงิน 85,167 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

อาคมมั่นใจต.ค.นี้เริ่มใช้ตั๋วแมงมุม

"อาคม" ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมเชื่อมต่อ 1 สถานี เตาปูน-บางซื่อ ก่อนเปิดใช้จริง 11 ส.ค.ค่าโดยสารตลอดสาย 70 บาท ดีเดย์ ต.ค.60 ใช้ตั๋วร่วม-ผู้มีรายได้น้อยใช้ฟรีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังตรวจความพร้อมในการเปิดให้บริการโครงการรถ ไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงเตาปูน-บางซื่อ เป็นการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) และสายเฉลิมรัชมงคล (สายสี น้ำเงิน) ว่า การเปิดให้บริการช่วง 1 สถานีระยะทาง 1.2 กม. (เตาปูน-บางซื่อ) นั้น จะเปิดให้บริการจริง วันที่ 11 ส.ค.60 นี้ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอ ชา นายกรัฐมนตรีมาเป็นประ ธานในพิธีเวลา 09.00 น.สำหรับอัตราค่าโดยสารจากปลายทางสายสีม่วงไปจน ถึงปลายทางสายสีน้ำเงินอยู่ที่ 70 บาท หากใช้บัตรโดยสารจะไม่คิดค่าบริการแรกเข้า 14 บาทเหลือ 57 บาท อย่างไรก็ ตาม ขณะนี้ รฟม.ได้หารือกับ บมจ.ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุง เทพ (BEM) ในการจัดทำโปรโมชั่นค่าโดยสาร เช่น ตั๋วราย 7 วัน ตั๋วรายเดือน หรืออัตราส่วนลด เพื่อให้ประชาชนใช้บริการมากขึ้นขณะเดียวกันภายในเดือน ส.ค.60 นี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อ อนุมัติให้สามารถใช้บัตรสวัสดิ การร่วมกับบัตรแมง มุมหรือตั๋ว ร่วม พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวง คมนาคมเร่งรัดให้จัดทำระบบตั๋วแมงมุมให้ทันภายใน ต.ค.2560 นี้  ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ปูน-วัสดุก่อสร้างครึ่งปีติดลบ7%

เผยปูนซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ครึ่งปีแรกติดลบ 7% จากความต้องการใช้ลดลง เอสซีจีคาดรายได้หดเหลือโต 3-5%นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า ในครึ่งแรกของปี 2560 ภาพรวมตลาดซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในอาเซียนชะลอตัวลง โดยตลาดในประเทศไทยติดลบ 7% เนื่องจากความต้องการใช้ลดลง ขณะที่ในครึ่งปีหลังหวังว่าจะได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงการภาครัฐและการพัฒนาที่อยู่อาศัยของเอกชนเข้ามาช่วย แต่คาดว่าตลาดจะพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวกได้ยากทั้งนี้ คาดว่าปริมาณความต้องการใช้ซีเมนต์ในไทยจะลดลง 2 ล้านตัน จากปกติปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 40 ล้านตัน/ปี นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด เช่น จีน และบริษัทจากไทยซึ่งได้เข้าไปลงทุนในกัมพูชาและเมียนมาแล้วสำหรับผลการดำเนินงานของ เอสซีจีในไตรมาส 2 ปี 2560 มีรายได้จากการขายกว่า 1.08แสนล้านบาท มีกำไร 1.3 หมื่นล้านบาท ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 24% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากสภาพตลาดชะลอตัว การแข่งขันในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่รุนแรงมากขึ้น และขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือในธุรกิจเคมีคอลส์ขณะที่ในครึ่งปีแรกมีรายได้จากการขายราว 2.2 แสนล้านบาท โตขึ้น 3% มีกำไรกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยในครึ่งปีหลังยังคงมีปัจจัยต่างๆ ที่ต้องติดตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแข่งขัน กำลังการผลิตจากผู้ผลิตรายใหม่ ต้นทุนจากราคาน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีรายได้รวมเติบโตที่ 3-5% จากเดิมตั้งไว้ 5-10%ด้านแผนการลงทุนในปีนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุดได้เข้าไปลงทุนโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของประเทศเวียดนาม มูลค่าการลงทุน 1.88 แสนล้านบาท ซึ่งจะทยอยลงทุนก่อสร้างปลายปีนี้ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปีครึ่ง และจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2565 นอกจากนี้จะขยายการส่งออกไปตลาดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียใต้ โดยครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้จากการส่งออกกว่า 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 27% ของยอดขายรวม  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สั่งลดดอกเบี้ยบัตรเครดิต 2% ธปท.ลดภาระคนไทย 21 ล้านคนก่อหนี้ท่วมตัว

ธปท.ปรับเกณฑ์บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ลดวงเงินสินเชื่อรายใหม่ คนมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน กู้ไม่เกิน 1.5 เท่า และคุมเข้มสินเชื่อบุคคลขอได้ไม่เกิน 3 ราย วงเงินสูงสุดไม่เกิน 4.5 เท่า พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง 2% มีผลทั้งรายเก่ารายใหม่ ดีเดย์เริ่มวันที่ 1 ก.ย.2560นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนไทยที่มีอายุน้อยและมีรายได้ไม่สูงมากเริ่มก่อหนี้เพิ่มขึ้น และบางรายก่อหนี้จนเกินตัว รวมทั้งไม่สามารถที่จะชำระคืนหนี้ได้ โดยพบว่าปี 2552 คนไทยที่มีหนี้เพิ่มขึ้น 10% จาก 20% ของประชากรรวมเป็น 30% หรือ 21 ล้านคน ขณะที่วงเงินที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นด้วย โดยล่าสุดคนไทยมีหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 150,000 ล้านบาท และในจำนวน 21 ล้านคนนี้ มีลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงถึง 3 ล้านคนทั้งนี้ จากการศึกษาของ ธปท.พบว่า หนี้ครัวเรือนที่มีอัตราการก่อหนี้และมีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทอื่นคือ 1.หนี้บัตรเครดิต และ 2.สินเชื่อบุคคล เพราะเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน สามารถก่อหนี้กับเจ้าหนี้ได้หลายราย ทำให้มีความเปราะบางในการก่อนหนี้ล้นพ้นตัว ขณะเดียวกัน ตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลของทั้ง 2 ประเภทยังคงเพิ่มขึ้น โดยสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา หนี้เอ็นพีแอลอยู่ประมาณ 2.9-3% ของสินเชื่อรวมในสินเชื่อทั้ง 2 ประเภท"ธปท.ได้หารือกับสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล เพื่อปรับปรุงเกณฑ์วงเงินการให้สินเชื่อทั้ง 2 ประเภท =เพื่อให้เหมาะสมกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละบุคคล ซึ่งกรณีนี้จะดำเนินการเฉพาะลูกหนี้ใหม่ที่ยังไม่เคยมีบัตรของธนาคารพาณิชย์ไม่ได้รวมลูกหนี้เดิมที่ได้รับสินเชื่ออยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากลูกหนี้มีความจำเป็นฉุกเฉินในชีวิต สามารถที่จะขอวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินกรณีพิเศษเพิ่มเติมได้ซึ่งผู้ประกอบการบัตรเครดิตสามารถอนุมัติวงเงินและขยายเวลาในการชำระหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้"นอกจากนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีกำลังผ่อนหนี้น้อยให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ธปท.จึงได้ปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต และค่าธรรมเนียมลงจากเดิมที่คิดในอัตรา 20% ต่อปี ลงเหลือไม่เกิน 18% ต่อปี ซึ่งกรณีนี้ใช้กับลูกหนี้ทุกรายทั้งรายเดิมและรายใหม่ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2560 เป็นต้นไปด้านนายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า หลักเกณฑ์ใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น ในส่วนของวงเงินสินเชื่อ จากเดิมที่กำหนดรายได้ขั้นต่ำที่ทำบัตรเครดิตได้อยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน จะได้รับวงเงินสินเชื่อสูงสุดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 เท่าของรายได้ แต่หลักเกณฑ์ใหม่ รายได้ขั้นต่ำที่ทำบัตรเครดิตได้ยังเป็น 15,000 บาทต่อเดือน แต่ปรับวงเงินสินเชื่อที่จะได้รับหากรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน จะได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ และหากรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน จะได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 เท่าของรายได้ แต่หากรายได้เกิน 50,000 บาทต่อเดือน วงเงินสินเชื่อยังเป็นไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เช่นเดิม ซึ่งกรณีนี้ใช้เกณฑ์เฉพาะผู้สมัครบัตรใหม่ไม่กระทบผู้ถือบัตรเดิมขณะที่ในส่วนของสินเชื่อบุคคลนั้น หลักเกณฑ์จะมีความเข้มงวดมากกว่าบัตรเครดิต เนื่องจากลูกค้าของสินเชื่อส่วนบุคคลจะเป็นผู้มีรายได้ต่ำกว่าลูกค้าบัตรเครดิต โดยกำหนดรายได้ขั้นต่ำที่จะขอสินเชื่อส่วนบุคคล จากเดิมที่สามารถขอสินเชื่อได้ 5 เท่าของรายได้ ธปท.ปรับเกณฑ์ใหม่เป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน จะขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ และกำหนดให้ขอสินเชื่อได้จากผู้บริการไม่เกิน 3 รายเท่านั้น หรือวงเงินสูงสุดที่จะได้คือไม่เกิน 4.5 เท่า แต่หากลูกค้ามีรายได้มากกว่า 30,000 บาท ยังคงได้สินเชื่อไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เช่นเดิม ทั้งนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลที่เข้าเกณฑ์จะเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและบัตรกดเงินสดเท่านั้น ไม่รวมสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อเพื่อการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ และสินเชื่อสวัสดิการพนักงานสำหรับจำนวนบัตรเครดิตสูงสุดที่มีได้ ไม่ได้กำหนดจำนวนใบ แต่เตือนระวังถ้าลูกค้ามาขอใบที่ 4 หรือใบที่ 5 ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเนื่องจากผู้ที่มีบัตรเครดิตในปัจจุบันเฉลี่ย 4 ใบต่อคน ซึ่งไม่ได้สูงมากเหมือนที่ผ่านมาที่บางคนมีเป็น 10 ใบ ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลนั้น ผู้ที่สมัครส่วนใหญ่มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำกว่า จึงต้องมีกำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อลดความเปราะบางของหนี้ครัวเรือนต่อข้อถามที่ว่า ทำไม ธปท.จึงไม่ลดเพดานดอกเบี้ยของสินเชื่อบุคคลด้วย นางฤชุกร กล่าวว่า เนื่องจากลูกค้าที่มีขอสินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ ดังนั้น หากมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงอาจจะทำให้ผู้ประกอบการบางรายรู้สึกว่า ไม่คุ้มกับความเสี่ยงของลูกค้าบางประเภท ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับสินเชื่อในระบบและอาจจะเป็นการผลักลูกหนี้ออกไปเป็นหนี้นอกระบบมากขึ้น  ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ทุนจีนบุกหนักอสังหาไทย ทั้งร่วมทุนและพาลูกค้ามาซื้อส่อคึก2ปีแนวรถไฟฟ้า-เขตศก.พิเศษ

 ทุนจีนบุกหนักตลาดเมืองไทย         ทุนจีนเดินหน้ารุกอสังหาฯ ไทย คาดยังมากขึ้นใน 1-2 ปีหน้า ได้ทั้งแหล่งเงินทุน-หาลูกค้าชาวจีนช่วยซื้อ          นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มทุนจีนยังสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง คาดจะเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยอีก 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากชาวจีนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย โดยที่การมาร่วมทุนนั้นไม่ใช่ต้องการเพียงแค่เงินทุน ยังได้ฐานลูกค้ากลุ่มลูกค้า ชาวจีนมาซื้อโดยเฉพาะโครงการคอนโด มิเนียม เนื่องจากจะต้องพึ่งกำลังซื้อจากต่างประเทศ หลังจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มชะลอตัวลง          "ทำเลหลักๆ ที่กลุ่มนักลงทุนจีนสนใจคือต้องสอดคล้องกับความนิยมของนักท่องเที่ยว จีน คือตามแนวรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ ในต่างจังหวัดคือ พัทยา และเชียงใหม่ รวมไปถึงทำเลที่กลุ่มผู้ร่วมทุนด้วยจะชักชวนไป บางราย สนใจในเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน" นายสุรเชษฐ กล่าว          นายสัมมา คีตสิน นักวิชาทางการทางด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า กลุ่มทุนจีนจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นโอกาสทางการลงทุน ซึ่งการที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมจีน สปป.ลาว และไทย เป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่จะเห็น กลุ่มทุนจีนจะเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาพื้นที่จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ให้ความสนใจเช่นเดียวกัน          "ในอนาคตจะเห็นกลุ่มทุนจีนอีกมาก เพราะไทยอยู่ใกล้สามารถเดินทางมาง่าย ไม่ว่า จะเป็นทางอากาศ ทางรถ หรือทางเรือผ่านแม่น้ำโขง ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นกลุ่มทุนจีนออกไป ลงทุนในหลายจังหวัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ สงขลา หรือภูเก็ต เนื่องจากการที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตต้องอาศัยการลงทุนต่างประเทศ" นายสัมมา กล่าว          ทั้งนี้ กลุ่มทุนจีนที่เข้ามาร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย ล่าสุดบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับบริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จากก่อนหน้านี้มีกลุ่มคิงไว กรุ๊ป เข้าซื้อกิจการบริษัท เคปเปล ไทย พร็อพเพอร์ตี้ มูลค่าลงทุน 300 ล้านบาท บริษัท จงเทียน คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป ร่วมทุนกับบริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในพัทยา มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท          บริษัท จุนฟา เรียลเอสเตท ร่วมทุนกับบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในพังงาและหัวหิน มูลค่า 3,000 ล้านบาท ธนาคารไชน่า ผิงอัน สนับสนุนสินเชื่อให้บริษัท คันทรี่กรุ๊ป พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท          บริษัท กรีนแลนด์ กรุ๊ป ร่วมทุนกับบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในพัทยา บริษัท เทียนเฉิน กรุ๊ป พัฒนาโครงการคอนโดในกรุงเทพฯ 4,000 ล้านบาท บริษัท โฮมซิตี้ กรุ๊ป พัฒนาโครงการคอนโดในหัวหิน 2,000 ล้านบาท บริษัท คันทรี่ การ์เด้น โฮลดิ้ง ร่วมทุน กับบริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม ทำคอนโดในกรุงเทพฯ 6,800 ล้านบาท          บริษัท เชิ่ง ตี้ เจีย กรุ๊ป ร่วมทุนบริษัท ไชยพัฒนา (ประเทศไทย) พัฒนาคอนโดระยอง มูลค่า 2,000 ล้านบาท บริษัท รอยัล ลี แอสเสท พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในภูเก็ต มูลค่า 7,800 ล้านบาท บริษัท ไชน่าเทียนเฉิน เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น พัฒนาโครงการคอนโดในกรุงเทพฯ มูลค่า 2,000 ล้านบาท บริษัท หลงไทย อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป พัฒนาโครงการคอนโดนครปฐม มูลค่า 700 ล้านบาท เป็นต้น  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

WORLDเบนเข็มสู่อสังหาฯเต็มสูบ

บอร์ด "เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น" อนุมัติให้ขายทิ้ง "มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น" รับเงินสด 1,730 ล้านบาท เดินหน้าธุรกิจอสังหาฯ ทางเดียว เตรียมจัดเต็มทุกมิติ ทั้งแนวดิ่งแนวราบ ทั้งเพื่อขายและให้เช่า มั่นใจ Backlog ล้นมือกว่า 6,500 ล้านบาท ตั้งเป้า 5 ปี ขึ้นแท่นผู้นำอสังหาฯ แนวหน้าเมืองไทย          ดร.จิรศักดิ์ จิยะจันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WORLD เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ขายธุรกิจการศึกษาทั้งหมดออกไปทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวม 1,730 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทฯสามารถเดินหน้าธุรกิจการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ก่อนกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ          "ก่อนที่บอร์ดบริหารจะมีมติอนุมัติให้บริษัทฯ เดินหน้าทำธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เต็มตัว และให้ขายธุรกิจในส่วนของการศึกษาออกไปทั้งหมด เพราะธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในธุรกิจเริ่มต้นของบริษัท" ดร.จิรศักดิ์ กล่าว          โดย 2 ปีที่ผ่านมา บริษัท เวิลด์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์แอสเซท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ WORLD ได้เดินหน้าทำธุรกิจการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปก่อนแล้ว โดยการเข้าไปซื้อโครงการคอนโดฯ หรูทำเลทองที่จังหวัดภูเก็ตมูลค่า 750 ล้านบาท และปีนี้ ยังได้เข้าไปซื้อโครงการคอนโดมิเนียม IB Grand Hatyai ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 3 โครงการรวมมูลค่า 933 ล้านบาท ซึ่งทั้งสามโครงการจะเริ่มรับรู้รายได้ในเดือนธันวาคม 2560 และจะสามารถรับรู้รายได้เต็มตัวในปี 2561          ล่าสุด WORLD เข้าถือหุ้นเต็ม 100% บริษัท ไทย บอนเนต เทรดดิ้ง โซน จำกัด ผู้ถือใบอนุญาตนิคมอุตสาหกรรมบางปูเหนือ มูลค่าโครงการ 3,300 ล้านบาท และยังได้เข้าไปถือหุ้น บริษัท ซับเบิร์บ เอสเต็ท จำกัด ผู้ถือใบอนุญาตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ (ลำพูน 2) มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท และช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการทาวน์โฮมสุดหรูบนทำเลทองย่านสาทรมูลค่าโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท อีกด้วย          "เชื่อว่า 5 ปี จากนี้ไป WORLD จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นได้แน่นอน แถมยังมี Backlog มูลค่ารวมกันกว่า 6,500 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2563 ดร.จิรศักดิ์ กล่าว  ที่มา : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ปรับใหญ่ครึ่งปีหลัง งัดกลยุทธ์หวังเร่งยอด

ปรับใหญ่ครึ่งปีหลังงัดกลยุทธ์หวังเร่งยอด         ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง บรรดาผู้ประกอบการต่างมองตรงกัน ว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวแล้ว แต่ยังห่วง ในปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมไปถึงดีมานด์เทียมในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ต้องเฝ้าระวังว่าจะเป็นการสร้างปัญหาฟองสบู่          ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า ภาพรวมตลาด อสังหาฯ ในปีนี้เชื่อว่าจะขยายตัว 5% มีมูลค่าอยู่ที่ 3.7 แสนล้านบาท โดยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 61% จะอยู่ในมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งในครึ่งปีหลังผู้ประกอบการมีแนวโน้มเปิดตัวมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก แต่ก็จะต้องระวังเรื่องดีมานด์เทียม ดังนั้นบริษัทได้ออกแนวทางปฏิบัติ เช่น ห้ามเปลี่ยนมือก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ แต่หาก เปลี่ยนก่อนจะถูกตัดสิทธิในเรื่องส่วนลด อีกทั้งแนวการขายจะเน้นไปที่กลุ่มที่จะต้องซื้อจริงและโอนจริงเพื่อสกัดการเก็งกำไร          ขณะที่รายใหญ่วงการคอนโดมิเนียมโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า ภาพรวม ตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบันเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก มีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยสิ่งที่จะต้องทำคือการเข้าสู่ตลาดใจกลางเมืองมากขึ้น เน้นตลาดระดับราคาตารางเมตรละ 1 แสนบาทขึ้นไป เนื่องจากกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บนนั้นแทบจะ ไม่ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะหากไม่มีการ ปรับเปลี่ยนเชื่อว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าบริษัทอาจจะหายไปจากตลาด          พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ ตามแผน โดยได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงโดยการขยายพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์สัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 25% จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคอนโดระดับ 1-4 ล้านบาท มีสัดส่วนถึง 56% อีกทั้งยังมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบในรูปแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ซึ่งจะเปิดตัว ในไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งการพัฒนาโครงการของบริษัท จะเลือกแบรนด์ให้เหมาะกับทำเลและความต้องของผู้บริโภคในโซนนั้นๆ          นอกจากธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขายแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับธุรกิจที่จะสร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง เช่น โรงแรม ซึ่งจะมีการจ้างเชนต่างชาติมาบริหารกลุ่มโรงแรมของออริจิ้น เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ รวมถึงธุรกิจบริการ อีกทั้งยังมีการใช้ระบบก่อสร้างสำเร็จรูปมาช่วย ทำให้งานก่อสร้างอาคารชุด 8 ชั้น ใช้เวลาเพียง 10 เดือน อย่างไรก็ดีบริษัทยังคุมยอดปฏิเสธ สินเชื่อ โดยครึ่งปีแรกอยู่ราว 13-14% จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 12-13% ถือว่าทรงตัว เนื่องจากบริษัทได้มีการคัดกรองลูกค้า และหากจะป้องกันดีมานด์เทียมจึงต้องเก็บเงินดาวน์สูง          ศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทยังคงลงทุนในพื้นที่โซนภาคตะวันออกให้มากขึ้น โดยเตรียมเปิดโครงการใหม่ บ้านดี เดอะวัลเล่ย์ ปลวกแดง มูลค่าราว 681 ล้านบาท อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นแหล่งงาน ขนาดใหญ่ และมีการขยายเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจ พิเศษ หรืออีอีซี คาดว่าจะเปิดตัวไตรมาส 3 ปีนี้          นอกจากนี้ มีแผนพัฒนาโครงการเดอะพราว พระราม 2-พันท้ายนรสิงห์ เฟส 2 ในรูปแบบบ้านเดี่ยวสไตล์ใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 3.99 ล้านบาท รวมทั้งการขยับขยายการลงทุนไปยังพื้นที่โซนกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ได้มีการซื้อที่ดินที่ศรีราชาและบางบัวทองเพิ่มเติม โดยอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ คาดว่า ทั้งสองแปลงนี้จะเริ่มเปิดตัวในช่วงไม่เกินไตรมาส 2 ของปี 2561          รวมทั้งมีแผนการต่อยอดไลฟ์สไตล์มอลล์ พอร์โต้ ชิโน่ ไปยังพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ โดยตั้งเป้า จะเปิดตัวให้ทันในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นรายได้ประจำเพื่อแตกไลน์ธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับบริษัทในอนาคต โดยในปีนี้ ได้ตั้งเป้ายอดขายที่ 1,200 ล้านบาท และเป้ารายได้ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับรายได้ในปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 900 ล้านบาท อย่างไรก็ดี 6 เดือนแรกของปีนี้เมื่อช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ยอดรับรู้รายได้ลดลงประมาณ 10% ในปีนี้ บริษัทได้วางแผนธุรกิจแบบการกระจายการลงทุน ในทำเลศักยภาพต่างๆ โดยแบ่งเป็นการพัฒนาอสังหาฯ ทั้งแนวราบและคอนโด 70% อสังหาฯ เพื่อการค้าและการลงทุน 20% และอสังหาฯ ประเภทเช่าที่สร้างรายได้ประจำ 10%          เหล่านี้คือการปรับตัวของผู้ประกอบการท่ามกลางการแข่งขันที่นับวันจะทวีความรุนแรง          อสังหาครึ่งปีหลังลุ้นตลาดฟื้น          ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า การลงทุนและการซื้อขาย ที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 เป็นไปอย่างชะลอตัว ส่วนช่วงครึ่งหลังคาดว่าน่าจะทรงตัวเนื่องจากผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความท้าทายในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่          ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังเร่งระบายสินค้าคงค้างต่อเนื่องในขณะที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงปัญหาด้านแรงงานซึ่งกดดันการเปิดโครงการใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องลงทุนโครงการใหม่เพื่อสร้างรายได้ อย่างต่อเนื่อง แต่ยังรอจังหวะตลาดฟื้นตัวเพื่อลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยเป็นการเลือกลงทุนในทำเลที่เหมาะสม อีกทั้งยังเลือกเจาะผู้ซื้อเซ็กเมนต์ที่มี ศักยภาพ          สำหรับจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ สิ้นปี 2559 ที่อยู่ในระดับสูง คาดว่า การโอน กรรมสิทธิ์ในปี 2560 น่าจะหดตัว 14-16% ส่งผลให้ระยะเวลาดูดซับ นานขึ้น และคาดว่าจำนวนที่อยู่อาศัย คงค้าง ณ สิ้นปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 1.7-1.77 แสนหน่วย ขยายตัว 4-8% เมื่อ เทียบกับปี 2559 ดังนั้นผู้ประกอบการ ได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อระบายสินค้าคงค้างในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อ ให้สามารถปิดการขายได้เร็วขึ้น และลดการเกิดที่อยู่อาศัยคงค้างสะสมไป ยังปีต่อไป          อย่างไรก็ดี ในภาวะที่กำลังซื้อของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นไปอย่างยากขึ้น ส่งผลให้การอำนวยความ สะดวกด้านการเงินสำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งการจัดโปรโมชั่นด้านการเงิน อย่างการผ่อนดาวน์ รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันการเงินคัดกรองคุณสมบัติของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อพิจารณาโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยในเบื้องต้น และลดอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อ ก็เป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน          "ภาพรวมตลาด อสังหาฯ ในปัจจุบันเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก มีการแข่งขัน ค่อนข้างสูง โดยสิ่ง ที่จะต้องทำคือการ เข้าสู่ตลาดใจกลางเมืองมากขึ้น เน้นตลาดระดับราคาตารางเมตรละ 1 แสนบาทขึ้นไป เนื่องจากกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บนนั้น แทบจะไม่ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน"  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รับสร้างบ้านบุกกลุ่มเจนวาย

รับสร้างบ้านยุค 4.0 ต้องปรับตัวรับเจนวายเพิ่มขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า ชี้บ้านแบบมิกซ์ยูสมาแรง       นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันที่ดินในการปลูกสร้างบ้านนั้นหายากขึ้น จึงทำให้การปลูกสร้างบ้านในยุค 4.0 ต้องคุ้มค่า โดยที่การออกแบบจะต้องเป็นสไตล์มิกซ์ยูส หรือมีประโยชน์ใช้สอย รวมกันได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น เป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและโฮมออฟฟิศร่วมกัน  ขณะเดียวกันจะต้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม ซึ่งปัจจุบันราคาเริ่มถูกลงและมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัยมากขึ้น          นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการก่อสร้างใช้คนน้อยลงและมีการใช้วัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปมากขึ้น รวมไปถึงวัสดุก่อสร้างรูปแบบใหม่  เช่น ปูนฉาบ ที่มาช่วยแก้ปัญหาเรื่องรอยแตกร้าวของ ฝาผนัง เป็นต้น แต่ที่สำคัญกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล บิ๊กดาต้า และโซเชียลเน็ตเวิร์กล้วนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องปรับ หรือกำหนดกลยุทธ์เพื่อพิชิตเป้าหมายการเติบโตในอนาคต          นายสุวรรณ จันทิวาสารกิจ อาจารย์ประจำหลักสูตร CIO วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในอีก 3-4 ปีข้างหน้าประชากรในกลุ่ม เจเนอเรชั่นวาย ซึ่งเกิดปี 2523-2543 จะเป็นกลุ่มที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นใน การกำหนดทิศทางของตลาดรับสร้างบ้าน ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านจะต้องมีการปรับตัวคือการพยายามสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าในรูปแบบลิฟวิ่ง คอนซัลแทนต์ หรือการที่จะต้องเป็นที่ปรึกษาเพื่อศึกษาถึงพฤติกรรม ซึ่งจะได้สร้างบ้านให้ตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากกลุ่มคนเจนวายนั้นเติบโตมาเทียบกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็ว          "กลุ่มคนเจนวายส่วนใหญ่นั้นชอบอะไรที่เป็นความสนุกสนาน การสร้างบ้านให้โดนใจคนกลุ่มนี้ควรจะมีพื้นที่ที่เขาสามารถปรับเปลี่ยนประโยชน์การใช้สอยภายในได้ หรือเป็นรูปแบบ โมดูลาร์ รวมไปถึงการหานวัตกรรมการอยู่อาศัยใหม่ๆ เช่น การเลือกใช้วัสดุภายในตัวบ้านนั้น นอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้ว ต้องคำนึงว่าสัญญาณไว-ไฟจะทะลุผ่านแต่ละห้องภายในบ้านง่ายขึ้นด้วย เป็นต้น" นายสุวรรณ กล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อีอีซี...ดันที่ดินกรมบังคับคดีพุ่ง

โครงการพัฒนาระเบียง เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นอีกโครงการหนึ่งที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อหวังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศให้ได้ และส่งผลให้ราคาที่ดินในพื้นที่นั้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ตามไปด้วย          น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2560กรมสามารถผลักดันสินทรัพย์ได้ 3.3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าไตรมาส 3 ช่วงเดียวกันของปีก่อน 52% หรือรวมทั้ง 9 เดือนของปี งบประมาณมียอดผลักดันสินทรัพย์ได้ 9.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 95.6% ของเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่าสูงที่สุดในรอบ 7 ปี          ทั้งนี้ กรมสามารถผลักดันสินทรัพย์หรือการประมูลขายทอดตลาดสินทรัพย์ในพื้นที่อีอีซีจังหวัดภาคตะวันออก โดยไตรมาส 3 สามารถผลักดันสินทรัพย์ได้สูงกว่าไตรมาสแรก 32.74% และสูงกว่า ไตรมาส 2 ประมาณ 62.62% โดยเฉพาะ จ.ชลบุรี มียอดขายถึง 1,306 ล้านบาท จ.ระยอง มียอดขาย 1,058 ล้านบาท และ จ.ฉะเชิงเทรา มียอดขาย 482 ล้านบาท          น.ส.รื่นวดี กล่าวว่า ผลดังกล่าวทำให้ กรมสามารถผลักดันสินทรัพย์หรือการประมูลขายทอดตลาดสินทรัพย์ในจังหวัด เขตเศรษฐกิจพิเศษได้สูงกว่าไตรมาสแรก 66%  และสูงกว่าไตรมาส 2 ประมาณ 26%  ซึ่งจังหวัดที่มียอดขายโดดเด่น ได้แก่ จ.สระแก้ว 55 ล้านบาท  จ.สงขลา 775 ล้านบาท จ.ตราด 83ล้านบาท จ.หนองคาย 98 ล้านบาท  จ.มุกดาหาร 38 ล้านบาท และ จ.ตาก 58 ล้านบาท          "ภาพรวมการประมูลซื้อสินทรัพย์จากกรมบังคัคดียังมีมาต่อเนื่อง สะท้อนว่า ภาวะเศรษฐกิจยังดี ยังมีกำลังซื้อ และมีกลุ่มผู้สนใจเข้ามาประมูลซื้อจำนวนมากขึ้น รวมถึงคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีเงินออมจะหันมาลงทุนในซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไว้เพื่อการลงทุน ในช่วงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงราคาประมูลได้ก็ สูงกว่าประเมินโดยเฉลี่ย 15%" น.ส. รื่นวดี กล่าว          นอกจากนี้ กรมได้ปรับปรุงจัดกลุ่มสินทรัพย์ประเภทที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ละเอียดมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ที่สนใจจะซื้อ  โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเภท บ้านที่พัก อาคารพาณิชย์ ทาวน์เฮาส์ อาคารโรงงาน สำนักงาน โกดัง อื่นๆ เช่น โรงแรม รวมถึงกำหนดโจทก์จะต้องนำภาพถ่ายภาพที่ทันสมัยอายุไม่เกิน 6 เดือน เพื่อนมาประกอบในการพิจารณาประมูลขายทอดตลาดด้วย          ปัจจุบันกรมบังคับคดีมีสินทรัพย์ รอการขายรวม 1.32 รายการ รวมราคา ประเมิน 2.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ห้องชุด 4.98 ล้านบาท คิดเป็น 22.62%  ที่ดินเปล่า 8.42 ล้านบาท คิดเป็น 38.32%  และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 8.63 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 39.15% ซึ่งถือว่ามีสินทรัพย์รอการขายมากที่สุด ในประเทศและมียอดการขายสินทรัพย์รอการขายปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท คิดเป็น 30% ของมูลค่าตลาดรวมอสังหาริมทรัพย์  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เสนอบอร์ดอีอีซีบ้านฉางโมเดล ตั้งคอมเพล็กซ์

   ดันโมเดิร์นซิตี้บ้านฉาง เข้าบอร์ดอีอีซีปลายเดือน ก.ค.นี้ หวังตั้งคอมเพล็กซ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค          นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ.อยู่ระหว่างเสนอแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (อีโค อินดัสเทรียล ทาวน์) ปี 2561-2564 เพื่อพัฒนา 18 พื้นที่ ใน 15 จังหวัด ให้เป็นเมืองใหม่เชิงนิเวศ โดยพื้นที่นำร่องจะเป็นบ้านฉางโมเดล อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) คาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารอีอีซีที่มี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน ในปลายเดือน ก.ค.นี้ หากได้รับการอนุมัติจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สอดคล้องกับการพัฒนา อีอีซีตามนโยบายรัฐบาล          ด้าน นายเดชา พิมพิสุทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรอ. กล่าวว่า ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คัดเลือกพื้นที่ เพื่อพัฒนาเป็นเมืองใหม่ (โมเดิร์น ซิตี้) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาพื้นที่อีอีซี โดยเลือกพื้นที่เทศบาลเมืองบ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยสาเหตุที่คัดเลือกพื้นที่ดังกล่าว เพราะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนให้การสนับสนุน ขนาดพื้นที่จำนวน 1,400 ไร่ จำนวนประชากร 1.1 หมื่นคน หลักการพัฒนาจะทำเป็นคอมเพล็กซ์ ให้มีการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น โรงพยาบาล ศูนย์การค้า ศูนย์บริการโลจิสติกส์  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไฟเขียว สีม่วงใต้ แสนล้านเตรียมเปิดประมูลตุลาฯนี้

ครม. ไฟเขียวเปิดโครงการรถไฟฟ้าสีม่วงใต้ เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 1 แสนล้าน โดย รฟม. กำลังพิจารณาหั่นสัญญางานโยธาเป็น 5 สัญญา เปิดประมูลในเดือน ต.ค. นี้ ขณะคมนาคมศึกษาการรวบสัญญางานโยธาและเดินรถสายสีส้ม เปิดประมูลแบบพีพีพี หวังลดภาระรัฐบาล          นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วานนี้ (25 ก.ค.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินงานก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ วงเงิน 101,112 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 15,913 ล้านบาท, ค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์ 32 ล้านบาท, ค่าก่อสร้างงานโยธา 77,385 ล้านบาท, ค่าสิ่งก่อสร้างทดแทนหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ 1,335 ล้านบาท, ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง 2,865 ล้านบาท และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดของงานโยธา 3,582 ล้านบาท          โดยแหล่งเงินทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ 1. งบประมาณ 15,945 ล้านบาท จะนำไปใช้เป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์ และ2. เงินกู้ 85,167 ล้านบาท จะใช้เป็นค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าสิ่งก่อสร้างทดแทนหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ ค่าจ้างที่ปรึกษา และค่าสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด          หลังจากนี้ รฟม.สามารถเริ่มดำเนินการประกวดราคาก่อสร้างงานโยธาได้ แต่ต้องรอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติรับทราบรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อน จึงจะลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูลได้          คาดก่อสร้างปลายปีหน้า          โดยเบื้องต้นตั้งเป้าหมายจะเริ่มเปิดประมูลหาผู้รับเหมาในเดือน ต.ค. นี้ และทราบผลภายในเดือน ส.ค. ปีหน้า จากนั้นจะก่อสร้างในปลายปี 2561 และเปิดให้บริการภายในปี 2566-2567 ขณะเดียวกันมีกรอบเวลาจะออก พรฎ.เวนคืนที่ดิน ภายในเดือน ส.ค. นี้          สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้จะเป็นส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ที่เปิดให้บริการตั้งแต่เดือน ส.ค. ปี 2559 โดยรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้จะมีทั้งหมดสถานี 17 แห่งและระยะทางรวม 23.6 กิโลเมตร แบ่งเป็นสถานีใต้ดิน 10 แห่ง และเส้นทางใต้ดินยาว 12.6 กิโลเมตร ขณะเดียวกันมีสถานียกระดับ 7 สถานี และทางยกระดับยาว 11 กิโลเมตร ซึ่งจะเชื่อมต่อการเดินทางตั้งแต่จ.นนทบุรี กรุงเทพฯ ฝั่งพระนคร-ฝั่งธนบุรี จนถึง จ.สมุทรปราการ          นอกจากนี้จะก่อสร้างอาคารจรแล้วจร 2 จุด ได้แก่ สถานีบางปะกอก 1 อาคาร จอดรถได้ประมาณ 1,600 คัน และสถานีราษฎร์บูรณะ 2 อาคาร จอดรถได้ประมาณ 1,400 คัน รวมถึงมีการก่อสร้างอาคารซ่อมบำรุงขนาดย่อมที่สถานีครุใน          ผู้โดยสาร4.7 แสนคน-เที่ยวต่อวัน          "คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารค่อนข้างสูง อยู่ที่ 477,098 คน-เที่ยวต่อวัน เนื่องจากมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นถึง 4 จุด ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีเตาปูนและวังบูรพา, สายสีส้มที่สถานีอนุสาวรีประชาธิปไตย และใกล้กับสถานีวงเวียนใหญ่ของสายสีเขียว โดยอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ของสายสีม่วงใต้จะอยู่ที่ 12.95%และผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) จะอยู่ที่ 4.59%" นายอาคมกล่าว          นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพิจารณาเสนอโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ หรือสายสีส้มตะวันตก ระยะทางประมาณ16กิโลเมตร วงเงิน109,342 ล้านบาท เพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาในเร็วๆ นี้          แบ่งสัญญาโยธาสีม่วงใต้          นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกุล รองผู้ว่าการการถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในฐานะรักษาการผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า รฟม. อยู่ระหว่างพิจารณาแบ่งสัญญางานโยธารถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้เพื่อให้เปิดกว้างมากที่สุด โดยเดิมจะแบ่งสัญญางานโยธาประมาณ 3-4 สัญญา แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาแบ่งสัญญางานก่อสร้างทางยกระดับเป็น 1 สัญญา และแบ่งสัญญางานก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินจะเป็น 3หรือ 4สัญญา มูลค่าประมาณกว่า 10,000 ล้านบาทต่อสัญญา          ทั้งนี้ การตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่การนำหัวเจาะอุโมงค์ลงใต้ดินด้วย แต่ก็จะพยายามร่างเงื่อนไขการประมูล (TOR) ให้เปิดกว้างเช่นเดียวกับการประมูลสายสีส้มตะวันออก          จากนั้น รฟม. จะต้องเสนอร่างTORเสนอให้ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พิจารณา เพราะโครงการจะกู้เงินจากADBประมาณ 10%จากนั้นจะกำหนดเงื่อนไขผู้เข้าประมูลและเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. เห็นชอบเพื่อเปิดประมูลต่อไป สำหรับเรื่องEIAนั้น ยังต้องหารือในเส้นทางที่อยู่ใกล้เกาะรัตนโกสินทร์ แต่คาดว่าไม่น่าเป็นปัญหามากนัก          เวนคืนที่ดิน100ไร่ 400ครัวเรือน          อย่างไรก็ตาม รฟม. ค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องพรฎ.เวนคืนที่ดิน เพราะปกติ ครม. จะเห็นชอบกฎหมายเวนคืนพร้อมกับโครงการ แต่ตอนนี้ พรฎ. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงคมนาคมจึงต้องรอก่อน โดยเบื้องต้นจะต้องเวนคืนที่ดินประมาณ 100 ไร่และมีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 400 ครัวเรือน ซึ่งบริเวณที่มีการเวนคืนมากที่สุดคือ อาคารซ่อมบำรุงขนาดย่อมประมาณ 50 ไร่          สำหรับการหาผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้นั้น ตามปกติจะเริ่มเปิดประมูลเมื่อเริ่มก่อสร้างงานโยธาไปได้ครึ่งปี โดยยืนยัน รฟม. ไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือBEMผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงเหนือ เพราะสามารถกำหนดเงื่อนไขการประมูล (TOR) ให้เดินรถต่อเนื่องได้แม้จะไม่ใช่ผู้เดินรถรายเดียวกัน          นายธีรพันธ์ ยังกล่าวถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกว่า ในแผนจะเสนอ ครม. ให้เปิดประมูลงานก่อสร้างโยธาก่อน จากนั้นจะเสนอให้เปิดประมูลเดินรถแบบPPPในช่วงปลายปีนี้  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

โกลเด้นแลนด์ เพิ่มเป้าขายแตะ2หมื่นล.ปักธงระยอง-ชลบุรีรับอีอีซี

โกลเด้นแลนด์ เพิ่มเป้าขายทั้งปีแตะ 2 หมื่นล้าน พร้อมแจงเหตุลดเป้าเปิดโครงการจาก 21 โครงการเหลือเพียง 15 โครงการ พร้อมมีแผนเปิดอาณาจักร  British Avenue ย่านเกษตรนวมินทร์ รวม 5 โครงการมูลค่า 4,000 ล้านบาท ค่าย "ดี-แลนด์" กระจายความเสี่ยง เพิ่ม พอร์ตลงทุนในโครงการหลากหลาย เพื่อความมั่นคง รุกอสังหาฯปักโครงการในศรีราชา และ จ.ระยอง รับอีอีซี พร้อมขยายแนวรุกสู่พื้นที่โซนบางบัวทอง ด้าน "แอสเซทไวส์" รุกทำเลใจกลางลาดพร้าวส่งโครงการ "แอทโมซ ลาดพร้าว 71" มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท รับกำลังซื้อนายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทได้เพิ่มเป้ายอดขายจากเดิม 18,000 ล้านบาท ขยับเป็น 20,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% แต่ยังคง เป้ารับรู้รายได้ทั้งปีที่ 12,000 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นยอดที่ยังไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งหมดจากงานก่อสร้างที่ยังไม่แล้วเสร็จ นอก จากนี้ บริษัทได้ปรับเป้าแผนการเปิดโครงการใหม่จากเดิม 21 โครงการลงมาเหลือ 15 โครงการ เนื่องจากติดปัญหาการจัดการที่ดินรองรับพัฒนาโครงการใหม่ เพราะยังมีที่ดินอีก 3 แปลงที่ผู้อยู่อาศัยเดิมไม่ย้ายออก"ทั้ง 3 แปลงที่ว่า อยู่ย่านแจ้งวัฒนะ คู้บอน และเลียบถนนกัลปพฤกษ์ เป็นแปลงขนาดใหญ่ สามารถพัฒนาได้ 5-6 โครงการ โดยในครึ่งปีแรก ได้เปิดไปแล้ว 10 โครงการ แบ่งเป็นทาวน์โฮม 13 โครงการ บ้านแฝด 1 โครงการ และบ้านเดี่ยว 1 โครงการ อย่างไรก็ตาม แม้จะเลื่อนเปิดโครงการใหม่ แต่บริษัทมั่นใจเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท"โดยกลยุทธ์ที่จะผลักดันให้ได้ตามเป้า คือ 1.ทำให้ทาวน์โฮมของโกลเด้นแลนด์ ได้รับความนิยม ด้วย Function, Facilities, Location, Price บ้านที่มีฟังก์ชันเหนือกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกครบ กล้าให้ลูกค้า เปรียบเทียบกับบ้านเดี่ยว ด้วยนวัตกรรมบ้านแฝด ราคา 4-6 ล้านบาท ทดแทนบ้านในเมือง ราคา 7-10 ล้านบาท 2.เลือกทำเลเด่นในแนวรถไฟฟ้า 3.ราคาตรงกับกำลังซื้อกลุ่มลูกค้า 4.ขยายทาวน์โฮมต่างจังหวัดมากขึ้น 5.บ้านเดี่ยวโฉมใหม่ระดับราคา 20-40 ล้านบาท ทำเลใกล้เมือง 6.เพิ่ม Segment ต่ำกว่า 2 ล้านบาทสำหรับในครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิด 10 โครงการใหม่ มูลค่า 96,000 ล้าน โดยมีแผนเปิดอาณาจักร British Avenue ย่านเกษตรนวมินทร์ โดยพัฒนาเป็นโครงการที่มีความหลากหลาย 5 โครงการ เนื้อที่รวม 120 ไร่ จำนวนรวม 950 ยูนิต มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น 2 โครงการ ทาวน์โฮม 3 ชั้น บ้านแฝด และบ้านเดี่ยวในระดับราคาต่างกันในส่วนงบซื้อที่ดินในปีนี้บริษัทใช้ไปทั้งหมดแล้วจำนวน 7,800 ล้านบาท โดยมีการซื้อที่ดินในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดในระเบียงเขต เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยการพัฒนาโครงการใหม่ในปี 2561 ซึ่งบริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสการรุกขยายโครงการในพื้นที่ EEC มากขึ้น หลังจากเห็นถึงความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นจากการที่บริษัทได้มีการเปิดขายโครงการทาวน์โฮมใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มาก่อนหน้านี้ และมีแนวโน้มที่จะมีประชากรที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยมีจังหวัดที่บริษัทสนใจ คือ จ.ชลบุรี และระยอง คาดว่าในปีหน้าจะเปิด 1 โครงการในชลบุรี และ 2 โครงการในระยองนายแสนผิน กล่าวถึงผลประกอบการในครึ่งปีแรกว่า มียอดขายแล้ว 11,000 ล้านบาท ยอดขายที่ทำได้ สูงจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6,600 ล้านบาท หรือ 67% เป็นผลมาจากยอดขายที่สามารถทำได้เกินเป้าของ 5 โครงการที่เปิดใหม่ในแบรนด์ โกลเด้น ทาวน์  ยอดรวม 5 โครงการ เฉพาะวันเปิดจองครั้งแรก (Pre-Sale) จำนวน 3,795 ล้านบาท หรือ 34.5% ของยอดขายทั้งหมด"ดี-แลนด์"กระจายพอร์ตลงทุน-รุกบางบัวทองนายศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงภาพรวมของบริษัทฯในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 ว่า มียอดขายอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ยอดรับรู้รายได้ลดลง 10% สืบเนื่องมาจากในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2559 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐ แต่ในขณะที่ครึ่งแรก ปี 2560 กลับได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน รวมทั้งความเข้มงวดและล่าช้าในการปล่อยสินเชื่อลูกค้ารายย่อยของธนาคาร ทำให้บริษัทฯ ต้องหันมาประเมินสถานการณ์โดยตลอด ซึ่งบริษัทได้ วางแผนธุรกิจแบบการกระจายการลงทุนในทำเลศักยภาพต่างๆ โดยแบ่งเป็นการพัฒนาอสังหาริม- ทรัพย์ออกเป็นประเภทที่อยู่อาศัย ทั้งแนวราบและ คอนโดมิเนียมประมาณ 70% อสังหาริมทรัพย์เพื่อ การค้าและการลงทุน อีกประมาณ 20% และอสังหา- ริมทรัพย์ประเภทเช่าที่สร้างรายได้ประจำอีก 10%"แผนธุรกิจที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการไปแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 คือการเริ่มกระจายการ ลงทุนไปยังพื้นที่โซนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอย่างโซนภาคตะวันออกให้มากขึ้น ประกอบด้วย โซนศรีราชา ซึ่งต้นปีนี้ได้เปิดตัวโครงการ "ดีคอมเพล็กซ์ ดีทาวน์ 3" ทาวน์โฮมและอาคารพาณิชย์ บนเนื้อที่ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ 120 ล้านบาท นอกจากนี้ ได้เริ่มขยายตลาดเข้าไปยังจังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเริ่มพัฒนาโครงการใหม่ในชื่อ "บ้านดี เดอะวัลเล่ย์ ปลวกแดง" มูลค่าโครงการ 681 ล้านบาท เปิดตัวไตรมาส 3 ปีนี้"ในส่วนของทำเลเดิมในโซนพระราม 2-สมุทรสาคร จะมีการเดินหน้าพัฒนาโครงการ "The Proud พระราม 2-พันท้ายนรสิงห์" ในเฟสที่ 2 ในรูปแบบบ้านเดี่ยวในราคาเริ่มต้นที่ 3.99 ล้านบาท รวมทั้งการขยับขยายการลงทุนไปยังพื้นที่โซนกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ได้มีการซื้อที่ดินที่ศรีราชาและโซนบางบัวทองเพิ่มเติม โดยอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ คาดว่าทั้ง 2 แปลงนี้ จะเริ่มเปิดตัวในช่วงไม่เกินไตรมาส 2 ของปี 2561นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการต่อยอดไลฟ์สไตล์มอลล์ "พอร์โต้ ชิโน่" (Porto Chino) ไปยังพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ โดยตั้งเป้าจะเปิดตัวให้ทันในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นรายได้ประจำเพื่อแตกไลน์ธุรกิจซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับบริษัทฯ ในอนาคต โดยในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดขายที่ 1,200 ล้าน และเป้ารายได้ที่ 1,000 ล้าน ซึ่งใกล้เคียงกับรายได้ในปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 900 ล้านบาท"แอสเซทไวส์" รุกทำเลใจกลางลาดพร้าวนายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด กล่าวว่า  ทางบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ "แอทโมซ ลาดพร้าว 71" คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ (Low-Rise) จำนวน 8 ชั้น มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ถนนนาคนิวาส ใจกลางลาดพร้าว ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกและห้างสรรพสินค้ามากมาย พร้อมส่วนกลางจัดเต็ม ครบทุกฟังก์ชัน ในราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท.  ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คาดครึ่งหลังปี 60 ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอจังหวะตลาดฟื้นตัวเพื่อลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยอย่างระมัดระวัง

ศูนยวิจัยกสิกรไทยการลงทุนและการซื้อขายที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 เป็นไปอย่างชะลอตัว สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะทรงตัวจากในช่วงครึ่งแรกของปี โดยผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้านในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ครึ่งแรกปี'60 ตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด ชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ยังไม่มีปัจจัยหนุนตลาดที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด ชะลอตัว สอดคล้องกับตัวเลขการลงทุนและการซื้อขายที่อยู่อาศัยในช่วงต้นปี 2560 เช่น การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย การออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ที่ส่วนใหญ่หดตัวลงเมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปี 2559 ทั้งนี้ การหดตัวลงของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงต้นปี2560 ดังกล่าว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากฐานที่สูงในช่วงต้นปี 2559 ซึ่งตลาดที่อยู่อาศัยมีความคึกคักโดยได้รับอานิสงส์จากการที่ภาครัฐอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์อีกด้วยผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจและมีประชากรอาศัยอย่างหนาแน่น โดยภาวะตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ชะลอตัว ส่งผลให้กลยุทธ์ของผู้ประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 เป็นการเร่งระบายที่อยู่อาศัยคงค้าง ด้วยการนำที่อยู่อาศัยคงค้างกลับมาทำการตลาดใหม่ เช่น การขายที่อยู่อาศัยทุกยูนิตในราคาเดียว การลดราคาที่อยู่อาศัยบางยูนิต เป็นต้นสำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัดยังไม่ฟื้นตัวผส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ชะลอเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ โดยผู้ประกอบการบางรายขยายตลาดผู้ซื้อที่อยู่อาศัยชาวต่างชาติ อย่างชาวจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ แต่ละเซ็กเมนต์ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน เช่น การขายที่อยู่อาศัยควบคู่บริการด้านสุขภาพเพื่อเจาะกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยเอง การขายที่อยู่อาศัยในพื้นที่ท่องเที่ยวแบบยกลอตในราคาส่วนลดเพื่อเจาะกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติ เป็นต้นคาดครึ่งหลังปี' 60 ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอจังหวะตลาดฟื้นตัว เพื่อลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยอย่างระมัดระวังสำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะทรงตัวจากในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังเร่งระบายที่อยู่อาศัยคงค้างอย่างต่อเนื่องโดยกำลังซื้อของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับประเด็นท้าทายด้านแรงงาน ยังเป็นปัจจัยกดดันการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการยังคงต้องลงทุนโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อก่อให้เกิดการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ส่งผลให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ผู้ประกอบการน่าจะยังรอจังหวะตลาดฟื้นตัว เพื่อลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยอย่างระมัดระวังโดยเป็นการเลือกลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลที่เหมาะสม ทั้งที่ติดระบบขนส่งมวลชน สามารถเดินทางได้หลายวิธี หรือสามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้ไม่ยากนัก อีกทั้งยังเลือกเจาะผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มที่มีกำลังซื้อ กลุ่มซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริง เป็นต้น แตกต่างจากในช่วงสามปีที่ผ่านมา ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ในหลายทำเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ เพื่อเข้าถึงผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในวงกว้างและเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านยอดพรีเซลล์เป็นหลักทั้งนี้ จำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างในกรุงเทพฯและปริมณฑล ณ สิ้นปี 2559 ที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในส่วนของการซื้อจากผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 น่าจะหดตัวร้อยละ 14-16 เมื่อเทียบกับปี 2559 ส่งผลให้ระยะเวลาดูดซับที่อยู่อาศัยคงค้างยาวนานขึ้น โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑลณ สิ้นปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 170,000-177,000 หน่วยขยายตัวร้อยละ 4-8 เมื่อเทียบกับปี 2559สำหรับการลงทุนและการซื้อขายที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่สามารถปรับราคาขายที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงการระบายที่อยู่อาศัยคงค้างกลุ่มคอนโดมิเนียมในทำเลที่ไม่ใช่พื้นที่หลักทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว อาจเป็นไปได้ช้า เนื่องจากคอนโดมิเนียมยังไม่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนต่างจังหวัด รวมถึงยังมีที่ดินที่มีศักยภาพสำหรับพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบอีกมาก อีกทั้งยังมีการชะลอซื้อคอนโดมิเนียมจากนักลงทุน นักเก็งกำไร และผู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่สองเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับกลยุทธ์นำเสนอที่อยู่อาศัยคงค้างไปยังกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อระบายที่อยู่อาศัยคงค้างในช่วงครึ่งหลังของปี 2560จากจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้โจทย์ความท้าทายของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 น่าจะเป็นการระบายที่อยู่อาศัยคงค้าง เพื่อปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยให้รวดเร็วขึ้น และลดการเกิดที่อยู่อาศัยคงค้างสะสมไปยังปีต่อไปศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวทางการระบายที่อยู่อาศัยคงค้างของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 น่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์นำเสนอที่อยู่อาศัยคงค้างไปยังกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มวัยเริ่มทำงานกลุ่มวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติ จากแต่เดิมที่ผู้ประกอบการมุ่งเจาะกลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มครอบครัวเป็นหลักทั้งนี้ โครงการที่อยู่อาศัยที่สามารถปรับรูปแบบให้รองรับการอยู่อาศัยของผู้คนหลากหลายกลุ่มได้ น่าจะเป็นกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัยที่มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบได้สูง เช่น โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการที่มีหน่วยเหลือขายจำนวนมาก เป็นต้น โดยผู้ประกอบการที่มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ยังไม่สามารถปิดการขายได้ แต่อยู่ในทำเลที่เหมาะสม เช่น ใกล้สถานศึกษา โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ยังสามารถใช้จุดแข็งด้านทำเลนำเสนอโครงการที่อยู่อาศัยสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้ทั้งนี้ ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจจูงใจลูกค้าเดิม ให้แนะนำโครงการที่อยู่อาศัยไปยังเพื่อน หรือญาติ โดยการแนะนำจากคนรู้จักน่าจะช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยตัดสินใจเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยดังกล่าวง่ายขึ้น นอกเหนือจากที่ผู้ประกอบการนิยมขายและทำการตลาดที่อยู่อาศัยผ่านช่องทางออนไลน์อีกทั้งผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีบริษัทในเครือให้บริการบริหารโครงการที่อยู่อาศัยอาจชูจุดขายด้านบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย โดยผู้ประกอบการอาจนำแอพพลิเคชั่นมาช่วยให้บริการหลังการขาย เช่น ติดตามการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ร้องเรียนปัญหา บริการทำความสะอาด การเดินทาง ระบบความปลอดภัย เป็นต้น เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ สำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้อย่างทันที รวมถึงตอบโจทย์ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยยุคใหม่ที่นิยมใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอย่างไรก็ดี ในภาวะที่กำลังซื้อของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นไปอย่างยากขึ้น ส่งผลให้การอำนวยความสะดวกด้านการเงินสำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งการจัดโปรโมชั่นด้านการเงิน อย่างการผ่อนดาวน์รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันการเงินคัดกรองคุณสมบัติของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อพิจารณาโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยในเบื้องต้น และลดอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อ ก็เป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกันคาดภาวะขาดแคลนแรงงานต่างด้าว กระทบต้นทุนผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปี'61จากการประกาศบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นที่กังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน และเกิดต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มสูงขึ้นในภาคธุรกิจต่างๆ โดยที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติขยายกรอบเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าว ไปถึงวันที่ 1 มกราคม 2561 ใน 4 มาตรา1 และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบให้ พ.ร.ก. ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นพระราชบัญญัติการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวต่อไปทั้งนี้ ณ เดือนพฤษภาคม 2560 ประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวในระบบที่ทำงานในกิจการก่อสร้างจำนวน 246,496 คน2 โดยเมื่อพิจารณาในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัย พบว่า โครงการที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างน่าจะได้รับผลกระทบจากจำนวนแรงงานต่างด้าวนอกระบบที่ลดลง โดยผู้ประกอบการคงต้องวางแผนรับมือต่อภาวะขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มสูงขึ้น ที่อาจยืดเยื้อไปถึงปี 2561สำหรับในปี 2561 น่าจะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้วางแผนรับมือรวมถึงบริหารจัดการด้านแรงงานไว้บ้างแล้ว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีทางเลือกในการชะลอพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ได้เริ่มเปิดตัวออกไปได้อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2561 สามารถฟื้นตัว โดยมีการขยายตัวของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ น่าจะส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน และมีภาระต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มสูงขึ้นเช่น ค่าใช้จ่ายในการสรรหาแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นต้น โดยผู้รับเหมาก่อสร้างอาจผลักภาระต้นทุนดังกล่าวมาสู่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากภาวะขาดแคลนแรงงาน ที่อาจส่งผลให้การก่อสร้างโครงการภาครัฐเกิดความล่าช้า และส่งผลกระทบต่อการระบายที่อยู่อาศัยคงค้างของผู้ประกอบการตามมานอกจากประเด็นท้าทายด้านแรงงานแล้ว ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้านในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในระยะต่อไป เช่น จำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างในบางพื้นที่ยังอยู่ในระดับสูง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเป็นต้น ในขณะที่ ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยให้รวดเร็วขึ้น เพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ  ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ดี-แลนด์ฯรุกหนักครึ่งปีหลัง

นายศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน และมีปัจจัยลบอย่างภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่ง ดี-แลนด์ กรุ๊ป  มียอดขายในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ขณะที่ยอดรับรู้รายได้ลดลง 10% เพราะไตรมาส 2 ปี 2559 ตลาดได้รับแรงกระตุ้นจากภาครัฐในเรื่อง ค่าธรรมเนียมโอนและค่าจดจำนอง 0.1%ส่วนครึ่งแรกปี 2560 กลับได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน รวมทั้งความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้บริษัทต้องประเมินสถานการณ์โดยตลอดเพื่อตอบรับกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจได้ทันปีนี้บริษัทวางแผนกระจายการลงทุนในทำเลศักยภาพ แบ่งเป็นการพัฒนาอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดมิเนียม 70%  อสังหาฯ เพื่อการค้าและการลงทุน  20%  อสังหาฯ ประเภทเช่าที่สร้างรายได้ ประจำ 10% บริษัทยังมีแผนการต่อยอดไลฟ์สไตล์มอลล์ "พอร์โต้ ชิโน่"  ไปยังพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ  รวมถึงได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจใหม่ที่เป็นรายได้ ประจำเพื่อแตกไลน์ธุรกิจซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต ปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 1,200 ล้านบาท และรายได้ 1,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับรายได้ในปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 900 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

บูมค้าไทยกัมพูชา ตราดผนึก พระตะบอง โพธิสัตว์ สีหนุวิลล์ ขยายเศรษฐกิจภูมิภาครับอีอีซี

ตราดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 จังหวัดในกัมพูชา พัฒนาการค้า ท่องเที่ยว รับอีอีซีลงทุนท้องถิ่น 1.5 ล้านล้านนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผวจ.ตราด เปิดเผยว่า จ.ตราด ได้ตั้งคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจร่วมกับ 3 จังหวัดประเทศกัมพูชา ได้แก่ พระตะบอง โพธิสัตว์ และสีหนุวิลล์ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาผ่อนปรนกฎเกณฑ์ช่องทางการค้าร่วมกัน เช่น การเปิดด่านการค้าชายแดนบริเวณบ่อไร่-พระตะบอง 7 วัน เป็นต้นทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการเดินทางขนส่งและท่องเที่ยว โดยในปี 2558 และปี 2559 ได้ทดลองเปิดด่าน ดังกล่าวมีการเดินทางเข้าออกเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว ซึ่งหากไทยสามารถลดอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน สร้างจุดแข็งที่ดีให้กับประเทศ จะมีผลตอบรับที่ดี ด้วยกัมพูชาและเวียดนามนิยมสินค้าที่ผลิตจาก ไทย สร้างรายได้จาก 200 ล้านบาท เป็น 4,000 ล้านบาท"การเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษของ จ.ตราด ถือเป็นจุดแข็งของจังหวัดที่สามารถขับเคลื่อนและดำเนินการได้ทันที" นาย ชาญนะ กล่าวนายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เฟอร์เฟค กล่าวบรรยายในหัวข้อ "เขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดเปลี่ยนจังหวัดตราด" ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลในภูมิภาคตะวันออก หรืออีอีซี ตามที่รัฐประกาศให้เป็นเป้าหมายใหญ่การลงทุนท้องถิ่น มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกที่มีบทบาทสำคัญใน 5 ปีแรก (ปี 2560-2565) คาดจะผลักดันให้เศรษฐกิจภูมิภาคนี้เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี โดยอีอีซีถือเป็นคลื่นลูกแรก ลูกใหญ่นับตั้งแต่ประเทศมีการลงทุน และเกิดประโยชน์กับ จ.ตราด   ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน