ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


ดันขอนแก่น-นครสวรรค์เขต'เศรษฐกิจพิเศษ'ใหม่

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างเตรียมเสนอแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโออีโคโดมี)เบื้องต้นมี 2 แนวทางว่าจะตั้งเป็นเขตส่งเสริมพิเศษ หรือเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ใน 2 พื้นที่ ในภาคอีสาน 1 แห่ง และภาคเหนือ 1 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประกาศส่งเสริมเพียงพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในจังหวัดชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ระยองเท่านั้น          "ในพื้นที่ภาคเหนือ และอีสาน ที่รัฐบาลจะประกาศเป็นพื้นที่ส่งเสริม 2 แห่งนี้ อาจกำหนดเป็นเขตส่งเสริมพิเศษคล้ายกับเขตส่งเสริมพิเศษเมืองอากาศยานอู่ตะเภา หรืออาจจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประกาศครอบคลุมทั้งจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดที่ติดต่อกัน เพราะวัตถุดิบในกระบวนการต่าง ๆ (ซัพพลายเชน) อาจอยู่คาบเกี่ยวหลายพื้นที่ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า จะให้การส่งเสริมเชิงพื้นที่ในลักษณะใด"          อย่างไรก็ตามระหว่างวันที่ 25-30 ก.ค. กระทรวงอุตฯ เตรียมจัดงานไทยแลนด์ อินดัสทรี เอ็กซ์โป 2017 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานจัดกิจกรรมโซนต่าง ๆ เช่น การออกร้านของธุรกิจเอสเอ็มอี, การออกร้านของผลิตภัณฑ์โอทอปทั่วประเทศ, นำเสนอพัฒนาการอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ อินดัสทรี 4.0 ผ่านแนวคิดสมาร์ท ฟาร์มมิ่ง แฟคเตอรี่ เพื่อฉายอนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น          นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า คาดว่าจะประกาศเป็นเขตส่งเสริมพิเศษมีอยู่ 2 จังหวัด คือ ขอนแก่น และนครสวรรค์ เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตอ้อยที่สำคัญของประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมชีวภาพ เช่นที่จ.ขอนแก่น มีโรงงานน้ำตาลสนใจต่อยอดการลงทุน  ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ถนนวงแหวนโคราชสะดุด!ครม.สั่งลุยเวนคืนที่ดินด่วน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ครม.ได้กำหนดให้เวนคืน ที่ดิน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 290 สายถนนวงแหวนรอบเมืองนครราชสีมา ตอนบ้านหนอง ไทร - บ้านหนองบัวศาลา เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เนื่องจากกรมทางหลวง (ทล.) มีความจำเป็นที่จะต้องได้ที่ดินมาเพื่อสร้างทาง หลวงดังกล่าวในท้องที่ อ.ปักธงชัย อ.เมืองนครราชสีมา และ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณ ที่ที่จะเวนคืน          โดยมีอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเป็นที่ดิน 285 แปลง กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินแล้ว 58แปลง ราษฎรได้มาทำสัญญา 54 แปลง ยังไม่ได้ทำสัญญา 4 แปลง ขณะนี้เกิดปัญหาและอุปสรรค เนื่องจากที่ดิน 4 แปลงดังกล่าว อยู่บริเวณทางแยกต่างระดับ (interchange) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการฯ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ได้ต่อเนื่องและไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทน          สำหรับการกำหนดราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือ ได้แก่ ที่ดิน 227 แปลง สิ่งปลูกสร้าง 53 ราย และต้นไม้ยืนต้น 70 ต้นนั้น คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้ประชุมเพื่อกำหนดราคาค่าทดแทนภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 และแจ้งให้ประชาชนมาทำสัญญา คาดว่าจะเกิดปัญหาและอุปสรรคเช่นเดียวกับบริเวณจุดเริ่มต้นโครงการฯ เป็นเหตุทำให้ติดขัดในการก่อสร้างและทำให้งานก่อสร้างล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้          ทั้งนี้ ทล.ได้ทำสัญญาจ้างบริษัท โรจน์สินก่อสร้าง จำกัด ก่อสร้างโครงการฯ ระยะเวลาดำเนินการ 960 วัน โดยเริ่มสัญญาวันที่ 1 มิถุนายน 2559 และสิ้นสุดสัญญาวันที่ 16 มิถุนายน 2562 วงเงินก่อสร้าง 987,934,080 บาท ขณะนี้บริษัทได้เข้าดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาแล้วแต่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เนื่องจากราษฎรผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่ยินยอมรับราคา ค่าทดแทน และไม่มาทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายกับทล. เป็นเหตุให้ ทล. ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้บริษัทเข้าก่อสร้างตามสัญญา          ดังนั้น เพื่อให้ ทล.มีอำนาจในการวางเงินค่าทดแทนและเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ครม. จึงได้ให้ความเห็นชอบร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 202 สายถนนวงแหวนรอบเมือง นครราชสีมา ตอนบ้านหนองไทร-บ้านหนองบัวศาลา เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการก่อสร้างทางหลวงให้สำเร็จตามวัตถุ ประสงค์ของการเวนคืนต่อไป  ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

หนี้เน่าบ้านย้อนกลับ เหตุเศรษฐกิจฟื้นช้า กลุ่ม3-10 ล้านลอยตัว

  SCBตั้งเป้าปล่อยกู้แสนล้าน          แบงก์ผวาหนี้เสียบ้านเพิ่ม เหตุคุณภาพสินเชื่อเศรษฐกิจฟื้นช้า ขณะที่ยอดปล่อยกู้ใหม่ครึ่งปีแรกยังอืด "ซีไอเอ็มบีไทย"ชี้สัญญาณหนี้จับตาเป็นพิเศษเพิ่มไม่หยุด ดันเอ็นพีแอลทั้งปีแตะ 4% "กรุงศรี" มั่นใจทุกแบงก์บริหารได้ เน้นอัดสินเชื่อกลุ่มราคา 3-10 ล้านบาท ฟากไทยพาณิชย์พร้อมดูแลลูกค้าผ่อนไม่ไหว          นางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 กลุ่มหนี้ที่จับตาเป็นพิเศษ (SM) ยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า จะเห็นลูกค้าค้างชำระหนี้เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มจะไหลกลับเป็น SM ในทิศทางเพิ่มขึ้น          หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของซีไอเอ็มบีไทย มีอัตราสูงขึ้นเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพอร์ตสินเชื่อใหญ่ขึ้น ปัจจุบันเอ็นพีแอลอยู่ที่ประมาณ 3.8-3.9% คาดว่าภายในสิ้นปีเอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 4%ส่วนภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 เดือนแรก เติบโตค่อยเป็นค่อยไปไม่หวือหวา ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจโดยรวม และยอดขายของภาคอสังหา ริมทรัพย์ โดยยอดขายจะขึ้นลงตามแรงของโปรโมชันในช่วงเวลานั้น เพื่อแข่งขันหรือดึงยอดขาย แต่โดยภาพรวมมีทิศทางที่ดีขึ้น และในช่วงครึ่งหลังของปีจะมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น          ทั้งนี้ในส่วนของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หลังจากธนาคารมุ่งเน้นลูกค้าที่มีคุณภาพ และกลุ่มที่มีรายได้ประจำ 3 หมื่นบาทต่อเดือน ส่งผลให้อัตราการอนุมัติสินเชื่อ (Approval Rate) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50%          ส่วนยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วง 5 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500ล้านบาทต่อเดือน โดยในเดือนมิถุนายนน่าจะปล่อยได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมครึ่งแรกของปีน่าจะทำได้ตามเป้าหมาย และทั้งปีคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท จากสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 6.7 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 7 หมื่นล้านบาท          นายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า สินเชื่อ 5 เดือนแรกธนาคารปล่อยใหม่ไปแล้วประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท โดยยังคงเป็นกลุ่มราคาบ้าน 3-10 ล้านบาท ที่ยังคงเห็นสัญญาณการเติบโตและมีความต้องการในตลาดเป็นหลัก ทั้งปีคาดว่าน่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปีอยู่ที่ระดับ 2.17 แสนล้านบาท          ส่วนพฤติกรรมการชำระหนี้ยังเป็นปกติและค่อนข้างดี ทำให้หนี้เอ็นพีแอลทรงตัวอยู่ในระดับ 2.5-2.6% มาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ธนาคารจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับดังกล่าว แม้ว่าภาพรวมทั้งระบบจะมีสัญญาณเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล แต่หากพิจารณาในรายกรณีจะพบว่ามีสถาบันการเงินที่สามารถควบคุมได้ดี และรายที่ยังคงเห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นซึ่งขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและควบคุมของแต่ละสถาบันการเงิน          นางสาวจามรี เกษตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเห็นว่าในไตรมาสแรกมีอัตราเติบโตติดลบ 15% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานที่สูงเมื่อปีก่อน โดยทั้งปีตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ปัจจุบันสามารถปล่อยไปแล้ว 3-4 หมื่นล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 5-6 แสนล้านบาท คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวเติบโตกว่าครึ่งปีแรก          ส่วนแนวโน้มเอ็นพีแอล มีทิศทางเพิ่มขึ้นตามภาวะของตลาดภาพรวมโดยทั้งระบบอยู่ที่ระดับ 3.4% ซึ่งของธนาคารต่ำกว่าระบบอยู่ที่กว่า 2% คาดทั้งปีจะบริหารให้อยู่ในระดับดังกล่าว เนื่องจากธนาคารมีระบบสกอริ่งและหลังบ้านที่แข็งแรง ตลอดจนมีทีมติดตามหนี้ (Collection) ที่คอยติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด หากลูกค้าเริ่มส่งสัญญาณมีปัญหาหรือผ่อนชำระไม่ไหว ธนาคารจะมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเป็นปกติ เช่น ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ลดค่างวด เป็นต้น          "ครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัวไม่หวือหวา เรื่องการทำโปรโมชันยังเน้นทำโปรสั้นๆ เหมือนกันทั้งตลาด ส่วนเรื่องดอกเบี้ยพิเศษก็ออกมาเป็นช่วงๆไม่ได้ทำยาว ส่วนหนี้เอ็นพีแอลยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งธนาคารดูตามความสามารถของลูกค้าเพื่อให้ช่วยผ่อนได้"  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชานเมืองโคราชทำเลฮิต ท้องถิ่นโอดบิ๊กอสังหาตุนที่-บ้าน2ล้านหายาก

 ทำเลชานเมืองโคราชคึกคักรับลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ ราคาพุ่งไม่หยุด ผู้ประกอบการอสังหาฯในพื้นที่โอด ต้นทุนขยับกระทบตลาดบ้านระดับ 2 ล้านทำยาก สายป่านสู้ค่ายใหญ่ลำบากกวาดซื้อที่ตุนในมือหลังรถไฟไทย-จีนขยับ          นางสาวพิมพ์อร สุริ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ราคาที่ดินชานเมืองจังหวัดนครราชสีมาขยับตัวค่อนข้างแรง จากราคา 2 ล้านบาทต่อไร่ พุ่งเป็น 5ล้านบาทต่อไร่ ส่งผลให้ราคาบ้านเดี่ยวที่จะพัฒนาต่อไปต้องขยับขึ้นไปขายที่ราคา 5 ล้านบาทต่อหน่วยตามต้นทุนที่ดิน ขณะที่ราคาบ้านซึ่งตลาดในพื้นที่มีความต้องการมากสุดอยู่ที่ระดับ 2 ล้านบาทต่อหน่วยนั้น นับจากนี้จะหายากขึ้น          ไม่เพียงแต่ราคาบ้านจะขยับขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็หาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการยากเช่นกัน เนื่องจาก กระแสรถไฟไทย-จีน ที่จะก่อสร้าง ยิ่งทำให้ชาวบ้านโก่งราคาขาย ประกอบกับที่ดินทำเลดีอยู่ในมือนักลงทุนรายใหญ่จากส่วนกลางหมด  อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย  รวมทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่น เช่น กลุ่มสราญรมย์ ปฐมทอง คลังคาซ่า ซึ่งได้เปรียบที่ซื้อที่ดินช่วงราคาถูก           สำหรับโครงการบ้านจัดสรรที่เปิดขายขณะนี้ มีอยู่ประมาณ 20-30 โครงการ ส่วนคอนโดมิเนียมมีสัดส่วน 30% ของโครงการแนวราบ บ้านรอการขายอยู่ที่ 14,000 หน่วย หากขยับราคาขึ้นตามต้นทุนที่ดินก็ไม่เกิน 10-20%          "ชาวบ้านทราบข่าวว่ารัฐบาลใช้มาตรา 44 เร่งก่อสร้าง รถไฟดังกล่าวภายในเดือนกันยายนนี้ ยิ่งตั้งราคาขายสูงขึ้น คาดว่า หากมีการก่อสร้างราคาจะขยับขึ้นอีก 50%"          ด้านนายกฤช หิรัญกิจ ประธานที่ปรึกษานายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมาเสริมว่า ทำเลที่ผู้ประ กอบการสนใจ จะเป็นทำเลบริเวณตำบลขามทะเลสอ ถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา-ขอนแก่น หรือถนนเลี่ยงเมืองสาย ฉ ตามผังเมืองรวม นครราชสีมาที่แนวสายทางเริ่มต้นจากถนนมิตรภาพ กิโลเมตรที่ 171 บริเวณโรงเรียนมหิศราธิบดีสิ้นสุดโครงการที่บริเวณจุดบรรจบกับถนนสาย 224 กิโลเมตรที่ 5 บริเวณห้างโมเดิร์นเทรด ดูโฮมสาขานครราชสีมา ซึ่งขณะนี้ ราคา 10 ล้านบาทต่อไร่ เนื่องจากเป็นทำเลใหม่ของโครงการบ้านจัดสรร เทียบจาก 5 ปีก่อน ราคา 1-2 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดิน 2-3 แปลง ช่วงที่ทราบข่าวว่าจะมีการก่อสร้างถนนเส้นนี้          นอกจากนี้ยังมี บมจ. แสนสิริ ได้ซื้อที่ดิน 200-300 ไร่ ทำเลตำบลหนองบัวศาลาถนนของทางหลวงชนบท ซึ่งติดกับถนนวงแหวนและสามารถวิ่งออกไปยังตำบลจอหอมุ่งหน้าตรงไปยังขอนแก่นได้ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดิน 100 ไร่ พัฒนาบ้านจัดสรรขาย พร้อมกับจะผุดโชว์รูมโฮมโปร บนทำเลใกล้เคียงด้วย ขณะที่ บมจ.พฤกษา พัฒนาที่ดินบริเวณเยื้องศาลปกครอง          ด้านนายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีแผนพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ 5 โครงการ ไม่ต่ำกว่า 1,000 หน่วย ทำเลจอหอและทำเลบ้านใหม่ เขตอำเภอเมืองนคร ราชสีมา ซึ่งปีนี้เปิดขาย 2 โครงการ ในไตรมาส 3 และ ไตรมาส 4 ระดับราคา 7-8 ล้านบาทต่อหน่วย โดยมีที่ดินรอการพัฒนาเกือบ 1,000 ไร่          "เมื่อมีรถไฟความเร็วสูงเป็นทางเลือก การเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยดึงคนเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในโคราช หรือเดินทางระหว่างที่ทำงานกับที่อยู่อาศัย ใน 3-4 ปีข้างหน้าหากก่อสร้างแล้วเสร็จ"  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

'เอพี'กางแผนรุกคอนโด ครึ่งหลังส่งแบรนด์'ไลฟ์'ผุด2โครงการ1.5หมื่นล.

เอพี ส่งแบรนด์ "ไลฟ์" บุกตลาดคอนโดฯครึ่งหลังปี 60 เดินหน้าเปิด 2 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท หวังดันยอดขายคอนโดฯโตตามเป้า 12,400 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมเปิดขาย ไลฟ์ วัน ไวร์เลส ถนนวิทยุ มูลค่า 6,400 ล้านบาทนายวิทการ จันทวิมลรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี  (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2560 ว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ารวม 15,400 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ ไลฟ์ วัน ไวร์เลส บนถนนวิทยุ อยู่ตรงข้ามโรงแรมปาร์คนายเลิศ มูลค่าโครงการ 6,400 ล้านบาท และโครงการไลฟ์ อโศกพระราม 9 มูลค่าโครงการ 9,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ปฯ โดยก่อนหน้านี้เปิดขายคอนโดฯไปแล้ว 1 โครงการคือ ไลฟ์ ลาดพร้าว มูลค่าโครงการ 7,600 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยยอดขายกว่า 80%ทั้งนี้ โครงการ ไลฟ์ วัน ไวร์เลส เป็นคอนโดฯสูง 43 ชั้น จำนวน 1,344 หน่วย ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท หรือเริ่มต้น 170,000 บาทต่อตารางเมตร โดยบริษัทเตรียมเปิดให้จองซื้อผ่านเว็บไซต์ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จำนวน 114 หน่วย และจะเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการในวันที่ 29กรกฎาคมนี้ คาดว่าโครงการจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบในปี 2563ขณะที่ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่วิทยุหลังสวน-เพลินจิต-ชิดลม โครงการส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด ด้วยข้อจำกัดในการครอบครองและต้นทุนที่ดินที่ดีดตัวสูงขึ้นในทุกๆ ปี ทำให้การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยในย่านดังกล่าว โดยเฉพาะทำเลที่มีทางเข้า-ออกติดถนนเส้นหลักเป็นไปได้ยาก ซึ่งจากการสำรวจในพื้นที่ดังกล่าว พบว่า มีสินค้าคงเหลือเพียง 998 หน่วย หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนหน่วยที่เปิดตัวทั้งหมด โดยเป็นโครงการที่มีระดับราคา 1.5-2 แสนบาทต่อตารางเมตร เหลือขาย 331 หน่วย, ระดับราคา 2-3 แสนบาทต่อตารางเมตร เหลือขาย 520 หน่วย และราคามากกว่า 3 แสนบาทต่อหน่วย เหลือขาย 147 หน่วยสำหรับโครงการ ไลฟ์ อโศกพระราม 9 มีมูลค่าโครงการกว่า 9,000 ล้านบาท ทั้งหมด 2,248หน่วย ราคาขายเริ่มต้น 110,000 บาทต่อตารางเมตร คาดว่าจะเปิดขายในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะนำทั้ง 2 โครงการไปโรดโชว์ขายให้กับลูกค้าต่างชาติ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวันและญี่ปุ่นด้านกลยุทธ์การตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทได้มีการจัดโปรโมชันและแคมเปญต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจัดโปรโมชันของแต่ละโครงการผ่านสำนักงานขาย เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจซื้อ โดยบริษัทมองว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ผู้ประกอบการอสังหาริม ทรัพย์ทุกรายต่างอัดโปรโมชันและเร่งทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างมาก เพราะปีนี้มีระยะเวลาในการขายเหลือเพียง 5 เดือน เนื่องจากในเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่จะต้องงดเว้นกิจกรรมต่างๆ ทำให้ทุกคนจะต้องเร่งการทำการตลาดขึ้นมาเร็วขึ้นกว่าปกติที่จะอยู่ในช่วงไตรมาส 4ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ของโครงการคอนโดมิเนียม 3.02 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น Backlog ของโครงการคอนโดมิเนียมที่บริษัทพัฒนาเอง 6,500 ล้านบาท และ Backlog ของโครงการคอนโดมิเนียมร่วมทุนกับมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MEC) จำนวน 23,700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ 5,900 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2564โดยในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปี 2561 จะมีการโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จใหม่ คือ โครงการ ริทึ่ม รางน้ำ มูลค่า 2,400 ล้านบาท และในช่วงปี 2561 จะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จใหม่เตรียมโอนอีก 2 โครงการ คือ โครงการไลฟ์ อโศก มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท และโครงการ ไลฟ์ ปิ่นเกล้า มูลค่า 3,100 ล้านบาททั้งนี้ในปี 2561 จะมีการโอนคอนโดมิเนียมใน Backlog ประมาณ 9,700 ล้านบาท ส่วนงบซื้อที่ดินในปีนี้บริษัทใช้ซื้อที่ดินไปแล้ว 5,000 ล้านบาท จากงบซื้อที่ดินที่ตั้งไว้ 8,000 ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะใช้ครบทั้งหมด โดยบริษัทยังมองหาซื้อที่ดินในกรุงเทพฯเป็นหลักและยังไม่มีแผนการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ศุภาลัยยอดขายโตปรับแผนลดรีเจ็กต์

ศุภาลัย ปรับกลยุทธ์สกัดรีเจ็กต์ ดันยอดขายครึ่งแรกปี 60 เผยสูงกว่า 1.33 หมื่นล้าน พร้อมกางแผนครึ่งปีหลัง เปิดใหม่ 22 โครงการ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้าน ล่าสุดเปิดตัวคอนโดฯหรู "ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ" มูลค่า 4.4 พันล้านบาทนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกปี 2560 ว่า  บริษัทมียอดขาย 13,344 ล้านบาท เติบโต 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มียอดขายรวมอยู่ที่ 10,355 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ 8,154 ล้านบาท และยอดขายจากโครงการคอนโด มิเนียม 5,190 ล้านบาท จากเป้ายอดขายทั้งปี 27,000 ล้านบาทสำหรับยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับทิศทางตลาด มาจากการเปิดตัวโครงการใหม่ และโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม รวมถึงโปรโมชันส่งเสริมการขายที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาสด้านยอดโอนกรรมสิทธิ์ ยอมรับว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2560 อาจจะต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 เนื่องจากเป็นช่วงที่มีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01%อย่างไรก็ตาม บริษัทมียอดขายรอ รับรู้รายได้จากโครง การคอนโดมิเนียมอีกประมาณ 4-5 โครงการที่จะทยอยโอนตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปอีกจำนวนหนึ่งประกอบกับบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนการทำงาน จากเดิมที่จะส่งลูกค้าไปยังทุกสถาบันการเงิน ขึ้นกับประวัติลูกค้าแต่ละรายว่ามีคุณสมบัติเหมาะกับสถาบันการเงินใด เนื่องจากปัจจุบันแต่ละสถาบันการเงินมีเงื่อนไขการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อลูกค้าแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน ซึ่งการคัดกรองลูกค้าและส่งให้ตรงกับความต้องการของธนาคารก็จะช่วยลดยอดปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์) จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 8% ปัจจุบันมีอัตราที่ลดลง จึงมั่นใจว่าเป้ารายได้ที่ตั้งไว้ 24,500 ล้านบาท จะเป็นไปตามเป้าอย่างแน่นอนสำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2560 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่รวม 22 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 21,540 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบจำนวน 18 โครงการ และ คอนโดมิเนียม จำนวน 4 โครงการ จากเดิมเมื่อต้นปีบริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่รวม 27 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 22 โครงการ มูลค่ารวม 17,130 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวม 19,950 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 5 โครงการ มูลค่ารวม 15,540 ล้านบาทล่าสุดเปิดตัวโครงการ ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ คอนโดมิเนียมหรู ติดถนนเพชรเกษม จำนวน 1 อาคาร 2 ทาวเวอร์ แบ่งเป็นทาวเวอร์เอ สูง 34 ชั้น และทาวเวอร์บี สูง 30 ชั้น รวม 1,802 หน่วย ร้านค้า 8 หน่วย พื้นที่ใช้สอยเริ่มที่ 28-69.5 ตารางเมตร มูลค่าโครงการกว่า 4,400 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ได้ในปี 2563ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในโซนภาษีเจริญ พบว่า มีโครงการเปิดใหม่ประมาณ 3-4 โครงการระดับราคาขายเริ่มต้น 80,000-100,000 บาทต่อตารางเมตร ขณะที่อัตราการขายในย่านฝั่งธนบุรีอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งเป็นผลจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการในที่อยู่อาศัยที่ใกล้และติดกับรถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ผู้ประกอบการจะมีการพัฒนาโครงการในหลายๆทำเล โดยเฉพาะในทำเลที่มีการคมนาคมสะดวก เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับภาพรวมตลาดอสังหริมทรัพย์ในปี 2560 ยังอยู่ในภาวะทรงตัว แต่มีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 5-10% ในส่วนของปัญหาแรงงานที่เป็นกังวลอยู่นั้น เชื่อว่าผู้ประกอบการได้มีการวางแผนรับมือกับปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งบริษัทเองได้มีการเตรียมความพร้อมมาก่อนหน้านี้ โดยนำแรงงานต่างด้าวไปขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

'นายณ์ฯ'เขย่าอสังหาภูเก็ตดึง3บิ๊กผุดโครงการพรีเมียม

นายณ์ เอสเตท จับมือ 3 บิ๊กวงการอสังหาฯ พัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ซีเนียร์ลิฟวิ่ง ระดับพรีเมียมที่ภูเก็ต มูลค่า 3,500 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการ รองรับกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุนางอรฤดี ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้จับมือกับบริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัท กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน เพื่อพัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ซีเนียร์ลิฟวิ่ง (Lifestyle Senior Living Village) ระดับพรีเมียมที่จังหวัดภูเก็ต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ระดับ 5ดาว เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายอย่างครบวงจร สมบูรณ์แบบ ภายใต้การบริหารจัดการโดยทีมงานมืออาชีพจากต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล"การร่วมจัดตั้งบริษัท กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง จำกัด เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมกันของพันธมิตรทุกฝ่ายในบริษัทร่วมทุนนี้ที่จะพัฒนาโครงการที่พักอาศัยคุณภาพสูง มาตรฐานสากลสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ตอบสนองและสอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยน แปลงทางประชากร และการขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของโลกในปัจจุบัน"สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัท กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง จำกัด ประกอบด้วย บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 28.5% บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 25% บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 25% และ บริษัท ช.การช่าง เรียล เอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 20% และบุคคลธรรมดาในนามพ.ญ.นาฏ ฟองสมุทร์ (ผู้พัฒนาโครงการสวางคนิเวศ) ในสัดส่วน 0.75% และ MR.Daniel Holmes สัดส่วน 0.75%จากการสอบถามนักพัฒนาอสังหาฯในจังหวัดภูเก็ตได้ความว่า โครงการดังกล่าว นายณ์แบ่งซื้อที่ดินส่วนหนึ่งในโครงการมอนท์เอชัวร์ภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยและคอมมิวนิตีระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ของบริษัท กมลา บีช รีสอร์ท แอนด์โฮเต็ล แมนเนจเม้นท์ฯ ตั้งอยู่บนหาดกมลา โดยโครงการมอนท์เอชัวร์ภูเก็ตนี้ทางนายณ์ฯ เป็นผู้ร่วมพัฒนาด้วย  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

'ระเบียงเศรษฐกิจ' อีอีซี ต่อเฟส 2

"Eastern Economic Corridor" หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็น MEGA กลยุทธ์ของรัฐบาล ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการพัฒนาประเทศด้านการกำหนดพื้นที่เพื่อ การพัฒนา โดยที่ผ่านมามักจะกำหนดกลยุทธ์ด้านการกำหนดตัวผลิตภัณฑ์ หรือประเภทธุรกิจ เช่น กระตุ้นการพัฒนาเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นต้นวิธีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายหลัก ที่มี Potential แล้วนำเศรษฐกิจมาประสาน น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง การจะเพิ่มพูนศักยภาพพื้นที่ก็ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เสียก่อน เหมือนจะสร้างบ้านก็ต้องมีถนน ประปา ไฟฟ้า แล้วจึงจะพัฒนาการพัฒนา Eastern Economic Corridor ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกนี้ นักผังเมืองจะเรียกว่าเป็น "Sub-Regional Plan" คือการวางแผน และผังระดับอนุภาค ที่มีหลายจังหวัดในกลุ่มเดียวกัน ผสมผสาน จะสูงกว่าระดับพัฒนาจังหวัด แต่ก็ไม่ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออก ซึ่งมีอีกหลายจังหวัดที่มีพื้นฐานต่างกัน และอยู่ห่างกันยากแก่การร้อยเข้าหากันด้วยวิสัยทัศน์ แต่ก็ต้องคิดเป็นระบบรวมไว้ล่วงหน้าEastern Economic Corridor ก็จะเน้น Major Infrastructures ต่อเชื่อม 5 จังหวัดด้วยระบบราง ระบบถนน ระบบขนส่งทางน้ำทะเล (มาบตาพุด) และระบบทางอากาศ คือ "อู่ตะเภา" เชื่อม 5จังหวัดที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี บางพระ พัทยา มาบตาพุด ระยอง มีฐานเศรษฐกิจคือ อุตสาหกรรมผลิต-พลังงาน การเกษตร ท่องเที่ยว มีขนส่งทางบก น้ำ อากาศ ต่อเชื่อมจากประเทศสู่นอกประเทศแต่การจะกำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญ และดียิ่งเช่นนี้ควรจะคิดให้ไกลกว่าแค่ระเบียง 5 จังหวัดเท่านั้น ต้องมองไปถึง Regional Network ต่างประเทศ และยังมีอีก 2 จังหวัดที่น้อยใจ ถูกทอดทิ้ง คือ ตะวันออกสุดชายแดน จันทบุรี ตราด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความต่อเนื่องและเข้มแข็งไม่แพ้ 5 จังหวัด โดยจันทบุรี เป็นเกษตรชั้นดี เหมือนระยอง เช่นเดียวกับตราดก็เป็นเมืองค้าขายชายแดน มีอุตสาหกรรมประมง ท่องเที่ยวแข็งแรง จะเป็นไปได้ไหมที่ Eastern Economic Corridor จะใจกว้าง คิดออกไปสักนิด เชื่อมระเบียงเศรษฐกิจนี้เข้ากับจันทบุรี ตาก จะพยายามออกไปสู่ท่าเรือสำคัญสุด ปลายแหลมอินโดจีนของเขมร คือต่อเชื่อมท่าเรือน้ำลึกเป็นเฟส 2ไทยก็จะเป็น HUB ของ AEC และ CLMV ชัดเจนขึ้นและพยายามต่อเฟส 2 สู่ทวายให้ชัด อย่าลืมต่อเชื่อมจีนทางเหนือผ่านสระบุรี (HUB ใหม่ของรถไฟ) ออกเชียงใหม่ เชียงราย หรือหนองคาย คือเมืองชายแดนฝาก Eastern Economic Corridor ช่วยคิดด้วย แม้จะกว้างจะไกลก็ไม่เลวร้าย ที่จะกล้าคิดนอกกรอบ MEGA Project อีกสัก 5-10 ปี มีอีกหลาย Sub-Regional ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ภาคเหนือ Gate Way สู่จีน หรือแม่โขง Basin หรือ SSB ต่อเชื่อม 2 ทะเล เป็นต้น ให้กำลังใจคมนาคม และรถไฟไทย และคสช. อดทนทำงานให้ชาติให้มากกว่านี้อีกนิด แต่ก็ต้องอย่าลืมคุยกับประชาชนมากๆ ด้วย          ไทยจะเป็น HUB ของ AEC และ CLMV ชัดเจนขึ้นและพยายามต่อเฟส 2 สู่ทวาย  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

สนข.เร่งขนส่งสาธารณะในเมือง ผุดรถรางไฟฟ้ารางเบาเชื่อมหัวเมืองหลัก

สนข.เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ในเมืองหลักภูมิภาคผุดรถรางไฟฟ้า (แทรม) และรถไฟฟ้าขนาดเบาเชื่อมโยงคาดลงทุนระดับหมื่นล้าน ขอนแก่นนำร่องภาครัฐ-เอกชนมีความพร้อมร่วมลงทุน แต่ยังมีลุ้นภูเก็ต เชียงใหม่ นครราชสีมา อุดรธานี สงขลานายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า อยู่ระหว่างการเร่งสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลักภูมิภาคในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี พิษณุโลก สงขลา (หาดใหญ่) โดยจังหวัดภูเก็ตจะใช้ระบบรถไฟฟ้ารางเบาเส้นทางท่าอากาศยานภูเก็ตห้าแยกฉลอง ระยะทางประมาณ 41 กิโลเมตร จำนวน 21 สถานี รูปแบบการร่วมลงทุนเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รับผิดชอบดำเนินการขั้นตอนการลงทุนก่อสร้าง และรฟม.ศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐพิจารณาเห็นชอบเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินการเส้นทางในจังหวัดขอนแก่น กำหนดไว้ 5 เส้นทาง ระยะทางรวม 122 กิโลเมตร จำนวนทั้งสิ้น 93 สถานี  โดยจะก่อสร้างเส้นทางสำราญ-ท่าพระ เป็นเส้นทางนำร่อง ระยะทาง 22.8 กิโลเมตร จำนวน 16 สถานี ส่วนจังหวัดเชียงใหม่มีแผนแม่บทการพัฒนารองรับไว้แล้วใน 3 เส้นทางซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเป็นครั้งสุดท้ายเนื่องจากบางเส้นทางประชาชนต้องการให้จัดทำเป็นอุโมงค์เนื่องจากหวั่นว่าจะกระทบโครงสร้างของเมืองแต่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากซึ่งอาจจะกระทบต่อการใช้งบประมาณของรัฐและอาจไม่ได้รับความสนใจด้านการร่วมลงทุนของภาคเอกชนซึ่งสนข.อยู่ระหว่างการเร่งสรุปรายละเอียดดังกล่าวส่วนพื้นที่จังหวัดนคร ราชสีมา กำหนดไว้จำนวน 3 เส้นทาง ระยะทางรวม 54.87 กิโลเมตร จำนวน 64 สถานี ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด โดยเฉพาะความสนใจของภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ เช่นเดียวกับจังหวัดสงขลา(หาดใหญ่) ได้มีการศึกษาระยะทางรวม 12.54 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี คาดว่าจะใช้งบก่อสร้างกว่า 8,400 ล้านบาท ขณะนี้การออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการร่วมลงทุน"โดยนโยบายของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญเรื่องที่รัฐต้องเร่งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลัก ดังนั้นในเบื้องต้นได้เลือก ภูเก็ต เชียงใหม่ ที่ปัจจุบันได้ตั้งบริษัทเชียงใหม่พัฒนาเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมดำเนินการรองรับไว้แล้ว ส่วนขอนแก่นจะเร่งสรุปผลการศึกษาเดือนสิงหาคมนี้ เช่นเดียวกับจังหวัดนครราชสีมาที่ได้งบปีนี้ไปดำเนินการ ขณะนี้ผลการศึกษาคืบหน้า 15% ส่วนจังหวัดอุดรธานีได้ยื่นของบปี 2561 ไปดำเนินการ และพิษณุโลกที่มีเส้นทางรถไฟรองรับไว้แล้ว ก็จะเร่งเสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) กำหนดเป็นแผนแม่บทต่อไป"นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่ายังได้เน้นให้สามารถเชื่อมโหนดการพัฒนาพื้นที่สำคัญไว้ได้ทั้งหมด ในส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มี 3 สายคือสาย สีแดง เขียว น้ำเงิน ระยะทาง 35 กม. ช่วงต้นเดือนหน้าจะเปิดรับฟังความเห็นประชาชนที่เชียงใหม่ก่อนเสนอครม."สำหรับจังหวัดขอนแก่น จะใช้เป็นโมเดลในการพัฒนารูปแบบในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมือง โดยจะพัฒนาสายสีแดงนำร่อง แต่สนข.ให้ทุกจังหวัดกลับไปทบทวนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ประการหนึ่งนั้นหากให้ รฟม.ดำเนินการน่าจะสามารถดำเนินการได้ดีกว่าที่ท้องถิ่นจะนำไปดำเนินการเองและยังให้คิดถึงความยั่งยืนในอนาคตด้วย"  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

เลือกรูปภาพติดฝาผนังเสริมฮวงจุ้ยให้กับครอบครัว

อีกหนึ่งการตกแต่งที่บ้านที่ได้รับความนิยมและสามารถทำได้ง่ายคือ การเลือกซื้อรูป มาติดผนังบ้าน เพื่อให้เกิดความสวยงามและมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่การเลือกซื้อภาพมาติดฝาผนังนอกจากความสวยและเข้ากับห้องนั้นๆแล้ว เรื่องของฮวงจุ้ยก็สำคัญและใช้เป็นหลักในการตกแต่งบ้านได้เช่นกัน วันนี้เรามีเทคนิคการเลือกรูปภาพติดฝาผนังที่จะเสริมฮวงจุ้ยให้กับครอบครัวคุณมาแนะนำ 1. ทำมาค้าขึ้นด้วยภาพปลาคราฟ หรือปลาเงินปลาทองภาพจาก www.tabigift4you.com ปลาคราฟเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการงาน การทำมาหากิน หากชีวิตกำลังขัดสนแนะนำให้ซื้อรูปปลาเงิน ปลาทอง จำนวน 6 ตัว 8 ตัว หรือ 9 ตัวมาติดที่ผนังห้อง จะช่วยเรื่องการทำมาหากิน การหาเงินได้คล่องมากขึ้น 2. เพิ่มผลกำไรด้วยภาพม้า 8 ตัวภาพจาก www.tabigift4you.com ม้า เป็นสัตว์ที่มีพละกำลัง และ ความว่องไว หากนำรูปม้าจำนวน 8 ตัวไปติดที่ห้องทำงาน หรือ ที่ทำมาหากินจะช่วยสนับสนุนเรื่องการทำผลกำไรให้กับงานของคุณมากขึ้น 3. เพิ่มความสุขให้กับบ้านด้วยภาพน้ำตก แม่น้ำภาพจาก  oknation.nationtv.tv เพราะกระแสน้ำจะไหลเวียนนำพาพลังงานบวกที่ดีเข้าสู่ตัวบ้าน ดังนั้นหากคุณอยากให้มีพลังงานที่ดีไหลเวียนในบ้านของคุณ เราแนะนำให้นำภาพน้ำตก แม่น้ำ มาติดที่ผนังห้องรับแขก แต่เลี่ยงการติดในห้องน้ำ เพราะห้องน้ำก็มีกระแสน้ำอยู่แล้วหากนำไปติดอีกจะมากเกินไป หรือในห้องนอนก็ไม่ควรเพราะจะทำให้คนที่นอนพักผ่อนเหมือนจมน้ำตลอดเวลา  4. เพิ่มความมั่นคงให้กับครอบครัวด้วยภาพภูเขาภาพจาก  www.weloveshopping.com เพราะภูเขาจะมีลักษณะมั่นคง สูงเด่น ตระหง่าน หากต้องการให้ครอบครัวของคุณมั่นคงดั่งหินผา เรานะนำให้นำภาพภูเขามาติด โดยเฉพาะตรงห้องทำงาน เพราะจะช่วยส่งเสริมเรื่องการงานที่มั่งคงอีกด้วย 5. ส่งเสริมความรักด้วยดอกโบตั๋นภาพจาก  www.manager.co.th เพราะดอกโบตั๋น หรือ ดอกเหมยเป็นดอกไม้ที่สวยงาม และเป็นตัวแทนความรัก ความสัมพันธ์ หากคุณอยากให้ครอบครัวมีความอบอุ่น ความสัมพันธ์ที่ดีลองหากภาดอกโบตั๋นมาติดดูสิ แต่ต้องเป็นภาพที่ดอกโบตั๋นครบทั้งตัวดอก ก้าน และใบด้วยเช่นกัน ภาพวาดย่อมมีความงามทางด้านศิลปะอยู่แล้ว แต่คงจะดีขึ้นหากเลือกภาพที่มีความหมายดีๆมาติดตั้งในบ้านของเราเพื่อส่งเสริมให้บ้านของคุณมีความมงคลมากขึ้น เราก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยคุณได้ไม่มากก็น้อย ขอบคุณแหล่งที่มา : www.tuktaindy.com                                     www.itmeart.comฃ 

บ้านต่ำกว่า50ล้านเสียว ต้องเสียภาษีที่ดินฉบับใหม่/ภาษีลาภลอยโดนแน่

บ้านราคาต่ำกว่า 50 ล้านบาท มีเสียว ต้องเสียภาษี หลังคณะกรรมาธิการ ส่วนใหญ่เห็นชอบควรปรับลดเพดานให้ต่ำกว่า 50 ล้านบาทลงมา แต่ยังไม่ฟันธงระดับราคาใหม่ตาม พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คาดสรุปภายใน 45 วันนี้ ขณะที่คลังเตรียมเก็บภาษีลาภลอยตามแนวรถไฟฟ้า 5%นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ เตรียมพร้อมรองรับกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะต้องเริ่มสำรวจที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเพื่อกำหนดทิศทางอัตราการจัดเก็บที่ชัดเจนและประเมินราคาที่ดิน พร้อมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการบูรณาการ ทั้งกรมที่ดิน และท้องถิ่น เนื่องจากกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 จึงต้องเตรียมการล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการจัดเก็บหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้เบื้องต้นการประชุมคณะกรรมาธิการวาระ 2 ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า เพดานการจัดเก็บที่อยู่อาศัย ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าควรปรับลดราคาให้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และลดอัตราการจัดเก็บลงเพื่อให้มีฐานการจัดเก็บที่กว้างขึ้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 45 วันก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาโดยให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ส่วนการประเมินที่ดินรายแปลงที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ขณะนี้ได้ตรวจสอบที่ดินแล้วกว่า 18.6 ล้านแปลง หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของที่ราชพัสดุทั้งหมดที่มีอยู่ 32 ล้านแปลง ซึ่งเชื่อว่าการประเมินดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปีนี้นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อยู่ระหว่างเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีลาภลอย ให้กระทรวงการคลัง และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พิจารณาก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบในเร็วๆ นี้ ซึ่งภาษีลาภลอย จะมีการเก็บภาษีจากมูลค่าส่วนต่างของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จากประโยชน์การก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้าในเขตเมือง โครงการรถไฟฟ้ารางคู่ และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้นสำหรับรายละเอียดของกฎหมายภาษีลาภลอย ส่วนอื่นๆ ยังเหมือนเดิม เช่น จะมีการกำหนดอัตราเพดานที่จะเก็บสูงสุดไว้ใน พ.ร.บ. แต่อัตราที่เก็บจริงจะใช้กำหนดและประกาศอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปส่วนจะเริ่มเก็บจริงที่อัตรา 5% หรือไม่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้นอกจากนี้ การเก็บภาษีจะเก็บในรัศมี  5 กม. จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และมูลค่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีลาภลอย เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับรายย่อย โดยเฉพาะที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เพื่ออยู่อาศัยปกติ โดยเป้าหมายของกฎหมายนี้ต้องการเก็บภาษีที่ได้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐเป็นสำคัญ  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

SIRIโชว์ผลงานปิดขาย'ดีคอนโด กาญจนวณิช'มูลค่าโครงการ2พันล้าน

“แสนสิริ” โชว์ผลงานปิดการขาย “ดีคอนโด กาญจนวณิช” โอนทั้ง 1,268 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท พร้อมจ่อเปิดโครงการใหม่เร็วๆนี้ ขานรับโมโนเรลหาดใหญ่และมอเตอร์เวย์สายหาดใหญ่-สะเดาที่จะเสร็จปี 64นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่หาดใหญ่ยังเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมยังคงมีดีมานด์สูง และมีอุปสงค์สะสมตอบรับถึง 85% โดยล่าสุดที่บริษัทปิดการขายโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ “ดีคอนโด กาญจนวณิช” จำนวนทั้งสิ้น 1,268 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันลูกค้าโอนและเข้าพักอาศัยเต็ม 100% แล้วทั้งนี้ความสำเร็จมาจากทำเลศักยภาพที่ใกล้เช็นทรัล เฟสติวัล และแม็คโคร เพียง 1.3 กิโลเมตรเท่านั้น รวมถึงส่วนผสมของแบรนด์ ด้านการออกแบบและดีไซน์ตัวอาคารที่มีเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซ็ปท์ “เข้าถึงมุมดีๆ ในการใช้ชีวิต” ที่โดดเด่นแตกต่าง พร้อมกับส่วนกลางขนาดใหญ่ สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือยาวถึง 70 เมตร รวมทั้งบริการหลังการขายในมาตรฐานแสนสิริสำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาฯ พื้นที่หาดใหญ่ คาดว่าจะเร่งขยายตัวสูงขึ้นได้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จากแผนการพัฒนาโครงการคมนาคมของรัฐ ทั้งโครงการขนส่งมวลชนด้วยระบบราง หรือ “รถไฟฟ้าโมโนเรล” เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว ที่จะเข้ามาเชื่อมระหว่างใจกลางเมืองหาดใหญ่กับสนามบิน สายคลองหวะ - สถานีรถตู้ มีระยะทาง 12.54 กิโลเมตร คาดแล้วเสร็จปี 2564 โครงการทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยระบายการจราจรจากตัวเมืองออกไปยังพื้นที่รอบนอกได้ดีกว่าปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยลดความหนาแน่นของปริมาณรถที่ไม่ต้องการเข้าไปยังตัวเมืองหาดใหญ่ด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564-2565รวมถึงมอเตอร์เวย์สายหาดใหญ่-สะเดา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย โดยจะเปิดประมูลปี 2561 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี รวมทั้งยังมีแผนการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ คาดจะแล้วเสร็จปี 2573 เพื่อยกระดับให้ท่าอากาศยานหาดใหญ่เป็น “ประตูสู่ภาคใต้สุดของไทย” และสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 10 ล้านคนต่อปีทั้งนี้ จากศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรม, ด้านอุตสาหกรรม, ด้านการคมนาคม และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา จะช่วยส่งเสริมให้พื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย มีการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ และประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่มากยิ่งขึ้น กระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน และการเติบโตของกลุ่มอุปสงค์ในตลาดอสังหาฯ จากกลุ่มแรงงาน และนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งยังส่งผลให้ราคาที่ดินในพื้นที่หาดใหญ่ขยับตัวสูงขึ้นได้อีกไม่น้อย ซึ่งด้วยศักยภาพของหาดใหญ่เช่นนี้ แสนสิริจึงเล็งเปิดตัวโครงการใหม่เร็วๆนี้ เพื่อรองรับกับศักยภาพดังกล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

'ศุภาลัย'เผยครึ่งปีหลังผุด22โครงการโชว์6เดือนแรกยอดขาย1.33หมื่นล.

ศุภาลัย เดินหน้าลงทุนครึ่งปีหลัง 22 โครงการ มูลค่า 21,540 ล้านบาท  พร้อมโชว์ผลงานครึ่งปีแรกกวาดยอดขาย 13,344 ล้านบาท โต 29% มั่นใจสิ้นปียอดขายตามเป้า 27,000 ล้านบาท ล่าสุดเปิดตัวคอนโดฯ "ศุภาลัย เวอเรนด้า" สถานีภาษีเจริญ 1,802 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 4,400 ล้านบาทนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรม- การผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัยฯ จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยถึงแผน การดำเนินงานในครึ่งปีหลังว่า บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 22 โครงการ มูลค่ารวม 21,540 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบ 18 โครงการ มูลค่า 11,590 ล้านบาท ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ทั้งในในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมถึงการเปิดตัวคอนโดมิเนียม 4 โครง การ มูลค่ารวม 9,950 ล้านบาท ครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 5 โครงการ มูลค่ารวม 15,540 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่รวม 27 โครงการ มูลค่า 37,080 ล้านบาทโดยเริ่มต้นจากโครงการศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 10 ไร่ 2 อาคารสูง 34 ชั้น และ 30 ชั้น จำนวน 1,802 ยูนิต ร้านค้า 8 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการพักอาศัยที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และใกล้รถไฟฟ้าเพียง 150 เมตร ทั้งนี้บริษัทคาดหวังยอดขายช่วงเปิดพรีเซล วันที่ 5-6 ส.ค. 60 อยู่ที่ 1,000 ล้านบาทภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในโซนภาษีเจริญ มีโครงการเปิดใหม่ประมาณ 3-4 โครงการระดับราคาขายเริ่มต้น 80,000- 100,000 บาทต่อตารางเมตร ในส่วนของภาพรวมการขายมีอัตราการการขายในระดับที่ดี ประมาณ 70% จากจำนวนยูนิตที่เปิดขายกว่า 4,000 ยูนิต (เฉพาะติดถนนเพชรเกษม) ซึ่งเป็นผลจากความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและการเชื่อมต่อกับสายสีม่วงสำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายที่ 13,344 ล้านบาท เติบโต 29% แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ 8,154 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 5,190 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 10,355 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 6,732 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 3,623 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 27,000 ล้านบาท เติบโต 12% ปัจจุบันบริษัท มีแบ็กล็อกประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนไปจนถึงปี 2563 ซึ่งในปีนี้จะรับรู้ได้ที่ 13,000-14,000ล้านบาทนายไตรเตชะ กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหริมทรัพย์ในปี 2560 ว่า ยังคงไม่เติบโตไม่มากนัก ประมาณ 5-10% ในส่วนของปัญหาแรงงานในปัจจุบัน "แรงงาน ต่างด้าว" ในภาคธุรกิจอสังหาฯต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าเกิน 50% ของแรงงานทั้งหมดอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการมีการวาง แผนรองรับปัญหาดังกล่าวมาเป็นอย่างดีแล้ว ส่วนภาษีลาภลอยที่จะมีการผลักดันใน 3 เดือน นั้นเชื่อว่าจะมีผลผลกระทบในทำเลที่เป็นแนวรถไฟฟ้า หรืออยู่ในบริเวณที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานโครงการใหม่ๆของ ภาครัฐเท่านั้น และจะมีผลกระทบค่อนข้าง น้อย เนื่องจากเป็นทำเลที่อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินที่เร็วมากขึ้น เช่น ซีบีดี โดยคาดว่าจะมีการปรับตัวขึ้นราว 15-20% ต่อปี ซึ่งการเก็บอัตราภาษีนั้นคาดว่าจะไม่เกิน 1-2% แต่แน่นอนว่าในด้านต้นทุนที่จะส่งต่อให้ลูกค้า ผู้บริโภคอาจจะได้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคาปรับตัวขึ้นเล็กน้อย  ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

โพสต์ทูเดย์: รับมือดีมานด์เทียม

สัญญาณความต้องการเทียมหรือดีมานด์เทียมในธุรกิจอสังหาริมทรัพยที่เริ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะต้องเร่งติดตามว่าควันไฟดังกล่าวจะมีทิศทางเป็นไฟรุนแรงมากขึ้น หรือสามารถคลายวิกฤตได้ตามกลไกตลาด เพราะเป็นที่ทราบกันว่าวิกฤตเศรฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ หลายครั้งเกิดมาจากวิกฤตในอสังหาฯ แล้วลามขยายวงไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤติซับไพรม์สหรัฐ วิกฤตต้มยำกุ้งที่เงินไหลเข้ามาปั่นฟองสบู่อสังหาฯ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ควรดูเบาประเด็นนี้อย่างที่วงการอสังหาฯ ออกมาเตือนว่า ปัจจุบันยังคงเห็นการจองซื้อคอนโดมิเนียมแต่ไม่ได้อยู่อาศัยจริงหรือดีมานด์เทียม เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโครงการคอนโดที่ประกาศปิดการขายไปแล้ว ซึ่งหลายโครงการมีดีมานด์เทียมสูงถึง 40-50% เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีน บางส่วนเริ่มทิ้งเงินดาวน์โครงการ เนื่องจากไม่ได้ผลตอบแทนตามที่โครงการและเอเยนต์รับประกันไว้ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโครงการอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดส่วนใหญ่จะแบ่งสัดส่วนการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง 50-60% เป็นการซื้อคอนโดแต่ไม่อยู่อาศัยจริงหรือดีมานด์เทียม ซึ่งเป็นการซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่ากับซื้อเพื่อเก็งกำไรรวมกัน 40-50% โดยในดีมานด์เทียมดังกล่าวในจำนวนนี้เป็น กลุ่มซื้อคอนโดเก็งกำไรประมาณ 10% และกลุ่มนี้สัดส่วนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำมานานหลายปี ทำให้ผู้ฝากเงินต้องดิ้นรนหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นยอมเก็งกำไรเสี่ยงมากขึ้นสำหรับกลุ่มดีมานด์เทียมที่เหลืออีก 30-40% ซึ่งมีเงินเย็นซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า นำเงินค่าเช่ามาช่วยผ่อน และหวังกำไรจากราคา คอนโดที่จะปรับขึ้นในอนาคตอีกทางหนึ่ง กลุ่มนี้โดยเฉพาะผู้ซื้อชาวจีนเริ่มทิ้งดาวน์ ไม่ยอมโอนห้องชุดไปผ่อนกับสถาบันการเงินต่อ เพราะเชื่อว่าผลตอบแทนจากค่าเช่ากับราคาห้องชุดจะไม่เพิ่มขึ้นตามที่คนขายชักจูงแนวโน้มดังกล่าวเมื่อรวมกับอาการของผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายราย ซึ่งทยอยประกาศเพิ่มทุนที่เริ่มเห็นมากขึ้น รวมทั้งต้องยอมรับว่าอสังหาฯ ในหลายทำเล โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง คอนโดหลายโครงการมียูนิตที่ขายไม่ได้อยู่เป็นจำนวนมาก ไม่นับส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นที่คอนโดอยู่ในสภาพล้นตลาดไม่แพ้กันจริงอยู่ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐมีการติดตามและยืนยันว่าสภาพ อสังหาฯ โอเวอร์ซัพพลายยังไม่น่ากลัว ยอดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลจากที่ผู้ซื้ออสังหาฯ ไม่ผ่อนต่อเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่พุ่งสูงในอัตราเพิ่มที่น่ากลัว ด้านสถาบันการเงินก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นตามที่ทราบกันว่ายอดปฏิเสธปล่อยกู้ผู้ซื้อค่อนข้างสูง 40-50% ของยอดผู้ยื่นขอกู้ และบางรายยอดปฏิเสธมากถึงกว่า 70%ก็มีนอกจากนี้ ผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่บางรา พื้นฐานยังแข็งแกร่งพอที่จะรองรับนำห้องชุดที่โดนทิ้งดาวน์ไปรีเซลได้อีกระยะหนึ่ง แต่ในวงการก็มีการประเมินกันแล้วว่า หากความต้องการอสังหาฯ ยังอยู่ในสภาพนี้ไปอีกระยะ 1-2 ปี ก็จะเห็นอสังหาฯ รายใหญ่ออกอาการได้เหมือนกันเมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่อยากให้หน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องดังกล่าวดูเบาปัญหาดีมานด์เทียมอสังหาฯ ที่ส่งสัญญาณออกมาแบบผิวเผิน เพราะถ้าปมปัญหาดังกล่าวปะทุขึ้นมาผลกระทบจะขยายไปเร็วมาก จนอาจเป็นวิกฤตรูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง งานนี้รัฐห้ามประมาทแล้วจะหาว่าไม่เตือน  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อสังหาฯเปิดศึกยกใหม่สายสีม่วง รับเชื่อมต่อเตาปูน-บางซื่อ

นายสัมมา คีตสิน นักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า การเปิดจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงอย่างเป็นทางการ วันที่ 11 ส.ค.นี้ว่า จะมีผลต่อการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโด โดยจะเห็นได้ชัดในโครงการที่อยู่ในบริเวณที่ใกล้กับสถานีบางซ่อนก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นฮับหรือจุดเชื่อมต่อขนาดใหญ่ของทั้งสายสีน้ำเงินและสีม่วง นอกจากนี้ในอนาคตยังจะมีสายสีแดงและรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นอีกขณะที่บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังเร่งระบายสะต๊อกคอนโดพร้อมอยู่ โครงการ แอมเบอร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานีแยกติวานนท์ จำนวน 563 ยูนิต โดยปัจจุบันห้องชุดในโครงการขายไปได้แล้วประมาณ 60%โดยล่าสุดได้จัดโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ 3 ต่อ เริ่มจากให้ส่วนลดเงินสด 2-6 แสนบาท การตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องให้ครบพร้อมเข้าอยู่ขนาด 35 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 2.39ล้านบาท โปรโมชั่นดังกล่าวนำมาใช้กับห้องชุดจำนวน50 ยูนิต และยังไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโปรโมชั่นขณะที่บริษัท เอ.พี. (ไทยแลนด์) จัดโปรโมชั่นโครงการคอนโดมิเนียมแอสไปร์ รัตนาธิเบศร์ 2แจกรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค เมื่อจองห้องชุดที่เข้าร่วมแคมเปญ ขนาด 1 ห้องนอน 30 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 22-23 ก.ค. นี้และรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1 แสนบาทโดยนายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ โครงการคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง มียอดขายที่ค่อนข้างช้า และเหลือความต้องการขายคอนโดในตลาดค่อนข้างเยอะ เนื่องจากไม่มีการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสายสีน้ำเงิน ทำให้ประชาชนไม่สนใจที่จะซื้อคอนโดมิเนียมในทำเลนี้ แต่หลังจากมีการเชื่อมต่อระหว่างสองสถานีในเดือนสิงหาคม ก็ทำให้ยอดขายคอนโดในทำเลนี้กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดว่าปริมาณคอนโดที่ค้างสต๊อกในทำเลนี้ จะค่อยๆ ระบายออกสู่ตลาดได้ดียิ่งขึ้นขณะที่บริษัทศุภาลัย ที่มีโครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงอยู่ประมาณ 7-8 โครงการ ได้แก่ โครงการซิตี้โฮม รัตนาธิเบศร์, โครงการศุภาลัยปาร์ค แยกติวานนท์, โครงการศุภาลัยปาร์ค แคราย-งามวงศ์วาน ฯลฯ ซึ่งหลายโครงการปิดการขายแล้ว และในจำนวนนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 3 โครงการ รวมจำนวนประมาณ 2,000 หน่วย อัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 50%นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดขายโครงการคอนโด มิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วง 2-3 ที่ผ่านมา พบว่า มียอดขายเพิ่มขึ้น 20-30% หรืออัตราการขายเฉลี่ยที่ประมาณ 50% ซึ่งยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นมากไม่ได้หมายความว่าตลาดกลับมาคึกคัก แต่เป็นเพราะยอดขายที่ได้มาจากฐานที่ต่ำในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สาเหตุของการขยับขึ้นของยอดขายมาจากความชัดเจนในการเปิดใช้บริการเดินรถอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 3/2559 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง 1 โครงการ มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

'เอพี'ส่ง LIFE ONE WIRELESSชิงเค้กคอนโดครึ่งปีหลัง

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทร่วมมือกับ "มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป" (MEC) พันธมิตรญี่ปุ่น เปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ LIFE 2 ทำเลใหม่ใจกลางเมือง โครงการแรกคือ "LIFE ONE WIRELESS (ไลฟ์ วัน ไวร์เลส)" คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Live a Splendid Life" พบชีวิตสมบูรณ์แบบบนที่สุดของทำเลศูนย์กลางมหานคร ให้ ผู้อยู่อาศัยได้เติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างสมดุล"สำหรับ LIFE ONE WIRELESS ตั้งอยู่บนถนนนวิทยุ มูลค่าโครงการ 6,400 ล้านบาท เริ่มต้น 4.9 ล้านบาท บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 4 ไร่ เป็น ประกอบด้วยอาคาร สูง 43 ชั้น จำนวน 1,344 ยูนิต มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 1. ห้องสตูดิโอ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 24-28 ตารางเมตร 2. ห้องชุด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35-45 ตารางเมตร และ 3. ห้องชุด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 63 ตารางเมตร อยู่ใจกลางของห้างสรรพสินค้า และแหล่งช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ โรงเรียน อาคารสำนักงาน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ตั้งอยู่บนทำเลเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างถนนสุขุมวิท เพชรบุรี พระราม 4 และสาทร และจุดขึ้น-ลงทางด่วน สะดวกทั้งการใช้รถยนต์ส่วนตัวและระบบขนส่งสาธารณะ" นายวิทการกล่าวนอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการที่สอง คือ LIFE อโศก-พระราม 9 จำนวน 2,248 ยูนิต มูลค่า 9,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 110,000 บาทต่อตารางเมตร โดยจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้นายวิทการ กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในย่านพื้นที่เชื่อมต่อกันระหว่างวิทยุ-หลังสวน-เพลินจิต-ชิดลม ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ ด้วยข้อจำกัดในการครอบครองและต้นทุนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกๆ ปี ทำให้การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยในย่าน ดังกล่าว โดยเฉพาะทำเลที่มีทางเข้า-ออกติดถนนเส้นหลัก เป็นไปได้ยาก จากการสำรวจในย่านพื้นที่เชื่อมต่อดังกล่าว พบซัปพลายคงเหลือเพียง 998 ยูนิต หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนยูนิตที่เปิดตัวทั้งหมด ซึ่งคอนโดมิเนียมในกลุ่มไฮเอ็นด์ระดับราคาต่อตารางเมตรประมาณ 1.5-2 แสนบาท คงเหลือเพียงแค่ 330 ยูนิตเท่านั้น ดังนั้นจึงมั่นใจว่า LIFE ONE WIRELESS จะได้รับการตอบรับที่ดีปัจจุบัน บริษัทมีคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 15 โครงการ มูลค่าคงเหลือขายรวมประมาณ 12,300 ล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างเอพีและ มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MEC) 9โครงการ มูลค่าคงเหลือขายรวมประมาณ 4,090 ล้านบาท ส่วนของผลการดำเนินงานของเอพีจากกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 8,200 ล้านบาท และมั่นใจว่าจากการเปิดตัว LIFE ONE WIRELESS และ LIFE อโศก-พระราม 9 จะสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 12,400 ล้านบาทอย่างแน่นอน  ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

SCCคาดปันผล10.50บาท ชี้ครึ่งปีกำไรพุ่ง3หมื่นล้าน

โบรกฯคาด “SCC” ปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 10.50 บาท ลุ้นครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 31,785ล้านบาท พุ่งขึ้น 7.60% จากงวดปีก่อน รับอานิสงส์ธุรกิจปิโตรเคมีโตแกร่ง-ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทรงตัวระดับสูง เชียร์ “ซื้อ” เป้าราคา 620 บาทนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่ราคาเป้าหมาย 620 บาทต่อหุ้น โดยประเมินว่าทาง SCC จะจ่ายปันผลระหว่างกาลจำนวน 10.50 บาทต่อหุ้น เนื่องจากบริษัทจะมีกระแสเงินสดจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และคาดผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/60 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 14,400 ล้านบาทโดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าทาง SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/60 จำนวน 14,400ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 16,027 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากผลการดำเนินงานของธุรกิจปูนซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่อ่อนตัวลง เพราะที่อุปสงค์ลดลงและค่าเสื่อมราคาที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น จากโรงงานซิเมนต์แห่งใหม่ในประเทศเมียนมา และสปป.ลาวอย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีถือว่ายังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง โดยส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทาเฉลี่ยยังคงทรงตัวอยู่ที่ 688 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้น 11 เหรียญสหรัฐ จากช่วงไตรมาส 1/60 ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PP และแนฟทาเฉลี่ยอยู่ที่ 668 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับเพิ่มขึ้น 7 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากไตรมาส 1/60 เพราะยังคงมีความต้องการ ซึ่งอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยของโลกยังคงยืนได้ที่ระดับ 92%ขณะเดียวกันอุปทานเอทิลีนในตลาดโลกจะเติบโตประมาณ 4% ต่อปี ในระหว่างช่วงปี 2560-2563 ขณะที่อุปสงค์โลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเดียวกัน ดังนั้นส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทาจะยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบ 600-700 เหรียญสหรัฐต่อตันภายใน 4 ปีข้างหน้า ดังนั้นสายผลิตภัณฑ์เอทิลีนจะเป็นตัวสร้างกระแสเงินสดที่สำคัญให้กับบริษัททั้งนี้ แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 2/60 จะอ่อนตัว แต่ประเมินว่าโอกาสที่ราคาหุ้นจะลดลงมีจำกัด เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากอัตราตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.20% ซึ่งกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจปิโตรเคมีจะหนุนให้ SCC สามารถจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นระหว่างกาลที่หุ้นละ 10.50บาทด้านธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2561 ส่วนต่างราคาของสายโพลิโพรไพลีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2562 และโอกาสในการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล จะส่งผลให้เงินปันผลต่อหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 ที่ 620 บาทต่อหุ้นจากการสำรวจข้อมูลพบว่า หากงวดไตรมาส 2/60 ทาง SCC รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่จำนวน 14,400 ล้านบาท ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จะส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 จำนวน 31,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรก จำนวน 29,515 ล้านบาทด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่า SCC จะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/60 จำนวน 12,893 ล้านบาท ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในธุรกิจธุรกิจปิโตรเคมีจะชะลอตัวลงหลังจากที่ส่วนต่าง BD-Naphtha อ่อนตัวลงจาก ปริมาณสินค้าที่มีมากขึ้น เพราะความต้องการยางที่ลดลงจากการปิดโรงงานในยุโรป และปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้คลี่คลายอีกทั้งมีโอกาสจะรับรู้ผลขาดทุนสินค้าคงคลังจากราคา Ethylene ที่ปรับตัวลดลง 9% จากไตรมาส 1/60 รวมถึงแนวโน้มความต้องการปูนซีเมนต์ภายในประเทศยังอ่อนแอต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตกระดาษสายบรรจุภัณฑ์ และสายเยื่อกระดาษที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันไม่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนเหมือนในช่วงไตรมาส 1/60ส่วนความคืบหน้าการลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม คาดจะได้ข้อสรุปภายในเร็วๆ นี้  โดยหากทาง SCC ประกาศเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการในปี 2560คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี 2561 และเปิดดำเนินการในปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.9 แสนล้านบาท โดยจะถือหุ้น SCC ถึง 71%ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์กำหนดคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” โดยปรับราคาเป้าหมายเป็น 530 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 580 ล้านบาท ด้วยวิธี SOTP จากทิศทางการเติบโตของกำไรในธุรกิจปิโตรเคมีที่จะอยู่ในระดับทรงตัวมากกว่าเติบโต และธุรกิจปูนซีเมนต์ที่จะยังคงอ่อนแอ ซึ่งอาจจะกดดันราคาหุ้น แต่ด้วยความสามารถในการรักษาฐานรายได้ที่มั่นคง ฐานะทางการเงินที่แข็งแรง และเงินปันผลเฉลี่ย 4%  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

ไทยถกจีนเชื่อมศก.ภูมิภาคจากคุนหมิง-สะหวันนะเขต-อีอีซี

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เดือนสิงหาคมนี้ รัฐบาลยูนนานและผู้บริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษคุนหมิง จะหารือร่วมกับไทยถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง(One Belt One Road) ที่จะเชื่อมระหว่างจีนจากเขตเศรษฐกิจ (ศก.) พิเศษคุนหมิง มายังสปป.ลาว และไทย ในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ซึ่งหลักการเบื้องต้นที่หารือนั้นจะมีการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจที่ไม่ ซ้ำซ้อนและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน"จีนต้องการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ 3 ประเทศด้วยการพัฒนาระบบเศรษฐกิจจากเขตศก.พิเศษคุนหมิง มายัง สะหวันนะเขต สปป.ลาว และเชื่อมมายัง อีอีซีของไทย โดยจะต้องหารือในรายละเอียด เบื้องต้นจีนต้องการเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี และมาเชื่อมกับสปป.ลาว ที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก ส่วนอุตสาหกรรมของไทยที่อีอีซี เราก็เน้นอุตสาหกรรม ที่ใช้นวัตกรรมที่มุ่ง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ก็ต้องมาดูว่าไม่ให้ซ้ำซ้อนและควรจะส่งเสริมกัน รวมไปถึงเส้นทางการพัฒนาโลจิสติกส์ที่จะเชื่อมจากลาว มายัง หนองคาย เข้าไทย เป็นต้น" นายอุตตมกล่าวสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอีอีซีจะเป็นภาพใหญ่ของการลงทุน ขณะที่การสร้างเศรษฐกิจภายใน หรือ Local Economy ก็ต้องมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ล่าสุด กระทรวงได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (ธพว.) และหน่วยงานเครือข่ายจัดคลินิกเอสเอ็มอี สัญจรตามแนวประชารัฐในพื้นที่ จ.กระบี่ ใน 2 กลุ่ม จังหวัดรวม 9 จังหวัด คือ ฝั่งอันดามัน (ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง) และภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง) โดยมุ่งเน้นความเข้าใจในนโยบาย การสนับสนุนและช่วยเหลือเอสเอ็มอีในด้านต่างๆ ของภาครัฐรวมถึงช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และองค์ความรู้ในการบริหารจัดการอย่าง ครบวงจรตามแนวทางของรัฐบาลที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจ ภายใน (Local Economy) ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจาก "เพิ่มมูลค่า" ไปสู่ "สร้างมูลค่าเพิ่ม" ให้กับผู้ประกอบการ ในระดับท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การยกระดับขีดความ สามารถในการผลิตด้านการเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างครบวงจรควบคู่ ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสะอาดและพลังงานทางเลือก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนขณะนี้มีเอสเอ็มอีจากทั่วประเทศยื่นคำขอเงินสนับสนุนผ่าน 4 ทุกกองทุนแล้ว 9,772 ราย วงเงิน 26,639.94 ล้านบาท อนุมัติแล้ว 2,555 ราย ในวงเงิน 7,240.10 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนในส่วนของธนาคารและแนวทางการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในสัปดาห์หน้า กระทรวง สมาคมธนาคารไทย ภาคเอกชนจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหามาตรการมาเสริมให้กับเอสเอ็มอี และภายใน 2 สัปดาห์ จะได้ข้อสรุป"เราจะพยายามหาเครื่องมือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้นโดยจะหารือร่วมกันสัปดาห์หน้า ในเรื่องของการเพิ่มศักยภาพให้กับบรรษัทประกันสินเชื่อขนาดกลางและย่อม (บสย.)ที่ค้ำประกันเงินกู้ให้เอสเอ็มอีได้เพิ่มขึ้น การบริหารความเสี่ยงค่าเงินรองรับการส่งออก และองค์ความรู้ เกี่ยวกับการเงินในการมาร่วมเป็นโค้ชชิ่ง โดยเงินจาก 4 กองทุนหลัก ที่รวมประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาทเราหวังว่าจะปล่อยเอสเอ็มอีหมดสิ้นปีนี้จากนั้นเราจะยกร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อให้มีเม็ดเงินช่วยถาวรในปีหน้า" นายอุตตมกล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เปิดเวทีถกผังเมืองกาญจน์ ขับเคลื่อน'เขตเศรษฐกิจพิเศษ'

นายรณชัย จิตรวิเศษ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองกำลังดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี โดยดำเนินการขั้นตอน การปิดประกาศ 15 วัน ระหว่างวันที่ 7-21 กรกฎาคม ตามสถานที่ต่างๆ ดังนี้ ที่ศาลากลาง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาญจนบุรี ที่ว่าการอำเภอเมืองกาญจนบุรี ที่ว่าการอำเภอด่านมะขามเตี้ย สำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานเทศบาลตำบล (ทต.) แก่งเสี้ยน สำนักงานเทศบาลตำบล (ทต.) หนองบัว ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แก่งเสี้ยน ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองบัว ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านเก่า และที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จระเข้เผือก"พร้อมกันนี้ยังได้เผยแพร่ทางระบบอินเตอร์ เน็ตของกรมโยธาธิการและผังเมือง (www.dpt.go.th) จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้อยู่อาศัย หรือมีที่ดิน หรือมีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในเขตท้องที่ ต.แก่งเสี้ยน ต.หนองบัว ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี และต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ไปตรวจดูแผนที่แสดงแนวเขตท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม แผนผังแสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต แผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง รายการประกอบแผนผัง พร้อมข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองรวมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี"นายรณชัยกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกาญจนบุรีได้จัดให้มีการประชุมเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนในวันที่ 25 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเก่า และเวลา 14.00 น.ที่อาคารศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเทศบาลตำบลแก่งเสี้ยน อ.เมืองกาญจนบุรี จึงขอเชิญชวนประชาชนไปตรวจดูแผนผังแสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต แผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน พร้อมรายการประกอบแผนผัง และเข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอความคิดเห็นความต้องการและข้อมูลในการวางและจัดทำผังเมืองรวมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี  ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

คอลัมน์ Biz Insight: โมโนเรลหาดใหญ่ หนุนอสังหาฯสดใส

อานิสงส์การขยายโครงข่ายคมนาคม ในหาดใหญ่ ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มสดใสสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ  จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่หาดใหญ่ยังเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะคอนโดมีดีมานด์สูง สะท้อนจากการปิดการขายคอนโดพร้อมอยู่ "ดีคอนโด กาญจนวณิช"  จำนวน 1,268 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาทแนวโน้มตลาดอสังหาฯ พื้นที่หาดใหญ่ คาดขยายตัวสูงขึ้นอีกใน 3-4 ปีข้างหน้า จากแผน พัฒนาโครงการคมนาคมของรัฐ ทั้งโครงการขนส่งมวลชนด้วยระบบราง หรือ "รถไฟฟ้าโมโนเรล" เชื่อมใจกลางเมืองหาดใหญ่กับสนามบิน สายคลองหวะ-สถานีรถตู้ ระยะทาง  12.54 กิโลเมตรแล้วเสร็จปี 2564โครงการทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ คาดแล้วเสร็จปี 2564-2565 รวมถึงมอเตอร์เวย์สายหาดใหญ่-สะเดา เส้นทางเชื่อมต่อ การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับมาเลเซีย เปิดประมูลปี 2561 ยังมีแผนพัฒนา ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ คาดแล้วเสร็จ ปี 2573 ยกระดับท่าอากาศยานหาดใหญ่เป็นประตูสู่ภาคใต้สุดของไทย รองรับผู้โดยสาร 10 ล้านคนต่อปีศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่หาดใหญ่ เมืองใหญ่สุดในภาคใต้ เป็นศูนย์กลาง ด้านพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม คมนาคม และการเปิดเออีซี ช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ กระตุ้นการจ้างงาน และการเติบโตของกลุ่มอุปสงค์ในตลาดอสังหาฯ จากกลุ่มแรงงานนักลงทุนในและต่างประเทศ ส่งผลราคาที่ดินในพื้นที่หาดใหญ่ขยับตัวสูงขึ้น  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

คลังชงเก็บภาษีลาภลอยใน 3 เดือน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาอนุมัติร่าง พ.ร.บ.ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ หรือ ภาษีลาภลอย ภายใน 3 เดือนนี้  หลังจากที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างแก้ไขในรายละเอียดเพิ่มเติม เบื้องต้นจะยกเลิกการตั้งกองทุน จากเดิมที่จะนำเงินจากการเก็บภาษีลาภลอยมาเก็บไว้ในกองทุน แต่ได้ปรับปรุงใหม่เป็นการนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีส่งเข้ารัฐโดยตรง เพื่อให้รัฐได้นำเงินดังกล่าวไปพัฒนาโครงการพื้นฐานอื่น ๆ ส่วนเกณฑ์ด้านอื่นยังคงเดิม          ส่วนสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีลาภลอย คลังเสนอจัดเก็บภาษีจากมูลค่าส่วนต่างของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้จากประโยชน์การก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ภายในรัศมี 5 กม. เช่น โครงการรถไฟฟ้าในเขตเมือง โครงการรถไฟฟ้ารางคู่ และรถไฟความเร็วสูง โดยการจัดเก็บกรณีที่มีการซื้อขาย หรือเปลี่ยนมือ และนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์สำหรับมูลค่าที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป แต่หากยังไม่มีการเปลี่ยนมือก็จะยังไม่มีการเก็บภาษีแต่อย่างใด          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายอภิศักดิ์ ตันติ วรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า การที่รัฐบาลจะเก็บภาษีลาภลอยเพราะการที่รัฐบาลลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ทำให้มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประชาชนมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าทรัพย์สินของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นจึงถือเป็นลาภลอย โดยวิธีการคำนวณภาษีจะคิดจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น          ทั้งนี้หากมีการซื้อขายเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ ในรัศมี 2.5-5 กิโลเมตร กำหนดเพดานภาษีที่ 5% แต่จะจัดเก็บเฉพาะการซื้อขายที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งจะไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป แต่จะมีผลกระทบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า          สำหรับภาษีลาภลอยเป็นแนวคิดการจัดเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่ง สศค. ศึกษามาหลายปีแล้ว โดยมีตัวอย่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส โปแลนด์ ฮ่องกง และสหรัฐ โดยเป้าหมายการเก็บภาษีดังกล่าวเพื่อลดภาระงบประมาณการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก          อย่างไรก็ตาม จัดเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่ดินและห้องชุดที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการของรัฐ เนื่องจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือห้องชุดจะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างมูลค่าที่ดินหรือห้องชุดที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญการเก็บภาษีลาภลอยยังช่วยสร้างความเป็นธรรมอีก ทางหนึ่ง  ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ดัชนีความเชื่อมั่นอสังหาฯวูบ บ.นอกตลาดฯต่ำกว่าค่ากลาง

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผยผู้ประกอบการนอกตลาด หลักทรัพย์ฯ ความเชื่อมั่นต่ำกว่าค่ากลาง ขีดความสามารถแข่งขันรายใหญ่ไม่ได้ ยังเชื่อมั่น 6 เดือนข้างหน้าธุรกิจอสังหาฯปรับตัวดีขึ้นนายวิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2560 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2560 พบว่าลดลงเหลือเพียง 53.1 จุด จากเดิม 54.2 จุด เป็นผลจากปัจจัยความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการ ยอดขาย การลงทุน และการเปิดโครงการใหม่ที่ลดลง เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มผู้ประกอบการ พบว่าผู้ประกอบการกลุ่มที่อยู่ในตลาด หลักทรัพย์ฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 59.9 จุด ซึ่งลดลงจากไตรมาสก่อน ที่มีค่าดัชนี 61.2 จุด ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการนอกตลาด หลักทรัพย์ฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 42.8 จุด โดยเป็นค่าที่ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเช่นกันที่อยู่ในระดับ 43.8 จุด ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 จุด แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการกลุ่มในกลุ่มนี้ไม่มีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบัน เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันที่เสียเปรียบผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่ม ตลาด หลักทรัพย์ฯ ดัชนีที่ลดลงนี้เป็นผลมาจากปัจจัยความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการ ยอดขาย การจ้างงาน และการเปิดโครงการใหม่ที่ลดลงสำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ในไตรมาส 2 ปี 2560 มีค่าเท่ากับ 67.0 จุด เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2560 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 65.1 จุด แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล มีทิศทางความเชื่อมั่นในเชิงบวกต่อการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยมีค่าเพิ่มขึ้นในเกือบทุกด้านจากไตรมาส 1 ปี 2560 โดยเฉพาะจากปัจจัยความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการ ยอดขาย การลงทุน และแผนที่จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในอนาคตอีก 6 เดือน ยกเว้นด้านการจ้างงานที่ผู้ประกอบการยังไม่มีความเชื่อมั่น หากพิจารณาแยกตามกลุ่มผู้ประกอบการ พบว่าผู้ประกอบการกลุ่มที่อยู่ในตลาด หลักทรัพย์ฯ  มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 73.1 จุด เพิ่มขึ้นจาก 71.9 จุดในไตรมาส 1 ปี 2560 และเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีผลจากปัจจัยความเชื่อมั่นในด้านผลประกอบการ การลงทุน และแผนที่จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในอนาคต ขณะที่ผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ฯมีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 57.9 จุด เพิ่มขึ้นจาก 54.9 จุด ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีปัจจัยความเชื่อมั่นที่สำคัญในด้านผลประกอบการ ยอดขาย การลงทุน ต้นทุนประกอบการ และการเปิดโครงการใหม่"แม้ว่าผู้ประกอบการทุกกลุ่มในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีความเชื่อมั่นในปัจจุบันที่ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา แต่พบว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่าในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้าสถานการณ์ด้านธุรกิจอสังหาริม ทรัพย์จะปรับตัวดีขึ้น โดยมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของยอดขาย การเปิดตัวโครงการใหม่ การลงทุน และผลประกอบการในทิศทางที่จะดีขึ้นอย่างชัดเจน" คลิก!! อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน REIC Research Report - ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 จังหวัด ประจำไตรมาส 2 ปี 2560   ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

เพซ ยันการเงินแข็งแกร่ง มั่นใจไม่มีปัญหาคืนหนี้ตั๋วบีอี เดินหน้าขายรับรายได้มหานคร

มั่นใจไม่มีปัญหาคืนหนี้ตั๋วบีอี เดินหน้าขายรับรายได้มหานครนายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งแม้จะมีหนี้อยู่ 19,000 ล้านบาท ขณะที่มีสินทรัพย์รวมราว 37,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมมูลหนี้ทั้งหมด โดยเป็นโครงการที่กำลังขายและรอรับรู้รายได้ ทั้งโครงการมหานครและโครงการมหาสมุทรที่หัวหิน ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ก่อสร้างเกือบเสร็จแล้ว โดยโครงการมหานครส่วนที่เป็นที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ขายไปแล้ว 75% อยู่ระหว่างทยอยโอน คาดว่าช่วงที่เหลือของปีนี้จะรับรู้รายได้ราว 7,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการมหาสมุทรที่หัวหินขายได้แล้ว 30% หรือ 1,400 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปีนี้ ขณะที่โครงการนิมิตรหลังสวนซึ่งขายได้หมดแล้วและกำลังเริ่มก่อสร้าง คาดว่าจะโอนและรับรู้รายได้ปีหน้ามูลค่า 7,000 ล้านบาท“ขณะนี้บริษัทมีโครงการที่ขายได้แล้วและกำลังรอโอนเพื่อรับรู้รายได้จาก 3 โครงการนี้รวม 15,400 ล้านบาท ยังไม่นับที่จะขายได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ คือโครงการมหานคร 25% และโครงการมหาสมุทรอีก 70% โดยเดือนหน้าเพซและกลุ่มซิติคที่เข้ามาเป็นพันธมิตรกับบริษัทจะไปโรดโชว์และขายโครงการที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ โดยโครงการมหานครที่เหลือ 30% นั้น มีมูลค่าที่จะขายได้อีกราว 5,000 ล้านบาท และมหาสมุทรมีมูลค่าที่รอขายอีก 2,600 ล้านบาท ซึ่งคนจีนที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการลงทุนอสังหาฯระดับไฮเอนด์ในไทยจำนวนมาก เพราะราคายังถูกเมื่อเทียบกับราคาที่พักระดับไฮเอนด์ในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และสิงคโปร์”นายสรพจน์กล่าวต่อว่า นักลงทุนไม่ต้องกังวลกับข่าวที่ออกมาว่า บริษัทจะมีปัญหาเรื่องตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) ที่จะหมดอายุปีนี้และปีหน้า เพราะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์หมดแล้ว โดยช่วงที่ผ่านมามีหลายบริษัทมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้บีอี อาจทำให้นักลงทุนบางกลุ่มไม่มั่นใจ เพซจึงเลือกที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อรองรับการหมดอายุตั๋วบีอี ซึ่งไม่ได้ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น เป็นเพียงการปรับโครงสร้างหนี้จากระยะสั้นเป็นยาวขึ้น และบริษัทก็ไม่มีความเสี่ยง เพราะเมื่อทยอยโอนรับรู้รายได้แล้วก็จะนำมาคืนหนี้ โดยตั้งเป้าสิ้นปีนี้จะลดหนี้ตั๋วบีอีที่มีอยู่ 4,000 ล้านบาท ให้เหลือน้อยกว่า 50% ทั้งนี้ หนี้ทั้งหมด 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตั๋วบีอี 4,000 ล้านบาท หุ้นกู้ 5,000 กว่าล้านบาท และเงินกู้สถาบันการเงินกว่า 9,000 ล้านบาท“ขอยืนยัน 100% ว่า บริษัทจะไม่มีปัญหาคืนหนี้ตั๋วบีอีแน่นอน ขอให้นักลงทุนมั่นใจได้ ซึ่งนักลงทุนสถาบันหรือรายใหญ่ไม่ได้กังวลอะไร เพราะรู้ว่ามีโครงการสร้างเสร็จที่รอรับรู้รายได้มูลค่าสูงเกินหนี้เป็นเท่าตัวอยู่แล้ว”สำหรับความร่วมมือกับบริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กลุ่มทุนด้านการก่อสร้างและการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจของจีนนั้น ภายในไตรมาส 3 จะมีความชัดเจนขึ้นโดยซิติคมีแผนเข้ามาถือหุ้นเพซไม่เกิน 10% และเข้ามาช่วยก่อสร้างและให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในโครงการใหม่ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการเงินถูกลงกว่า 50%  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

คอนโดบุก ทองหล่อ เดือด ถม3หมื่นล้านจับลูกค้าญี่ปุ่น

ทองหล่อเดือด แค่ครึ่งปีบิ๊กอสังหาริมทรัพย์ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ปักหมุดคอนโดฯหรูแน่นซอย ตีคู่ทำเลทองซอยพร้อมพงษ์ ย่านสุขุมวิท เจาะตลาดลูกค้านิวมันนี่ เศรษฐีรุ่นใหม่ เป้าหมายใหญ่ คือนักธุรกิจกลุ่มญี่ปุ่นเริ่มเคลื่อนย้ายที่อยู่สู่สุขุมวิท 55 เต็มรูปแบบ จับตาเป็นลิตเติลโตเกียวแห่งใหม่ "แสนสิริ-แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์-พฤกษา เรียลเอสเตท-เกษร พร็อพเพอร์ตี้-เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์" ประชันแบรนด์ดัง ขายเฉลี่ยตารางเมตรละ 3 แสนอัพผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงาน ว่า ครึ่งปีแรก 2560 ตลาดคอนโดมิเนียมยังมีภาวะการแข่งขันดุเดือดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะทำเล "ทองหล่อ" สุขุมวิท 55 ปัจจุบันถูกยกระดับเป็นทำเลอาคารชุด ระดับลักเซอรี่ ตีคู่มากับทำเลพร้อมพงษ์หรือสุขุมวิท 39 ที่ดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อหลักเศรษฐีรุ่นใหม่ หรือนิวมันนี่ ปักหมุดแน่นซอยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ซอยทองหล่อ อัดแน่นไปด้วยแหล่งช็อปปิ้ง ออฟฟิศและ ที่อยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยม มีคอมมิวนิตี้มอลล์ถึง 8 แห่ง อาทิ มาร์เก็ตเพลส, เจอเวนิว, เอท ทองหล่อ, ซีนสเปซ, เดอะเทสต์, 9:53 อาร์ตมอลล์, เดอะคอมมอน, 72 คอร์ทยาร์ด และ MAZE ทองหล่อส่วนคอนโดฯแบรนด์ดัง ภายใต้การพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ต่างทยอยแจ้งเกิด อาทิ เดอะแบงค็อก ทองหล่อ ปักหมุดหัวถนนซอย 1 โดย บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, เดอะรีเสิร์ฟ ทองหล่อ ซอย 2 ของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ตอนเปิดขายเฉลี่ย 2.5 แสนบาท/ตร.ม. สามารถปิดการขายได้เร็วและราคาขยับขึ้นเป็น 2.7 แสนบาท/ตร.ม., โครงการรูเนะสุ ทองหล่อ ซอย 5 ของบริษัท ดับเบิ้ลยู พร็อพเพอร์ตี้ ที่ ร่วมทุนกับ "ชินวะกรุ๊ป" จากญี่ปุ่น เป้าหมาย เจาะตลาดคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งเริ่มเคลื่อนย้ายมาอยู่ซอยนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเหมือนลิตเติ้ลโตเกียวแห่งใหม่โครงการคูน บาย ยู ทองหล่อซอย 12 ของ บมจ.แสนสิริ ซึ่งประสบความสำเร็จจากแบรนด์เอชคิว ทองหล่อ บนที่ดิน 2 ไร่ และควอทโทร ส่วนที่รอเปิดตัว คือเดอะโมนูเมนต์ ทองหล่อ โดยแสนสิริร่วมทุนกับบีทีเอสโฮลดิ้ง มูลค่า 6,000 ล้านบาทโครงการเทลา ทองหล่อ ซอย 13 ของ เกษร พร็อพเพอร์ตี้ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เตรียมขึ้นโครงการมิกซ์ยูสและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แบรนด์วัน ทองหล่อ บนที่ดินเช่า 2 ไร่ ระยะยาว 30 ปีในขณะที่หัวถนนฝั่งสุขุมวิท จุดโฟกัสรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีทองหล่อ บมจ.สิงห์ เอสเตท ซื้อที่ดิน 2.5 ไร่ เฉลี่ยตารางวาละ 1.75 ล้านบาท จากกลุ่มเฟรเกรนท์ เมื่อปลายปี 2559 รอขึ้นคอนโดฯมูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท จำนวน 400 ยูนิต คาดว่าราคาเฉลี่ย 3-4 แสนบาท/ตร.ม. โดยบริษัทเฟรเกรนท์เหลือแลนด์แบงก์ เก็บไว้พัฒนาเอง 4 ไร่ ทำเลสุขุมวิท 36 ติดสถานีบีทีเอสทองหล่อ แนวโน้มทำมิกซ์ยูสกับคอนโดฯ คาดว่าราคาแตะ 4 แสน/ตร.ม. "นิวมันนี่" แห่ช็อปดร.สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ซอยทองหล่อเป็นทำเลฮอตฮิต ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมระดับ ไฮเอนด์จนถึงลักเซอรี่ ที่มีการแข่งขันสูงตั้งแต่ปี 2559-2560 โดยแข่งขันกันเปิดตัวใหม่นับ 10 โครงการ โดยระยะทาง 2 กม.ขายได้ทั้งช่วงต้นซอยฝั่งถนนสุขุมวิทไปจนถึงปลายซอยฝั่งถนนเพชรบุรี"ผมนิยามว่า ทองหล่อเป็นไพรม เรซิเดนเชียลแอเรีย ดีเวลอปเปอร์ทุกราย เห็นคล้าย ๆ กัน ขายแพงทุกโครงการ โลเกชั่นเป็นตัวตัดสิน ความไพรมของทำเลไม่ได้อยู่ที่รถไฟฟ้าบีทีเอส มองว่าช่วงกลาง ๆ ทองหล่อจะไพรมกว่าด้วยซ้ำ ในขณะที่เชื่อมถนนหลัก 2 สาย ใกล้เพชรบุรี-สุขุมวิท ขับรถไม่ไกล มีเงินอยู่แล้ว รถไฟฟ้าบีทีเอสไม่ใช่แฟกเตอร์แรกในการตัดสินใจซื้อห้องชุด"ดร.สุริยาประเมินด้วยว่า ซอยทองหล่อ มีฝั่งเลขคู่กับเลขคี่ โดยส่วนตัวมองว่าเลขคี่จะไพรมกว่าเลขคู่เล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนถนนสุขุมวิท ใกล้ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ถูกโฉลกกว่า เทียบกับฝั่งเลขคู่อาจต้องขับรถระยะทางยาวขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่แตกต่างกันมาก"ในด้านกลุ่มลูกค้า ห้องชุดลักเซอรี่ ไม่มีปัญหาเรื่องกำลังซื้อ อยู่ที่ความพึงพอใจ แต่ถ้าหากเทียบทำเลท็อป 5 ของกรุงเทพฯ สิ่งที่เห็นคือกลุ่มนิวมันนี่ ต้องเป็นทำเลทองหล่อ พร้อมพงษ์ ส่วนทำเลราชดำริ หลังสวน วิทยุ ฯลฯ มองว่า ผู้ซื้อหลักเป็นกลุ่มโอลด์มันนี่" เศรษฐีอยู่เอง 80-90%นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือแสนสิริ เปิดเผยว่า ย้อนกลับ ไปช่วง 7-8 ปี ทำเลทองหล่อมีผู้ประกอบการเปิดตัวคอนโดฯไม่มากนัก เฉลี่ยปีละ 1-2 โครงการ เนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดิน ในขณะที่ดีมานด์มีสูงในกลุ่ม ราคาไฮเอนด์-ลักเซอรี่ โดยมีซัพพลายรวมกัน 1,800-2,000 ยูนิตส่วนตลาดรีเซล พบว่ามีการขยับราคาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการควอทโทร บายแสนสิริ และเอชคิว ทองหล่อ ราคาปรับขึ้น 80% เทียบกับราคาตอนเปิด พรีเซลโครงการ แนวโน้มยังสามารถปรับตัวได้อีก เนื่องจากต้นทุนที่ดินแพงมากในปัจจุบัน สถิติหลายโครงการมีต้นทุนที่ดินเกินตารางวาละ 1 ล้านบาทอาทิ ปี 2558 โครงการเทลา ทองหล่อ มีต้นทุนที่ดิน 1.1 ล้านบาท/ตารางวา, ลาวีค สุขุมวิท 57 ต้นทุน 1.2 ล้านบาท/ตารางวา ขยับมาปี 2559 โครงการบีทนิค ซื้อมาพัฒนา 1.3 ล้านบาท/ตารางวา และโครงการเดอะแบงค็อก ทองหล่อ ต้นทุน 2 ล้านบาท/ตารางวา ฯลฯ"จุดเด่นเป็นทำเลที่มีการพักอาศัยจริงสูงถึง 80-90% รวมทั้งมีอัตราการขายเกิน 80% แสดงให้เห็นถึงดีมานด์ยังมีสูงมากในทำเลนี้" ญี่ปุ่นกุมตลาดเช่า 70%สำหรับตลาดซื้อลงทุนปล่อยเช่า นายอนุกูลกล่าวเพิ่มเติมว่า ซอยทองหล่อมีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5% ถือเป็นระดับน่าพอใจมาก กลุ่มผู้เช่าหลักเป็นคนญี่ปุ่นที่ทำงานในประเทศไทย (Expat) สูงถึง 70% รองลงมาผู้เช่าเป็นคนเกาหลีใต้ อเมริกัน และคนไทย โดยห้องชุด 2 ห้องนอน ไซซ์ 75-85 ตารางเมตร มีค่าเช่าเฉลี่ย 6.5-8.5 หมื่นบาท/เดือน หรือเฉลี่ย 1,000 บาท/ตารางเมตรนายวิชัย จุฬาโอฬารกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ดับเบิ้ลยู- ชินวะ จำกัด กล่าวว่า คอนโดฯ รูเนะสุ ทองหล่อ 5 ทำเลห่างจากสถานีบีทีเอสทองหล่อ 800 เมตร บนเนื้อที่ 1 ไร่ ออกแบบเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ 8 ชั้น 1 อาคาร 156 ยูนิต ห้องชุด 1-2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 29-72 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 4.9 ล้านบาท ตามแผนเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3/60 กำหนดแล้วเสร็จไตรมาส 4/61 เฉลี่ยเริ่ม 2.1 แสนบาท/ตร.ม. กลยุทธ์การแข่งขันมีไฮไลต์สำคัญ คือ นำเทคโนโลยี "รูเนะสุ" ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของชินวะกรุ๊ป เจาะตลาดลูกค้าซื้อปล่อยเช่า มีผลตอบแทนค่าเช่าสูงกว่าห้องเช่าปกติ 5-6% เพราะถือเป็นฟังก์ชั่นพิเศษ ชาวญี่ปุ่นที่เป็น ผู้เช่าหลักในย่านทองหล่อรู้จักการออกแบบนี้เป็นอย่างดี 5 ปีต้นทุนที่ดินแพงขึ้น 3 เท่านายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการ ผู้จัดการกลุ่มพฤกษาพรีเมี่ยม บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า พฤกษาฯมีประสบการณ์พัฒนาคอนโดฯทำเลทองหล่อ โดยเปิดขายโครงการไอวี่ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีต้นทุนที่ดินตารางวาละ 5 แสนบาท ล่าสุดเพิ่งสร้างปรากฏการณ์ปิดการขายอย่างรวดเร็ว โครงการรีเสิร์ฟ ทองหล่อ จำนวน 110 ยูนิต มีต้นทุนที่ดินตารางวาละ 1.55 ล้านบาท"ปัจจุบันทำเลทองหล่อ ราคาห้องชุดต่ำสุดอยู่ที่ตารางเมตรละ 2.5-2.7 แสนบาท เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราเปิดขายไอวี่ ตารางเมตรละ 1.2 แสนบาท ล่าสุดรีเสิร์ฟ เริ่มต้นตารางเมตรละ 2.5 แสน ก่อนปิดโครงการภายใน 2 สัปดาห์ ไล่ราคาขึ้นมาเป็น 2.7 แสนบาท"นายประเสริฐกล่าวว่า ผลตอบรับที่ ขายหมดอย่างรวดเร็ว แสดงถึงห้องชุด ตลาดบนไม่มีผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะซื้อเงินสดเป็นส่วนใหญ่ พฤติกรรมผู้ซื้อยุคนี้นิยมซื้อเพื่อลงทุน เพราะมีผลตอบแทนดีกว่าฝากเงินในธนาคาร เรียกว่าเป็นการลงทุนชนะเงินเฟ้อ ในขณะที่บริษัทสกัดนักเก็งกำไรด้วยการเรียกเงินดาวน์สูง 30% ในอนาคตเมื่อสร้างเสร็จจึงมั่นใจว่าลูกค้าจะรับโอนทั้งหมด  ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน