ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


บมจก. บีทีเอส กรุ๊ป โฮล ดิ้งส์ เตรียมทุ่มซื้อที่ดินสองหมื่นล้าน ขยายอสังหารถไฟฟ้า 3 สาย

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮล ดิ้งส์ เปิดเผยว่า ในปี 60 บริษัทเตรียมทุ่มงบลงทุนซื้อที่ดินไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการขยายธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ หลังคว้าสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ดินร่วมกับพันธมิตรด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่พัฒนาธุรกิจคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบต่าง ๆ ในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัทถือครองที่ดินมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากการได้บริหารรถไฟฟ้าถึง 3 สายทั้งสีเขียว ชมพู และสีเหลือง รวมระยะทาง 139 กม. มีประชากรในแนวเส้นทางกว่า 3 ล้านคน  มีศักยภาพเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำมาก่อนเดินรถไฟฟ้าด้วยซ้ำ ถือว่ามีประสบการณ์สูงนายคีรี กล่าวต่อว่า  สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่บีทีเอสร่วมเป็นพันธมิตรด้วยขณะนี้ อาทิ การร่วมทุนกับบมจ.แสนสิริ จำกัด เป็นแผนระยะยาว 5 ปี มี 25 โครงการ มูลค่ารวม 100,000 บาท พัฒนาคอนโดมิเนียมไปแล้ว 8 โครงการ อาทิ เดอะไลน์จตุจักร เดอะไลน์สุขุมวิท 71 หลังจากนี้ยังมีแนวทางลงทุนพัฒนาโครงการในแนวราบต่อไป และ จะรุกขยายการลงทุนอสังหาฯทั้งเพื่อขาย และเช่า “ในอนาคตเราอยากให้รายได้จากธุรกิจอสังหาฯเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ได้กำหนดแน่ชัดว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยในปัจจุบันรายได้อสังหาฯมีสัดส่วนน้อยมากราว 10% โดยรายได้หลักยังมาจากการให้บริการเดินรถไฟฟ้า” ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า การร่วมทุนกับกลุ่มบีทีเอสกรุ๊ป ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ล่าสุดโครงการเดอะไลน์ สุขุมวิท 71 ปิดการขายได้รวดเร็วมาก ยอดขายจากตลาดต่างชาติ อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน สูงมากเกือบเต็มโควตากฎหมายเรื่องการซื้อคอนโดฯในกลุ่มชาวต่างชาติ เนื่องจากบริษัทบีทีเอส กรุ๊ปมีชื่อเสียงด้านธุรกิจในฮ่องกง เพิ่มความมั่นใจในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของชาวฮ่องกงในไทย  แหล่งที่มา www.reic.or.thwww.bangkokbiznews.com

กลุ่มซีคอน พลิกรุกเกมตลาดรับสร้างปี 60 ขยายฐานลูกค้า Gen Y

ซีคอนโฮมฯมั่นใจภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านปีระกาฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ ประกาศเกมรุกรับปี60 เปิดตัว 5 แบบบ้านใหม่ขยายฐานกลุ่มGen Y ทั้งดึง “จักรพล จันทวิมล”ร่วมปรับกลยุทธ์สร้างแพลตฟอร์มรับยุคออนไลน์ สร้างการรับรู้แบรนด์ ตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ ตั้งเป้ายอดขายปีนี้แตะ 1,300 ล้านบาท โต10% จากมูลค่าตลาดรวม 12,000 ล้านบาท     ภาพจาก www.thaipropertytoday.com “กลุ่มซีคอน โฮม” เปิดกลยุทธ์ใหม่ทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาทสะท้อนความแข็งแกร่งของจุดขายที่เหนือกว่าผ่านแนวคิด ‘Seacon Home First Class Experience’ พร้อมมอบประสบการณ์การสร้างบ้านระดับ “เฟิร์ส คลาส”ซึ่งถือเป็นการปรับกลยุทธ์การสื่อสารครั้งใหญ่ของกลุ่มซีคอน โฮม รับปี 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับตัวของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน  นางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอนโฮม จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ว่ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวดีขึ้น โดยมีสัญญาณจากภาคการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็มีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดี ส่วนภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านนั้น คาดว่าจะขยายตัวตามเศรษฐกิจของประเทศ  มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการสร้างรถไฟฟ้าที่ทยอยแล้วเสร็จหลายเส้นทาง เพิ่มความสะดวกสบายของการเดินทาง ทำให้คนที่มีที่ดินอยู่ชานเมืองสนใจสร้างบ้านอยู่อาศัยหรือสร้างอาคารเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มผู้ที่ต้องการสร้างบ้านใหม่ทดแทนบ้านเดิมก็เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน   ในส่วนของบริษัทฯเองมั่นใจว่าในปีนี้จะมีอัตราการเติบโต10%เพราะมั่นใจว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว จากการลงทุนของภาครัฐที่จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบ และกระตุ้นการลงทุนในส่วนของภาคเอกชน อีกทั้งราคาพืชผลที่เคยตกต่ำมานานก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และเชื่อว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯแล้ว จะส่งผลให้ผู้ถือครองที่ดินหลายแปลงนำที่ดินมาสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกส่งผลให้ธุรกิจรับสร้างบ้านโตต่อเนื่องอีก 3 ปี  สำหรับแผนการดำเนินงานในปี2560 นี้บริษัทฯได้มีการพัฒนาแบบบ้านใหม่ที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อต้องการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยทำงาน หรือกลุ่ม Gen Y อายุ 30 - 45 ปี ที่มีกำลังซื้อ เริ่มมีเงินเก็บเพื่อสร้างบ้านเป็นของตนเอง คนกลุ่มดังกล่าวจะต้องการบ้านขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ดังนั้น แนวทางการออกแบบบ้านของกลุ่มซีคอน โฮม จะเน้นพัฒนาแบบบ้านเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยจะมี 5 แบบบ้านใหม่ให้เลือกได้แก่ 1. บ้านเติมสุข ขนาดพื้นที่ 286 - 467 ตารางเมตร(ตร.ม.) ราคา 5.1 - 7.6 ล้านบาท 2. บ้านสานรัก ขนาดพื้นที่ 199 - 269 ตารางเมตร ราคา 2.9 - 4.1 ล้านบาท 3. บ้านตามฝัน ขนาดพื้นที่ 87 - 215 ตารางเมตร ราคา 1.39 - 2.7 ล้านบาท  4.  บ้านพอดี ขนาดพื้นที่ 110 - 130 ตารางเมตร ราคา 1.5-2 ล้านบาท 5. บ้านแทนคุณ ขนาดพื้นที่ 205-220 ตารางเมตร ราคา 4.1 - 4.6 ล้านบาท   “เราต้องการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยทำงานมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่าลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะมีความตัองการบ้านขนาดเล็ก-กลาง ดังนั้นแนวทางการออกแบบบ้านของกลุ่มซีคอน โฮม ในปีนี้จะเน้นพัฒนาแบบบ้านเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 150 – 250 ตารางเมตร ควบคู่กับ Lifestyle ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือกได้ตาม life style และตามงบประมาณที่ตั้งไว้” นางสาวศุภิชชา กล่าว  นอกจากนี้เพื่อเป็นการรับมือกับยุคดิจิทัล คือ กลุ่มมีการใช้งาน Social Media สูงขึ้นมากกว่าในอดีต ในขณะที่กลุ่ม Gen X  Gen Y และGen Z นิยมบริโภคคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ บริษัทฯจึงได้ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ เพื่อรองรับกับเทรนด์ธุรกิจได้ดึงนายจักรพล จันทวิมล ซึ่งเป็นผู้บริหารยุคใหม่มีความเชี่ยวชาญในด้านการทำตลาดในยุคดิจิทัล ปัจจุบันเป็นผู้บริหารรุ่น 4 บริษัทฯของตระกูล”ซอโสตถิกุล”คือไทยชูรส ตราชฎา,ซีคอนสแควร์,นันยาง และล่าสุดดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร กลุ่มซีคอนโฮมฯ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารครั้งใหม่เพื่อตอบรับยุคออนไลน์ ด้วยการนำความแข็งแกร่งทางประสบการณ์มาถ่ายทอดให้เกิดความจงรักภักดีใน แบรนด์ (brand loyalty) และสร้างการรับรู้แบรนด์ (brand awareness) ผ่านแคมเปญการตลาด  ใหม่‘Seacon Home First Class Experience’ ที่สะท้อนให้เห็น 3 มิติที่เหนือกว่า ประกอบด้วย First Class Consultant, First Class Construction และ First Class Management  ซึ่ง3 มิติด้านบริการนี้ จะสะท้อนถึงความเป็นเลิศของกลุ่มซีคอน โฮม จะถูกถ่ายทอดผ่านทั้งสื่อรูปแบบเดิม คือสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในกลุ่มเป้าหมายทุกรุ่น  ขอบคุณแหล่งที่มา www.prop2morrow.com

บิ๊กอสังหาฯเล็งซื้อที่ดินแนวรถไฟฟ้า 3 สาย คาดเป็นทำเลทอง

บิ๊กอสังหาฯ เล็งที่ดินทำเลทอง เกาะตามแนวรถไฟฟ้า คาดว่าจะผุดคอนโดขึ้น 3 สายใหม่สีชมพู เหลือง ส้ม ฟากแนวราบเกษตร-นวมินทร์ สาทร แจ้งวัฒนะมาแรง นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า ทำเลที่ผู้ประกอบการสนใจซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการในปี 2560 หากเป็นโครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายใหม่ที่รัฐบาลเปิดประมูลไปแล้วและเตรียมจะเปิดประมูล โดยเฉพาะรถไฟฟ้า 3 สายใหม่ ได้แก่ สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ในช่วงที่อยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง และสาย สีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี มีทำเลที่น่าสนใจอยู่ในช่วงถนนพระราม 9 ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ทำเลที่น่าสนใจจะอยู่บริเวณถนนพหลโยธิน 50 หรือช่วงตอนกลางขึ้นไปใกล้สายสีเขียวช่วงพหลโยธิน-คูคต และทำเลวงแหวนรอบนอกที่ใกล้กับทางด่วน เป็นต้น"ที่ดินที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายใหม่ที่มีการก่อสร้างจริงถือว่าเป็นทำเลเด่น โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้กับแหล่งงาน ขณะที่ราคาที่ดินนั้นไม่ได้ปรับลดลง หลังจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เดิมมีแผนจะประกาศใช้ในปี 2560 แต่เลื่อนออกไปเป็นปี 2561 จึงทำให้ที่ดินแปลงใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างเจรจานั้นราคาไม่ได้ลดลง เชื่อว่าหากรัฐบาลประกาศใช้ภาษีที่ดินจริงจะทำให้ราคาที่ดินปรับลดราคาลงได้" นายไตรเตชะ กล่าวอย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2560 ตลาดคอนโดมิเนียมจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่ไม่เติบโตมานาน 3 ปี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ตลาดแนวราบนั้นมีการปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากบริษัทได้มีการปรับรูปแบบสินค้าให้มีความเหมาะสมกับการอยู่อาศัยจริง ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกด้านนายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า ทำเลทองของการพัฒนาโครงการแนวราบ มี 3 บริเวณเด่น ได้แก่ บริเวณเกษตร-นวมินทร์, สาทร-กัลปพฤกษ์ และแจ้งวัฒนะ โดยทั้ง 3 แปลงไม่ได้เป็นที่ดินที่ติดกับถนนใหญ่ แต่มีศักยภาพที่ดีในการพัฒนาโครงการรูปแบบคอนโดมิเนียมได้แต่เลือกที่จะพัฒนาโครงการแนวราบ"รูปแบบการพัฒนาโครงการของบริษัทจะต้องมีอย่างน้อย 5 โครงการย่อยอยู่ในโครงการเดียว โดยแปลงที่ดินที่ซื้อจะต้องเป็นที่ดินขนาดใหญ่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป พัฒนาโครงการรวมตั้งแต่ 1,000 ยูนิต จากก่อนหน้านี้ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาขนาด 20-30 ไร่ แต่เนื่องจากตลาดแนวราบความต้องการยังค่อนข้างสูงหากซื้อที่ดินแปลงเล็กจะไม่ทันกับการเปิดขายโครงการในเฟสใหม่ ขณะเดียวกันต้องมีการปรับฟังก์ชั่นของแบบบ้านให้มีประโยชน์ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น เช่น บ้านแฝด ให้เทียบเท่ากับบ้านเดี่ยว" นายแสนผิน กล่าว  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บริษัทศุภาลัยยิ้มปลื้ม อสังหาฯแนวราบเติบโตต่อเนื่อง 4 ปี ติด

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ อย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และทาวน์โฮม เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยปัจจุบันยอดขายโครงการแนวราบ 12,500 ล้านบาท แซงคอนโดมิเนียมไปแล้ว และปิดปีนี้ยอดขายน่าจะประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท เติบโต 20% มาจากบริษัทปรับตัวสินค้าบ้านใหม่ และการเปิดตัวโครงการที่เพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะโครงการในตลาดต่างจังหวัดเติบโตดีขึ้นอย่างชัดเจนสำหรับหนึ่งในโครงการที่ขายดีที่สุดในปีนี้ คือ โครงการบ้านเดี่ยวศุภาลัยวิลล์ เพชรเกษม 69 ซึ่งวันแรกที่เปิดขายทำยอดได้ถึง 200 ล้านบาท และขณะนี้ยังทำยอดขายได้ดีต่อเนื่อง บริษัทจึงเลือกมานำร่องแนวคิดสวนอิ่มใจ-บ้านอิ่มสุขนายไตรเตชะกล่าวว่า ในส่วนของยอดขายโครงการคอนโดมิเนียมปีนี้น่าจะประมาณ 11,000 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายที่วางไว้ 12,000 ล้านบาท เพราะโครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 เลื่อนเปิดขายจากปีนี้ไปเป็นปี 2560 โดยเตรียมจะเปิดขายในวันที่ 13-18 ม.ค. และโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทด้วยมูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ยูนิต ราคาเริ่มต้นต่อยูนิต 4.5 ล้านบาท และสูงสุด 53 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโครงการไฮไลต์ในปีหน้าส่วนปีนี้บริษัทเปิดโครงการใหม่ทั้งหมดรวม 23 โครงการ น้อยกว่าแผนที่วางไว้ 27 โครงการ โดยมี 4 โครงการที่เลื่อนเปิดไปปีหน้า  ขอบคุณแหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสดwww.reic.or.th

บริษัทศุภาลัย ประเมินอสังหาฯ ปี 2560 ตลาดคอนโดจะฟื้นตัว หลังจากติดลบมา 3 ปี

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 จะไม่มีการขยายตัวหรืออาจจะทรงตัว เพราะเป็นการปรับสมดุลจากตลาดในปี 2559 ที่หดตัว โดยปัจจัยหลักที่จะทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัวได้ เนื่องจากตลาดคอนโดมิเนียมติดลบติดต่อกันในช่วง 3 ปี ได้ปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ขณะที่ตลาดแนวราบยังเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะมีความต้องการอยู่อาศัยจริง ในด้านของผู้ประกอบการจะต้องมีการบริหารสภาพคล่องให้มีประสิทธิภาพ ในภาวะที่ตลาดอสังหาฯยังมีการชะลอตัวอยู่ ซึ่งสภาพคล่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจสามารถไปต่อได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กที่ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องค่อนข้างมาก อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ต่างๆยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อทั้งผู้ประกอบการและลูกค้า ส่งผลต่อการบริหารจัดการ   สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นปี 2561 ส่งผลให้ราคาที่ดินไม่ปรับลงและมี แนวโน้มจะปรับสูงขึ้นในปี 2560 เนื่องจากเจ้าของที่ดินยังไม่เห็นผลกระทบ ส่วน ผลประกอบการบริษัทปีนี้คาดจะมียอดขายรวมเกินเป้าที่ตั้งไว้ แต่ในด้านการเปิดตัวปี 2559 ติดลบ เพราะเดิมตั้งเป้าจะเปิดตัว 27 โครงการ รวมมูลค่า 3.4 หมื่นล้านบาท แต่เปิดตัวได้ 23 โครงการ รวมมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท โดย 4 โครงการที่ยังไม่เปิดตัว จะเลื่อนไปเปิดตัวในไตรมาสแรกปี 2560 ทั้งหมด รวมมูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาททั้งนี้ บริษัทได้เลื่อนเปิดโครงการ ศุภาลัย โอเรียลทอล สุขุมวิท 39 จากเดิมจะเปิดตัวในเดือน พ.ย. 2559 แต่ได้เลื่อนไปเปิดต้นปี 2560 โครงการมีราคาขาย เริ่มต้น 1 แสนบาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดขายให้กับลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ก่อนเท่านั้นปัจจุบันยอดลงทะเบียนประมาณ 1,000 ราย โดยจะเปิดขายในวันที่ 13-18 มกราคม 2560 ณ เอ็มควอเทียร์ ด้านการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายปี2560 เนื่องจากยังติดเรื่องสัญญาเช่าอยู่   ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดขายในปีนี้จะอยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านบาท และปัจจุบันมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 2.2 หมื่นล้านบาท ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์www.reic.or.thprop2morrow.com

งบเวนคืน ที่ดินมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรีพุ่ง4เท่า

ทล.เร่งเคลียร์เวนคืนมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง ดึงทั้งงบปกติและงบกลางไปดำเนินการ ล่าสุดเส้นบางใหญ่-กาญจนบุรีได้งบกลางอีกกว่าพันล้านเร่งมอบพื้นที่ให้นำออกประมูลได้เร็วขึ้น พบเจ้าของที่ดินบางรายขุดหัวดินออกขายก่อนเจอเวนคืน สั่งสำรวจก่อนดัดหลังกำหนดค่าเวนคืนให้น้อยลง โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร งบประมาณเวนคืนที่ดิน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จากเดิม 5.9 พันล้านบาท ซึ่งที่ปรึกษาได้ประเมินราคาไว้เมื่อ 7-8 ปี ก่อน เพิ่มขึ้นเป็น 2.19 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มจากเดิมถึง 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเกือบ 4 เท่า ราคาประเมินราคาใหม่ใช้เกณฑ์ เทียบเคียงกับการจ่ายเวนคืนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง และอิงราคาที่ดิน ช่วงจ.นนทบุรีและนครปฐมในปัจจุบันส่งผลให้วงเงินโครงการดังกล่าวจะอยู่ที่ 6.56 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4.37 หมื่นล้านบาท และ ค่าเวนคืนที่ดิน 2.19 หมื่นล้านบาทนายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดี กรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร ยังต้องขยายวงเงินเป็น 7.25 หมื่นล้านบาทหรือ เพิ่มขึ้น 13% แบ่งเป็นงบประมาณการก่อสร้างและบริหารที่พักริมทาง จำนวน 5.45 หมื่นล้านบาท และงบประมาณเวนคืนที่ดินอีก 1.8 หมื่นล้านบาท หลังพบว่า ค่าเวนคืนที่ดินในโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิมที่ราว 9.48 พันล้านบาทส่วนปัญหาเรื่องพ.ร.บ.เวนคืนที่ดินซึ่งขัดกับกฎหมายร่วมทุนนั้น ได้เสนอ ไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเปลี่ยน รูปแบบโครงการจากทางหลวงพิเศษเป็นทางหลวงสัมปทาน โดยยกให้เอกชน ดำเนินการเรื่องเวนคืนและก่อสร้าง เพื่อ ไม่ให้ขัดกับหลักกฎหมาย คาดว่าจะสามารถออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนได้ในช่วงเดือน มิ.ย. 2560"โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำนั้น จะเร่งรัดการเวนคืนพื้นที่ให้เริ่มต้นก่อสร้างได้ตามแผนในปี 2562 โดยจะเสนอสัมปทานให้เอกชนราว 25-30 ปี มั่นใจว่า ยังเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ทั้งสองสายตามแผน แม้ว่าการประเมินราคาเวนคืนที่ดินล่าช้า ตลอดจนปัญหาข้อพิพาทการเวนคืน ที่ดินโดยเฉพาะมอเตอร์เวย์สายนครปฐมชะอำ แต่ก็คาดว่าเอกชนจะเริ่มดำเนินการเวนคืนที่ดินช่วงนครปฐม-ชะอำได้ใน ช่วงปลายปี 2560 ก่อนลงนามสัญญา ภายในปี 2561และเริ่มก่อสร้างในปี 2562"ด้านแหล่งข่าวจากกรมทางหลวงกล่าวว่า การเวนคืนที่ดินมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงิน 7.66 หมื่นล้าน ปัจจุบัน ดำเนินการคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% โดยจะเร่งรัดจ่ายเงินให้กับเจ้าของ ที่ดินซึ่งไม่ติดปัญหาด้านกฎหมาย ภายในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนจะทยอยเวนคืน ที่ดินให้ครบทั้งหมดในเดือนมี.ค.2560 เช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์สายพัทยา- มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร ซึ่งจะมี การเร่งรัดเวนคืนให้ครบ 100% ภายในเดือนม.ค.2560 ขอบคุณแหล่งที่มา www.thansettakij.comwww.reic.or.th

ธนารักษ์ เดินหน้าพัฒนาที่ดินหมอชิต

กรมธนารักษ์ มั่นใจพัฒนาที่ดินหมอชิตเดินหน้าปีนี้ หลังเจรจา บางกอกเทอร์มินอล วางรูปแบบโครงการ เตรียมหารือผลตอบแทนก่อนเสนอ ครม. อนุมัตินายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุบริเวณหมอชิตว่า ขณะนี้ กรมธนารักษ์ ได้เจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวกับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาเดิมเรียบร้อยแล้วขั้นตอนจากนี้ จะเป็นกระบวนการเจรจาเรื่องมูลค่าและผลตอบแทนโครงการ โดยคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการเจรจามูลค่าและ ผลตอบแทน มี นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะร่วมประชุมเพื่อสรุปแนวทางในเร็วๆ นี้ จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่การอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)หากคณะกรรมการชุดนี้เจรจาสรุปดังกล่าวได้ โครงการหมอชิตจะเริ่มต้นได้เร็วภายในปีนี้ ซึ่งกรมธนารักษ์ ต้องการให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ของกรมธนารักษ์เป็นหนึ่งในโครงการลงทุนของภาครัฐ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่โครงการนี้ มีความล่าช้ามานานหลายสิบปี"ตอนนี้ ธนารักษ์กับภาคเอกชน สามารถตกลงรูปแบบการพัฒนาโครงการกันได้แล้ว โดยพื้นที่ ที่จะพัฒนาเหลือประมาณ 8 แสนตารางเมตร จากเดิม 9 แสนตารางเมตร ส่วนที่หายไป 1 แสน ตารางเมตร  ขสมก.ขอพัฒนาเอง ซึ่งตกลงกันได้"สำหรับมูลค่าโครงการคาดเพิ่มขึ้นจากเดิม ประมาณการไว้ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าโครงการที่ตกลงกับภาคเอกชนในช่วงหลายสิบปีก่อนหน้า แต่ขณะนี้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มูลค่าโครงการต้องเพิ่มขึ้น สำหรับสาเหตุที่กรมธนารักษ์ ทำการเจรจาพัฒนาพื้นที่กับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด เพราะตามกฎหมายแล้ว สัญญาเดิม กับบริษัทดังกล่าว ยังมีผลผูกพัน ทำให้ไม่สามารถเปิดโอกาสให้บริษัทรายอื่นเข้าพัฒนาพื้นที่ได้ทั้งนี้ รูปแบบของโครงการจะเป็นอาคารสูง ประกอบด้วย พื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่พักอาศัย ที่จอดรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งตามเงื่อนไขเดิมกรมขนส่งทางบก ต้องย้ายสถานีขนส่งสายเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ กลับมาอยู่ภายใต้โครงการนี้  จากก่อนหน้า ได้ย้ายไปอยู่บริเวณถนนกำแพงเพชร เพื่อเปิดพื้นที่ให้โครงการพัฒนาที่ดินหมอชิตได้ทำการก่อสร้างโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณขนส่งหมอชิตเก่า ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง มีขนาด 63 ไร่ กรมธนารักษ์ ได้ยกสัมปทานให้ บริษัท ซันเอทเตส จำกัด  ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บางกอกเทอร์มินอล เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2539 โดยมีแผนพัฒนาโครงการเป็นศูนย์ระบบขนส่งจราจร และเป็นอาคารเชิงพาณิชย์ มูลค่าโครงการขณะนั้น 1.97 หมื่นล้านบาทโดยสัญญาสัมปทานกำหนดให้ผู้ได้รับสัมปทานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดประโยชน์ ให้แก่กรมธนารักษ์ 550 ล้านบาท และค่าเช่ารายปี ปีละ 5.35 ล้านบาท  ปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นปีละ 15% ทุก 5 ปี จนถึงขณะนี้ บริษัทที่ได้รับสัมปทาน ยังไม่ลงมือก่อสร้างโครงการตามสัญญาสัมปทาน หลังจากโครงการถูกตรวจสอบว่า ไม่ได้ทำตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนภาครัฐและเอกชน ปี 2535กรมธนารักษ์ จึงได้นำสัญญาโครงการนี้ ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งคณะกรรมการ กฤษฎีกา ชี้ว่า สัญญาไม่มีผลผูกพัน เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ร่วมทุนดังกล่าว  เมื่อเรื่องขึ้นไปถึงศาลปกครองซึ่งชี้กรณีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน  ศาลปกครองตัดสินว่า สัญญานี้ยังมีผลผูกพันระหว่างบริษัทเอกชน คือ บางกอกเทอร์มินอล กับ กรมธนารักษ์ ขณะที่ กรมธนารักษ์ ยังไม่เคยบอกเลิกสัญญา กับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล  ยิ้มสู้เปิดตัวแล้วที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและศูนย์อสังหาริมทรัพย์

กะเทาะเปลือก "Life Asoke" : จับมาวิเคราะห์คอนโดมูลค่าสูงสุดของ APในปีนี้

ช่วงหลังๆ มานี้คอนโดใหม่ๆ เวลาเปิดตัวขึ้นมาแถวย่าน "อโศก" มักจะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ และในเวลาอีกไม่นานนี้ AP ก็เตรียมเปิดคอนโดใหม่แถวนี้อีกโครงการหนึ่งเหมือนกันประมาณเดือน มิ.ย. 58 คาดว่าจะใช้ชื่อ "Life Asoke" ซึ่งเท่าที่รู้มาก็คืออยู่ตรงข้าม Airport Link สถานี Hub มักกะสันเลย และจะเป็นโครงการที่มีมูลค่ามากที่สุดของ AP ประจำปีนี้ด้วย แต่น่าเสียดายข้อมูลอื่นๆ ยังไม่ค่อยมีมากนัก แต่ด้วยความที่กองบก. ของ Checkrakaหลายคนอยากได้คอนโดในพื้นที่แถบนี้ เพราะว่าการเดินทางสะดวกมากเป็น Hub Transit โดยมีการเชื่อมต่อระหว่าง Airport Link สถานีมักกะสัน และ MRT สถานีเพชรบุรี อีกทั้งยังใกล้ห้างสรรพสินค้าไม่ว่าจะเป็นฝั่งพระราม 9 ก็จะมีเซ็นทรัลพระราม 9 ฟอร์จูนทาวน์ และเอสพลานาด รัชดา ส่วนฝั่งอโศกก็จะมี Terminal 21 ค่ะ หรือจะเป็นแหล่ง Hangout ย่านนี้ก็มีใกล้ๆ ที่ย่านรัชดา และ RCA น่าสนใจขนาดนี้ทีมงานเราจึงลองวิเคราะห์โครงการนี้กันเล่นๆ ดู และคาดคะเนความน่าจะเป็นในหลายๆ เรื่องของโครงการนี้มาให้ดูกันค่ะชัวร์หรือไม่? ข้อมูลที่ดิน-อาคาร-การเดินทาง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 1 ก้าว? ของ "Life Asoke"ขนาดที่ดินใหญ่แค่ไหน ? ตัวตึกจะตั้งยังไง ?ได้ยินมาว่าโครงการนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดของ AP ประจำปีนี้เลย ทั้งในแง่มูลค่า และจำนวนยูนิต ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลของจริงมากที่สุด ทีมงานเราจึงได้ลงสำรวจพื้นที่จริงกันให้เห็นว่าพื้นที่โครงการจะใหญ่แค่ไหน ซึ่งพอไปถึงก็พอเดาได้ว่าอยู่ประมาณไหนและก็ได้เก็บรูปมาฝากกัน แต่ปัญหาคือเส้นขอบเขตโครงการยังดูงงๆ เช่น จะกินบริเวณตึกแถวด้านหน้าด้วยหรือไม่? ตัวโครงการจะรูปร่างแบบไหน? จากกระแสใน Social ก็พอจะเห็นภาพคร่าวๆ ว่า ตัวตึกคล้ายๆ จะเป็นตัว U หรือ ตัว I ค่ะ ซึ่งเราคงต้องรอดูกันตอนช่วงเปิดตัวว่าแปลงที่ดินจะเป็นแบบไหน และดีไซน์สุดท้ายของตัวอาคารจะออกมาเป็นอย่างไร ภาพจาก http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1803503จากภาพตัวอาคารที่เปิดเผยในวันแถลงข่าวในมุมนี้ Checkrakaมองว่าพื้นที่โครงการและรูปทรงอาคารน่าจะเป็น 2 แบบค่ะคาดการณ์รูปร่างที่ดินและตัวอาคารกันไปแล้วลงมาดูพิ้นที่จริงกันบ้างค่ะ ทางทีมงานได้ลงไปเดินสำรวจพื้นที่กันมาแล้ว พบว่ากำลังปรับพื้นที่กันอยู่  (คลิกเพื่อชมภาพขนาดใหญ่) จากพื้นที่ของโครงการที่ทางทีมงานเห็นนั้นประมาณนี้ค่ะ แต่เดิมเป็นพื้นที่ชุมชนแออัดที่รื้อถอนไปเรียบร้อยแล้วกว่า 80%ภาพถ่ายของพื้นที่โครงการตอนนี้ มีล้อมรั้วก่อสร้างอยู่ค่ะ ซึ่งน่าจะเป็น sales galleryเข้า-ออกโครงการได้มากกว่า 2 เส้นทางไหม ?ดูจากแปลงที่ดินแบบคาดเดาคร่าวๆ แล้ว ตัวโครงการ "Life Asoke" น่าจะใหญ่พอสมควร และน่าจะมีทางเข้า-ออกมากกว่า 1 ทาง ส่วนจะเข้า-ออกทางไหนได้บ้างนั้น เรายังไม่แน่ใจแต่ก็ได้ลองวาดภาพเส้นทางเข้าออกโดยใช้ Google Map และคาดการณ์เป็นเปอร์เซ็นต์ว่าแต่ละเส้นทางจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนี้ค่ะเส้นทางที่ 1 - ความเป็นไปได้ 100 %เส้นทางแรกจากถนนใหญ่อโศก-ดินแดงเลย ถ้าเริ่มจากแยกพระราม 9 วิ่งเข้าถนนอโศก-ดินแดง จะมีซอยเล็กๆ ที่อยู่ติดโรงพยาบาลผิวหนังอโศก ซึ่งทางนี้ก็น่าจะทะลุเข้า-ออกโครงการได้แน่นอนถ้าดูจากภาพพื้นที่ปัจจุบันเส้นทางที่ 2 - ความเป็นไปได้ 50 %เส้นทางที่ 2 ใช้ถนนรองคือถนนกำแพงเพชร 7 (Local Road) พื้นที่โครงการดูแล้วติดถนนกำแพงเพชร 7 (Local Road) แน่นอน เราคาดว่าตรงนี้น่าจะเป็นทางเข้า-ออกที่มีความเป็นได้ได้ ประมาณ 50% ค่ะเส้นทางที่ 3 - ความเป็นไปได้ 100 %เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เราวิเคราะห์เพิ่มเติมนะคะ ถ้าขนาดที่ดินใหญ่ก็จะทำให้สามารถเข้า-ออกถนนสาธารณะด้านข้างได้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า AP ต้องไม่พลาดเส้นทางนี้และต้องเป็นอีกจุดขายของโครงการนี้แน่นอนค่ะ ทางนี้อาจเข้าโครงการได้โดยเริ่มจาก "ทางด่วนศรีรัช (ด่านอโศก 2)" แต่ไม่ต้องขึ้นทางด่วน วิ่งชิดซ้ายสุดเลย เลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่จะไป "การทางพิเศษแห่งประเทศไทย" จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่มีทาวน์เฮ้าส์ น่าจะทะลุบริเวณโครงการได้ค่ะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเพียง 1 ก้าว ได้จริงหรือ ?จากที่ AP ได้โฆษณาว่าโครงการ "Life Asoke" ห่างจากรถไฟฟ้าเพียง "1 ก้าว" คำถามผุดขึ้นมาในใจทันทีว่าคำโฆษณาประมาณนี้มาอีกแล้ว!! "ติดรถไฟฟ้า", "ใกล้รถไฟฟ้า", "10 ก้าวจากรถไฟฟ้า" แต่คราวนี้แค่ 1 ก้าวเท่านั้น เท่าที่เราไปดูพื้นที่ของจริง ต้องบอกตรงๆ ว่า "เป็นไปได้ยาก" แต่ถ้าจะขึ้นป้ายแบบนี้คงต้องมีการเจาะทางเดินลอยฟ้าเพื่อไปลงหน้าโครงการ ซึ่งถ้าทำแบบนั้น ก็เป็นไปได้ คำถามคือจะเจาะตรงไหน? เท่าที่เราไปลองเดินดู เราเห็นว่ามีความเป็นไปได้ 2 ช่องทางดังนี้ค่ะนี่คือรูปของทางเชื่อมรถไฟฟ้าค่ะ จากที่ดูพื้นที่ของโครงการและทางเชื่อมในปัจจุบันแล้วจุดขึ้น-ลงของโครงการที่บอกว่า 1 ก้าวจากรถไฟฟ้า จะเป็นไปได้ 2 ช่องทางตามที่วงไว้ค่ะ ซึ่งเราเดาว่าน่าจะต้องมีการเจาะทางเชื่อมนี้ค่ะ ส่วนจะเจาะตรงไหน? หน้าตาจะเป็นอย่างไร? Checkrakaลองทำรูปขึ้นมาให้ชม ลองไปดูกันค่ะภาพด้านบนเป็นเพียงภาพจินตนาการที่ทางทีมงานคาดการณ์เอาไว้ ต้องรอดูกันค่ะว่า ตอนสร้างจริงแล้วจะเป็นอย่างไร สำหรับใครที่สนใจโครงการ Life Asokeตอนนี้สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้แล้ว ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลยค่ะจบไปแล้วสำหรับตอนแรกของบทวิเคราะห์คอนโดโครงการใหม่ "Life Asoke (ไลฟ์ อโศก)" ในตอนหน้าเราจะเข้ามาเรื่องของราคา มูลค่าโครงการ การเปรียบเทียบราคาคอนโดในย่านนั้นกันค่ะ ซึ่งประเด็นนี้คงอยู่ในความสนใจของใครหลายๆ คน อย่าลืมติดตามกันนะคะ  "Life Asoke" : จับมาวิเคราะห์คอนโดมูลค่าสูงสุดของ AP ในปีนี้

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2 เดือน ทรงตัวหวังลดดอกเบี้ยดันกำลังซื้อ

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แจง อสังหาฯ 2 เดือน ทรงตัว เปิดใหม่แนวราบ-คอนโด 8 พันยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่บ้านจัดสรร เปิดใกล้เคียง 5 พันยูนิต คอนโด เปิดใหม่ลดเหลือ 3 พันยูนิต  ระบุลดดอกเบี้ย 0.25% หนุนกำลังซื้อผู้บริโภควานนี้ (12มี.ค.) เปิดฉากงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 23 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ จัดโดย 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ท่ามกลางสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในภาวะทรงตัวนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ที่ผ่านมา มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวม 8,000 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2557 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่กว่า 1-1.1 หมื่นยูนิต แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 5,000 ยูนิต ใกล้เคียงกับ ช่วงเดียวกันของปีที่แล้วส่วนคอนโดมิเนียม เปิด 3,000 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2557 ที่เปิด 5,500-6,000 ยูนิต เนื่องจากมีคอนโด เปิดใหม่ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี2557 มีจำนวนมาก คิดเป็น 50% ของจำนวนยูนิตเปิดทั้งปี 7.3 หมื่นยูนิต  โดยประเมินว่าปี2558จะมีบ้านจัดสรรเปิดใหม่มากกว่า 4.5 หมื่นยูนิต คอนโด เปิดใหม่ประมาณ 7 หมื่นยูนิต ตามแนวโน้ม ความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าส่วนที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.75% มองว่า มีผลทางจิตวิทยาโดยเริ่มเห็นว่าธนาคารพาณิชย์เริ่มลดดอกเบี้ยลงตามแล้ว โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยมีข้อดี คือทำให้คนมีกำลังซื้อ กล้ากู้เงิน เกิดการบริโภคและการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่ง ทำให้คนที่ฝากเงินกับธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อยลงอาจถอนเงินเพื่อนำมาลงทุนเก็งกำไรสินทรัพย์อื่นได้นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% มูลค่าตลาดรวมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ประมาณ 3 แสนล้านบาท จากปี 2557 มีมูลค่าตลาดรวม 2.93 แสนล้านบาทอสังหาฯต่างจังหวัดยังทรงตัวสำหรับตลาดในต่างจังหวัด คาดว่าจะยังทรงตัว เนื่องจากมีโอเวอร์ซัพพลายในหัวเมืองใหญ่ต่างๆ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่เปิดมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนกรณีที่กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% จะช่วยให้กำลังซื้อผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 2% และส่งผล ในเชิงจิตวิทยาต่อการตัดสินใจของ ผู้บริโภค โดยการจัดงานมหกรรมบ้านและ คอนโด32 ในครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ย มีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านของประชาชนหรือไม่เงินฝืดหวั่นกระทบศก.ภาพรวมด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคม ธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังเติบโต ได้ต่อเนื่อง แต่เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ได้ หวือหวาตามคาดการณ์ จากปัญหาหนี้ ครัวเรือนสูงสำหรับตลาดจังหวัด ยังชะลอตัวอยู่ เริ่มเกิดปัญหาภาวะเงินฝืด เนื่องจากประชาชนชะลอการบริโภค ขณะนี้เริ่มเห็นยอดขายรถจักรยานยนต์ รถปิกอัพ ขายลดลง รวมถึง มีการทิ้งเงินดาวน์ เพราะราคาสินค้าเกษตร ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง อีกทั้ง แนวโน้มปัญหาภัยแล้งคาดว่าจะเกิดขึ้น ยิ่งทำให้สินค้าเกษตรผลิตได้น้อยลง แสดงถึงว่าราคาสินค้าเกษตรยังไม่มีทิศทางว่า จะดีขึ้น แม้ว่าฐานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เมื่อเศรษฐกิจ ภูมิภาคชะลอตัว สินค้าขายไม่ได้ จะทำให้ โรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องลด กำลังการผลิตลง หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะกระทบลามมาถึงเศรษฐกิจภาพใหญ่ได้น.ส.เกศรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.75% น่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้บ้าง และหากธนาคารลดดอกเบี้ยลงตาม ก็จะมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคชำระค่าดอกเบี้ยบ้านลดลงมหกรรมบ้านวันแรกคึกคักสำหรับบรรยากาศภายในมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 23 ในวันแรกค่อนข้างคึกคัก มีประชาชนมาเดินชมงานจำนวนมาก ภายในงานผู้ประกอบการนำโครงการที่อยู่อาศัย 600 โครงการจาก 200 บริษัท มาจัดโปรโมชั่นส่วนลด ของแถม แจกของรางวัล ตั้งแต่การฟรีการโอน ทองคำหนัก 5 บาท และรถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์ GLA 200 เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ อาทิ บริษัทธรารมณ์ จำกัด (มหาชน) ลดสูงสุด 1.3 ล้านบาท, บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด(มหาชน) นำบ้านพร้อมอยู่ 10 โครงการ 10 ทำเล ให้ส่วนลดสูงสุดกว่า 2 ล้านบาท พร้อมรางวัลรถสำหรับโครงการเราคา1-2 ล้านบาทขึ้นไป ฟรีโอนทุกรายการ, บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) นำกว่า 30 โครงการมาร่วมงาน กับโปรโมชั่น 4 ต่อ แอร์ -โอน -เฟอร์นิเจอร์ และสมาร์ท โฟน เป็นต้นทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณกว่า 1 แสนคน และมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 3,000 ล้านบาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศชะลอการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ร่วมเสนอแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว ต่อพล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ) อีกครั้ง หลังจากที่ได้เสนอต่อกระทรวงการคลังไปเมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมาโดยได้เสนอให้แก้ไขใน 3 ข้อ ได้แก่ 1. กำหนดเพดานการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ซึ่งเดิมเป็นภาษีบำรุงท้องที่อยู่แล้ว และหากมีการจัดเก็บภาษีใหม่ก็จะไปซ้ำซ้อนกัน ดังนั้น ควรกำหนดเป็นเพดานราคาแทนการจัดเก็บเป็นอัตราตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์  โดยค่าธรรมเนียมโอนเดิมจัดเก็บใน อัตรา 2% ให้ปรับเป็น จัดเก็บในอัตรา 2% แต่ไม่เกิน 5,000 บาท ค่าจดจำนองเดิมจัดเก็บในอัตรา 1% ปรับเป็น จัดเก็บ 1% แต่ไม่เกิน 5,000 บาท2.ยกเว้นภาษีทรัพย์ส่วนกลาง ในโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เนื่องจากทรัพย์ส่วนนี้ลูกบ้านเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาไม่ใช่ท้องถิ่น อีกทั้งได้คำนวณรวมเข้าไปในราคาบ้าน ซึ่งลูกบ้านได้เสียภาษีบำรุงท้องที่อยู่แล้วหากจัดเก็บจะเป็นการซ้ำซ้อน ดังนั้นจึงควรยกเว้นการจัดเก็บ และ3.ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายในโครงการจัดสรรที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ยังไม่ได้ขายไปจนถึง 5 ปี ในเบื้องต้น รัฐบาลเห็นชอบในการยกเว้นภาษีทรัพย์ ส่วนกลาง ส่วนการจัดเก็บค่าธรรมเนียม การโอนและค่าจดจำนองในอัตราไม่เกิน 5,000 บาทและยกเว้นภาษีบ้านพร้อม ที่ดินที่ยังไม่ได้ขายในระยะ 5 ปี อยู่ระหว่างพิจารณา  ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

ธปท. เผยแบงก์เข้มปล่อยกู้เพิ่มอสังหาริมทรัพย์-รถ-SME กระทบหนัก

แบงก์ชาติเผยไตรมาสแรกของปีนี้ สถาบันการเงินยังคงรักษาความเข้มงวดปล่อยกู้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอี แต่ผ่อนคลายให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ความต้องการสินเชื่อทุกประเภทเพิ่มขึ้น ยกเว้นเช่าซื้อรถยนต์ คาดตลาดอสังหาฯ ถูกกระทบถูกปฏิเสธสินเชื่อ ประเมินผู้มีรายได้สูงจะเริ่มใช้จ่ายในไตรมาส 2 ส่วนกำลังซื้อระดับล่างกลับสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังของปี รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ธปท.ได้เผยแพร่รายงานผลการสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินที่ดูแลงานสินเชื่อ พบว่า ไตรมาสแรกของปี 58 ส่วนใหญ่สถาบันการเงินยังคงรักษาความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือน และยิ่งเพิ่มความเข้มงวดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น รวมถึงสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นสินเชื่อภาคธุรกิจ แต่จะผ่อนคลายให้แก่สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่ง การแข่งขันสูงขึ้นและทางเลือกระดมทุนในตลาดทุนมีมากขึ้น ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ของปี 58 คาดว่าความต้องการ สินเชื่อภาคครัวเรือนเกือบทุกประเภทจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สะท้อนผ่านมุมมองต่อแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าไม่คงทน จากไตรมาสก่อนความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งสถาบันการเงินคาดว่าธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีจะต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเน้นตลาดในประเทศ อาทิ การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ภาคอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินเชื่อบ้านจะถูกปฏิเสธส่งผลลบตลาด นอกจากนี้ ธปท.เปิดเผยรายงานแนวโน้มธุรกิจในไตรมาสแรกของปีนี้เช่นกัน พบว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นตัวเต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 58 อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะดีขึ้นจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการทยอยดีขึ้น แต่กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ทำให้อัตราการปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมองว่าการฟื้นตัวในภาพรวมช้ากว่าที่คาด เพราะผู้บริโภคระดับบนยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย แม้กำลังซื้ออยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้ธุรกิจต้องเร่งทำกิจกรรม ส่งเสริมการขายต่อเนื่อง ขณะที่กำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังคงอ่อนแอ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าผู้มีรายได้ระดับบนน่าจะเริ่มกลับมาใช้จ่ายได้เป็นปกติในไตรมาส 2 หลังความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนกำลังซื้อระดับล่างน่าจะกลับสู่ภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการฟื้นตัวของรายได้ภาคเกษตรเป็นสำคัญ ส่วนราคาน้ำมันลดลงจะเริ่มส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมลดลงชัดเจนขึ้นในไตรมาสแรก ทำให้ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนถูกลงผ่านราคาได้บ้าง ทั้งนี้  ผู้ประกอบการธุรกิจปิโตรเลียมคาดว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3-6 เดือน ส่วนผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เห็นว่าต้นทุนวัสดุก่อสร้างและที่ดินจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามสัญญาณการฟื้นตัวของภาคก่อสร้างเป็นสำคัญ การลงทุน ทางผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่ม ปิโตรเลียม และชิ้นส่วนยานยนต์มีแผนการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจเครื่องจักรสำนักงานมีแผนการลงทุนขยายอาคารและโรงงาน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในระยะต่อไป อีกทั้งผู้ประกอบการ เห็นว่าภาคการผลิตมีแผนจะนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานและการจัดหาแรงงานใหม่ ทิศทางการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยในระยะต่อไปจะยังไม่ชัดเจนจากภาวะเศรษฐกิจโลกเปราะบาง อีกทั้งการ ส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางและประเทศรัสเซียมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะอุปสงค์เริ่มชะลอลงตามภาวะราคาน้ำมันที่ลดลง และคาดว่านักท่องเที่ยวจีนน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ประคับประคองการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป  ขอบคุณแหล่งที่มา ASTV ผู้จัดการรายวันและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

รายงานพิเศษ: ทางเลือก-ทางรอด อสังหาริมทรัพย์ ขนาดกลาง-เล็ก

เปิดฉากตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 ด้วยกระแสข่าวกลุ่มทุนหน้าใหม่ๆ นอกวงการอสังหาริมทรัพย์ซุ่มเทกโอเวอร์บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางและรายเล็กที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหนึ่งในสัญญาณของการเกิดกระแสข่าวเหล่านี้ เป็นผลมาจากกลุ่มบริษัทรายเล็กและรายกลางที่นิ่งๆ มานาน ไม่ค่อยได้เปิดตัวโครงการใหม่ แต่กลับมีความเคลื่อนไหวในเรื่องการซื้อขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ จนคนในแวดวงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีกลุ่มทุนไล่เก็บหุ้นบริษัทเหล่านี้ในตลาดหลักทรัพย์ กรณีล่าสุดที่กลุ่มผู้ถือหุ้นของ "งามอัจฉริยะกุล" ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ ตัดสินใจขายหุ้นกว่า 5 แสนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 58.76% ให้ "ภัทรภพ อิทธิสัญญากร" นักลงทุนในแวดวงหุ้น ก็เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจไม่ไปต่อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายกลางที่ปลุกปั้นแบรนด์ "เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้" ในตลาดมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนมือของ เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ ในครั้งนี้ คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า การเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยุคนี้ต้องถือว่าเหนื่อย เพราะต้องมีความเคลื่อนไหวตลอด จะนิ่งๆ ไปชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวไม่ได้ ซึ่งหากเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ยังยืดหยุ่นได้ ถ้าตลาดไม่ดีก็ไม่ต้องเปิดตัวโครงการใหม่ แต่ถ้าตลาดดีก็กลับมาลุยใหม่ได้ ซึ่งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทำแบบนั้นไม่ได้ นอกจากนี้ การที่ยักษ์ใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็ถูกบีบให้ต้องขยายตัว ต้องเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องไม่ต่างกัน กลุ่มนี้จึงขยายไปทุกทำเล ทุกเซ็กเมนต์เพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งเท่ากับต้องไปเบียดตลาดของผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กอย่างเลี่ยง ไม่ได้ แต่รายกลางกับรายเล็กจะขยายมากเท่ากับรายใหญ่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน "ในยุคอดีต บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายกลาง รายเล็ก ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อไปใหญ่ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ แต่เวลานี้การอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อาจไม่ได้ตอบโจทย์ในทุกเรื่องเสมอไป" แหล่งข่าวในวงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผย อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า รายเล็กโดนบีบจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะตลาด ภาวะเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องแบงก์ปล่อยกู้ยาก ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่การเข้าตลาดก็ไม่ได้รับประกันว่าแบงก์จะปล่อยกู้ให้ได้หรือไม่ แม้แต่รายใหญ่แบงก์ก็ยังเข้ม เพราะแบงก์ยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดเป็นสำคัญ "ผู้ประกอบการรายเล็กจะอยู่ยากขึ้น ยากขึ้นในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องหาคนเข้ามาร่วมงาน เพราะต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ก็จะเลือกบริษัทใหญ่ๆ ไว้ก่อน หาคู่ค้าที่จะจับมือร่วมกันก็ยากขึ้น จึงไม่แปลกที่วันนี้จะเกิดกระแสข่าวบริษัทอสังหาฯ ถูกเทกโอเวอร์ หรือการร่วมทุน แต่ในอีก 5 ปีก็จะเห็นภาพในอีกแบบหนึ่ง คือ คนที่จับมือร่วมกันจะยังร่วมทุนกันอยู่ได้หรือไม่" สุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็กก็ต้องปรับตัว กล้าเปิดกว้างที่จะร่วมทุนกับพันธมิตรต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นในต่างจังหวัด เพราะรายใหญ่ที่เป็นบริษัทมหาชน ต่างมีแผนขยายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโต ท้องถิ่นในจังหวัดนั้นๆ เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอการบุกตลาดเต็มรูปแบบของรายใหญ่ เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลเปรียบเทียบรายได้และความสามารถในการทำกำไรย้อนหลัง 10 ปี ระหว่าง 10 บริษัทรายใหญ่ กับ 5 รายเล็กในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยอมรับเลยว่ารายกลางที่เคยมีรายได้ถึง 4,000-5,000 ล้านบาท/ปี และรายเล็กมีความสามารถในการทำรายได้และกำไรได้น้อยลง ขณะที่บริษัทรายเล็กที่ตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น กลุ่มเสนาฯ ในยุคเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายปี 2552 มีรายได้เพียง 900 ล้านบาท ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะการแข่งขันสูง และต้องมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องเหนื่อยมากขึ้น เพราะก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์มีโครงการที่อยู่ระหว่างขายโพสต์ทูเดย์เพียง 2-3 โครงการ แต่ถ้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว คงมีไม่กี่โครงการ นิ่งๆ ไว้ไม่ได้ "ถ้ามีบริษัทรายกลางในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นรุ่นดั้งเดิมตัดสินใจขายหุ้นทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหากเจ้าของเดิมประเมินแล้วว่า ขายหุ้นทิ้งตอนที่ยังได้ผลตอบแทนที่ดี แล้วนำเงินไปลงทุนในธุรกิจประเภทอื่น อาจจะคุ้มที่จะอยู่ต่อไป" เกตุชัย นรเชษฐวุฒิวัย กรรมการบริหาร บริษัท ไพรเวทเนอวานา กล่าวว่า เชื่อว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางและรายเล็กจะยังอยู่ได้ หากมีการพัฒนาสไตล์ที่แตกต่าง เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ พร้อมกับสร้างชื่อเสียงในทำเลนั้นๆ ให้แข็งแกร่ง และการควบรวมเพื่อใหญ่ ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีของรายกลาง รายเล็กเสมอไป วสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ารายโพสต์ทูเดย์กลาง รายเล็กจะอยู่ในตลาดไม่ได้ เพราะในทุกธุรกิจเป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด แต่รายกลาง รายเล็กที่จะอยู่ในตลาดได้ ก็จะต้องรู้จักตัวเอง รู้จักจุดแข็งของตัวเอง ทำในสิ่งที่ถนัด พัฒนาโปรดักต์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้เวลานี้บริษัทอสังหาฯ รายใหญ่จะครอบครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ก็ใช่ว่ารายกลาง รายเล็กจะไม่สามารถอยู่รอดได้ เพียงแต่ต้องเล่นในเกมที่ตัวเองถนัดและยืดหยุ่นได้เสมอ เชื่อว่าที่ยืนสำหรับรายกลาง รายเล็กยังมีในตลาดแน่นอน  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์และศูนย์อสังหาริมทรัพย์

ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่เดือนพฤศจิกายน 2557 วันไหนบ้าง

สำหรับใครที่ซื้อบ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ลองดูครับว่าวันไหนที่คุณจะได้ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ได้บ้างครับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันศุกร์ แรม 1 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : อำมฤคโชค (ความสมปรารถนาที่ยิ่งใหญ่) ชัยโชค (จะได้โชคที่ดี) ราชาโชค (ความสะดวกสบาย)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 13.14 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งผลให้เจ้าบ้านมีเงินไหลเข้ามาไม่ขาด ฐานะดี หากเจ้าบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าไอที หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้านับว่าต้องโฉลก แม้ว่าอาชีพอื่นก็ใช้ได้*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอาทิตย์ใช้วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันศุกร์ แรม 15 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : วันปลอด (ปลอดสิ่งไม่ดีทั้งปวง)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 11.59 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งผลให้เจ้าบ้านมีเงินไหลเข้ามาไม่ขาด ฐานะดี หากเจ้าบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าไอที หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้านับว่าต้องโฉลก แม้ว่าอาชีพอื่นก็ใช้ได้*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอาทิตย์ใช้วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 1 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : อำมฤคโชค (ความสมปรารถนาที่ยิ่งใหญ่) ชัยโชค (จะได้โชคที่ดี) ราชาโชค (ความสะดวกสบาย) ฤกษ์บนเป็น ภูมิปาโลฤกษ์ (เหมาะสมกับการดำเนินการเรื่องที่อยู่อาศัย)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 11.06 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งเสริมให้เจ้าบ้านมีอำนาจและบารมี  มีงานไหลมาไม่ขาดสาย  มีหลักทรัพย์มั่นคง เหมาะสมกับบุคคลทั่ว ๆ ไป*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอังคารใช้ขอบคุณข้อมูลจาก HoroWorld ขอบคุณรูปภาพจาก Kapook ครับ

คอลัมน์ ธุรกิจหลากสไตล์ : ราคาที่ดินแพงเกินเหตุ แนะเช่าระยะยาว

ขณะนี้ "ที่ดินแพงเกินเหตุ" เกิดจากความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น เปิดประเทศสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี บริษัทต่างชาติมากขึ้น และอยู่ในตลาดหุ้น ซื้อที่ดินได้ นอมินีก็ยังมีอยู่ ไม่ผิดกฎหมายที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้า แย่งกันซื้อเพราะมีถึง 10 สาย 430 สถานีทุกสถานี คือ "ชุมชนแห่งใหม่" ที่ดินในใจกลางกรุงเทพฯ หรือซีบีดี ก็ไม่มีเหลือให้พัฒนา ถ้าจะขาย ราคาก็แพงมาก หรือเจ้าของไม่ขาย แต่"ให้เช่า"ที่ดินที่ตั้งดีๆ แปลงใหม่ๆ ก็เป็นของรัฐ เช่น ย่านลุมพินี ที่เดิมเป็นไนท์บาซาร์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สยามสแควร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มักกะสันของการรถไฟแห่งประเทศไทยขายไม่ได้ก็ให้เช่าระยะยาวราคาที่ดินเช่าจะถูกกว่าขายขาด ราคาจะอยู่ประมาณ 30% ของราคาขาย ถ้าเช่า 30 ปี เหลือปีละ 1% (ยกเว้นที่ดินใจกลางเมืองมากๆราคาเช่าอาจจะสูงถึง 50% ของราคาขาย) ถ้า 100 ปี ก็เท่ากับ 100%เท่าราคาที่เรียกว่าฟรีโฮลด์ (Free Hold) แต่กฎหมายไทยให้เช่าสูงสุด30 ปี ที่ดินใจกลางเมืองของรัฐจึงให้เช่า 30 ปีกันทั้งนั้นขณะนี้ที่ดินในเมืองใกล้สถานีรถไฟฟ้าราคาถูกเหมือนในแถบรังสิตในอดีตที่ซื้อที่ดินจากชาวนาดั้งเดิมไม่มีแล้วอยู่ในมือนักธุรกิจ หรือผู้มีรายได้สูงทั้งนั้นเหตุการณ์ที่ดินในเมืองของเมืองใหญ่ ราคาพุ่งสูงแพงเกินเหตุ มีการเก็งกำไร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ขณะที่ประเทศกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เมืองชายแดน ที่ดินสูง เพราะเก็งกำไรกันมาก ถ้าจะหาที่ดินเพื่อพัฒนา ราคาถูกกว่าราคาตลาด ก็ต้องเช่าระยะยาวในยุโรปที่ดินก็แพงมาก ที่ดินในเมืองใหญ่จึงให้เช่า แต่ระยะเช่ายาวถึง 99 ปี เช่น ในอังกฤษ และยุโรปเหนือ ส่วนภาษีที่ดินก็แพงมาก จนไม่อยากเป็นเจ้าของ "เช่าทั้งชีวิตจะดีกว่า"ถ้าที่ดินราคาแพงและแพงขึ้น เราจะเห็นตลาดเช่าที่ดินระยะยาวเกิดขึ้นจากภาคเอกชนมากขึ้น เพราะเจ้าของเดิมไม่อยากขาย เพราะได้เงินจะมาซื้อที่ดินใหม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิม เช่น ที่ดินแถบสี่แยกราชประสงค์ ต้นสุขุมวิทปัจจุบันราคาที่ดินขึ้นกับราคาตลาด แต่ถ้าที่ดินแพงมาก ก็จะไม่มีการพัฒนา เพราะไม่คุ้มกับการลงทุน ในบางประเทศ "ที่ดินเป็นของรัฐ" เช่น จีน รัฐก็นำมาบริหาร ที่ดินที่เป็นต้นทุนทั้งปวงของการผลิตได้ประเทศไทยคงหาได้ยากเราก็ต้องลองดูกันต่อไปว่า การปรับปรุงระบบภาษีที่ดินและภาษีมรดก จะทำให้ราคาที่ดินเปลี่ยนแปลงไปในทางใดBy มานพ พงศทัตขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์และศูนย์อสังหาริมทรัพย์

หวังมหกรรมบ้านและคอนโด กระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์กระหน่ำแคมเปญปั้นยอด

นายสมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เตรียมนำโครงการที่อยู่อาศัยทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงร่วมออกบูทในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 13 พร้อมจัดแคมเปญ "เอ็น.ซี. ใส่ใจ จัดให้ ใหญ่กว่า" โดยลูกค้าที่ซื้อบ้านในแคมเปญดังกล่าวจะได้ลุ้นรับสิทธิพิเศษ 4 ให้ คือ 1.ให้ "เต็ม" พาเที่ยว 20 ประเทศ แถม 20 รายการ 2.ให้ "เร็ว" โอนเร็วแจกทอง ซื้อบ้านรับ ทอง หนัก สูงสุด 5 บาท สำหรับลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 1 เดือน 3.ให้ "ความสุข" มอบความประทับใจให้คุณสัมผัสกว่า 50 โครงการ และ 4.ให้ "ใจ" โดยลูกค้าจะร่วมได้กิจกรรมทางการศึกษา กับโครงการทุนเอ็น.ซี. ร่วมสร้างสังคมเข้มแข็ง นอกจากนี้ เอ็น.ซี.ฯยังได้ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ มอบแคมเปญพิเศษร่วมฉลอง 20 ปี เอ็น.ซี. ผ่อนบ้านกับธนาคารไทยพาณิชย์ ประหยัด 2 ต่อ แถม 2 รายการ ต่อที่ 1 ผ่อนเหลือล้านละ 5,000 บาท นาน 20 เดือน ต่อที่ 2 ฟรี !! จดจำนอง สูงสุด 200,000 บาท แถม 2 รายการ และ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงแพกเกจทัวร์สุดพิเศษ โดยตั้งเป้าว่าใน 4 วันที่ร่วมกิจกรรมจะมียอดขาย 200 ล้านบาทจากทั้งหมด 10 โครงการ หรือจำนวน 46 ยูนิตนายชูรัชฏ์ ชาครกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อลูกค้าในช่วงปลายปีนี้ บริษัทได้นำโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนว สูงกว่า 30 โครงการ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและต่างจังหวัด เข้าร่วมงาน "มหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 31" พร้อมจัดแคมเปญพิเศษ "Lalin 4 Days free 360 องศา ฟรีทุกรายการ" เช่น ฟรีค่าส่วนกลาง, ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน และสิทธิพิเศษอื่นๆ สำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจจองภายในงาน พิเศษสุดรับเพิ่มทันที iPhone 6นายณัฐพล มัททวกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาด บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) แถลงเปิดแคมเปญโปรโมชันช่วงปลายฝนต้นหนาว "ธารารมณ์ End of Season Sale" ลดกระหน่ำสูงสุดถึง 50% ครั้งเดียวเท่านั้นในรอบปี ด้วยการนำบ้าน คอนโดฯ มาไว้ในแคมเปญนี้ รวมทั้งสิ้นกว่า 36 แปลง โดยแต่ละโครงการจะเปิดจองเพียงวันเดียวคือ วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557ทั้งนี้ ลูกค้าที่ต้องการรับส่วนลดโปรโมชันนี้ สามารถเข้าชมโครงการพร้อมรับบัตรคิวเพื่อรับสิทธิเลือกจองแปลงพิเศษตามลำดับคิวได้ในระหว่างวันที่ 2-17 ตุลาคม 2557 หรือโทร.นัดหมายกับฝ่ายขายโครงการได้ที่ ธารารมณ์ Call Center 02-264-9688 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.30-18.00 น.สำหรับ 36 แปลงพิเศษนั้น มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใกล้สวน ติดถนนเมนโครงการ แปลงหัวมุม หรือบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์ ในโครงการพาร์คเวย์ ชาเล่ต์ ติดถนนรามคำแหง 190/1 ราคาสุทธิเริ่ม 4.60 ล้านบาท โครงการพรอเมนาด โฮม ธนบุรี ถนนพระราม 2 ซอย 47 ราคาสุทธิเริ่ม 5.70 ล้านบาท โครงการเนเบอร์โฮม วัชรพล ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 82 ราคาสุทธิเริ่ม 4.37 ล้านบาท โครงการพาร์คเวย์โฮม ถนนรามคำแหง ราคาสุทธิเริ่ม 5.33 ล้านบาท และโครงการการ์เด้นคอนโดฯ ถนนรามคำแหง ซอย 43/1 ราคาสุทธิเริ่ม 3.89 ล้านบาทนอกจากนี้ ธารารมณ์ยังได้เปิดช่องทางในการให้รายละเอียดแคมเปญ "ธารารมณ์ End of Season Sale" ได้ที่บูทธารารมณ์ เลขที่ 407,409 ชั้น C ในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ด้านบริษัท วังทอง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้จัดงาน ครบรอบ 30 ปี โดยมอบแคมเปญพิเศษ "แทนคำขอบคุณ Big thanks Special Price" ลดสูงสุดถึง 600,000 บาท ตลอดเดือน ต.ค.นี้ ทั้งโครงการบ้านวราบดินทร์ รังสิต-คลอง 3 โครงการ The Palazzetto ระยอง คลองหลวง และพหลโอธิน กม.64 พร้อมไฮไลต์จัดงาน Big thanks "The Palazzetto Show House" วันที่ 18-19 ตุลาคมนี้ โดยใน งานจะได้รับคำปรึกษาการแต่งบ้านจากผู้เชี่ยวชาญ และสิทธิพิเศษ จากเฟอร์นิเจอร์ INDEXขอบคุณแหล่งที่มา ASTV ผู้จัดการรายวันและศูนย์อสังหาริมทรัพย์

อรรจอศิรา ผุดคอนโดลุยหัวหิน

นายอรรจอศิรา เข็มกลัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรรจอศิรา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวคอนโดมิเนียมและคอนโดเทล เป็นโครงการแรกภายใต้แบรนด์ “ไบบูรี่ วิลเลจ” ที่หัวหิน บนเนื้อที่กว่า 4 ไร่ ปากซอย 132 จำนวน 160 ยูนิต มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 70,000 บาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียม สูง 7 ชั้น 1 อาคาร และคอนโดเทลสูง 4 ชั้น 1 อาคาร เจาะกลุ่มลูกค้านักธุรกิจและผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่สอง และกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่อการลงทุนทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีจุดเด่นกับความเป็นพรีเมียมสไตล์อังกฤษ กับความทันสมัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เน้นความเป็นส่วนตัวสูงกับพื้นที่ส่วนกลางมากถึง 40-50% โดยพัฒนาจากแนวคิดจากหมู่บ้านไบบูรี่ วิลเลจ ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเมืองที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมอันดับ 7 ของยุโรป จึงอยากนำมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่มีกลิ่นอายของอังกฤษในเมืองไทยนายอรรจอศิรากล่าวว่า ตนมองว่า ตลาดหัวหินยังมีช่องว่างสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีความพร้อมอยู่อีกมาก จึงได้ตัดสินใจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่หัวหินเป็นโครงการแรก จากประสบการณ์ที่อยู่ในธุรกิจซื้อขายที่ดินมานาน ส่วนแผนการลงทุนในระยะ 5 ปีนับจากนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่สร้างแบรนด์ “อรรจอศิรา” ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง ในพื้นที่หัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ และพื้นที่ในกรุงเทพฯ การลงทุนครั้งต่อไปจะมีแผนที่จะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทำเลใกล้แนวรถไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าสรุปการลงทุนโครงการในอนาคตได้เร็วๆนี้  ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและศูนย์อสังหาริมทรัพย์

กลุ่มอพอลโล่ฯ รุกตลาดคอนโดฯ แตกแบรนด์ โว้ค เพลส สุขุมวิท 107 (แบริ่ง)

กลุ่มอพอลโล่ฯ แตกแบรนด์ "VOQUE PLACE" เดินหน้าผุดคอนโดมิเนียมย่านกลางเมืองแหล่งธุรกิจ รุกตลาดคอนโดฯ แนวรถไฟฟ้า ประเดิมเปิดตัว "โว้ค เพลส คอนโดมิเนียม สุขุมวิท107 (แบริ่ง 2)" มูลค่ากว่า 460 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2.03 ล้านบาท แจงมียอดขายแล้วกว่า 50%นายวรเทพ ศรีคุรุวาฬ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อพอลโล่ แอสเส็ท จำกัด และบริษัท โว้ค พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้แตกแบรนด์ และพัฒนาโครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ "VOQUE PLACE" พร้อมกับเปิดตัวโครงการ โว้ค เพลส สุขุมวิท 107 (แบริ่ง 2) ซึ่งพัฒนาโดย บริษัท อพอลโล่ แอสเส็ท จำกัด ที่เน้นการพัฒนาโครการอสังหาฯแนวสูงย่านใจกลางธุรกิจสำหรับโครงการ" VOQUE PLACE CONDOMENIUM สุขุมวิท 107 (แบริ่ง 2) บริหารงานโดย บริษัท โว้ค พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดดดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการโลว์ไรส์คอนโดมิเนียม สไตล์โมเดิร์น คอนเทมโพรารี่สูง 8 ชั้น จำนวน 1 อาคาร บนพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน มีจำนวนห้องชุดรวม168 ยูนิต โดยมีแบบให้เลือกตั้งแต่ 1 ห้องนอน เริ่มที่ 33 - 40.50 ตารางเมตร และแบบ 2 ห้องนอน เริ่มที่ 47.5-48 ตารางเมตร มูลค่าโครงการ 460 ล้านบาท"โครงการ VOQUE PLACE CONDOMI- NIUM SUKHUMVIT 107 ได้คัดเลือกทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเป็นผู้ดูแลโครงการอาทิบริษัท แอทเอเชีย แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาโครงการ และเป็นผู้บริหารการพัฒนาโครงการ และมอบหมายให้ บริษัท เดอะ พร็อพเพอร์ตี้ เอ. จำกัด ทำหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด โดยจะเริ่มก่อสร้างประมาณไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 และคาดว่าแล้วเสร็จประมาณไตรมาสที่ 1 ของปี 2559 ขณะนี้มียอดขายแล้ว 50%" ขอบคุณแหล่งที่มา ASTV ผู้จัดการรายวันและศูนย์อสังหาริมทรัพย์

งานอภิมหกรรม บ้าน - คอนโดฯ เเละสินเชื่อแห่งปี 21 สิงหาคม 2557 นี้

วัน เวลา - วันพฤหัสบดีที่ 21- วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2557 เวลา 10.00 - 20.00 น.สถานที่ - ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จัดโดย - สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ร่วมกับ บริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ จำกัดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม - บริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ จำกัด โทร. 02-941-0155ขอบคุณภาพและข่าวจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

จัดงานกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์พัทยา

นายชาร์ลี วอร์เนอร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็กแซ็กต์ เทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับพัทยาพร็อพเพอร์ตี้ไกด์ แอนด์ เฮ้าส์ไกด์, ไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ รีพอร์ท, นิตยสารอาร์อีเอ็ม และหนังสือพิมพ์พัทยาทูเดย์ จัดงานพัทยา พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ 2014 ครั้งที่ 2  เพื่อแสดงอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในพัทยา ทั้งคอนโดมิเนียมติดชายหาด อพาร์ทเม้นท์ในตัวเมือง หมู่บ้านสุดหรู โดยมีผู้เข้าร่วมออกบูธกว่า 40 ราย ระหว่างวันที่ 3-5 ต.ค.นี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา คาดว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท"พัทยานับว่าเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น เป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเที่ยวเป็นประจำทุก ๆ ปี โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่มักจะมาท่องเที่ยว และอาศัยอยู่จำนวนมาก ดังนั้นอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคตะวันออกของไทยจึงเติบโตมากในไม่กี่ปีที่ผ่านมา และพัทยากลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จที่สุด สำหรับการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"การจัดงานดังกล่าว เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดช่วงหนึ่งของพัทยา นอกจากนี้ยังจะจัดงานไทย พร็อพเพอร์ตี้ เอ็กซ์โป ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ย. 57 โดยนำเสนออสังหาริมทรัพย์จากทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ ระยอง ภูเก็ต พัทยา และหัวหิน ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และศูนย์อสังหาริมทรัพย์ ขอบคุณรูปภาพจาก flirt-pattaya

อ้อน คสช. ฟื้นตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง

นายวิสิษฐ์ โมไนยพงศ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังนี้มั่นใจว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่สมาคมฯ ได้ส่งหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอปัญหาของภาคธุรกิจอสังหาฯ 3 ประเด็นหลักโดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานหลังจากที่แรงงานต่างด้าวกลับบ้านกะทันหันช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งหารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องการให้รัฐลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้ที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง และสุดท้ายคือฐานข้อมูลภาคเอกชนที่ครบถ้วนซึ่งขณะนี้ได้รับการแก้ไขไปพอสมควรแล้วเหลือเพียงมาตรการที่ 2 เท่านั้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ทำให้มั่นใจว่าสิ้นปีนี้ตลาดรวมของธุรกิจรับสร้างบ้านจะมีถึง 11,500 ล้านบาทแน่นอนปัญหาแรงงานขาดแคลนนั้นผ่อนคลายลงไปพอสมควรหลังจากที่ คสช. แจ้งชัดเจนว่ามีหน่วยงานรัฐใดบ้างที่มีหน้าที่รับผิดชอบบ้างพร้อมทั้งได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวลงมาบ้าง จากปกติที่สูงถึงคนละ 18,000 บาท ในเวลา 2 ปีซึ่งค่าใช้จ่ายของฝั่งไทยได้ลดมาเหลือ 4,000 บาทแล้วแต่ประเด็นของฝั่งต่างประเทศนั้น ทราบว่ากำลังจะไปหารือกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาว่าจะลดลงมาได้หรือไม่ รวมทั้งผ่อนผันให้แรงงานข้ามเขตได้โดยให้ผู้ประกอบการที่ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวระบุให้ชัดเจน ตั้งแต่แรกว่ามีกี่ไซต์งานมีกี่จังหวัดที่จะนำแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ไปทำงานซึ่งไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่จะย้ายแรงงานไปไซต์งานอื่นสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้ลดภาษีบุคคลธรรมดาให้ผู้ที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง 5% นั้นเห็นว่ารัฐน่าจะดำเนินการแต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศช.) กระทรวงการคลังแจ้งว่า มีมาตรการลดหย่อนภาษีอยู่แล้วฯ ด้วยการขยายเวลามาตรการเดิมออกไปอีก 1 ปี แต่เห็นว่า ไม่ตรงประเด็น เพราะมาตรการที่สมาคมเสนอไปนั้นจะช่วยให้เกิดการจ้างงานทันที ไม่เหมือนกับครั้งก่อนที่รัฐมีโครงการบ้านหลังแรก และผู้ที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 10% ต้องซื้อบ้านจากโครงการต่าง ๆ เห็นว่าเป็นเพียงการช่วยลดสต๊อกสินค้าบ้านลงเท่านั้นสุดท้ายคือฐานข้อมูล ที่เห็นว่ารัฐบาลมองเพียงภาพรวมกว้าง ๆ แล้วนำมาประกอบการออกมาตรการต่าง ๆ ซึ่งมีฐานข้อมูลยังไม่ครบทุกด้านจริง จึงทำให้ออกมาตรการไม่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ส่วนกรณีราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นนั้นกังวลว่าจะทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วยด้าน นายนิธิ ตากวิริยนันท์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท สรรสิ่งดี กล่าวว่า ได้ร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาฯ ขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อเตรียมยื่นหนังสือถึง คสช.ในวันที่ 8 ส.ค.นี้ เพื่อขอให้ควบคุมราคาเหล็กรูปพรรณหลังจากที่มีผู้ผลิตเหล็ก 2 รายใหญ่ของประเทศปรับขึ้นราคาต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 30% ของวัตถุดิบทั้งหมด ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และศูนย์ข่าวอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ชื่นมื่นครึ่งปีหลังคอนโดมิเนียมคืนชีพอีกครั้ง

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย และกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “ผ่ากลยุทธ์กระตุ้นตลาดคอนโดฯ” ว่า เชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าผู้ประกอบการจะมีการเปิดคอนโดมิเนียมใหม่มากขึ้น หลังจากที่สถานการณ์การเมืองคลี่คลายและความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นกลับมา สะท้อนจากอัตราการขายคอนโดมิเนียม โดยช่วงไตรมาสแรกมีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 14,401 ยูนิต อัตราการขายเพียง 38% คิดเป็นมูลค่า 9,883 ล้านบาท เป็นอัตราการขายต่ำที่สุดในช่วง 8 ไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนไตรมาสที่ 2 มีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 17,334 ยูนิต มีอัตราการขายเพิ่มขึ้นเป็น 52% คิดเป็นมูลค่า 14,021 ล้านบาทนายอธิป พีชานนท์ กรรมการบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ตลาดคอนโดฯ ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ผู้ประกอบการก็ไม่ควรโหมเปิดโครงการใหม่มากจนเกินไป เพราะอาจส่งผลให้เกิดการโอเวอร์ซัพพลายได้นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง เนื่องจากผู้บริโภคไม่มั่นใจต่อสถานการณ์และชะลอการตัดสินใจซื้อ ทำให้บริษัทมีการปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่องเพื่อรองรับการลงทุน รวมทั้งได้มีการบริหารสต๊อกสินค้าเหลือขาย เพื่อแปลงมาเป็นรายได้เพื่อเสริมสภาพคล่อง มีการเตรียมเงินสดสำรองเพื่อจ่ายให้กับผู้รับเหมาในระยะ 6 เดือน และมีการขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่เพิ่มขึ้นนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางของเศรษฐกิจในประเทศ โดยไม่ต้องมีมาตรการพิเศษเข้ามา กระตุ้น คาดว่าคอนโดมิเนียมในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่เปิดตัวราว 3.3 หมื่นยูนิต ทำให้ทั้งปีมีการเปิดใหม่รวม 6.5 หมื่นยูนิต ลดลงจากปีก่อนที่เปิดกว่า 8.4 หมื่นยูนิต ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์มติชนและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

แหล่งทุนทำเล พัฒนาการ-ถนนตัดใหม่-รถไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ผุด บ้านจัดสรรดันราคาพุ่ง 30%

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยผลสำรวจทำเลพัฒนาการ-ศรีนครินทร์ ว่าในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินย่านพัฒนาการได้ปรับขึ้น 20-30% โดยหากเป็นที่ดินในซอยราคาจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 8-10 ล้านบาท/ไร่ ส่วนที่ดินติดริมถนนราคาไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบาท-1แสนบาท/ตร.ว.(28-40 ล้านบาท/ไร่)ทั้งนี้ เป็นผลจากบริเวณนี้มีการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น โครงการถนนพัฒนาการ-เฉลิมพระเกียรติ เป็นถนนตัดใหม่ 6 ช่องจราจรระยะทาง 3.05 กม.คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2557 นี้ และยังมีโครงการสะพานต่างระดับพัฒนาการอ่อนนุช คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2558นอกจากนี้ ยังมีทางเชื่อมถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ระยะทาง 16 กม.ทยอยก่อสร้างเป็น 3 ช่วง คาดว่าแล้วเสร็จทั้งหมดปี 2560 รวมถึงแผนขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 และโครงการรถไฟฟ้า3 สาย ได้แก่ สายสีชมพูและสายสีส้มเชื่อมโยงแหล่งชุมชนย่านรามคำแหงและสายสีเหลือง รองรับการเจริญเติบโตของฝั่งตะวันออก ที่มีผลทำให้ย่านพัฒนาการมีศักยภาพสูงขึ้นมากขณะที่ในบริเวณใกล้เคียงพัฒนาการยังมีผู้ประกอบการค้าปลีกสนใจเข้ามาลงทุน เช่น ศูนย์ช็อปปิ้ง เมโทร อีส ทาวน์แหล่งช็อปปิ้งบนถนนลาดกระบัง (ฝั่งขาเข้า มุ่งหน้าอ่อนนุช) เปิดบริการได้ภายในปี 2558 และเดอะ พาซิโอ ทาวน์ย่านสุขาภิบาล 3 เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวนายวงศกรณ์ กล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวทำให้ย่านพัฒนาการมีความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น จึงเป็นย่านที่สนใจของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ทุกรายในการเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น บริษัท เพอร์เฟคฯ เองบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท บริษัท แสนสิริ บริษัท เอพี(ไทยแลนด์) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ บริษัท ศุภาลัย บริษัท เอสซี แอสเสท โดยส่วนใหญ่พัฒนาโครงการบ้านระดับกลางบนสำหรับบริษัท เพอร์เฟคฯ เพิ่งเปิดตัว2 โครงการใหม่ในย่านดังกล่าว ประกอบด้วย โครงการเดอะ เมทโทร พัฒนาการศรีนครินทร์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ระดับราคา3.79 ล้านบาท จำนวน 171 ยูนิต มูลค่าโครงการ 550 ล้านบาท และเพอร์เฟคเพลส พัฒนาการ-ศรีนครินทร์ บ้านเดี่ยว2 ชั้น ระดับราคา 5.99-9 จำนวน 142 ยูนิต มูลค่าโครงการ 950 ล้านบาท ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์และศูนย์อสังหาริมทรัพย์

คอนโดขอนแก่นล้น 2 ปีผุด 5 พันยูนิตหันรุกแนวราบ

อสังหาฯ ขอนแก่น ปรับทิศรุกแนวราบ หลังตลาดคอนโดล้น 2 ปีเปิดพรวด 5 พันยูนิต คาดใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีระบาย พร้อมผนึกเอ็กซ์โปลิงค์ จัดมหกรรมที่อยู่อาศัย ดึงผู้ซื้อ นักลงทุน ไทย-เทศนายชาญณรงค์ บุริสตระกูล ประธานชมรมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จังหวัด ขอนแก่น เปิดเผยว่า การลงทุนพัฒนา ที่อยู่อาศัยในจังหวัดขอนแก่นเริ่มกลับมา คึกคักอีกครั้ง หลังสถานการณ์การเมือง คลี่คลาย ทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนและการซื้อขายมากขึ้น โดยพบว่า ผู้ประกอบการเตรียมเปิดตัวโครงการ ในครึ่งปีหลังมากกว่า 10-15  โครงการ ซึ่งเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด ส่วนคอนโดมิเนียมคาดต้องใช้เวลาอีก 1 ปี ก่อนที่ผู้ประกอบการจะกลับมาลงทุนใหม่ เพราะปัจจุบันมีซัพพลายเหลือในตลาด ค่อนข้างสูงทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ธุรกิจ อสังหาฯ ในขอนแก่น ชะลอตัวอย่างหนัก เช่นเดียวกับตลาดกรุงเทพฯ การเปิดตัว โครงการใหม่ลดลงมากกว่า 50%  โดยเปิดตัวเพียง  3 โครงการ จำนวน 500- 600 ยูนิต เป็นโครงการแนวราบทั้งหมด ซึ่ง 2 โครงการเป็นผู้ประกอบการจากส่วนกลาง คือ ศุภาลัย และแสนสิริ ที่เหลือเป็นโครงการของ ผู้ประกอบการท้องถิ่น เมื่อเทียบกับครึ่งแรกเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2556  มีโครงการเปิดตัวมากกว่า 10 โครงการส่วนโครงการคอนโด ในครึ่งปีแรกไม่มีการเปิดตัวใหม่ เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าซัพพลายในตลาดยังมีเหลืออยู่ค่อนข้างมาก หลังจากเร่งเปิดโครงการจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีคอนโดอยู่ระหว่าง การก่อสร้างทั้งหมด 5,000 ยูนิต  คาดก่อสร้างแล้วเสร็จในสิ้นปีนี้  1,000 ยูนิต อีก 4,000 ยูนิตสร้างเสร็จใน 2 ปีข้างหน้า  โดยมีอัตราการขายออกเฉลี่ย 70%  ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีที่ซัพพลายถูกดูดซับออกไป"ขณะนี้ บรรยากาศการซื้อขายกลับมา ดีขึ้นตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งยอดการเยี่ยมชมโครงการ และยอดการตัดสินใจซื้อ จากช่วงต้นปีมีปัญหาการเมืองวุ่นวาย  ตัวเลขการเยี่ยมโครงการแทบไม่มี ส่วนการตัดสินใจ ซื้อเข้ามา 10 คน ตัดสินใจซื้อแค่ 1 ราย จากเดิม 10  รายซื้อ 3 ราย แต่ที่เป็นห่วงคือหนี้สินครัวเรือน ทำให้ลูกค้ากู้ไม่ผ่านสูงถึง 30% จากปกติอยู่ที่ 5-10%"สำหรับ โครงการรถไฟความเร็วสูง แม้จะยังไม่มีแผนชัดเจน  เชื่อว่าไม่ส่งผล กระทบต่อการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ขอนแก่นมากนัก เพราะเป็นโครงการลงทุน ระยะยาว ส่วนรถไฟรางคู่ ซึ่งมีการศึกษา เรียบร้อยแล้ว คาดว่าการพัฒนาจะมีความ คืบหน้าเร็วๆ นี้อย่างไรก็ดี  ด้วยศักยภาพของขอนแก่น ที่มีพื้นฐานด้านเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เป็นศูนย์กลางคมนาคม  การศึกษา การแพทย์  รวมทั้งสถานกงสุลของประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน เวียดนาม ลาว เปรู และในเร็วๆ นี้ จะมีสายการบินเปิดบริการเพิ่ม เช่น บางกอกแอร์เวย์ส และ สายการบินลาวเซ็นทรัลแอร์ไลน์ ทำให้ ความต้องการด้านอสังหาฯ เพิ่มมากขึ้นพร้อมกันนี้ ชมรมอสังหาฯ สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับ บริษัท เอ็กซ์โปลิงค์ โกลบอล เน็ทเวิร์ค จำกัด  จัดงาน "มหกรรมอีสานบ้านและคอนโด"  งานแสดงสินค้า อสังหาฯ ครั้งใหญ่ มีผู้ประกอบการกว่า 40 บริษัท เข้าร่วมเพื่อกระตุ้นการขาย ดึงดูดผู้ซื้อ นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ  งานดังกล่าวจะมีการทำตลาดทั่วประเทศ รวมถึงตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ลาว พม่า และเวียดนาม        ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและศูนย์อสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ เขาใหญ่ทรุด ยอดขาย 5 เดือนแค่ 5%

"คอลลิเออร์ส" ระบุอสังหาฯเมืองตากอากาศ ครึ่งปีหลังแนวโน้มเติบโต หลัง 1-2 เดือนที่ผ่านมาการขายมีสัญญาณฟื้นตัว พร้อมเผยผลสำรวจตลาดคอนโดฯเมืองหัวหิน พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ เขาใหญ่ พบเขาใหญ่รับผลกระทบหนักสุดรอบ 5 เดือนแรกของปีอัตราขายแค่ 5% ส่วน จ.เชียงใหม่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง เชื่อหัวหินฟื้นตัวเร็วสุด  หลังนักลงทุนไทยตระกูลดัง-ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินต่อเนื่องนายสัญชัย คูเอกชัย รองผู้อำนวยการฝ่ายโครงการที่อยู่อาศัยส่วนภูมิภาค บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยตามหัวเมืองท่องเที่ยว 5 ทำเลหลักได้แก่ เชียงใหม่, พัทยา, เขาใหญ่, ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี และภูเก็ต โดยพบว่าเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น โดยตลาดที่คาดว่าจะฟื้นตัวเร็วที่สุด คือ หัวหิน ชะอำ ปราณบุรี เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อหลักเป็นชาวไทยที่เริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลังจากการเมืองคลี่คลาย โดยสินค้าที่ขายดีระดับราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท/ยูนิต ทำเลติดชายหาด ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมามีโครงการเปิดใหม่ 343 ล้านบาท อัตราการขาย 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 57 พบว่ามีจำนวน 1,247 อัตราการขาย 55%"ทำเลเมืองหัวหินยังได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มตระกูลใหญ่ๆ เช่นลิปตพัลลภ, สารสิน ที่กว้านซื้อที่ดินใน ซ. 112 ขนาด 30-40 ไร่/แปลง เพื่อเก็บไว้ลงทุน บางส่วนเก็งกำไร เพราะปัจจุบันซอยนี้อยู่ระหว่างขยายถนนเป็น 4 เลน นอกจากนี้ยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของกลุ่มเดอะมอลล์, โครงการสวนน้ำวานา นาวา หัวหิน วอเตอร์ จังเกิ้ลของกลุ่มลิปตพัลลภ รวมถึงโครงการมหาสมุทร ยิ่งทำให้ซอยนี้มีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลิปตพัลลภ ที่ซื้อที่ดินเพื่อลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยต่อยอดโครงการสวนน้ำของตนเอง" นายสัญชัยกล่าวนอกจากนี้ยังพบว่านักลงทุนชาวต่างชาติ เริ่มเข้ามากว้านซื้อที่ดิน โดยเฉพาะชาวเนเธอร์แลนด์ สแกนดิเนเวียน จีน เริ่มเข้ามาเจรจาซื้อที่ดิน เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายให้แก่คนสัญชาติตัวเอง ขนาดประมาณ 30-40 ยูนิต ราคาประมาณไม่เกิน 6 ล้านบาท การที่มีกลุ่มนักลงทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดิน รวมถึงการขยายถนนดังกล่าว ทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้นสูงมากจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินริมถนนราคา 3-4 ล้านบาท/ไร่ ปรับขึ้นมาเป็น 20 ล้านบาทไร่ส่วนตลาด พัทยา คาดว่าจะฟื้นตัวต่อจากตลาดหัวหิน เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อหลักมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในสัดส่วน 50:50 แม้ว่าตลาดชาวไทยจะกลับเข้ามาซื้อ แต่กลุ่มชาวต่างชาติยังไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ซึ่งตลาดที่ยังพอขายได้เป็นคอนโดฯราคาไม่แพง โดยในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีโครงการคอนโดฯเปิดใหม่  2,169 ยูนิต อัตราการขาย 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 56 พบว่ามีจำนวน 7,403 ยูนิต อัตราการขาย 61% ขณะที่ตลาดภูเก็ต ชะลอตัวตามทิศทางตลาด โดยตลาดที่ยังพอขายได้ทั้งบ้านและคอนโดฯ ราคาไม่แพงอยู่ใกล้ศูนย์การค้าส่วนตลาดเขาใหญ่ เป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อหลักเป็นชาวไทยที่ซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 นอกจากนี้สินค้าที่เปิดตัวใหม่ส่วนใหญ่ยังเป็นวิลลาอิงกับธรรมชาติของป่าเขา สินค้าที่ยังพอขายได้เป็นคอนโดฯราคาไม่แพง สำหรับในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมามีคอนโดฯเปิดใหม่ 480 ยูนิต อัตราการขายเพียง 5% เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 56 พบว่ามีคอนโดฯเปิดใหม่ 1,247 ยูนิต อัตราการขาย 55%สำหรับตลาดเชียงใหม่ ไม่ได้รับผลกระทบโดยกลุ่มผู้ซื้อหลักเป็นชาวไทย ส่วนต่างชาติมีบางส่วนเป็นชาวญี่ปุ่น จีน ทั้งนี้เชียงใหม่ได้รับอานิสงส์จากการเปิด AEC ทำให้ยังคงมีนักลงทุนสนใจเข้ามาซื้ออสังหาฯ โดยช่วง 5 เดือนมีคอนโดฯเปิดใหม่ 709 ยูนิต อัตราการขาย 62%"เขาใหญ่เป็นตลาดที่ชะลอตัวลงอย่างมากเนื่องจากผู้ซื้อหลักเป็นชาวไทยอย่างเดียว ส่วนหัวเมืองอื่นๆปรับลดลงเช่นกัน แต่ตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3-4 ล้านบาทยังขายได้ ทั้งนี้ เริ่มมีสัญญาณแนวโน้มที่ดีขึ้น ในส่วนของผู้ซื้อชาวไทยที่เริ่มมีการเยี่ยมชมโครงการและตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเมืองตากอากาศมากขึ้นและจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในครึ่งปีหลังเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มนิ่ง ผู้พัฒนาโครงการเริ่มจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย อย่างต่อเนื่อง" ขอบคุณแหล่งที่มา ASTV ผู้จัดการรายวันและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

โนเบิล ลงทุนรับตลาดบ้านฟื้นทุ่มกว่าหมื่นล.เปิดตัว4โครงการ

นายธีรพล วรนิธิพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ น่าจะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปี 2557 หลังจากที่การเมืองคลี่คลายไป ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา บริษัทจึงเตรียมแผนกลับมารุกขยายการลงทุนโครงการใหม่อีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง จากที่ครึ่งปีแรกบริษัทชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่นายธีรพลกล่าวว่า ในเดือนสิงหาคมนี้ บริษัทจะเปิดโครงการใหม่ให้ครบทุกเซ็กเมนต์ ทั้งแนวราบและแนวสูง จับกลุ่มลูกค้าระดับบน (ไฮเอนด์) ถึงระดับราคากลางล่าง ซึ่งมี 4 โครงการใหม่ ที่จะเตรียมเปิดตัวรวมเป็นมูลค่าประมาณ 9,000-11,000 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 3 โครงการ ราคาต่อยูนิตต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่บริษัทไม่เคยพัฒนามาก่อน เพื่อรองรับตลาดที่ขยายตัวมากขึ้น และอีก 1 โครงการเป็นแนวราบ ถือเป็นการกลับมาพัฒนาบ้านเดี่ยวอีกครั้งในรอบ 4-5 ปี"ปีนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายและรายได้เท่าเดิม คือยอดขาย 8,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ใน 3 ปี ส่วนรับรู้ในปีนี้อยู่ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท" นายธีรพลกล่าวนายธีรพลกล่าวว่า บริษัทได้หันมาต่อยอด ของการขยายบริการ ภายใต้ชื่อ "โนเบิล ไอดี" ที่ก่อตั้งมากว่า 5 ปี เน้นการให้ความสำคัญการบริหารความสัมพันธ์กับลูกบ้าน (CRM) และกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ของโนเบิล ทั้งนี้ ด้วยการร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ตเนอร์ระยะยาวกับโรงภาพยนตร์ เอ็มบาสซี่ดิโพลแมทสกรีน โดยจัดทำเป็นบัตร 2 ประเภท บัตรสมาชิก Noble ID White Member Card จะได้รับส่วนลดบัตรชมภาพยนตร์ 20% ทุกเรื่อง ทุกรอบ และบัตรสมาชิก Noble ID Platinum Member Card จะได้รับสิทธิชมภาพยนตร์ฟรี ทุกวันเสาร์สิ้นเดือน และส่วนลดบัตรชมภาพยนตร์ 50% ทุกเรื่อง ทุกรอบ ตั้งแต่วันนี้ถึงธันวาคม 2557 ตั้งเป้าจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้จะช่วยสร้างความใกล้ชิดและผูกพันกันลูกบ้านมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 6 หมื่นแฟนเพจ และลูกบ้านกว่า 7,000 ราย ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด และ ศูนย์ขอมูลอสังหาริมทรัพย์

บทความที่แนะนำ

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเล คือ สิ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆของการลงทุนในอสังหาฯ เพราะถ้าทำเลไม่ดี หรือ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้เช่า หรือ ผู้ซื้อแล้ว โอกาสจะสร้างกำไรหรือแม้กระทั่งขายออกก็คงเป็นไปไม่ได้ วันนี้เรามีทำเลต้องห้าม ที่ไม่แนะนำให้ลงทุนซื้อเก็บไว้มาให้คุณศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน 1. ทำเลบ้านที่อยู่บนทางสามแพร่ง ภาพจาก takanahara.deviantart.com ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและจีน ถือเป็นทำเลอันตรายและอัปมงคลที่นักลงทุนอสังหาฯควรหลีกเลี่ยง อีกทั้งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณดังกล่าวด้วย 2. ทำเลอยู่ตรงข้ามกับวัดศาลเจ้าและสถานที่ไม่เป็นมงคล ภาพจาก www.tripadvisor.com ทำเลอสังหาฯ เหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะเชื่อกันว่า การอยู่ใกล้วัดและศาลเจ้าทำมาค้าขายไม่รุ่งเรือง เนื่องจากวัดมีงานศพอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับศาลเจ้าที่มักมีเสียงดังอึกทึก หรือทำเลที่อยู่ติดกับสถานที่ไม่เป็นมงคล เช่นป่าช้า หรือสุสาน ซึ่งมีปัญหาด้านวิวทิวทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ น่ากลัว  3. อยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดและสถานอาบอบนวดภาพจาก en.japantravel.com เนื่องจากเชื่อกันว่าอยู่ใกล้กับทำเลอโคจร ส่งผลให้ทำเลนั้นไม่น่าอยู่ และหากมองในหลักความเป็นจริง สถานที่ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมม่านรูด หรือ สถานอาบอบนวด ก็ทำให้ผู้อาศัยอยู่ใกล้ๆถูกมองไม่ดี และอาจจะเป็นอันตรายได้4. ที่ดินที่ติดริมน้ำ และ ถูกน้ำเซาะตลิ่งภาพจาก commons.wikimedia.org ที่ดินลักษณะนี้มีโอกาสพังทลายและสูญหายได้ หากสร้างสิ่งก่อสร้างก็จะไม่มั่นคง เพราะถูกน้ำเซาะ นอกจากนั้นอาจมีผลทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้ประโยชน์บนที่ดินเสี่ยงต่ออันตราย 5. ที่ดินที่มีรูปร่างผิดปกติและมีลักษณะไม่ดี ภาพจาก kolkata.locanto.in เช่น เป็นที่สามเหลี่ยมชายธง ที่ดินที่มีด้านหน้าแคบและมีส่วนลึกมาก หรือที่ดินที่มีรูปทรงผิดปกติในรูปลักษณ์ต่างๆ ทำให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินพื้นนั้นไม่ได้6. ใกล้สิ่งรบกวนซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงภาพจาก raredelights.com เช่น  ที่ดินอยู่ใกล้กับทางขึ้นลงของเครื่องบิน หรือทางรถไฟ ส่งผลให้คนที่อยู่อาศัยแถวนั้นได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง  และส่งผลให้สุขภาพไม่ดี เพราะนอนหลับไม่เพียงพอ7. ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า ภาพจาก www.siamfishing.com ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า จะเป็นทำเลที่ถมแล้วไม่แน่นดินพรุ ทำให้มีปัญหาดินขาดความมั่นคงได้ในอนาคต และหากจะสร้างสิ่งก่อสร้างบนที่ดินนั้นแล้วก็จะไม่แข็งแรง เป็นอันตรายอีกด้วย 8. ทำเลอยู่ในแนวเวนคืน ภาพจาก www.martinreillymotors.com ทำเลในลักษณะนี้มีโอกาสถูกทางราชการมาเวนคืนหรือยึดคืนได้ตลอด9. บ้านที่มีทำเลอยู่ติดกับโรงพยาบาล ภาพจาก zombie.wikia.com ทำเลลักษณะนี้อยู่แล้วจะขาดความสุขกายสบายใจ เนื่องจากจะพบเห็นผู้ป่วยหรือคนเจ็บเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา และพลอยทำให้คนที่อยู่อาศัยไม่สบายไปด้วย10. ทำเลที่มีบ้านประกาศขายติดกันหลายหลัง ภาพจาก modernize.com ถือเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่าทำเลบริเวณนั้นไม่น่าอยู่ หรือมีปัญหาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เคยเกิดเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน11. บ้านที่อยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านที่ไม่ควรอยู่ใกล้ ภาพจาก www.immersionadventures.com เช่น ร้านขายโลงศพ ร้านซ่อมรถ ร้านขายสัตว์ปีก ร้านทำประตูเหล็กดัดและมุ้งลวด เพราะทำเลเหล่านี้มักมีปัญหาเรื่องมลภาวะด้านต่างๆตามมา ทำเลที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่คุณต้องไม่มองข้าม หากได้ทำเลดีก็เหมือนได้ทองมีค่า เพื่อทำกำไรให้งอกเงย ดังนั้นก่อนเริ่มต้นลงทุนอสังหาฯ การเลือกทำเลเป็นขั้นตอนที่ต้องพิถีพิถันมากที่สุด  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.trebs.ac.th

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

การแต่งบ้านด้วยดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ จะทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น และทำให้บ้านอยู่สบายลงตัวขึ้นด้วย ส่วนไม่ว่าใครจะแต่งบ้านให้เป็นสไตล์ใด ๆ ทั้งโมเดิร์น แอนทีค วินเทจ คันทรี่ ไอริช คลาสสิค สไตล์ไทย ๆ หรือจะเป็นสไตล์ใดก็ตาม ต่างก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของเจ้าของบ้าน หากเราได้แต่งบ้านตามสไตล์ที่เราชอบบ้านก็เป็นเหมือนสวรรค์เล็ก ๆ นั่นเอง                   นอกจากการแต่งบ้านจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้ว การแต่งบ้านโดยอิงศาสตร์ของฮวงจุ้ย ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้เกิดความสุข ความรุ่งเรืองร่ำรวย สุขภาพดี ของคนในบ้านได้อีกด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์เก่าแก่ที่มีมานานหรือเป็นสิ่งงมงาย เมื่อได้ศึกษาหลักการฮวงจุ้ยแท้จริง จะเห็นได้ว่าหลักฮวงจุ้ยเป็นการผสมผสานความเข้าใจถึงหลักวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม  ธรรมชาติ และรายละเอียดของชีวิตรวมถึงการใช้ชีวิต ที่ได้สั่งสมวิเคราะห์ผ่านยุคสมัยมากว่าพันปี               ในบางครั้งบ้านบางหลังเมื่อตกแต่งเข้าอยู่แล้ว มองโดยภาพรวมอาจจะสวยงามและน่าอยู่ แต่เมื่อสมาชิกในบ้านอาศัยอยู่ในบ้านไประยะเวลาหนึ่ง กลับเกิดปัญหา เช่นความเจ็บป่วยไข้ สุขภาพอ่อนแอ อารมณ์ขุ่นมัว  ชีวิตมีอุปสรรคปัญหา สิ่งเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วเชื่อว่ามาจากการตกแต่งและจัดบ้านโดยไม่ทราบถึงหลักข้อห้ามบางประการของฮวงจุ้ยนั่นเอง  หลักข้อห้ามเหล่านั้นโดยกว้าง ๆ ก็ได้แก่   1. ห้ามสร้างรั้วรอบลานโล่งหน้าบ้าน เพราะจะทำให้คนในบ้านเกิดโรคขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับดวงตา 2. บ้านที่มีขนาดเล็ก ไม่ควรทำประตูบ้านขนาดใหญ่เกินไป จะส่งผลให้คนในบ้านมีปากเสียงเสมอ และประกอบอาชีพไม่รุ่งเรืองก้าวหน้า 3. หลังคาถ้าไม่สูงโปร่ง ไม่ควรแก้ไขด้วยการเจาะโล่ง แต่ควรใช้วิธีเปลี่ยนกระเบื้องใสเข้าแทน 4. กำแพงบ้านควรรักษาให้ดูใหม่สะอาดเสมอ และควรติดไฟสว่างในกลางคืนจะทำให้คนที่อาศัยอยู่รุ่งเรืองและปลอดภัย 5. ไม่ควรสร้างห้องใต้ดินไว้กลางบ้าน หรือสร้างให้เล่นระดับเป็นหลุมกลางบ้าน เพราะความชื้นจะทำให้สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยได้ 6. ไม่ควรต่อเติมหรือทุบบ้านให้มีรูปทรงเว้าแหว่ง เพราะจะเกิดคดีหรือปัญหาใหญ่กับลูก ๆ ในบ้านได้ 7. ถ้าบ้านอยู่ในจุดที่มีสะพานพุ่งตรงเข้าหาตัวบ้าน ไม่ควรปล่อยให้จุดนั้นโล่ง ควรปลูกต้นไม้กันสายตาให้ทึบ   8. ถ้าบริเวณหน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ยืนตายต้น ให้รีบโค่นออก มิฉะนั้นจะพบกับความยากจน 9. ไม่ควรตกแต่งกระจกไว้ตรงหัวนอน เพราะจะมีผลต่อสุขภาพ 10. ห้ามวางเตียงนอนตรงกับประตูหรือวางให้ตำแหน่งและเท้าตรงกับประตูไม่ควรมีหิ้งหรือชั้นบริเวณหัวนอน  จะทำให้เป็นโรคประสาท สมอง และความเครียดได้             การตกแต่งบ้านให้สวยงามโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้การตกแต่งบ้านเกิดผลดีต่อสมาชิกในบ้านได้อย่างดีอีกด้วย  ภาพจาก sinsaehwang.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท
www.yimsu.com/property
Yimsu Property

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน