ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


รฟท.เร่งสัญญา2ฉบับไฮสปีด กทม.-โคราช เสนอครม.ไฟเขียวมิย.

รฟท.คาดเสนอ ครม.ไฟเขียว 2 ร่าง สัญญาไฮสปีดเทรน กทม.-โคราช ภายในเดือน มิ.ย. ย้ำไม่ตามใจจีน ทั้งหมด นายกสมาคมระบบรางค้านลงทุนไม่คุ้ม-เว้นวิศวกรจีน ไม่ขึ้นทะเบียน จ่อชงครม.สัญญา2ฉบับมิ.ย. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 เดินหน้าโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ว่าหลังจากนี้ไป รฟท.จะต้องเตรียมในเรื่องของสัญญาที่จะทำกับทางตัวแทนของรัฐบาลจีน ในส่วนที่เป็นสัญญาออกแบบและสัญญาควบคุมงานก่อน ซึ่งเป็นส่วนที่เร่งด่วน เมื่อได้แบบมาแล้วจะเร่งประกาศหาตัวผู้รับจ้างเพื่อเร่งดำเนินการต่อไป และทยอยประกวดราคางานที่อยู่ชั้นโครงสร้างใต้รางลงมา โดยสัญญาออกแบบและสัญญาควบคุมงานที่ทำก่อนหน้านี้ หมายถึงเฉพาะส่วนโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯนครราชสีมา ระยะ 3.5 กิโลเมตร (กม.) ก่อน โดยในขั้นตอนการทำร่างสัญญาออกแบบและคุมงานเมื่อ รฟท.ทำเสร็จแล้ว จะต้องส่งให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอัยการพิจารณา ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยการร่างสัญญามีกรอบการร่างไว้บ้างแล้ว และคุยกับอัยการบ้างแล้ว โดยในทีมงานร่างสัญญามีทั้งอัยการ และ ผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย จากนี้ต้องดูร่างสัญญาให้กระชับ ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์มากขึ้นหลังจากมีคำสั่ง ม.44 คาดว่าตามแผนงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะเสนอร่างสัญญาทั้ง 2 ฉบับเข้า ครม.ในเดือนมิถุนายนนี้ หรือต้นเดือนกรกฎาคม งานโครงสร้างยึดกม.ไทย100% "ภายใน 120 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้า คสช. จะต้องเห็นการเซ็นสัญญา 2 สัญญา คือ สัญญาออกแบบ และสัญญาคุมงาน แต่ก่อนจะทำสัญญาที่ 3 หน้าที่ รฟท.จะต้องประกวดราคา หาผู้มาทำงานโครงสร้างใต้รางรถไฟความเร็วสูงก่อน ส่วนสัญญาที่ 3 งานระบบ เดินรถและอาณัติสัญญาณ ยังมีเวลา" นายอานนท์กล่าว และว่า รถไฟความเร็วสูง ช่วงแรก 3.5 กม.แรก ค่าก่อสร้างงานที่อยู่ใต้ราง ประมาณ 200-300 ล้านบาท แต่ทั้งโครงการช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ทั้งหมด 250 กิโลเมตร ที่เป็นงบประมาณงานก่อสร้าง รวมทั้งรถสามารถวิ่งได้ ใช้งบประมาณรวมราว 1.79 แสนล้านบาท แบ่งเป็นประมาณ 1.3 แสนล้านบาท คือ งานโครงสร้างที่อยู่ใต้รางลงมา คือ งานก่อสร้างโครงสร้าง เป็นสะพานที่รองรับการวางรางรถไฟ ตรงนี้ไม่อยู่ในมาตรา 44 จะปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 100% อยู่แล้ว ส่วนผู้รับเหมาก่อสร้างอาจจะเป็นทั้งของไทยและต่างชาติ ส่วนงบประมาณอีก 4 หมื่นกว่าล้านบาท จะเป็นงานตัวราง ระบบอาณัติสัญญาณ ตัวรถ รฟท.ชี้รักษาประโยชน์คนไทย นายอานนท์กล่าวถึงกรณีการอนุญาตให้วิศวกร สถาปนิกของจีนเข้ามาปฏิบัติงาน โดยไม่ต้องอยู่ในบังคับกฎหมายไทยว่า ก็ต้องยอมรับว่าประเด็นการอนุญาตหรือไม่อย่างไรรวมอยู่ในร่างสัญญาออกแบบ โดย รฟท.เองมองว่าก่อนการเซ็นสัญญา วิศวกรจากจีนที่มีรายชื่อเซ็นสัญญาก็อาจจะต้องมีการอบรม มาสอบ ตามความเหมาะสมที่ระบุไว้ในคำสั่ง ตามมาตรา 44 หากไม่มีขั้นตอนดังกล่าวทาง รฟท.เองก็ไม่สบายใจ ส่วนประเด็นเรื่องถ่ายทอดเทคโนโลยีของจีนให้กับไทยในแง่การทำงานของวิศวกรนั้น ในร่างสัญญาได้วางกรอบไว้ว่าเป็นการทำงานร่วมกันอยู่แล้ว  ส่วนการเจรจาระหว่างไทยกับจีน มีการเจรจาทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติงานมาตลอด ใน 18 ครั้งที่ผ่านมา ต่อจากนี้จะมีการพบกันและเจรจาหรือไม่ จะเป็นเมื่อไหร่นั้น เข้าใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะประชุมวิดีโอทางไกลกับผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้อง "ในการจะร่างสัญญาระหว่างไทยกับจีน และคิดราคากลาง รฟท.ก็พยายามอ้างอิงมาตรฐานที่เรามีอยู่ให้มากที่สุด ไม่ให้คนไทยเสียเปรียบมาก และไม่ใช่ตามใจเขาทุกอย่าง มีการเจรจาต่อรองกันตลอดเวลา รฟท. ก็พยายามรักษาผลประโยชน์คนไทยให้มากที่สุด" นายอานนท์กล่าว ด้านนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทางกระทรวงได้มีการชี้แจงรายละเอียดไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าการใช้ ม.44 เพื่อให้กระบวนการดำเนินโครงการรวดเร็วขึ้น ทั้งกระบวนการจัดจ้าง การประกวด การเข้ามาทำงานของวิศวกรจีนและสถาปนิกจีน รวมทั้งกำหนดเวลาดำเนินการ เป็นต้น พท.ติงใช้ม.44รฟ.ไทย-จีน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ไม่สบายใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 เดินหน้าโครงการรถไฟไทย-จีน ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้วหลังจากนี้ไม่ควรมีการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังหมิ่นเหม่ต่อการขัดกับระบบนิติธรรม และกระทบต่อเกียรติภูมิของประเทศ ส่งผลถึงการขาดความเชื่อมั่นที่สังคมโลกจะมีต่อประเทศไทย และการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูง จะส่งผลให้นานาประเทศที่มีเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงขาดโอกาสในการแข่งขันและจะส่งผลตามมาอย่างร้ายแรง คือ ประเทศไทยจะขาดความเชื่อมั่นในสังคมโลกว่า กระบวนการในระบบกฎหมายของไทยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยเฉพาะในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประการสำคัญ หลักธรรมาภิบาล ที่ปรากฏอยู่ในคำถาม 4 ข้อ ที่นายกฯได้สอบถามความเห็นประชาชนจะถูกทำลายลงจากออกคำสั่งดังกล่าวเสียเองหรือไม่ วสท.ห่วงซ่อมบำรุงอนาคต นายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวถึงคำสั่งตามมาตรา 44 ในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาว่า ทาง วสท.ไม่ได้ออกมาค้านโครงการ แต่อยากให้โอกาสวิศวกรไทยได้เข้าไปทำงานและเรียนรู้จากวิศวกรจีน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยในวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ จะเข้าไปพบรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องที่จะเสนอให้ผู้ใหญ่ทราบมีเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยีเพียงเรื่องเดียว จากเดิมที่มี 2 เรื่องคือ การขึ้นทะเบียนของวิศวกรจีนและการถ่ายโอนเทคโนโนโลยี "การถ่ายโอนเทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีทรานเฟอร์ในต่างชาติ จะใช้วิศวกรประกบคู่ในสัดส่วน 1:1 เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีที่ในไทยอาจจะไม่มี แต่ทั้งนี้เป็นเพียงข้อเสนอ แต่เชื่อว่าผู้ใหญ่จะรับฟัง เพราะทาง วสท.ไม่ได้คัดค้านโครงการ ในส่วนรายละเอียดการเข้าพบในขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะพบรองนายกรัฐมนตรีท่านไหน จะต้องรอทางรัฐบาลติดต่อกลับมาอีกครั้ง" นายธเนศกล่าว และว่า เรื่องมาตรฐานก่อสร้างจีน มองว่าก็ไม่น่าจะมีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่อาจจะไม่ตรงกับมาตรฐานไทยทั้งหมด ในส่วนนี้จึงต้องมีการประยุกต์ นี่คือสิ่งบอกว่าเทคโนโลยีทรานเฟอร์จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะได้เรียนรู้ว่ามาตรฐานการก่อสร้างจีนเป็นอย่างไร เพราะการบำรุงซ่อมแซมในอนาคตจะต้องซ่อมแซมตามมาตรฐานจีน หากมีการทำเทคโนโลยีทรานเฟอร์จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติในเรื่องการดูแลและบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูงในอนาคต สมาคมวิศวะค้านไม่คุ้มลงทุน นายดิสพล ผดุงกุล นายกสมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย (วศรท.) กล่าวว่า นอกจากการทำโครงการรถไฟความเร็วสูงแล้ว ควรต้องสร้างคนขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย ไม่ใช่แค่เอาระบบมาวางแล้วใช้งาน แต่ต้องคำนึงถึงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมก่อสร้างและการพัฒนาเมืองควบคู่ไปด้วย เพราะผลการทำโครงการจะมีผลกระทบตามมาอีกมาก ทั้งนี้ทาง วศรท.ขอแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งมาตรา 44 ใน 2 ประเด็นคือ 1.การทำโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่คุ้มกับการลงทุน คิดเฉลี่ยรัฐบาลจะมีรายได้ประมาณ 10 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 300 ล้านบาทต่อเดือน จากการให้บริการประชาชนประมาณ 10,000 คนต่อวัน ในขณะที่มีการลงทุนในโครงการประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก่อนการสร้างรถไฟความเร็วสูงคือ การทำรถไฟทางคู่ เพื่อให้ผู้ใช้บริการคุ้นเคยกับการขนส่งระบบราง แล้วจึงขยับมาทำโครงการรถไฟความเร็วสูงหรือไฮสปีด และ 2.การใช้วิศวกรจีนทั้งหมดเข้ามาทำงาน โดยยกเว้นให้ไม่ต้องขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542 เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เมื่อมาทำงานในเมืองไทยก็ควรปฏิบัติตามกฎหมายไทย เช่นเดียวกับการที่เราไปทำงานต่างประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ไม่เชื่อมั่นมาตรฐาน-เคยตกราง "ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องทำโครงการรถไฟความเร็วสูง จากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ไม่ได้จะว่าอะไร แต่จะต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมและบุคลากรให้ต่อเนื่องด้วย ไม่ใช่กู้เงินเขา และเขามาทำให้เสร็จแล้วกลับ แล้วเราต้องมานั่งแบกหนี้ เพราะการทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานหากขาดทุนแล้วยกเลิกโครงการไม่ได้ ส่วนเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างจีน ส่วนตัวยอมรับว่ายังไม่เชื่อมั่นในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของระบบอาณัติสัญญาณ เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จีนยังเคยมีเหตุการณ์รถไฟตกราง ต่างกับญี่ปุ่นที่ประกาศว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใหญ่ ยกเว้นตอนเกิดแผ่นดินไหว ในขณะเดียวกันก็เป็นห่วงเรื่องคุณภาพสินค้าจีน เพราะในธุรกิจระบบรถไฟฟ้า ก็มักจะนิยมใช้สินค้าจากทางยุโรป เช่น ซีเมนส์ เป็นหลักมากกว่า" นายดิสพลกล่าว หอการค้าโคราชเชื่อศก.เฟื่อง นายชัชวาล วงศ์จร ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงกรณี พล.อ. ประยุทธ์ใช้คำสั่งมาตรา 44 เดินหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯนครราชสีมาว่า ส่วนตัวเห็นว่า จ.นครราชสีมามีความโชคดีหลายอย่าง ที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการก่อสร้างด้านการขนส่งใหญ่ๆ มาลงในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา และโครงการรถไฟทางคู่ ดังนั้นเมื่อมีโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมาอีก ก็จะเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งมวลชนได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าตนจะทราบดีว่าที่ผ่านมาโครงการนี้จะติดข้อปัญหาด้านกฎหมายหลายอย่าง แต่ถ้ารัฐบาลไม่ได้ใช้ ม.44 เข้ามาดำเนินการก็จะยืดเยื้อไปอีก ไม่ได้สร้างสักที ทั้งนี้ผลของการได้รถไฟความเร็วสูงจะทำให้ จ.นครราชสีมากลายเป็นเมืองคู่แฝดของกรุงเทพมหานครทันที และจะเป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะการเดินทางระหว่าง 2 เมืองมีความสะดวกรวดเร็ว ทำให้ประชาชนที่มีความแออัดอยู่ในกรุงเทพมหานครพากันออกมาอยู่ในพื้นที่ จ.นครราชสีมาเพิ่มขึ้น นักธุรกิจ นักลงทุน ก็ต้องมองมาที่ จ.นครราชสีมา โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจด้าน อสังหาริมทรัพย์ นายอดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยได้แน่ๆ คือได้รถไฟความเร็วสูงและได้เป็นหนี้สูงขึ้นอีก คนโคราชได้ประโยชน์แน่นอน เพราะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการเดินทาง ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของโคราช ที่น่าสนใจคือในอนาคตจีนจะยอมลงทุนสร้างต่อให้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ ซึ่งคิดว่ายาก กยท.ชี้แนวโน้มยางราคาดีขึ้น ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย กล่าวว่า วันที่ 20 มิถุนายน ในนามตัวแทนสมาคมครกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย จะเดินทางขึ้น กทม. เพื่อขอเข้าพบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตัวแทนรัฐบาล เพื่อเสนอทางออกการแก้ไขปัญหาราคายาง ทั้งระยะวิกฤตเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลเว็บไซต์การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุถึงความเคลื่อนไหวราคายางชนิดต่างๆ ว่า ขณะนี้ราคายางพาราทุกประเภท เช่น ยางแผ่นดิบ น้ำยางสด ยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีแนวโน้มราคาขยับขึ้นแล้ว จากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากประมาณช่วงต้นเดือนมิถุนายนราคายางพาราได้ปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดข้อมูลวันที่ 16 มิถุนายน ราคาท้องถิ่น ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 54.10 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) น้ำยางสด (ณ โรงงาน) อยู่ที่ 52 บาทต่อ กก. ส่วนราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ ยางแผ่นดิบ อยู่ที่ 57 บาทต่อ กก. ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 อยู่ที่ 59.19 บาทต่อ กก. ขณะที่ราคาส่งออก ณ ท่าเรือกรุงเทพ (FOB) อยู่ที่ 63.40 บาทต่อ กก. เป็นต้น  ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน 

บีทีเอส ลุยซูเปอร์โมโนเรลสายชมพู-เหลือง

ฝันเป็นจริง เจ้าพ่อบีทีเอสเซ็นรวด 5 สัญญาแสนล้าน ผนึกพันธมิตรรับเหมา แบงก์ ผู้ผลิตรถ สร้างรถไฟฟ้าสายชมพู-เหลือง ปลายปีตอกเข็ม เสร็จปี'63 "บอมบาร์ดิเอร์" ควงจีน ฮุบเค้กซูเปอร์โมโนเรล 2 สายแรก 5 หมื่นล้าน "สมคิด" จัดทัพลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ 2.4 ล้านล้านจบปีนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 16 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม. จำนวน 30 สถานี เงินลงทุน 46,643 ล้านบาท และสายสีเหลืองลาดพร้าวสำโรง ระยะทาง 30.4 กม. 23 สถานี วงเงิน 45,797 ล้านบาท รวม 92,440 ล้านบาท (ไม่รวมค่าเวนคืนที่ดิน) กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ประกอบด้วย บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ผู้ชนะประมูลโครงการ นำร่อง PPP Fast Track นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รักษาการผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง เป็นโครงการนำร่องตามมาตรการ PPP Fast Track ของรัฐบาล เพื่อเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้ง 2 โครงการเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP Net Cost รัฐลงทุนค่างานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสนับสนุนเงินลงทุนบางส่วน และเอกชนลงทุนงานโยธา งานระบบและขบวนรถไฟฟ้า ค่าจ้างที่ปรึกษา รวมทั้งให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง เป็นระยะเวลาตามสัญญา 33 ปี 3 เดือน โดยออกแบบก่อสร้าง 3 ปี 3 เดือน และให้บริการเดินรถ 30 ปี "ขณะนี้ รฟม.กำลังเข้าสำรวจพื้นที่เวนคืน พร้อมกับรอกรมทางหลวง และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งมอบพื้นที่ ภายในปลายปีนี้" ตั้ง 2 บริษัทลุยโปรเจ็กต์แสน ล. นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า กลุ่มบีเอสอาร์ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้น 2 บริษัท คือ บจ.นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล เพื่อดำเนินงานรถไฟฟ้าสายสีชมพู และ บจ.อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล เพื่อดำเนินงานรถไฟฟ้าสายสีเหลือง มีทุนจดทะเบียนบริษัทละ 14,000 ล้านบาท ตามสัดส่วน บีทีเอส 75% ซิโน-ไทยฯ 15% และราชบุรีโฮลดิ้ง 10% เพื่อเป็นเงินทุนก่อสร้างโครงการจนกว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563 "การลงนามสัญญาวันนี้นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะเซ็นพร้อมกัน 5 ฉบับ มูลค่าร่วม 1 แสนล้านบาท ทั้งสัญญาสัมปทาน จ้างงานโยธา ระบบรถไฟฟ้า" ใช้ระบบรถ "บอมบาร์ดิเอร์" ในส่วนของระบบรถไฟฟ้าได้เลือกใช้ระบบของบอมบาร์ดิเอร์ ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท CRC ของจีน และสัญญาแต่งตั้งให้แบงก์กรุงเทพเป็นลีดเดอร์ในการจัดหาแหล่งเงินกู้ส่วนที่เหลือ 70,000 ล้านบาทให้ สำหรับพื้นที่ก่อสร้างแม้ว่ารถไฟฟ้าทั้ง 2 สายจะสร้างบนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น แต่บริษัทมั่นใจว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการ รวมถึงส่วนต่อขยายเข้าเมืองทอง 2.8 กม. และส่วนที่เชื่อมกับสายสีเขียวบริเวณแยกรัชโยธิน 2.6 กม.ได้ก่อนกำหนด และเปิดใช้เร็วขึ้นเป็นต้นปี 2563 เพราะยิ่งเปิดบริการได้เร็วจะทำให้บริษัทมีรายได้จากค่าโดยสาร ค่าที่จอดรถ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ 53 สถานีเร็วขึ้นด้วย เนื่องจากไม่มั่นใจว่าในปีแรกที่เปิดใช้ ผู้โดยสารจะเป็นไปตามเป้า 1.2 แสนเที่ยวคน/วันหรือไม่ "สายสีชมพูและสีเหลืองหลังเปิดใช้จะเป็นซูเปอร์โมโนเรล 2 สายแรกของประเทศ และรถที่เราจะซื้อจากบอมบาร์ดิเอร์ 288 ตู้ หรือ 72 ขบวนนั้น จะเป็นรถรุ่นใหม่ล่าสุด" ใช้ซูเปอร์โมโนเรลรุ่นใหม่ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการ บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป เปิดเผยว่า บอมบาร์ดิเอร์จะเป็นผู้จัดหาระบบให้ทั้งหมดในรูปแบบเทิร์นคีย์ คือทั้งระบบอาณัติสัญญาณ ขบวนรถ และระบบขายตั๋วและจัดเก็บค่าโดยสาร รวมเป็นวงเงิน 4-5 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาในการผลิตรถ 2-3 ปี "รถที่เราใช้จะเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดคือ รุ่น Innova 300 เป็นโมโนเรลล้อยางขนาดใหญ่ เรียกว่าซูเปอร์โมโนเรล มีความกว้างเท่ากับรถบีทีเอส ใน 1 ขบวนมี 4 ตู้ มีขีดความสามารถขนส่งผู้โดยสาร 4 หมื่นคน/ชม./ทิศทาง รูปแบบจะสร้างคร่อมทางวิ่ง มีความเร็วเฉลี่ย 35-80 กม./ชม." นอกจากนี้ บีทีเอสยังจะเลือกใช้ระบบบอมบาร์ดิเอร์กับรถไฟฟ้าสายสีทอง (สถานีกรุงธนบุรี-ประชาธิปก) อีก 3 ขบวน เป็นรุ่น Innova APM 300 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกรุงเทพธนาคมอนุมัติโครงการ เร่งเมกะโปรเจ็กต์ 2.4 ล้านล้าน ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านแศรษฐกิจ กล่าวว่า ขอบคุณเอกชนที่ช่วยลงทุนโครงการนี้ และขอยกย่องคุณคีรีว่าเป็นนักรบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ที่ทำให้ฝันของคนกรุงเทพฯเป็นจริง "รถไฟฟ้า 2 สายนี้ไม่ธรรมดา แต่จะนำประเทศไทยไปสู่อนาคตที่วาดฝันเอาไว้ ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสในการเติบโตด้านเศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน โดยไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ ต้องทำให้ไทยเคลื่อนไหวด้วยกลยุทธ์ สร้างมูลค่า โอกาสการแข่งขันในการลงทุน หากนักลงทุนคนไหนยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ มีสตางค์แต่ไม่กล้าใช้ ถ้าไม่ลงทุนวันนี้ ตกรถไฟแน่นอน" ภายในปีนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติรถไฟฟ้าอีก 3 เส้นทางที่เหลือ ได้แก่ สายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 131,004 ล้านบาท, สีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ วงเงิน 90,271 ล้านบาท และสายสีแดงช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ วงเงิน 7,596 ล้านบาท และตลิ่งชั่น-ศิริราช-ศาลายา วงเงิน 19,042 ล้านบาท นอกจากนี้มีรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท จะทยอยได้ผู้รับเหมาก่อสร้างครบทุกสายในปีนี้ ได้แก่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ มาบกะเบา-จิระ นครปฐม-หัวหิน หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร รวมทั้งรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 193 กม. วงเงิน 152,528 ล้านบาท และทางคู่ที่เชื่อมท่าเรือจะต้องผ่าน ครม.ในปีนี้เช่นกัน "อีก 4-5 ปีข้างหน้า โครงการเมกะโปรเจ็กต์ของคมนาคม มูลค่ากว่า 2.4 ล้านล้านบาท จะเริ่มผลักดันทุกมิติทั้งการอนุมัติโครงการและลงนามสัญญา" นายสมคิดกล่าวย้ำ นายธีรพันธ์ยังกล่าวถึงความคืบหน้ารถไฟฟ้าสายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรีว่า ผู้รับเหมาทั้ง 5 สัญญา จัดทำแผนการรื้อย้ายสาธารณูปโภค คาดว่าจะเริ่มปิดการจราจรและเข้าพื้นที่ก่อสร้างได้ภายในปีนี้ จะแล้วเสร็จปี 2566  ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ทำสายส้มพร้อมรื้อลำสาลีสร้างใหม่เชื่อมยกระดับรามไปบ้านม้า-รฟม.แจงงานกทม.

รฟม. เร่งรับเหมา 3 สัญญาสีส้มออกแบบขุดอุโมงค์ใต้ดิน แจงเหตุรื้อสะพานข้ามแยกลำสาลีเชื่อมทางยกระดับรามคำแหง ยาวข้ามไปแยกบ้านม้า เป็นโครงการ กทม.เตรียมฝากให้ รฟม.ทำ นายภคพงค์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการ (วิศวกรรมและก่อสร้าง) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ขณะนี้ รฟม.พยายามเร่งรัด ผู้รับเหมาก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมฯมีนบุรี สัญญาที่ 1-3 ซึ่งเป็นงานก่อสร้างอุโมงค์และทางวิ่งรถไฟฟ้าใต้ดินโดยใช้วิธีการก่อสร้างแบบดีไซน์ แอนด์ บิวท์ คือ ออกแบบไปก่อสร้างไปจะต้องเสนอแบบให้ รฟม.พิจารณาเพื่อเตรียมการก่อสร้างในพื้นที่จริง ส่วนสัญญาที่ 4-5 เป็นงานก่อสร้างทางวิ่งยกระดับและศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าและอาคารจอดแล้วจร ใช้วิธีการก่อสร้างตามแบบดีเทลดีไซน์ สามารถก่อสร้างตามแบบได้ทันที แต่สิ่งที่ต้องทำก็คือการจัดแผนการทำงานและแผนจัดการจราจร ระหว่างก่อสร้าง เพื่อเสนอกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาโดยเร็วเพื่ออนุมัติการก่อสร้าง ส่วนการก่อสร้างบริเวณช่วงตัดผ่านแยกลำสาลี ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าจะมีการรื้อสะพานข้ามแยกลำสาลีด้วยนั้น รฟม.ขอยืนยันตามแบบการก่อสร้างอุโมงค์ดิน จะไม่มีการรื้อสะพานข้ามแยกแต่อย่างใดส่วนแผนการรื้อสะพานนั้นเป็นโครงการของ กทม.ที่ต้องการปรับรูปแบบสะพานข้ามแยกใหม่ โดยก่อสร้างต่อเชื่อมสะพานข้ามแยกรามคำแหงแยกลำสาลี จนถึงแยกบ้านม้า เป็นสะพานเดียวกันยกระดับตลอดทั้งเส้น จากเดิมสะพานจะข้ามทีละแยก ซึ่งมีปัญหาบริเวณทางลง เบื้องต้น กทม.ได้ประสานขอให้ รฟม.ดำเนินการก่อสร้างให้พร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการตกลงแต่อย่างใด ต้องขอดูเรื่องค่าใช้จ่ายพอหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้กันงบส่วนนี้ไว้ในโครงการ  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

7 แบงก์รัฐจับมือกำหนดดอกเบี้ยหวัง 'ชี้นำตลาด'

ธอส.เผย 7 แบงก์รัฐเตรียมผนึกกำลังหวังเป็นผู้นำตลาดด้านอัตราดอกเบี้ย ระบุ จะพยามคงอัตราดอกเบี้ย แม้กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามเฟด ขณะที่ฉัตรชัย สั่งปรับแนวทางปล่อยสินเชื่อบ้านครึ่งปีหลัง เหตุครึ่งปีแรกยังห่างเป้า โดยเพิ่มราคาบ้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็น 3 ล้านบาท จากเดิม 2 ล้านบาท           นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า มีแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา และเฟดยังส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้ ซึ่งจากการประชุมระหว่างผู้บริหารสภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (สภาแบงก์รัฐ) ล่าสุด มีข้อสรุปร่วมกันว่า หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหาร 7 แบงก์รัฐ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายของธนาคารร่วมกัน จากเดิมต่างคนต่างพิจารณา และอิงทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่           โดย 7 ธนาคารรัฐประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกาตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)           สถาแบงก์รัฐจ่อคงกบ.กู้ปีนี้          ทั้งนี้ ข้อสรุปในเบื้องต้นจากการหารือร่วมกับระหว่างผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ผ่านสภาแบงก์รัฐ คือ จะพยายามคงดอกเบี้ยเงินกู้ในปีนี้ โดยจะปรับขึ้นให้ช้าที่สุดหาก กนง.ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่หาก กนง.ลดดอกเบี้ย แบงก์รัฐพยายามลดดอกเบี้ยเงินกู้เร็วที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยธนาคารรัฐพยายามชี้นำตลาดในเรื่องดอกเบี้ยบ้าง เพราะ 3 ธนาคารรัฐ คือ ออมสิน ธ.ก.ส. และ ธอส. มีพอร์ตสินเชื่อ รวมกันกว่า 5 ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รวมกัน 5 แห่ง ถือว่ามีระดับใกล้เคียงกัน           "แบงก์รัฐหารือกัน โดยจะมีการรวมพลังเพื่อชี้นำตลาดในเรื่องดอกเบี้ย ดังนั้น ต่อไปหาก กนง. มีมติเรื่องดอกเบี้ย ผู้บริหารแบงก์รัฐ 7 แห่ง จะนัดหารือร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางดอกเบี้ยของแบงก์รัฐทันที ในส่วนของ ธอส.หากดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ปรับขึ้น 1-3 ครั้ง ธอส.ยังสามารถตรึงดอกเบี้ยและหากต้องปรับขึ้นจะปรับเพียงครั้งเดียวในอัตรา 0.125-0.25% ต่อปี"           การตรึงดอกเบี้ยดังกล่าว อาจจะกระทบต่อต้นทุนบ้าง แต่เป็นการดำเนินการภายใต้นโยบายรัฐบาลมอบให้ธนาคารรัฐทำธุรกิจแบบไม่ต้องเน้นกำไรสูงสุด ธอส.คาดว่าในปีนี้ กำไรธนาคารลดลงประมาณ 1,000 ล้านบาท จากนโยบายไม่เน้นกำไร และธนาคารออกแพคเกจสินเชื่อต่ำหลายตัว แต่ภาพรวมกำไร ธอส.ในปีนี้ยังสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท           ธอส.รับปีนี้สินเชื่อยังห่างเป้า          สำหรับการปล่อยสินเชื่อธอส.ในช่วงที่ผ่านมาว่า ยังทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยในปี2560 ธอส.มีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อ 178,224 ล้านบาท ล่าสุดปล่อยในสินเชื่อไปได้เพียง 35-37% ของเป้าหมาย จากปกติต้องปล่อยได้แล้ว 45% ของเป้าหมาย ดังนั้น ธนาคารจึงปรับแนวทางการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยขยายราคาบ้านแพคเกจสินเชื่อพิเศษเป็นบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท จากเดิมกำหนดราคาบ้านต่ำกว่า 2 ล้านบาท โดยมีแพคเกจสินเชื่อรองรับในช่วงครึ่งปีหลัง เช่น สินเชื่อสานรักกำหนดดอกเบี้ย 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี ขยายราคาบ้าน เป็น 3 ล้านบาท จาก 2 ล้านบาทรวมถึงขยายวงเงินปล่อยกู้เป็น 5 หมื่นล้านบาท จากเดิมกำหนดไว้ 8 พันล้านบาท และมีการขยายไปแล้วอีก 1.2 หมื่นล้านบาท           นอกจากนี้ เพิ่งเปิดตัวสินเชื่อบ้าน FOR HOME อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีเพียง 3.43% ต่อปี วงเงินปล่อยกู้ 1 หมื่นล้านบาท หากหมดวงเงินกู้ดังกล่าวแล้ว ธนาคารเตรียมเงินไว้อีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษประมาณกว่า 3% โดยจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยชัดเจนในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าแพคเกจสินเชื่อทั้งหมดออกมาในช่วงครึ่งปีหลัง จะทำให้การปล่อยสินเชื่อธนาคารทั้งปีได้ตามเป้าหมายวางไว้           "การปล่อยสินเชื่อปีนี้ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากในปี 2559 รัฐมีนโยบายลดภาษีค่าธรรมเนียมการโอนจดจำนอง และมีสินเชื่อพิเศษกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมา ทำให้ฐานในปีที่ผ่านมาสูง และการกำหนดเป้าหมายในปีนี้ต้องอิงฐานในปีที่ผ่านมาจึงสูง ถ้าตัดรายการพิเศษการปล่อยสินเชื่อปีนี้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา"           ครึ่งปีหลังดันแพจเกจสินเชื่อดบ.พิเศษ          ในช่วงครึ่งปีหลังธนาคารจะยังคงมีแผนจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ออกมารองรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการมีบ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมมั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายระยะยาวภายใต้การบริหารในปี 2563 โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็น 1 ใน 3 ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ มีสินเชื่อรวม 1.15 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 1.2 ล้านล้านบาท           ส่วนโครงการดูแลที่อยู่อาศัยรองรับสังคมวัยชรา หลังจากออกสินเชื่อไปก่อนแล้ว ด้วยการให้ลูกกตัญญูสำหรับคนทำงานกู้เงินเงื่อนไขผ่อนปรนและให้บิดา มารดาอยู่อาศัยด้วยกัน วงเงิน 10,000 ล้านบาท เมื่อกฎหมายของ ธอส.ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่ม คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ในช่วง 4 ปีแรก วงเงิน 5,000 ล้านบาท ขณะนี้ประสานให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาโมเดลสินเชื่อผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังหารือกับการเคหะแห่งชาติส่งเสริมการปรับปรุงที่อยู่อาศัย เช่น บ้านริมคลอง และสร้างที่อยู่อาศัญใหม่ นำร่องจังหวัดปัตตานี ทั้งบางละมุง และแฟลตดินแดง           สำหรับผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 31 พ.ค. 2560 หรือหลังจากครบรอบ 1 ปีในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2560 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่รวมได้ 163,382 ล้านบาท โดยมียอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 947,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.60% เงินฝากรวม 802,937 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.04% สินทรัพย์รวม 994,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.25% โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 50,872 ล้านบาท คิดเป็น 5.37% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลง 0.40% หรือ 456 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.32% (เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน) กำไรสุทธิ (พ.ค. 2559- พ.ค. 2560) 11,193 ล้านบาท           "โดยภาพรวมของผลการดำเนินงานที่ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรยังคงเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องด้วยกลไกหลักของธนาคาร"  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อสังหาฯ4.0แค่คลิกทั้งจองทั้งจ่าย คนรุ่นใหม่ฮือฮา!เกมราคาล่อใจลดสุด4แสนขายวันเดียวเกลี้ยง

อสังหาฯ เด้งรับยุคดิจิทัล สร้างแพลตฟอร์ม จองจ่ายเงิน ผ่านออนไลน์ เร็ว สะดวก ง่าย อยู่ที่ไหนก็ซื้อ ได้เพียงแค่คลิก 'อนันดา' เจ้าตลาดคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้า เปิดอนันดา ออนไลน์ บุ๊กกิ้ง คัดห้องสวย ห้องดี 3 โครงการ จองปั๊บรับส่วนลด 4 แสนบาท เฉพาะช่วงเวลาพิเศษเพียงวันเดียวด้าน 'แสนสิริ' นำร่องคอนโดฯ เดอะ เบส เพชรเกษม ลูกค้าแห่จองผ่านออนไลน์ถึง 70% จากยูนิตที่เปิดขาย "อุทัย อุทัยแสงสุข" เผยลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจแค่ 3 นาที พร้อมลุยเปิดให้จอง ออนไลน์ได้ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2560 นี้ว่าจะเปิดทั้งหมด 22 โครงการโดยในไตรมาส 2 นี้ เปิดโครงการใหม่อีก 5 โครงการ ไตรมาส3 เปิดอีก 4 โครงการ และไตรมาส 4 อีก 3 โครงการ เป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำคอน- โดมิเนียมติดรถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์และไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ทั้งนี้ อนันดาได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Ananda Online Booking เปิดจองคอนโดฯออนไลน์ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล โดยจัดทีมงานขึ้นเฉพาะเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถจองคอนโดฯทางออนไลน์ได้ก่อนใคร ผ่านแคมเปญ "Get ready to click" หรือ "ฝึกนิ้วให้พร้อม คลิกจองคอนโดให้อยู่หมัด" ด้วยการคัดสรรห้องสวยคุณภาพเยี่ยมไว้ให้จับจองเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนลดที่มากกว่าช่องทางการจองแบบปกติ กับ 3 โครงการใหม่ล่าสุด บนทำเลติดรถไฟฟ้า ได้แก่ ไอดีโอ คิว วิคตอรี ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 และ เอลลิโอ เดล เนสต์  กับโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่ จองห้องชุดผ่าน Ananda Online Booking เท่านั้น โดยรับฟรีส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท ซึ่งเปิดเป็นครั้งแรกเพียงวันเดียวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา เวลาตั้งแต่เที่ยงวัน-3 ทุ่ม "เริ่มแรกคงไม่หวือหวามาก เพราะเราต้องดูพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ยังต้องการซื้อหรือจองกับพนักงาน มีการพูดคุยรายละเอียดกันก่อนตัดสินใจ เช่นที่เคยทำอยู่ มีเพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ๆ บ้างบางส่วนที่ชอบการซื้อของผ่านระบบออนไลน์ให้ความสนใจและจองซื้อคอนโดฯผ่าน Ananda Online Booking ซึ่งเรากระตุ้นให้ลูกค้ากลุ่มนี้เกิดความสนใจด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษ ห้องสวย ห้องดี ส่วนลดดังที่กล่าว ซึ่งมีเฉพาะสำหรับที่ซื้อผ่านออนไลน์เท่านั้น" นายชานนท์ กล่าว สำหรับครั้งต่อไปก็จะมีการใส่โปรโมชั่น อื่น ๆ ที่น่าสนใจ แตกต่างกันตามช่วงเวลาที่เรากำหนด อาทิ ร่วมกับ โมเดิร์นฟอร์ม, อิเกีย หรือ นักออกแบบ ตกแต่งห้องระดับโลกมาแต่งให้ลูกค้าที่จองซื้อผ่านออนไลน์เท่านั้น เป็นต้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าในอนาคตการจองซื้อผ่านออนไลน์จะได้รับการตอบรับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใน 3 โครงการแรกที่เราเปิดขายออนไลน์มียอดประมาณ 10-15% โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ และนักลงทุน เพราะเราให้การให้ชมห้องได้ทุกมุมห้องเสมือนอยู่ในสถานที่จริง โดย 5 โครงการที่เปิดในไตรมาส 2 มูลค่ากว่า 21,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นความ ร่วมมือภายใต้การร่วมทุนกับ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง  จำกัด  ได้แก่ 1.แอชตัน อโศก-พระ ราม 9 ราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 6,367 ล้านบาท จำนวน 593 ยูนิต 2.ไอดีโอ คิว วิคตอรี่ ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท มูลค่า 3,090 ล้านบาท จำนวน 348 ยูนิต  3. ไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่ ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท มูลค่า 2,951 ล้านบาท จำนวน 994 ยูนิต 4.ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 ราคา เริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 4,264 ล้านบาท จำนวน 449 ยูนิต และ 5. เอลลิโอ เดล เนสท์ ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท มูลค่า 5,045 ล้านบาท  จำนวน 1,459 ยูนิต ซึ่งบริษัท เชื่อมั่นว่าทั้ง 5 โครงการจากความร่วมมือนี้จะยังคงสร้างความสนใจและได้รับการตอบรับจากคนเมืองได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ด้วยทิศทางของตลาด อสังหาฯ ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นและคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น บริษัทได้จัดงานใหญ่แห่งปี ซึ่งได้จัดเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอาใจลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าและเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง  ด้วยงาน "ANANDA URBAN PULSE" ระหว่างวันที่ 22-25 มิถุนายน 2560 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่ง บริษัทได้คัดสรรและรวบรวมโครงการคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ถึง 22 โครงการทั่วกรุงเทพฯ ในทุกระดับราคา อาทิ ไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่ ประมาณ 380 ม. จาก MRT รามคำแหง 12 ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท, แอชตัน อโศก-พระราม 9 230 ม. จาก MRT พระราม 9  ราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท, ไอดีโอ สุขุมวิท 115 ติด BTS ปู่เจ้าฯ ราคาเดียว 2.39 ล้านบาท ฟรีทุกค่าใช้จ่าย วันโอนฯ และ ยูนิโอ จรัญฯ 3  900 เมตร จาก MRT ท่าพระ ราคาเริ่ม 999,999 บาท ผ่อนเพียง 333 บาท/เดือน นาน 1 ปี ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน เป็นต้น ด้าน แสนสิริรุกคืบ PropTech ลุยนวัตกรรมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่อยู่อาศัย ชูเทคโนโลยีซื้อที่อยู่อาศัยผ่าน "SAMSUNG pay" เปิดจองผ่าน "SANSIRI ONLINE BOOKING" โดยใช้ในโครงการ "เดอะ เบส เพชรเกษม" คอนโดฯ ภายใต้ความร่วมมือกับบีทีเอส เป็นโครงการแรกในเดือน พ.ค.นี้ที่ผ่านมา นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่าได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ง่ายขึ้นด้วย Paperless and formless payment  รับยุคดิจิทัลจ่ายเงินจองผ่าน สมาร์ทโฟนรูปแบบใหม่ กับ "SAMSUNG pay" พร้อมเปิดให้จองคอนโดฯ ออนไลน์ใน "SANSIRI ONLINE  BOOKING" ลูกค้าแสนสิริเป็นเจ้าของยูนิตคัดพิเศษผ่านระบบออนไลน์ก่อนใครนำร่องโครงการเดอะ เบส เพชรเกษม ที่เปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ที่ผ่านมา ด้วยการให้ข้อเสนอพิเศษที่มากกว่า การจองแบบปกติด้วยส่วนลดสูงสุดและ สิทธิพิเศษเพิ่มสูงสุดกว่า 100,000 บาท และจะขยายสู่ทุกโครงการ ซึ่งผลตอบรับหลัง จากการเปิดจองผ่าน SANSIRI ONLINE BOOKING ในช่วงระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค. ก่อนเปิดพรีเซลล์ในวันที่ 20-21 พ.ค.นั้นประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดี มีลูกค้าจองผ่านระบบเป็นจำนวนถึง 70% จากจำนวนยูนิตที่เปิดขายผ่านทาง SANSIRI ONLINE BOOKING โดยเรามีทีมงาน Sansiri call centre ที่สแตนด์บายตอบ คำถาม หากลูกค้ามีคำถามเรื่องการจองผ่านทางออนไลน์ บุ๊กกิ้ง จากผลตอบรับในออนไลน์บุ๊กกิ้งที่ดีดังกล่าว ทำให้ทางทีมมีแผนจะใช้กับคอนโดมิเนียมของแสนสิริโครงการอื่นๆ ทั้งที่เป็นโครงการเปิดใหม่ และโครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ รวมถึงนอกจากใช้ในโครงการคอนโดมิเนียมแล้ว ในอนาคตจะมีการใช้กับโครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์ เฮาส์อีกด้วย โดยไม่ใช่แค่โครงการในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่รวมถึงโครงการในต่างจังหวัด เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่สนใจ ที่อาจจะไม่ได้อยู่ในจังหวัดนั้นๆ  สามารถเข้ามาจองทางออนไลน์ได้ทันที นายอุทัย กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อโครงการเดอะ เบส เพชรเกษม ผ่าน online booking ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ปี มีทั้งกลุ่มลูกค้าใหม่ และลูกค้าเก่าในจำนวนใกล้เคียงกัน  ซึ่งใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อ ไม่เกิน 10 นาที และเร็วสุดอยู่ที่ 3 นาที โดยตัวช่วยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็ว ขึ้น มาจากการที่เรามีการเปิดให้ชมห้องตัวอย่างล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ก่อนเปิดขายผ่าน online booking ทำให้ลูกค้าสามารถเห็น ห้องจริง Location จริงของโครงการ สำหรับการให้บริการ "SAMSUNG pay" ชำระเงินจองผ่านสมาร์ทโฟนรูปแบบใหม่ ช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระเงินจอง หรือค่าบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายโดยการเพิ่มบัตรเครดิตที่มีอยู่ลงไปในสมาร์ทโฟน โดยบัตรเครดิตธนาคารที่สามารถใช้ SAMSUNG pay ในขณะนี้ได้แล้วใน 6 ธนาคาร ได้แก่ KTC, SCB, KBANK, Krungsri, Bangkok Bank และ citi และแบงก์อื่นๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อตอบรับการใช้ชีวิตใน ยุคดิจิทัลให้การซื้ออยู่อาศัยเป็นเรื่องง่าย นายอุทัยกล่าวในที่สุด  ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

ผุดทาวน์โฮมสุดหรูผู้ดีอังกฤษ เจ.เอส.พี.เปิด 3 ทำเลชูราคาต่ำ 5 ล้าน

'เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้' เดินหน้าขยายไลน์เปิดโครงการซิกเนเจอร์รูปแบบใหม่ อิงลิช ทาวน์โฮม สุดหรูสไตล์อังกฤษ รองรับความต้องการกลุ่มลูกค้าเซ็กเมนต์ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ปักหมุด 3 ทำเลทองชานกรุง และปริมณฑล นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอส.พี.แอสพลัส จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2 ของปีนี้ บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโครงการซิกเนเจอร์รูปแบบใหม่ เป็นทาวน์โฮมสุดหรู ภายใต้คอนเซปต์มนต์เสน่ห์แบบฉบับสไตล์เมืองอังกฤษ สำหรับผู้อยู่อาศัยที่ต้องการความเรียบหรู มีระดับ เสมือนพักผ่อนในในสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมกว่า  2,287 ล้านบาท โดยเปิดจำนวน 3 โครงการ ใน 3 ทำเล ธุรกิจทั้งบริเวณรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ สุขุมวิท-แพรกษา, ติวานนท์บางกะดี และศรีราชา-อัสสัมชัญ เพื่อตอบรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของลูกค้ากลุ่มคนยุคใหม่ในราคาแบบเป็นมิตร โดยโครงการทาวน์โฮมดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างภายใต้ 3 โครงการใน 3 ทำเล ได้แก่ อิงลิช ทาวน์โฮม โครงการเจ ซิตี้ สุขุมวิท-แพรกษา จำนวน 352 ยูนิต มูลค่าโครงการ 752 ล้านบาท, อิงลิช ทาวน์โฮม โครงการเจ ซิตี้ ติวานนท์-บางกะดี จำนวน 265 ยูนิต มูลค่าโครงการ 825 ล้านบาท และอิงลิช ทาวน์โฮม โครงการเจ ซิตี้ ศรีราชา-อัสสัมชัญ จำนวน 277 ยูนิต มูลค่าโครงการ 710 ล้านบาท ทั้งนี้ จุดเด่นโครงการอยู่ที่การก่อ สร้างและออกแบบ โดยในงานก่อสร้างจะใช้เทคโนโลยีระบบ Precast ในการก่อสร้าง ซึ่งช่วยให้บ้านมีความแข็งแรงกว่าบ้านก่ออิฐถึง 3 เท่า ผนังเรียบเนียนไม่เป็นคลื่น ได้ระดับมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกหลัง ส่วนงานออกแบบได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอังกฤษ โดยเลือกใช้คอนเซปต์การออกแบบบ้านให้มีกลิ่นอายความเป็นเนื้อแท้ของประเทศอังกฤษ แนว British Urban ซึ่งเป็นศิลปะรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานทั้งความสง่างามและความอบอุ่นเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนภายในเน้นความหรูหราทันสมัย โปร่งโล่งสบาย พร้อมเพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยระบบรักษาความปลอดภัย เข้า-ออกด้วยระบบ Easy Pass, กล้อง CCTV, ยามรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังเติมมาตรฐานบ้านด้วย J ID (J Intelligent Design) มาตรฐานของบ้านชาญฉลาด ใน 4 ด้าน ประกอบไปด้วย ด้าน iFunction การออกแบบให้พื้นที่ทุกตารางนิ้วในบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับด้าน iEnergy การออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุเพื่อให้ประหยัดพลังงาน เช่น LED ทั้งหลัง แผ่นฟอยล์สะท้อนความร้อน ช่องระบายอากาศใต้ฝ้า มีช่องแสงขนาดใหญ่เพื่อให้บ้านสว่างขึ้นโดยไม่ต้องเปิดไฟฟ้าในเวลากลางวัน พร้อมการออกแบบให้ตัวบ้านสามารถถ่ายเทอากาศได้ดี และด้าน iColor การเลือกใช้สีกลุ่มสีโทนเย็นทำให้ดูสบายตา และมีคุณสมบัติสีช่วยสะท้อนความร้อน รวมทั้งด้าน iConnect การออกแบบที่คำนึงถึงความสะดวกสบาย ของลูกบ้าน โดยมีพื้นที่ Club House และ Co-working Space สไตล์อังกฤษเพิ่ม เติม เพื่อเชื่อมทุกความสัมพันธ์ในครอบครัวร่วมกัน สำหรับโครงการรูปแบบอิงลิช ทาวน์โฮม มีรูปแบบบ้านในลักษณะเดียวกัน คือเป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น เนื้อที่ 17-18 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอยขนาดประมาณ 101.69 ตร.ม. ขึ้นไป มี 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 1 ที่จอดรถ ซึ่งได้มีการดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยเริ่มโครงการแรกที่ สุขุมวิท-แพรกษา ซึ่งจะเริ่มเห็นบ้านตัวอย่างได้ในช่วงเดือน ก.ค.60 นี้ นอกจากนี้ ในฝั่งทำเล ศรีราชาอัสสัมชัญ และติวานนท์-บางกะดี ก็จะเห็นบ้านตัวอย่างแล้วเสร็จภายช่วงในเดือน ก.ย.60 ไปพร้อมๆ กัน "สินค้าประเภททาวน์โฮมยังคงได้รับความนิยมสูงในภาคตลาดอสังหาฯ แนวราบ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในทำเล ย่านทำเลธุรกิจ มีการคมนาคมที่สะดวก และราคาที่สามารถจับต้องได้ จึงยิ่งทำให้เป็นที่ต้องการของลูกค้าสูงกว่าโครงการประเภทอื่นๆ เป็นพิเศษ โดยบริษัทยัง คงเน้นจับกลุ่มเซ็กเมนต์ที่มีกำลังซื้อ ระดับกลาง-ล่าง ในราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพราะถือเป็นฐานกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งได้ เปิดพรีเซลส์ โครงการเจซิตี้ ศรีราชา-อัสสัมชัญ ทาวน์โฮมสไตล์อังกฤษ ไปเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ทะลุ 200 ล้านบาท ซึ่งเกินเป้าที่ตั้งไว้ และสามารถปิดเฟสแรกได้อย่างรวดเร็ว จึงมั่นใจว่าการแตกไลน์สินค้า เป็นรูปแบบอิงลิช ทาวน์โฮม ในครั้งนี้จะได้รับความนิยมและการตอบรับที่ดี" นายไพโรจน์ กล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

CHEWAเปิดกลยุทธ์รับกำลังซื้อบ้านฟื้น

CHEWA เปิดกลยุทธ์ครึ่งปีหลังลุยผุด 7 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการ 7,700 ล้านบริษัท ชีวาทัย (CHEWA ) เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังปี 2560 บริษัทมีแผนพัฒนา โครงการใหม่ๆ ทั้ง คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ คาดว่าครึ่งหลังจะเปิดโครงการใหม่อีกจำนวน 7 โครงการ มูลค่า 7,700 ล้านบาท  แบ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการโดย CHEWA คือ โครงการบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 1,200 ล้านบาท โครงการทาวน์โฮม 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 1,150 ล้านบาท อาคารชุด จำนวน 1 โครงการ มูลค่าโครงการ 950 ล้านบาท  และโครงการ ร่วมทุน คือ โครงการทาวน์โฮม 2 โครงการ มูลค่า 500 ล้านบาท และอาคารชุด 1 โครงการ มูลค่า 3,900 ล้านบาท ทั้งนี้ แนวโน้มความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยครึ่งหลังของปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น และบริษัทจะทยอยรับรู้รายได้จากยอดขายรอโอน 1,600 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง พร้อมรับรู้รายได้ในปีนี้ ได้แก่ โครงการชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ มูลค่า 1,040 ล้านบาท และโครงการชีวาทัย เรสซิเดนซ์ อโศก มูลค่า 1,700 ล้านบาท และโครงการชีวารมย์ รังสิต-ดอนเมือง มูลค่า 490 ล้านบาท จะส่งผลให้รายได้ปีนี้ตามเป้าหมาย  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 

ธอส.ปล่อยกู้คนจนรอบ2

นายฉัตรชัย ศิริไล กก.ผจก.ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ในเดือนส.ค. 2560 นี้ ธนาคารเตรียมออกโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ประชาชนทั่วไปแบบไม่จำกัดวงเงินปล่อยกู้ต่อราย พิจารณาพื้นฐานที่มาของรายได้ของผู้กู้เป็นหลัก และผลจากการคิดดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดีแบบมีส่วนลดในช่วง 3 ปีแรก ทำให้ค่าเฉลี่ยดอกเบี้ย 3 ปี น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 3% ช่วยผ่อนเกณฑ์การจ่ายค่างวด ส่งผลให้การพิจารณาขอสินเชื่อได้วงเงินที่มากขึ้น "เป้าหมายครั้งนี้ ธอส.ต้องการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ เปิดให้คนต้องการกู้ซื้อบ้านทำได้แบบไม่จำกัดวงเงิน ถ้ามีความพร้อม รวมถึงรายที่ถูกแบงก์พาณิชย์ปฏิเสธการปล่อยกู้ โดยธนาคารคงดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยลูกค้าในกลุ่มทั่วไปบ้าง เพราะ ธอส.ได้ช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมาหลายโครงการแล้ว" นายฉัตรชัยกล่าวเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีนี้ 1.78 แสนล้านบาท โครงการออกใหม่ดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท คณะกรรมการธนาคารเห็นชอบแล้ว คาดว่าจะเริ่มโครงการได้เดือนส.ค.นี้  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ชงโครงสร้างพื้นฐาน อีอีซี 6.4หมื่นล.

สั่งกนอ.กำหนดพื้นที่ส่งเสริม อุตสาหกรรมเป้าหมาย รายคลัสเตอร์"สมคิด" เผยหน่วยงานเตรียมชง โครงสร้างพื้นฐาน 6.4 หมื่นล้านเข้าบอร์ดนโยบายอีอีซี พบประธานเจซีซีย้ำญี่ปุ่นพร้อมดึงนักลงทุนสนับสนุนโครงการกระทรวงเมติ เตรียมเยือนไทย ก.ย.นี้ ด้าน"อุตตม" สั่ง กนอ. จัดหาพื้นที่เหมาะสมรายคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายใน อีอีซี ประกาศเป็นเขตส่งเสริมพิเศษ พร้อมจัดพื้นที่นิคมฯละ 40 ไร่ สร้างโรงงานสำเร็จรูปรองรับเอสเอ็มอี พร้อมตั้งห้องแล็บพัฒนาสินค้าต้นแบบ ด้าน สมาพันธ์ นักธุรกิจยุโรป สนลงทุนอุตฯชีวภาพ อาหารแปรรูป ดิจิทัล ลงทุนพัฒนาบุคลากรรองรับระยะยาว นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เร็วๆ นี้ที่ประชุมจะหารือโครงการสำคัญต่างๆ ที่จะช่วยผลักดันโครงการอีอีซีให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในด้านการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจัดเตรียมรายละเอียดด้านต่างๆ มานำเสนอให้นายกฯ พิจารณา รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในการประชุมบอร์ดอีอีซีครั้งนี้ จะหารือกันถึงแผนผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานด้านต่างๆ เข้ามาให้นายกฯพิจารณา โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้า วงเงินประมาณ 64,300 ล้านบาท โดยจะเป็นทางคู่ที่เชื่อม 2 ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด ซึ่งเป็นรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแหลมฉบัง - ปลวกแดง -ระยอง ที่เป็นโครงการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐและเส้นทางมาบตาพุด - ระยอง -จันทบุรี - ตราด ที่กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษา สำหรับการหารือกับนายโซจิ ซาคาอิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาประธานเจซีซี ยืนยันว่าจะช่วยประสานสมาชิกที่เป็น นักธุรกิจญี่ปุ่นให้เข้ามาสนับสนุนโครงการอีอีซีของไทย และเป็นตัวกลางเชื่อมโยงนักธุรกิจญี่ปุ่นกับไทย พร้อมกันนี้ยังรับทราบว่า ในวันที่11ก.ย.นี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรม (เมติ) ของญี่ปุ่น จะนำคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นมาเยือนไทยด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าได้สั่งการให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ลงไปกำหนดพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายรายคลัสเตอร์ให้ชัดเจน เช่น เขตพื้นที่คลัสเตอร์ปิโตรเคมี คลัสเตอร์ไฟฟ้า อิเล็กทอรนิกส์ คลัสเตอร์หุ่นยนต์ คลัสเตอร์เมดิคัลฮับ คลัสเตอร์ยานยนต์ เป็นต้น เพื่อให้นักลงทุนตัดสินใจตั้งฐานผลิตได้ง่ายขึ้น และภาครัฐก็จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับได้อย่างเหมาะสม เช่น คลัสเตอร์ หุ่นยนต์ ก็ควรจะอยู่ใกล้ฐานการผลิต รถยนต์เดิม เพราะใช้ชิ้นส่วนที่ใกล้เคียงกัน คลัสเตอร์เครื่องมือทางการแพทย์ และ เมดิคัลฮับ ก็ควรจะอยู่ใกล้สนามบินอู่ตะเภา เพราะสะดวกในการเข้าออกของผู้ป่วย หรือเข้ามาพักฟื้นร่างกายชาวต่างชาติ "ขณะนี้ กนอ. กำลังศึกษาศักยภาพของแต่ละพื้นที่ในอีอีซีอย่างละเอียด เพื่อกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งเป็นการย่นเวลาการศึกษาพื้นที่ของนักลงทุน และเกิดการลงทุนได้ เร็วขึ้น ซึ่งหลังจากที่ได้พื้นที่ในแต่ละคลัสเตอร์ชัดเจนแล้วก็จะประการเป็นเขตส่งเสริมพิเศษต่อไป" นอกจากนี้ ยังให้ กนอ. ลงไปจัดทำพื้นที่ เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นการเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆใน อีอีซี รวมทั้งจะมีการกำหนดพื้นที่ส่วนกลางตั้ง "โคเวิร์คกิ้งสเปซ" ที่จะมีเครื่องมือ อุปกรณ์เบื้องต้น เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องสแกน 3 มิติ เป็นต้น ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาระดมสมองวิจัยพัฒนาสินค้าต้นแบบใหม่ๆ ซึ่งอาจจะร่วมมือกับบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เซ็นทรัล แล็บ ไทย เข้ามาต้องห้องแล็บ พื้นที่ อีอีซี รวมทั้งประสานกับ สถาบันการศึกษาต่างๆในการเปิดให้ ห้องแล็บให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าไปใช้งาน ส่วนการผลักดันเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่งนั้น รัฐบาลได้ มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลคณะอนุกรรมการด้านการตลาด ซึ่งจะมุ่งเน้น ในการดึงดูดเอสเอ็มอีเข้าไปลงทุนให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา กนอ. ได้ดูแลจัดตั้งนิคมฯ ใน 3 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ จึงมีแผนที่จะให้ กนอ. เข้าไปพัฒนานิคมฯในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแห่งอื่นๆเพิ่ม ขณะนี้กำลังศึกษาว่าควรจะเข้าไปทำในพื้นที่ใดบ้าง นายอุตตม กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาพันธ์ นักธุรกิจยุโรป ที่มีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์ ได้เข้ามาหารือเรื่องการลงทุนใน อีอีซี ซึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายที่นักลงทุนยุโรปต้องการเข้ามาตั้งจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ อาหารแปรรุป ดิจิทัลที่ใช้ Internet of Things(IoT) รวมทั้งยังเสนอที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 รองรับอุตสาหกรรมในอนาคต เพราะนักลงทุนเหล่านี้ต้องการดำเนินธุรกิจระยะยาวในไทย จึงต้องสร้างคน ขึ้นมารองรับ นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ. กำลังศึกษาหาพื้นที่ว่างในนิคมต่างๆในพื้นที่ อีอีซี ที่มีจำนวน 12 แห่ง เป็นของ กนอ. 1 แห่ง ที่เหลือเป็นของเอกชน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เพื่อให้โรงงานที่เข้ามาตั้งสามารถ เชื่อมโยงการผลิตตั้งแต่ต้นนำถึงปลายน้ำ ซึ่งใน 1 นิคมฯอาจจะมีพื้นที่สำหรับหลายคลัสเตอร์อุตสาหกรรมได้ ในส่วนของการจัดหาพื้นที่รองรับ เอสเอ็มอีนั้น ได้เข้าไปหารือผู้พัฒนานิคมฯทั้ง 12 แห่ง เพื่อกันพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ต่อ 1 นิคมฯ จัดทำโรงงานสำเร็จรูปสำหรับจำหน่ายหรือให้เอสเอ็มอีเช่า มีพื้นที่ตั้งแต่ 500-1,000 ตารางเมตร เพื่อตั้งโรงงานขนาดเล็ก มีอัตราค่าเช่าประมาณ 90-140 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งเป็นราคาพิเศษในการสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยในขณะนี้นิคมฯของเอกชนบางแห่งก็ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับเอสเอ็มอี ไว้แล้ว เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนที่เข้ามา รองรับการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมเป้าหมายที่นักลงทุนยุโรปต้องการเข้ามาอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ อาหารแปรรุป ดิจิทัลที่ใช้ Internet of Things เพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ดันแพ็กเกจเขตศก.พิเศษกาญจน์เปิดประมูลก.ค.นี้3จว.-นายกฯสั่งดึงเอสเอ็มอีลงทุน

กนพ.คลอดแพ็กเกจจูงใจลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี-นครพนม เล็งเปิดประมูลก.ค.นี้ 3 จังหวัด นายกฯ สั่งทำมาตรการดึงเอสเอ็มอีลงทุนเพิ่มเติม หนุนนวัตกรรมมาใหม่ ธุรกิจด้านการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ(กนพ.) ที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์อัตราค่าเช่าที่ดินที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจ.กาญจนบุรี และนครพนม ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อจูงใจภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ กำหนดอัตราค่าเช่าที่ดินในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี อัตรา 1,200 ต่อไร่ต่อปี ค่าบริหารจัดการที่ดิน(ค่าธรรมเนียม) 20,000 บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี นครพนม อัตราค่าเช่าที่ดิน 8,400 บาทต่อไร่ต่อปี ค่าธรรมเนียม 140,000 บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี จากเดิม และให้ปรับเพิ่มขึ้น 9% ทุก 3 ปี ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมจะได้ส่วนลด 30% ให้ยกเว้นอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 2 ปี กรณีผู้ยื่นข้อเสนอได้รับเลือกมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าโครงการภายในปี 2560 แต่หากการลงทุนเกิดขึ้นในปี 2561 จะได้รับการยกเว้น ค่าเช่า 1 ปี นอกจากนี้ ให้ปรับลดน้ำหนักเงื่อนไขโครงการที่เข้ามาลงทุนจากเดิมเน้นการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้า ประปา โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนน้ำหนักให้ธุรกิจที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเกษตร หรือสินค้าเกษตรแปรรูปของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เป็นหลัก กำหนดเปิดประมูลให้ภาคเอกชนยื่นข้อเสนอแข่งขันใช้พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี นครพนม และตาก ที่อนุมัติอัตราค่าเช่าไปก่อนหน้านี้แล้วที่ไร่ละ 36,000 บาท และค่าธรรมเนียม 250,000 บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี พร้อมกันในเดือนก.ค.นี้ นายปรเมธีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการส่งเสริม การลงทุนเอสเอ็มอีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมจากมาตรการ ด้านภาษี เช่น มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสินเชื่อ  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

รถไฟฟ้า3สายจ่อขุด จี้รฟม.ส่งแผนอนุมัติ

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรีพล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.น. กล่าวว่า หลังจากปรับการจราจรบริเวณแยกรัชโยธิน จากระบบวงเวียนเป็นสี่แยกปกติ แต่คงห้ามเลี้ยว ขวาทุกทิศทางเหมือนเดิม เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ขณะนี้การจราจรเริ่มเข้าที่ และไม่พบ ปัญหาหรือผลกระทบใดๆ ยกเว้นในวันที่มีฝนตก จะกระทบบ้างซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนแผนการก่อสร้างฐานรากเสาตอม่อบริเวณแยกรัชโยธิน ที่หัวถนนพหลโยธินทั้งสองฝั่ง ทำให้เสียช่องจราจร ไป 1 ช่อง อาจจะมีผลต่อการจราจรบ้าง เดิมผู้รับเหมาแจ้งว่าจะเริ่มภายในเดือนนี้ แต่ติดปัญหาเรื่องฝนจึงเลื่อนออกไปก่อน ได้กำชับผู้รับเหมาจะลงมือเมื่อไหร่ต้องประชาสัมพันธ์แจ้งประชาชนทราบล่วงหน้า เพราะจุดนี้เปราะบาง หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อการจราจรในภาพรวมของกรุงเทพฯทันที สำหรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี รฟม.ผู้รับเหมายังไม่ได้ประสาน ว่าจะเริ่มงานก่อสร้างเมื่อไหร่ ซึ่งตามกฎหมายหากจะมีการจุดหรือปิดการจราจรจะต้องเสนอแผนให้ บช.น.พิจารณาก่อนทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจราจรในพื้นที่และถนนใกล้เคียง ล่าสุด รฟม. เซ็นสัญญา ก่อสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 สายคือ สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง คาดว่าจะเริ่มทยอยก่อสร้างในเวลาใกล้เคียง อาจจะต้องพิจารณาแผน การก่อสร้างในภาพรวมทั้งหมด  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยปี 2559 และแนวโน้ม ปี 2560

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ โดยรักษาการ ผอ. ศขอ. พบปะสื่อมวลชนสายอสังหาริมทรัพย์ ณ ห้องประชุมศูนย์ข้อมูลฯ ชั้น 18 ธอส.สำหนักงานใหญ่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 1 ปี 2560 และประเมินสถานการณ์ไตรมาส 2-4 โดยประเมินแนวโน้มว่าจะค่อยๆดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป ฝ่ายประชาสัมพันธ์และบริการข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์29 พฤษภาคม 2560   

ทำเลสายสีเขียวเหนือฮอต น้องใหม่ อาร์เค พลัส ชิมลาง คอนโดโลว์ไรส์

"อาร์เค พลัสฯ" อสังหาฯน้องใหม่ โดดชิมลางตลาดคอนโดฯ แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวหมอชิต-คูคต ส่งแบรนด์แมกซ์ซี่ จับตลาดกลาง-ล่าง เผยไม่หวั่นปัญหาหนี้ครัวเรือน แย้มแผนธุรกิจเล็งพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้าต่อเนื่อง มูลค่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี นายวรวุฒิ กิตติอุดม ประธานกรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายการเงิน บริษัท อาร์เค พลัส เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า หลังจัดตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยพัฒนาโครงการแรกภายใต้ชื่อ "แมกซ์ซี่ คอนโด" คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น มูลค่ากว่า 450 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ย่านรัชโยธิน-พหลโยธิน 34 จำนวน 249 หน่วย ราคาขายเริ่มที่ 1.29 ล้านบาท และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 67,000 หมื่นบาทต่อตารางเมตร ด้าน นางสาวแพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บริษัทเลือกทำเลย่านรัชโยธิน-พหลโยธิน 34 เนื่องจากมีแหล่งงานจำนวนมาก อีกทั้งยังใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ส่งผลให้มีความต้องการที่อยู่ตามมา ในขณะที่สินค้าคงเหลือในตลาดค่อนข้างน้อย เนื่องจากราคาที่ดินริมถนนในบริเวณดังกล่าวสูงถึง 2.5-3 แสนบาทต่อตารางวา ซึ่งพัฒนาได้เฉพาะคอนโดมิเนียมเท่านั้น แต่ผังเมืองในบริเวณดังกล่าวอยู่ในพื้นที่สีน้ำเงิน คือ ที่ดินประเภทหน่วยงานราชการ และสาธารณูปโภค ที่กำหนดให้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสถาบันราชการ การศาสนา การศึกษา การสาธารณูปโภค และสาธาร-ณูปการ หรือสาธารณประโยชน์ การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ให้ใช้ได้เฉพาะที่จำเป็น หรือเกี่ยวเนื่องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินหลัก ส่งผลให้มีที่ดินที่จะนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมีจำนวนจำกัด จากปัจจัยบวกและข้อจำกัดดังกล่าว ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มใหญ่อยู่ในระดับกลาง-ล่าง  บริษัทจึงเลือกพัฒนาโครงการในซอยแทน โดยเน้นสินค้าที่มีสไตล์ในราคาจับต้องได้ ซึ่งขณะนี้มียอดจองแล้ว 20% และมีผู้สนใจลงทะเบียน 1,500 ราย คาดว่าจะปิดการขายในสิ้นปีนี้ และเริ่มก่อสร้างโครงการในต้นปี 2561 แล้วเสร็จปี 2562 สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 1-2 โครงการ มูลค่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาท โดยจะเน้นทำเลรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายทั้งสายสีเขียวและสีน้ำเงินรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร และในครึ่งหลังปี 2560 บริษัทมีแผนซื้อที่ดินเพิ่ม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา ส่วนจะพัฒนาโครงการในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับทำเลศักยภาพที่ดินที่ได้มาและอยู่ในงบประมาณที่สามารถนำมาพัฒนาในราคาที่จับต้องได้ ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายหลักคงเป็นตลาดระดับกลาง-ล่าง "แม้ว่าบริษัทจะมุ่งเน้นที่ตลาดกลาง-ล่าง ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องของหนี้สินภาคครัวเรือน แต่บริษัทไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เนื่องจากเก็บเงินดาวน์ทำสัญญาที่ 15% ซึ่งถือว่าเป็นการกรองลูกค้าระดับหนึ่งแล้ว กลุ่มลูกค้าที่ซื้อมีทั้งกลุ่มนักลงทุนระยะยาวและอยู่อาศัยจริง" นางสาวแพรรินทร์ กล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

อสังหาฯลดเสี่ยงQ4 ปรับแผนการตลาด-เลื่อนเปิดโครงการ

อสังหาฯ ปรับแผนเลื่อนเปิดโครงการใหม่ เลี่ยงเสี่ยงไตรมาส 4 หวั่นตลาดไม่เอื้อปั๊มยอดขาย พร้อมงัดกลยุทธ์-โปรโมชันดึงกำลังซื้อ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์ เฟค รับเล็งปรับลดเป้า ออริจิ้น ดึงโครงการปลายปีเปิดไตรมาส 3 ศุภาลัย ยันเปิดตามแผนเดิม เหตุคาดการณ์ตลาดปลายปีนิ่งตั้งแต่ต้นปี ใกล้ปิดฉากตลาดไตรมาส 2 ปี 2560 อย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนว่าผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงต้องเผชิญปัจจัยลบเดิมๆอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน การปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตลอดจนการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งในช่วงปลายปีก็จะมีพิธีการสำคัญ ที่อาจส่งผลให้ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ซื้อที่อยู่อาศัย แม้ว่าโดยปกติจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาดก็ตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการประเมินสถานการณ์ตลาดในช่วงครึ่งปีแรกและคาดการณ์แนวโน้มในครึ่งปีหลัง บริษัทอาจมีการปรับลดเป้ายอดขายและรายได้ พร้อมทั้งปรับเลื่อนการเปิดขายโครงการใหม่จากไตรมาส 4 ปี 2560 มาอยู่ในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาดต่อการจัดพระราชพิธีสำคัญ ทั้งนี้ ในช่วงแรกปี 2560 บริษัทได้เปิดขายโครงการใหม่ 5 โครงการ โดยเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด จากแผนทั้งปีที่จะเปิด 16 โครงการใหม่ มูลค่า 22,190 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 11 โครงการ และโครง การคอนโดมิเนียม 5 โครงการ สำหรับโครงการใหญ่ที่มีแผนเปิดขายในไตรมาส 4 คือ โครงการที่กรุงเทพกรีฑา จำนวน 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 5,100 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยว เพอร์เฟค มาสเตอร์ พีซ จำนวน 200 หน่วย มูลค่าโครงการ 3,800 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว เพอร์เฟค เพลส จำนวน 110 หน่วย มูลค่า 900 ล้านบาท และโครงการทาวน์โฮม เดอะ เมทโทร จำนวน 150 หน่วย มูลค่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อช่วยกระตุ้นการขาย ภายใต้ชื่อ "Grab Your Future" โดยนำคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่แนวรถไฟฟ้ามาร่วมงาน พร้อมข้อเสนอพิเศษ เช่น อัตราดอกเบี้ย 2% นาน 2 ปี ผ่อนต่ำล้านละ 3,000 บาทในปีแรก ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน เป็นต้น "ด้วยสภาพตลาดที่ชะลอตัว ส่งผลให้ยอดขายในไตรมาส 2 ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ โดยคาดว่าจะทำได้เพียง 80% เท่านั้น ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายไตรมาส 2 บริษัทจึงได้จัดกิจกรรมกระตุ้นกำลังซื้อ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค" นายวงศกรณ์ กล่าว ด้าน นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2560 บริษัทจะเร่งเปิดโครงการให้ได้ตามเป้า เนื่องจากสถานการณ์ในไตรมาส 4 อาจไม่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อ จากเดิมจะเปิดขายโครงการใหม่ในไตรมาส 4 จำนวน 2 โครงการก็ขยับมาเปิดในไตรมาส 3 แทน โดยในครึ่งแรกปี 2560 บริษัทเปิดขายโครงการใหม่จำนวน 5 โครงการ มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท คาดว่าจะมียอดขายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท สำหรับในครึ่งปีหลังมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 3-4 โครงการ มูลค่า 6,000-7,000 ล้านบาท สำหรับแผนการตลาดในช่วงนี้ บริษัทเตรียมเปิดขาย 4 โครงการใหม่พร้อมกันในวันที่ 17 มิถุนายน 2560 คาดว่าจะมียอดขายในงานประมาณ 4,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังเน้นทำโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพิ่มมากขึ้น นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีการวางแผนมาตั้งแต่ต้นปีว่าจะไม่เน้นเปิดโครงการในไตรมาส 4 เนื่องจากได้มีการประเมินแล้วว่าตลาดอาจไม่คึกคัก ดังนั้นจึงยังคงยึดตามแผนการดำเนินงานเดิม ซึ่งตามแผนธุรกิจที่ได้เคยประกาศบริษัท ตั้งเป้าหมายยอดขาย 27,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 24,500 ล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการใหม่ 29 โครงการ แยกเป็นโครงการแนวราบ 24 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 37,000 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ราคาที่ดินพุ่งรับลงเสาเข็มเหลือง-ชมพู

เลียบด่วน-บางกะปิพุ่งตร.ว.ละ7แสนราคาที่ดินพุ่งเกิน 100% หลัง คีรี-รฟม. เซ็นสัญญา 2 โมโนเรล เหลือง-ชมพู พร้อมลุยต่อขยาย เชื่อมเมืองทองพหลโยธิน จับตาจุดตัดแยก รัชดาฯ-ห้าแยกลาดพร้าวบูมสนั่น 1 ล้านบาทต่อตารางวา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเซ็นสัญญารถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรงและสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ระหว่างการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กับกลุ่มกิจการร่วม ค้าบีเอสอาร์ของนายคีรี กาญจนพาสน์ นายสมคิด กล่าวว่า นอกจากรถไฟฟ้า 2 สายคือสีเหลืองและสีชมพู มีมูลค่าลงทุน 1 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีผลต่อเนื่องไปถึง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่จะขยายตัวตามมา ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการกล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น รวมทั้งราคาที่ดินที่จะขยับขึ้น หลังจากนี้จะเซ็นสัญญารถไฟฟ้าเส้นทางที่เหลือคือ สายสีส้ม ตะวันตก สายสีม่วงใต้และสายสีเทา เป็นต้น นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอสโฮลดิ้งส์ กรุ๊ป และในฐานะ ประธานกลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ กล่าวว่า รถไฟฟ้า  2 สายนี้จะเป็นโมโนเรล 2 สายแรกของประเทศ หลังจากเซ็นสัญญา วันที่ 16 มิถุนายน รอรฟม.ส่งมอบพื้นที่ และก่อสร้างได้คาดว่าก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการ ปี 2563  มูลค่า 1แสนล้านบาท แบงก์กรุงเทพสนับสนุนเงินกู้  ชิโนไทยก่อสร้าง นอกจากนี้ ได้เสนอ รถไฟฟ้า ส่วนต่อขยายสายสีชมพู ช่วงสถานีศรีรัช เชื่อมเข้าอิมแพค1อิมแพค 2 เมืองทองธานี ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร เพื่อรองรับคนที่เข้าใช้พื้นที่เมืองทองปีละกว่า 10 ล้านคน และส่วนต่อขยายสายสีเขียวที่ถนนพหลโยธินใกล้สี่แยกรัชโยธิน 2.6 กิโลเมตร โดยใช้เงินของกลุ่มบีเอสอาร์ทั้งหมด นายเลิศมงคล วราเวณุชย์ เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยเปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าราคาที่ดินขยับขึ้นอย่างแน่นอน เฉลี่ย 30-50% หลังจากเคลื่อนไหวมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ มีนบุรี รถไฟฟ้าสายสีชมพูปัจจุบันราคาอยู่ที่  20,000-30,000 บาท ติดถนน 50,000 บาทต่อตารางวา จะขยับไปถึงกว่า 1-1.5 แสนบาทต่อตารางวา ในอีก 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากราคายังไม่สูงเท่าย่านกลางเมือง ทำเลที่น่าสนใจ บริเวณแจ้งวัฒนะและแยกติวานนท์ขณะนี้ราคา 2-3 แสนบาทต่อตารางวา แต่แนวโน้มจะขยับไม่มากเนื่องจากราคาสูงมากจนใกล้ชนเพดาน ฟันธงว่าทำเลชานเมืองที่รถไฟฟ้าผ่าน ราคาที่ดินหลักหมื่นไม่มีให้เห็น ระดับคอนโดมิเนียม จะอยู่ที่กว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป ขณะที่ ทำเลบริเวณจุดตัด เช่น สายสีเหลืองตัดกับสีน้ำเงินบริเวณ รัชดาฯ-ลาดพร้าว ปัจจุบันราคาที่ดิน 8 แสน-1 ล้านบาทต่อตารางวา นอกจากนี้ สายสีเหลืองตัดสายสีเขียวบีทีเอสที่สถานีสำโรง สายสีเหลืองตัดสายสีเขียวเหนือที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง บริเวณสถานีพหลโยธิน 34 สายสีชมพูตัดสีเขียวเหนือบริเวณหลักสี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นฮับใหญ่เหมือนสยามและอโศกที่มีรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีตัดกัน คาดว่าราคาจะขยับเพิ่ม 30-50% นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทโมเดิร์นพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า รถไฟฟ้า 2 สาย ราคาขยับไปไกลมาก เนื่องจากนักพัฒนาที่ดินมั่นใจว่าก่อสร้างแน่ และยิ่งเซ็นสัญญายิ่งตอกย้ำความมั่นใจ ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวราคาที่ดินล่าสุด สายสีเหลืองช่วงทำเลลาดพร้าว-รัชดา ราคา  6-7 แสนบาทต่อตารางวา เชื่อมมาถึงทำเลห้าแยกลาดพร้าวมีกระแสว่า ราคาพุ่งไป1ล้านบาทต่อตารางวา หากวิ่งไปตามถนนลาดพร้าว ทำเลที่น่าสนใจ อยู่ที่ เลียบทางด่วนและบางกะปิขณะนี้ราคา 2-3 แสนบาทต่อตารางวาและ 2 ทำเลนี้ แนวโน้มจะคล้ายอ่อนนุช หากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเปิดใช้ ราคาจะวิ่งไปที่ 6-7 แสนบาทต่อตารางวาและเริ่มชนเพดาน อีกทำเลที่น่าสนใจจะเป็นสำโรง จุดตัดสายสีเหลือง และแบริ่งบีทีเอสสายสีเขียวราคา 2-3 แสนบาท แนวโน้มไม่เกิน 5-6 แสนบาท สำหรับสายสีชมพูน่าสนใจอยู่ที่ อำเภอปากเกร็ด แจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี ขณะนี้ราคา 2แสนบาทต่อตารางวา จะขยับเป็น 4-5 แสนบาทต่อตารางวา  และตลาดมีนบุรี แนวโน้มราคาที่ดิน วิ่งไปที่ 1-2 แสนบาทต่อตารางวา  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ธอส.อัดโปรแรงกระทุ้งเงินกู้

ธอส.อัดโปรโมชันสินเชื่อบ้านชุดใหญ่ก.ค.นี้ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท สนองนโยบายรัฐให้คนไทยมีบ้าน ด้วยอัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษ พร้อมปลดล็อกปล่อยกู้ไม่จำกัดวงเงิน มั่นใจกระทุ้งแบงก์พาณิชย์ตื่นผ่อนคลายกฎเข้ม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ผู้ให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยอันดับ 1 ของประเทศด้วยพอร์ตสินเชื่อกว่า 9.4 แสนล้านบาท เตรียมออกแคมเปญสินเชื่อชุดใหญ่ในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้คนไทยมีบ้านง่ายขึ้น และเร่งปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่ยอดใน 4 เดือนแรกของปีนี้ยังต่ำกว่าเป้าหมาย "เดือนหน้า ธนาคารมีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับลูกค้ารายย่อย วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งยอดสินเชื่อของธนาคารให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่สำคัญจะเป็นการรองรับผลกระทบ หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง" นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าว นายฉัตรชัย กล่าวว่าสินเชื่อใหม่จะเป็นไปตามนโยบายของนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการให้ธอส. เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่ประชาชน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นธอส.จะเข้าไปรับในเรื่องของการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ เพราะยังมีปัญหาไม่สามารถที่จะยื่นกู้หรือมีคุณสมบัติที่ไม่ผ่านการยื่นกู้แล้ว หากสนใจสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือต้องการมีที่อยู่อาศัยก็สามารถเข้ามาที่ธอส. โดยสินเชื่อดังกล่าวผู้กู้สามารถยื่นกู้โดยไม่จำกัดวงเงินสินเชื่อ ต่างจากปัจจุบันที่ค่าเฉลี่ยวงเงินสินเชื่อต่อรายจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะใกล้เคียงกับสินเชื่อฟอร์โฮม ที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43% เท่านั้น นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์สินเชื่อดังกล่าว จะเป็นการออกมากระตุ้นตลาดในครึ่งปีหลัง โดยเป็นแคมเปญต่อเนื่องหลังจากโครงการสินเชื่อฟอร์โฮม วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่จะสิ้นสุดโครงการในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ที่ขณะนี้มียอดยื่นกู้และอนุมัติไปใกล้เต็มวงเงินแล้ว โครงการสินเชื่อฟอร์โฮม ของธอส.คิดอัตราดอกเบี้ย ในช่วง 1-2 ปีแรก 2.90% ต่อปี และปีที่ 3 เท่ากับ 4.50% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.43% ต่อปี "ที่เราออกสินเชื่อตัวใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะหลังจากที่ธอส.ผ่อนเงื่อนไข เช่น การยืดหยุ่นเงินงวดผ่อนชำระจะไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้สุทธิผู้กู้ (DSR) ปรับเป็น 50% หรือ 1 ใน 2 แต่ก็ยังพบปัญหาว่าธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อบ้าน และยังขยับเพิ่มระดับรายได้เบื้องต้นในการยื่นกู้ขึ้นเป็น 25,000-30,000 บาทอีก ทำให้โอกาสที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อค่อนข้างน้อย" นายฉัตรชัย กล่าวถึงผลกระทบจากการเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ว่าจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดของไทย โดยขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ว่าจะมีทิศทางอย่างไร ขณะเดียวกันซีเอฟโอ ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงินของธนาคารในกำกับของรัฐ จะมีการประชุมพร้อมหารือร่วมกันภายในสัปดาห์นี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะในฐานะของแบงก์รัฐแล้วหาก ธปท.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารของรัฐเองก็คงจะต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไปโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้อยู่ในระดับต่ำให้นานที่สุดเพื่อช่วยเหลือประชาชน  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชลบุรีหนุนอีอีซีให้เกิดคนในพื้นที่ได้อานิสงส์

"คณิศ" สรุปผลลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจ.ชลบุรี เสียงส่วนใหญ่หนุนการพัฒนาอีอีซีให้เกิดขึ้น เชื่อประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ทุกด้าน ชี้แนะให้ภาครัฐให้ความสำคัญจ้างงานคนในพื้นที่ และการท่องเที่ยว นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นต่อการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีว่า ในการลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอีอีซี และเห็นถึงโอกาสจากการพัฒนา เนื่องจากประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาโดยตรง ซึ่งจะเป็นเมืองการบินและแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในอนาคต แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาจากการพัฒนา เช่น การรับรู้และความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอีอีซียังไม่ทั่วถึง และมีผลกระทบต่อราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงปัญหาจราจรที่มีความแออัดและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ซึ่งควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งรองรับการพัฒนาอีอีซีจะต้องเพียงพอ และเชื่อมโยงกันทุกระบบ เช่น การเชื่อมต่อระบบรางกับนิคมอุตสาหกรรม เพื่อขนส่งสินค้า ขณะที่การลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เกรงว่าผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนไทยควรจะได้โอกาสในการลงทุนด้วย และควรจะให้ความสำคัญกับการจ้างงานคนในพื้นที่ โดยที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะว่า การพัฒนาอีอีซีจะต้องมีการลงพื้นที่และสื่อสารให้ประชาชนในพื้นที่ให้ทราบถึงโอกาสและผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างทั่วถึง และขอให้มุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยว เนื่องจากชลบุรี มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การพัฒนาเมืองรองรับนักท่องเที่ยว เป็นต้น รวมถึงควรพัฒนาการท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ตลอดจนขอให้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวพัทยาให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น อีกทั้ง ขอให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาการวิจัยและเทคโนโลยี รวมถึงให้มีการเตรียมการรองรับการขยายตัวของชุมชน โดยการออกแบบและพัฒนาเมืองในรูปแบบของเมืองอัจฉริยะ นายคณิศ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อเรียกร้องและขอเสนอแนะต่างๆ นั้น การดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ และการจัดทำแผนพัฒนา จะวางแผนตามศักยภาพของพื้นที่ โดยจะพิจารณาร่วมกับแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด และแผนพัฒนาภาค พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาเดิมในพื้นที่ควบคู่กัน มีการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและสาธารณูปการทั้งระบบรองรับ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับนักลงทุนที่จะลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หากเป็นนักลงทุนต่างชาติ จะมีข้อกำหนดให้ร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทย และส่งเสริมให้มีการจ้างงานคนในพื้นที่ ทั้งนี้การพัฒนาอีอีซีมุ่งหวังให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ทั้งการเพิ่มการจ้างงานและรายได้ การยกระดับคุณภาพชีวิต  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

จัดผังใหม่ อีอีซี 3จังหวัดรวมเป็นเนื้อเดียว-เอื้อลงทุน

กรมโยธาฯเร่งปูผังเมืองคลุม 3 จังหวัดอีอีซี จัดโซนส่งเสริมลงทุนใหม่ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว-ผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะชุมชนรอบอู่ตะเภา 12,500 ไร่ พัฒนาเชิงพาณิชย์ ปัญหาหรืออุปสรรคของการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนกำลังเรียกร้องถึงความชัดเจนในการประกาศใช้ผังเมือง ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปลงทุน ล่าสุดก็มีความคืบหน้าจากกรมโยธาธิการฯว่า ขณะนี้ได้งบประมาณมาเพื่อทำการศึกษาแล้ว และจะช่วยสร้างความชัดเจนได้ในเร็ววันนี้ นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า อยู่ระหว่างมอบให้บริษัทที่ปรึกษาศึกษาวางผังนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี  3 จังหวัด รวมเป็นเนื้อเดียวกัน ประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับแก้ผังเมืองรวมจังหวัด ผังเมืองรวมชุมชน ฯลฯ ของแต่ละพื้นที่ให้สอดรับกับกิจกรรมที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกกำหนด ขณะเดียวกัน ผังดังกล่าวจะรวมระบบโครงสร้างพื้นฐานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อกำหนดกิจกรรมให้พัฒนาเกาะเกี่ยวไปตามโครงข่ายนั้นๆด้วย โดยเฉพาะทำเลรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงโซนส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ โซนเมืองใหม่ ที่จะกำหนดเป็นรูปแบบสมาร์ทซิตี ทำให้ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ซึ่งเมืองใหม่จะมีครบทั้ง 3 จังหวัดเบื้องต้นจะเน้นจังหวัดฉะเชิงเทราก่อนตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดี อย่างไรก็ดี การศึกษาวางผังอีอีซี จะใช้เวลา 1 ปีนับจากนี้ แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวเสริมว่า กรมได้รับจัดสรรงบกลางปี 2560 วงเงิน 75 ล้านบาท แยกเป็นวงเงิน 60 ล้านบาท ในการจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมทำผังเมืองอีอีซีครอบคลุม 3 จังหวัด อย่างไรก็ดีจะกำหนด เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่อีกกว่า 10,000 ไร่ โดยไม่ขยายพื้นที่เพิ่มที่แหลมฉบัง แต่พิจารณาพื้นที่อื่นไม่ห่างจากแหล่งอุตสาหกรรมเดิม และไม่กระทบชุมชน ซึ่งคณะกรรมการอีอีซี จะเป็นผู้กำหนดออกมาอีกครั้ง ส่วนโซนท่องเที่ยวจะกำหนดโซนชายทะเล เช่น พัทยา บางเสร่ ที่จะกำหนดเป็นพัทยา 2 จากนั้นจะเป็น โซนเกษตรที่ปัจจุบันมีอยู่แล้ว ซึ่งจะอยู่ที่จังหวัดระยองและฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ ระหว่างที่ผังอีอีซียังไม่บังคับใช้ หากเอกชนประสงค์ใช้ที่ดินเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงงาน หากพื้นที่บริเวณดังกล่าวผังเมืองกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียวหรือประเภทชนบทและเกษตรกรรม สามารถขอปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมได้เป็นต้น ส่วนงบประมาณอีก 15 ล้านบาทจะเป็นงบศึกษาพื้นที่ชุมชนบริเวณรอบสนามบินอู่ตะเภารัศมี 20 ตารางกิโลเมตรหรือ12,500 ไร่ เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมวางผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะกำหนดโซนพัฒนาเชิงพาณิชย์รองรับมหานครการบินอู่ตะเภา โดยสนามบินอู่ตะเภา มีพื้นที่ติดทะเลทางตอนเหนือ ของสนามบิน จะตัดทิ้งไม่นำมารวมในแผนศึกษา เนื่องจากเป็นเขตป่า โซนที่คาดว่าจะกำหนดให้พัฒนาเชิงพาณิชย์จะเป็นบริเวณรอบทางหลวงหมายเลข 331  (สัตหีบ-เขาหินซ้อน) ซึ่งอยู่ด้านใต้ของสนามบิน ทำเลบริเวณชุมชนด้านซ้ายสนามบินจะครอบคลุมท่าเรือจุกเสม็ด สัตหีบ จังหวัดชลบุรี และชุมชนด้านขวาของสนามบินครอบคลุมพื้นที่บ้านฉางจังหวัดระยอง รวมถึงทำเลรอบสถานีรถไฟความ เร็วสูงที่วิ่งไปตามแนวทางหลวงหมายเลข 331  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

เคาะค่าเช่าที่ดินธนารักษ์ เร่งลงทุน2เขตศก.พิเศษ

 กำหนดค่าเช่าที่ธนารักษ์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนมและกาญจนบุรี เล็งเปิดประมูล ก.ค.นี้          ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติอัตราค่าเช่าและค่าธรรมเนียมที่ดินราชพัสดุใน 2 เขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้แก่           1. กาญจนบุรี ค่าเช่า 1,200 บาท/ไร่/ปี ค่าธรรมเนียม 2 หมื่นบาท/ไร่/50 ปี ให้ปรับปรุงค่าเช่า 9% ทุก 3 ปี รวม 2,979 ไร่           2. นครพนม ค่าเช่า 8,400 บาท/ไร่/ปี และค่าธรรมเนียม 1.4 แสนบาท/ไร่/ปี รวม 4,487 ไร่ คาดว่าจะเปิดประมูลทั้งสองพื้นที่ได้ในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งในกาญจนบุรีมีกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้ความสนใจ ส่วนนครพนมกลุ่มค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคสนใจ           นอกจากนี้ อนุมัติมาตรการเร่งรัดลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี นครพนม และตาก โดยผู้ที่เริ่มลงทุน 10% จากที่ต้องลงทุนทั้งหมดในปี 2560 จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าที่ดิน 2 ปี ในปี 2560-2561 หากลงทุนในปี 2561 ก็จะยกเว้นค่าเช่า 1 ปี  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วี.เอ็ม.พี.ซี.ชี้ปลายปีเปิดโรงแรม7,000ล.

วี.เอ็ม.พี.ซี.ลั่นปลายปีเปิดโรงแรม 5 ดาว ศรีราชา 7,000 ล้าน รุกพระราม 2 ผุดทาวน์โฮมระดับบนนายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมีแผนเปิดตัว 2 โครงการใหม่ ทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและให้เช่า โดยในส่วนของแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเพิ่มสัดส่วนจาก 20% เป็น 50% ของรายได้รวม ปลายปีนี้บริษัทเตรียมเปิดตัว โอ๊ควูด โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนท์ ศรีราชา โรงแรมระดับ 5 ดาว มูลค่า 7,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 12 ไร่ จำนวน 4 อาคาร 1,414 ห้อง ซึ่งจะเปิดตัวเฟสแรก 458 ห้อง และอาคารจอดรถในเฟส 2 บางส่วน โดยวันที่ 22 มิ.ย.จะเซ็นสัญญาให้เชนโอ๊ควูดเข้าบริหาร ลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มคนทำงานโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ขณะที่อสังหาริมทรัพย์พัฒนาเพื่อขายล่าสุดได้เปิดตัว แอสเทรา เบลส มูลค่า 2,100 ล้านบาท บนถนนพระราม 2 พื้นที่โครงการกว่า 28 ไร่ ในรูปแบบทาวน์โฮม 3 ชั้นครึ่งแนวใหม่ จำนวน 221 ยูนิต พื้นที่เริ่มต้นที่ 22 ตารางวา (ตร.ว.) พื้นที่ใช้สอยเริ่มที่ 260 ตารางเมตร (ตร.ม.) ขึ้นไป ราคาขายยูนิตละ 7.29-8.99 ล้านบาท ทั้งนี้ แบ่งออกเป็น 4 เฟส โดยเฟสแรก 51 ยูนิต จากการเปิดขายอย่างไม่เป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามียอดจองแล้ว 50% ส่วนเฟส 2 อีก 61 ยูนิต จะเปิดขายปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 ซึ่งเฟส 2 จะปรับราคาขึ้นอีก 5% คาดสร้างเสร็จทั้งโครงการในปี 2562 การที่บริษัทเลือกพัฒนาโครงการย่านพระราม 2 และเปิดตัวในปีนี้ เนื่องจากมองว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีแหล่งงานขนาดใหญ่ มีการพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต นายปริญญา กล่าวว่า ตลาดทาวน์โฮมจะมาตอบโจทย์ความต้องการแทนการอยู่คอนโดที่มีพื้นที่จำกัดขณะที่บ้านเดี่ยวมีราคาสูงเกินกำลังซื้อ เพราะราคาที่ดินปรับขึ้นทุกปี โดยช่วงสุขสวัสดิ์-ก่อนวงแหวนรอบนอก ราคาอยู่ที่ 1.2 แสนบาท/ตร.ว. ช่วงวงแหวนรอบนอก-พันท้ายนรสิงห์ ราคาอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาท/ตร.ว. ทั้งนี้ คาดว่าราคาที่ดินจะปรับขึ้นอีกเมื่อทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตกแล้วเสร็จ ซึ่งจากแผนทั้งหมดคาดจะทำให้ปีนี้บริษัทจะมีรายได้โตขึ้น 30% นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินมีรอการพัฒนาอีก 3 แปลง โดย 2 แปลงแรก ขนาดแปลงละ 14 ไร่ อยู่ที่ กม.12 ออกแบบเสร็จแล้ว และอีกแปลงพื้นที่ 200 ไร่ เลียบคลองทวีวัฒนาเยื้องมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยบริษัทจะดูสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจถ้าเหมาะก็พร้อมพัฒนาทันที  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แสนสิริต่อยอดฟีเจอร์ โฮมแคร์ แจ้ง-ซ่อมออนไลน์ 24 ชม.

หลังจากพัฒนาระบบเซอร์วิสหลังการขายในรูปแบบออนไลน์ผ่าน "Home Service Application" (โฮม เซอร์วิส แอพพลิเคชั่น) ร่วมกับบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดในปี 2556 เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกบ้านในยุคดิจิทัล ล่าสุด แสนสิริ ต่อยอดพัฒนาแอพพลิเคชั่นระบบโฮมแคร์ (Home Care) แจ้งซ่อม ควบคุมและติดตามสถานะงานซ่อมแซมต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนระบบประสานงานหลังบ้านระหว่างหน่วยงานโฮมแคร์และผู้รับเหมา มืออาชีพที่เชื่อมโยงข้อมูลและอัพเดตด้วยกัน นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าปัจจุบัน มีผู้ใช้งาน โฮม เซอร์วิส แอพพลิเคชั่นกว่า 15,000 ยูนิต ใน 154 โครงการ หลังจากได้เปิดตัวแอพราว 3 ปี และมี Active Rate ถึง 50% ทำให้เห็นแนวโน้มการใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ปัจจุบันแสนสิริ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกในประเทศไทยที่พัฒนาซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นขึ้นเอง และต่อยอดพัฒนาระบบเซอร์วิสหลังการขาย "โฮม แคร์" หนึ่งในฟีเจอร์ภายใต้ โฮมเซอร์วิส แอพพลิเคชั่น ที่มีจุดเด่น คือ แจ้งและเช็คสถานะซ่อมผ่านระบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเก็บรวบรวมดาต้าเบสของลูกค้า เพื่อศึกษาพฤติกรรมความต้องการและติดตามงานซ่อมที่ผ่านมาได้ นอกจากการแจ้งซ่อมผ่านระบบ Call Centre Service แบบปกติทั่วไป โดยสามารถย่นระยะเวลาการประสานงาน ลดปัญหาจากการติดต่อสื่อสาร การนัดหมายเข้าซ่อมงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการแจ้งและติดตามงานซ่อมที่รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้นโดยวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญของงานซ่อมแต่ละประเภทอย่างมีระบบ ในช่วงระยะแรกของการพัฒนา สามารถรองรับลูกบ้านของแสนสิริที่อยู่ในระยะรับประกันปัจจุบัน โดยตั้งเป้าผู้ใช้งานระบบผ่านแอพกว่า 40% ในอนาคตแสนสิริ เตรียมวางแผนพัฒนาระบบรองรับลูกค้าหลังหมดระยะประกัน โดยระยะแรก ได้จัดทำระบบข้อมูลที่รวบรวม Directory lists รายละเอียดรับเหมามืออาชีพแต่ละประเภทกว่า 1,200 บริษัท ภายใต้การดูแลของแสนสิริ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ ลูกบ้าน รวมถึงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนการซ่อมบำรุง ล่วงหน้าเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาจากการใช้งานของอุปกรณ์ภายในบ้านเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ โฮม แคร์ เซอร์วิส ยังรองรับการทำงานของผู้รับเหมาทางด้านงานซ่อมบำรุงผ่านระบบการจัดการข้อมูลภายใน โดยมีทีมงานเป็นตัวกลางในการรับข้อมูลงานซ่อม และช่วยติดตามงานจากผู้รับเหมา หรือส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งลูกบ้าน และแสนสิริสามารถตรวจสอบสถานะงานได้ทันทีทุกที่ทุกเวลา โดยทุกรายการจะได้รับการประเมินงานซ่อม และดูแลงานซ่อมบำรุงต่างๆ ภายในระยะเวลา 7-30 วัน ตามประเภทของรูปแบบงานซ่อม และปิดงานโดยเจ้าหน้าที่ของแสนสิริ เพื่อตรวจสอบทุกรายการก่อนกำหนดส่งมอบให้ลูกบ้าน จึงมั่นใจได้ว่างานซ่อมต่างๆ จะได้รับการดำเนินการ อย่างมีมาตรฐาน ตรงเวลา ควบคุมคุณภาพงานซ่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถตรวจสอบ (tracking) ข้อมูลการซ่อมย้อนหลังได้  ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

เศรษฐกิจ: ธอส.ปล่อยกู้ดอกต่ำ กระตุ้นตลาดอสังหาฯ

ธอส.ปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำ 3% หวังกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ให้กู้ทั่วไปไม่จำกัดวงเงินนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในเดือน ส.ค.นี้ ธนาคารจะออกสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ วงเงิน 40,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ยไม่เกิน 3% ในช่วง 3 ปีแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ จึงเปิดให้คนที่ต้องการกู้ซื้อบ้านกู้ได้แบบไม่จำกัดวงเงิน ถ้ามีความพร้อม รวมถึงรายที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธการปล่อยกู้ ทั้งนี้ จะปล่อยกู้ให้กับประชาชนทั่วไปโดยพิจารณาที่มาของรายได้ของผู้กู้เป็นหลัก และผ่อนเกณฑ์การจ่ายค่างวด ส่งผลให้การพิจารณาขอสินเชื่อได้วงเงินที่มากขึ้น โดยมีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีนี้อยู่ที่ 178,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้คณะกรรมการธนาคารเห็นชอบแล้ว คาดว่าจะเริ่มโครงการได้เดือน ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมโครงการนี้อาจกระทบต่อรายได้ของธนาคาร เพราะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ธนาคารจะไม่เสนอขอกระทรวงการคลังชดเชยให้ แต่จะขอใช้วิธีการปรับลดเป้าหมายในการประเมิน หรือเคพีไอของธนาคารลงบางตัวเท่านั้น นายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. กล่าวว่า การที่รัฐบาลคิดจะกระตุ้นภาคอสังหาฯ โดยการลดดอกเบี้ยและเพิ่มวงเงิน ไม่ได้ช่วยทำให้ตลาดกลับฟื้นตัว เนื่องจากปัจจุบันหนี้เสียและหนี้ครัวเรือนยังสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐควรหามาตรการผ่อนปรนเกณฑ์และเงื่อนไขการปล่อยเงินสินเชื่อก่อนจะดีกว่า  ที่มา : หนังสือพิมพ์ M2F 

เล็งเพิ่มมาตรการหนุนเขตศก.ชายแดน

"นายกฯ" สั่งหามาตรการเสริมดึงเอสเอ็มอี ลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเล็งให้ความช่วยเหลือเงินทุนและสินเชื่อดึงดูดลงทุน กนพ.เคาะค่าเช่าที่ดินราชพัสดุในพื้นที่กาญจนบุรี - หนองคาย ปรับขึ้นได้ 9% ทุก 3 ปีนายปรเมธี  วิมลศิริ  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ(สศช.)เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ(กนพ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมให้คณะทำงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณามาตรการ ส่งเสริมการลงทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน เพิ่มเติม จากเดิมที่มีเฉพาะมาตรการด้านภาษี เช่น มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสินเชื่อ เป็นต้น รวมทั้งให้นำใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการด่านศุลกากรตามแนวชายแดน 15 ด่าน ใน 10 เขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้เชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐานและด่านของประเทศ เพื่อนบ้าน สามารถอำนวยความสะดวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการค้าและ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นประตู เชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีประสิทธิภาพด้วย นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าวว่า ที่ประชุม กนพ.ได้อนุมัติอัตรา ค่าเช่าที่ดินราชพัสดุสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.กาญจนบุรี ที่ราคา 1,200 บาทต่อไร่ต่อปี และค่าธรรมเนียมในอัตรา 20,000บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี ส่วนที่จ.นครพนมกำหนดอัตรา ค่าเช่าที่ราคา 8,400 บาทต่อไร่ต่อปี และ ค่าธรรมเนียม 140,000 บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี โดยจะปรับขึ้น 9% ในทุก 3 ปี ขณะที่ การนิคมอุตสาหกรรมจะได้ส่วนลด 30% ขณะเดียวกันยังให้สิทธิประโยชน์ เพื่อเร่งรัดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 3 จังหวัดคือ จ.ตาก กาญจนบุรี และนครพนม เพื่อให้เกิดการลงทุน โดยเร็ว ซึ่งหากผู้ประกอบการลงทุนจริง หลังทำสัญญาเช่าไม่น้อยกว่า 10% ของวงเงิน ลงทุนภายในปี 2560 จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าที่ดินราชพัสดุเป็นเวลา 2 ปี และ หากลงทุนไม่น้อยกว่า 10% ภายในปี 2561 จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุ เป็นเวลา 1 ปีโดยจะเปิดประมูลให้เอกชน ยื่นเสนอโครงการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่จ.กาญจนบุรีและนครพนม รวมทั้งจ.ตาก พร้อมกันในเดือนก.ค.นี้  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เซ็นสัญญา โมโนเรล 2สายแรกในไทย รฟม.แบ่งเค้ก!สัมปทานแสนล.

เริ่มแล้วรถไฟฟ้าโมโนเรล 2 สายแรกของประเทศไทย รฟม.เซ็นสัญญาให้เค้ก สัมปทานกว่าแสนล้านกลุ่มบีเอสอาร์ จอยท์เวนเจอร์ ที่มีบีทีเอสเป็นโต้โผ วันนี้ เพิ่มรถไฟฟ้าหลากสีเมืองกรุง สายสีชมพูแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลืองลาดพร้าว-สำโรง รวมระยะทาง 64 กม. ได้เห็นการก่อสร้างเร็ว ๆ นี้ สูงแค่ 7 เมตร วิ่งเกาะรางกลางถนน ตำรวจหวั่นรามอินทรา-ลาดพร้าวแจ้งวัฒนะ อัมพาตหนักถูกขุดพรุน กำชับผู้รับเหมาลดผลกระทบประชาชน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 12.00 น. วันที่ 16 มิ.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธี ลงนามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง มูลค่าการลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นรถไฟฟ้าโมโนเรล 2 สายแรกของไทย ระหว่าง นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) (กลยุทธ์และแผน) ในฐานะรักษาการผู้ว่าการ รฟม.กับกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (กลุ่มบีเอส อาร์ จอยท์ เวนเจอร์ ) นำโดย นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮล ดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และนายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว นายธีรพันธ์ กล่าวว่า หลังจากลงนามสัญญาโครงการถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแครายมีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม. วงเงิน 54,000 ล้านบาท และสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง 30.4 กม. วงเงิน 52,000 ล้านบาทแล้ว จะให้ผู้รับสัมปทานก่อสร้างใช้เวลา 3 ปี 3 เดือน รวมเดินรถอีก 26 ปี 9 เดือน เป็น 30 ปี วางแผนการก่อสร้างโดยเริ่มจากการสำรวจชั้นดินเพื่อนำมาออกแบบการก่อสร้าง เนื่องจากทั้ง 2 โครงการอยู่ในพื้นที่อ่อนไหวด้านสภาพการจราจรทั้งถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทรา และถนนลาดพร้าว โดยประชาชนจะเริ่มเห็นการก่อสร้างชัดเจนในปลายปีนี้ แล้วเสร็จเปิดให้บริการภายในปี 63 ค่าโดยสารแต่ละสายเริ่มต้นที่ 14-42 บาท คาดว่าจะมีผู้โดยสารทั้ง 2 เส้นทางรวมประมาณ 1.2 แสนคนต่อวัน ดังนั้นช่วงก่อสร้างขอให้ประชาชนอดทนรอรถไฟฟ้าหลากสีในอนาคตที่จะทำให้คนกรุงเทพฯ เดินทางสะดวกสบายและช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัด นายธีรพันธ์ กล่าวต่อว่า หน้าตาของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลืองจะเป็นรถไฟฟ้าโมโนเรล หรือรถไฟฟ้ารางเดี่ยว คือวิ่งคร่อมรางคู่หรือวิ่งเกาะกับตัวรางรถไฟฟ้า มีเสาโครงสร้างเล็กเพราะเป็นรถไฟฟ้าขนาดเบา บรรจุคนได้น้อยกว่าและใช้พื้นที่ก่อสร้างน้อยกว่า สูงจากพื้นที่ตั้งแต่ 7 เมตร ความเร็วประมาณ 80 กม.ต่อชม. แตกต่างจากระบบรถไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือเฮพวี่เรล 2 ราง (Heavy Rail Transit) ในสายสีน้ำเงินส่วนแรก (หัวลำโพง-บางซื่อ) สายสีม่วง (เตาปูน-บางซื่อ) และสายสีเขียวส่วนแรกหรือรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่จะเห็นโครงสร้างขนาดใหญ่ สูงตั้งแต่ 16 เมตร มีฐานรากรับรางทำให้มองไม่เห็นการวิ่งคร่อมราง แต่ใช้ความเร็วพอ ๆ กัน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.น. กล่าวว่า ก่อนลงพื้นที่จะให้ผู้รับเหมาเสนอแผนการจัดการจราจรระหว่างการก่อสร้างเช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ (ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) บนถนนพหลโยธิน ยอมรับว่ารู้สึกเป็นกังวลกับปัญหารถติดอย่างหนักบนถนนรามอินทรา ถนนแจ้งวัฒนะ และถนนลาดพร้าว โดยเฉพาะรามอินทราและลาดพร้าว เนื่องจากมีปริมาณการจราจรสูง ถนนรามอินทราเป็นทางตรงยาวแม้แยกไฟแดงน้อย แต่ปัจจุบันมีปัญหารถตู้สาธารณะจอดรับผู้โดยสารค่อนข้างมากทำให้รถชะลอตัวและติดสะสม ถนนลาดพร้าวปัจจุบันมีปัญหามากอยู่แล้ว ต้องประสานพื้นที่รอยต่อช่วยระบายรถเป็นทอด ๆ แต่จะพยายามหาแนวทางในการลดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด สำหรับแนวเส้นทางสายสีชมพูมี 30 สถานี เริ่มจากจุดเชื่อมต่อสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ บริเวณใกล้แยกแครายไปตามถนนติวานนท์ถึงห้าแยกปากเกร็ดจากนั้นเลี้ยวขวาเข้าถนนแจ้งวัฒนะผ่านเมืองทองธานี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิตที่แยกหลักสี่บริเวณริมถนนวิภาวดีรังสิต และเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ บนถนนพหลโยธิน บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ จากนั้นวิ่งไปบนถนนรามอินทราจนถึงแยกมีนบุรีแล้ววิ่งเข้าสู่เมืองมีนบุรี ตามแนวถนนสีหบุรานุกิจ จนถึงสะพานข้ามคลองสามวาจึงเลี้ยวขวาข้ามคลองแสนแสบและข้ามถนนรามคำแหง หรือถนนสุขาภิบาล 3 สิ้นสุดสถานีปลายทางที่บริเวณใกล้แยกถนนรามคำแหง-ร่มเกล้า บรรจบกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเหลืองมี 25 สถานี เริ่มจากแยกรัชโยธิน เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือช่วงหมอชิต-สะพานใหม่- คูคต วิ่งผ่านศาลอาญาจนถึงสี่แยกรัชดา-ลาดพร้าว เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง) แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งตามถนนลาดพร้าว ถนนศรีนครินทร์มีจุดปลายทางบริเวณแยกต่างระดับพระราม 9 โดยเชื่อมกับรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) จากนั้นวิ่งทางแยกต่างระดับพระราม 9 วิ่งไปตามถนนศรีนครินทร์เลี้ยวขวาสู่ถนนเทพารักษ์มีจุดปลายทางที่สำโรงเชื่อมต่อการเดินทางกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ  ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน!  ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน! ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

แบงก์รัฐอุ้มผู้มีรายได้น้อยถูกปฏิเสธสินเชื่อจากแบงก์พาณิชย์ ล่าสุดเปิดตัวสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2/60นี้ ธนาคาร ธอส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อย 3 โครงการโครงการที่ 1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ มือสอง รวมถึงรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ธอส. ซึ่งมีวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท โดยธอส.จะให้ลูกค้ากู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% แบ่งเป็น2 ปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.9% และปีที่ 3 คิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดให้ลูกค้ายื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโครงการที่ 2 โครงการขยายวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านสานรักวงเงิน 10,000 ล้านบาท หลังจากที่วงเงินเดิม28,000 ล้านบาท ได้ปล่อยกู้เต็มแล้ว ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท โดยลูกค้าในโครงการนี้ ธอส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 2 ปีแรก 2.99%โครงการที่ 3 ปล่อยกู้ลูกค้าเพื่อต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน โดยได้เตรียมวงเงินสินเชื่อจำนวน 5,000 ล้านบาท ไว้รองรับลูกค้าเก่า ที่ต้องการกู้เพิ่มเติมเพื่อนำเงินไปต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยกำหนดให้ลูกค้าเก่ากู้ได้ไม่เกินวงเงินเดิมที่ได้รับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยในโครงการนี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4%สำหรับโครงการที่ใหม่ ธอส.นี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน และเข้ามามาขอสินเชื่อหมดภายในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนโครงการบ้านธอส.เพื่อสานรัก ปัจจุบันมีผู้สนใจจำนวนมาก โดยในช่วงแรกที่มีการเปิดตัวโครงการไป ธอส.ได้เตรียมวงเงินไว้ 8,000 ล้านบาท และเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ปรากฎว่าวงเงินทั้งหมดเต็มแล้ว ดังนั้นในรอบนี้ ธอส.จึงได้ขยายวงเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้ามาขอกู้ในโครงการสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนโครงการสินเชื่อประชารัฐนั้น ในขณะนี้ ธนาคารได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้มีวงเงินเหลือค้างอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาททั้งนี้ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าวนี้ ธอส. มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ซึ่งทางธอส. มีนโยบายว่าต้องการจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์แล้วถูกปฏิเสธสินเชื่อ เพราะโครงการดังกล่าว ธอส.ไม่ได้มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ หรือใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อเดียวกับธนาคารพาณิชย์ โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือนก็สามารถกู้ได้ หรือในกรณีที่วงเงินไม่ถึง ลูกค้ายังสามารถหาผู้กู้ร่วมมาเพิ่มได้อีก 2 คน ซึ่งทางธอส. ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขพิจารณาสินเชื่อให้แก่ลูกค้า จากเดิมคิดความสามารถผ่อนชำระให้ 1 ใน 3 ของรายได้ เพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ ทำให้มีโอกาสกู้ผ่าน และได้รับวงเงินสูงจากเดิม ที่มา DDproperty.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน