ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

เกร็ดน่ารู้ คู่บ้าน


เทคนิคกำจัดแมลงและสัตว์กวนใจภายในบ้าน

แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างสัตว์กวนใจประจำบ้าน เช่น มด หนู แมลงสาบ ปลวก หรือ แม้กระทั่งตัวไร คงสร้างความรำคาญใจให้คุณไม่น้อย เพราะนอกจากจะทำลายความน่าอยู่ของบ้านคุณแล้ว สัตว์เหล่านี้ยังเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาถึงคุณอีกด้วย การกำจัดสัตว์เหล่านี้ให้ออกจากบ้านไปจึงเป็นสิ่งจำเป็น วันนี้เรามีเทคนิคกำจัดแมลงและสัตว์กวนใจคุณด้วยวิธีง่ายๆให้ลองไปทำตามภาพจาก nohomebugs.com 1. กำจัด “ตัวไร” สัตว์ตัวเล็กที่กวนใจเวลาคุณหลับภาพจาก nohomebugs.com ตัวไร หรือ ตัวเหลือบ มักจะแอบซ่อนอยู่ภายใต้หมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน การกำจัดแมลงตัวเล็กนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงคุณขยันซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค เท่านี้ตัวเหลือบ ตัวไร ก็ไม่มากวนใจคุณแล้วล่ะ 2. กำจัดแหล่งช็อปปิ้งของแมลงสาบ และ เหล่าหนูภาพจาก goingcrazywannago.com เศษอาหารหลังจากรับประทานแล้ว ควรนำไปทิ้งในถังขยะ โดยมัดปากถุงให้แน่น รวมไปถึงปิดฝาถังขยะให้แน่น ไม่ควรเปิดถุง หรือ ฝาถังขยะทิ้งไว้ เพราะกลิ่นเศษอาหารจะล่อใจทั้งแมลงสาบ และ หนูตัวโตให้เข้ามาช็อปปิ้งได้ 3. จานชามที่รับประทานเสร็จแล้ว อย่าหมักหมม ล้างทันทีภาพจาก crossroadoc.org จาน ชาม ที่กองท่วมซิงค์ล้างจานเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่เหล่าแมลง มด แมลงสาบ ชอบนักล่ะ! ทางที่ดีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จควรรีบล้างทำความสะอาดให้เสร็จเรียบร้อยก่อนดีกว่า 4. พึ่งพามืออาชีพอย่าง บริษัทกำจัดแมลง ภาพจาก nohomebugs.com ปัจจุบันบริษัทกำจัดแมลงมีจำนวนมาก ให้คุณได้ใช้บริการ แต่คุณจำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่าบริษัทที่คุณจ้านั้นมืออาชีพจริงๆหรือไม่ เพราะคุณคงไม่อยากเจอกับเหตุการณ์ที่เสียเงินไปแล้ว แต่เหล่าสัตว์เหล่านั้นยังกลับมากวนใจคุณ 5. หยิบของธรรมชาติใกล้ตัวมาช่วยคุณภาพจาก www.jameswhiteants.com.my หากคุณไม่ชอบสารเคมีในการกำจัดแมลง การหยิบใช้ของธรรมชาติใกล้ตัวก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราจะแนะนำ ตัวมอด ต้องหลบไปเพียงคุณมี พริกแห้งหยิบพริกแห้งใส่ในผ้าขาวบางและนำไปใส่ในที่เก็บข้าวสาร เพียงเท่านี้ตัวมอดจะทนความเผ็ดของพริกไม่ไหวหนีหายไปแน่นอน ย้ายถิ่นฐานให้ มด ด้วยน้ำส้มสายชูฝนตกทีไร เจ้ามดมักจะเดินเรียงหน้ากันเข้ามาอาศัยในบ้านของคุณ เตรียมน้ำส้มสายชูใส่ขวดสเปรย์ไว้เลย และไล่ฉีดตามจุดที่มดไปอาศัยอยู่ แต่ระวังเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าเพราะอาจจะทำให้เป็นรอยด่างได้ กำจัดแมลงสาบด้วย แตงกวาแมลงสาบไม่ชอบกลิ่นของแตงกวา ดังนั้นเรานำแตงกวามาหั่นเป็นแว่นบางๆและไปวางตามจุดต่างๆที่คุณเจอ เพียงเท่านี้แมลงสาบก็จอพยพออกไปเอง  ตะไคร้ไล่ได้หมดทุกแมลงจะซื้อผลิตภัณฑ์จากตะไคร้แบบสำเร็จรูป หรือ ปลูกทั้งต้นในบริเวณบ้านก็ดี เพราะตะไคร้นี่แหละเป็นตัวช่วยในการไล่แมลงให้กับคุณ ทั้งมด ยุง หายเรียบ หัวหอมกันแมลงวันแม้ว่าหัวหอมจะชอบทำให้เราเสียน้ำตาเวลาหั่น หรือ ปลอก แต่หัวหอมก็ช่วยให้อาหารน่ารับประทานของคุณไม่มีแมลงวันเข้ามาวุ่นวาย เพียงซอยหัวหอมและนำไปแช่น้ำ นำไปวางใกล้ๆกับจานอาหารของคุณ เพียงเท่านี้อาหารมื้อโปรดของคุณจะไม่มีแมลงวันมาเกาะแกะแล้วล่ะ 6. ทำความสะอาดบ้านให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอภาพจาก www.prosuneurope.com วิธีนี้ถือเป็นวิธีสำคัญสุดเพราะถึงคุณจะทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ถ้าบ้านยังไม่สะอาดและรก เหมาะกับการเป็นรังที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์กวนใจแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะทำวิธีไหนคงไม่ได้ผล การกำจัดแมลง หรือ สัตว์กวนใจภายในบ้านคุณ คงไม่ใช่เรื่องที่หนักเกินไปสำหรับคุณ หากคุณหมั่นขยันทำความสะอาดบ้าน ก็เหมือนเป็นการกำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงกวนใจพวกนี้แล้วล่ะ 

มากำจัดปลวกด้วยวิธีง่าย ๆ จากสมุนไพรใกล้ตัว

            หากจะพูดถึงสัตว์ที่สร้างความรำคาญให้กับสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้น ก็คงมีอยู่ไม่กี่ชนิด  แต่มีสัตว์บางชนิดที่นอกจากจะกวนใจแล้วยังสามารถสร้างความเสียหายให้กับบ้านทั้งหลังเลยก็ว่าได้ สัตว์ที่กำลังพูดถึงอยู่นั้นก็คือ “ปลวก” นั่นเองภาพจาก www.homedecorthai.com             ศาสตร์ทางชีววิทยา ปลวกเป็นสัตว์จำพวกแมลง  ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว ชอบกัดแทะทุกอย่างที่เป็นไม้  เพราะพวกมันมีหน้าที่ในการย่อยสลายตามธรรมชาติ แต่ถึงอย่างนั้นถ้าปลวกมาทำหน้าที่นี้ในบริเวณบ้านของคุณ คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่  ยิ่งถ้าบ้านใครที่เป็นไม้ทั้งหลังแล้วล่ะก็ รับรองได้ว่าต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้แน่นอน  ส่วนบ้านใครที่ก่อสร้างด้วยปูนก็อาจจะไม่ได้โชคดีอย่างที่คิด เพราะอย่างน้อยก็จะมีบางส่วนของบ้านที่ประกอบด้วยไม้ ไม่ว่าจะเป็นบานประตู หน้าต่าง วงกบ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์สวย ๆตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะกินข้าว ต่างก็ตกเป็นเป้านิ่งของปลวกเหล่านี้ได้เหมือนกัน  ภาพจาก www.oknation.net             วิธีง่ายแสนง่าย ที่จะทำให้ปลวกไม่กล้าเข้ามาทำลายบ้านอันอบอุ่นของคุณได้ มีดังนี้ภาพจาก www.xn--12ca1e0baufpj1eifrkf.net             กำจัดปลวกด้วยสะเดา  สะเดาเป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีลักษณะเด่นของใบที่มีกลิ่นฉุน คนอีสานนิยมนับมารับประทานเป็นผักเครื่องเคียงในเมนูน้ำพริก  แต่ถ้าต้องนำมากำจัดปลวกนั้น ให้นำใบสะเดา 4-5 กรัม มาโขลกให้แหลกละเอียด แล้วนำไปผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่พอเหมาะ  ขยำ ๆ และคั้นเอาน้ำสด ๆ ใส่ขวดหรือภาชนะต่าง ๆ จากนั้นให้สำรวจบริเวณบ้านว่า จุดไหนที่มีปลวกอาศัยอยู่บ้าง ให้นำน้ำสะเดาที่เตรียมไว้ ราดบริเวณนั้นให้ทั่ว ในกรณีที่เป็นโต๊ะ ตู้ เตียง อาจจะใช้การฉีดพ่นก็ได้ น้ำสะเดาจะช่วยกำจัดปลวก ถ้าน้ำมีปริมาณที่เข้มข้นมากพอจะทำให้ปลวกตายได้ภายใน 10 นาที              กำจัดปลวกด้วยใบขี้เหล็ก หลายคนอาจจะไม่รู้จักใบของพืชชนิดนี้  แต่คนอีสานรู้จักกันดีและนิยมนำ ใบขี้เหล็กไปประกอบอาหารพื้นบ้าน  ใบขี้เหล็กมีลักษณะคล้ายกับขนนกดังภาพ ภาพจาก www.t1fm104.com             วิธีการนำมากำจัดปลวก นั่นก็คือ ให้นำเอาใบขี้เหล็ก 4-5 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือจะใช้ปั่นผสมกับน้ำก็ได้ จากนั้นกรองเอากากออก แล้วสกัดเอาส่วนที่เป็นน้ำนั้นไปใช้ฉีดพ่นปลวกตามเสาบ้าน ตามซอกวงกบ ประตู หน้าต่าง  หรือบริเวณตู้ สารเคมีในใบขี้เหล็กจะทำให้ปลวกนั้นตายและยังสามารถช่วยลดประชากรปลวกภายในบ้านให้เหลือน้อยลงอีกด้วย                         การใช้สมุนไพรอย่าง สะเดา และใบขี้เหล็ก นอกจากจะสามารถช่วยกำจัดปลวกได้ดีแล้ว ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีกำจัดปลวก ลดการตกค้างของสารเคมีภายในบ้าน  ทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาวะของคนภายในบ้านอีกด้วย รู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมลองเอาพืชสมุนไพรใกล้บ้าน มาทดลองใช้ดูนะคะ.ภาพจาก www.greenprotechnature.com             

เทคนิควิธีกำจัดคราบและป้องกันสนิมที่คุณก็ทำได้

            หากสังเกตดีดี เครื่องใช้และภาชนะต่าง ๆ ที่เราใช้สอยในชีวิตประจำวันนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะเกิดคราบสีเหลืองแดง ที่เรียกว่า “ สนิม ” เกาะอยู่ตามพื้นผิวของวัสดุ ยิ่งถ้าวัสดุนั้นเป็นโลหะหรือมีส่วนผสมของโลหะ ยิ่งจะก่อให้เกิดคราบสนิมได้ง่าย ๆ วันนี้เราจึงมีเทคนิคและเคล็ดลับดีดีในการกำจัดคราบสนิม และป้องกันการเกิดสนิมกับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน มาฝากกันครับภาพจาก moneyhub.in.th             สาเหตุของการเกิดสนิม นั่นเป็นเพราะว่า เครื่องใช้/ของใช้ ส่วนใหญ่นั้นมีส่วนผสมของโลหะเช่น เหล็ก เมื่อโลหะทำปฏิกริยาเคมีกับออกซิเจนในอากาศหรือโดนความชื้นจากน้ำบ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดการผุกร่อนกลายเป็นสนิมได้ในที่สุด ฉะนั้นการป้องกันการเกิดสนิม จึงไม่ควรให้เครื่องใช้ต่าง ๆ เปียกน้ำ หรือสัมผัสกับความชื้นเป็นเวลานาน ยิ่งความชื้นในอากาศสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งมีปริมาณของออกซิเจนมากขึ้นเท่านั้น  ถ้าหากเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น หม้อ กระทะ หลังจากการใช้งานแล้ว ควรรีบทำความสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง และเก็บในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยป้องกันการเกิดสนิมและยังสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย  แต่ถ้าหากเครื่องใช้เหล่านั้นเกิดสนิมแล้ว สามารถใช้วิธีการกำจัดคราบต่าง ๆได้ดังนี้ภาพจาก home.kapook.com             1. ขัดผิววัสดุด้วยน้ำยาล้างจาน  ไม่ว่าจะเป็นบริเวณก๊อกน้ำอ่างล้างจาน/อ่างล้างหน้า ที่มักจะเกิดคราบสนิมอยู่บ่อย ๆ ทำการขัดโดยใช้ใยสังเคราะห์หรือใยบวบผสมกับน้ำยาล้างจาน ค่อย ๆ ขัดให้คราบสนิมนั้นหลุดออกไปภาพจาก www.haaksquare.com             2. น้ำอัดลมช่วยกัดกร่อนและกำจัดสนิมได้ โดยการนำมาเทราดบริเวณที่เกิดสนิม จากนั้นก็ใช้แปรงขัดทำความสะอาด  หรือถ้าเป็นเครื่องใช้ชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถนำเอาไปแช่ลงในน้ำอัดลมได้ ทิ้งไว้จนคราบสนิมที่เกาะติดนั้นหลุดออก จากนั้นสามารถนำไปล้างทำความสะอาดได้ตามปกติ เช็ดให้แห้งก็เป็นอันเรียบร้อยภาพจาก pantip.com            3. น้ำส้มสายชู ตัวช่วยสารพัดประโยชน์ที่ควรมีติดครัวไว้เสมอ  น้ำส้มสายชูจะช่วยกัดกร่อนคราบสนิมให้หายไปได้ ด้วยการนำไปผสมกับผงซักฟอกจนเข้ากันดี จากนั้นนำไปขัดทำความสะอาดเครื่องใช้ที่เกิดสนิม ไม่ว่าจะเป็น ขาตู้ ขาโต๊ะ  จนสนิมหลุดออกแล้วนำผ้ามาเช็ดให้แห้ง  ภาพจาก www.jadeplus.co.th             4. ใช้น้ำยากำจัดสนิมโดยเฉพาะ  สามารถหาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วไป อาจจะมีราคาที่สูงขึ้นมา แต่ก็สามารถกำจัดคราบสนิมได้ทันที แต่ขอแนะนำว่าให้อ่านวิธีใช้ข้างบรรจุภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้จากใช้น้ำยาครับภาพจาก www.thaiplastic.co.th             นอกจากวิธีกำจัดสนิมข้างต้นแล้ว ยังมีการป้องกันสนิมอื่น ๆอีก อย่างเช่น การทาสีเคลือบบริเวณผิววัสดุ การหลีกเหลี่ยงความชื้น  โดยเฉพาะพาหนะเครื่องยนต์ต่าง ๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งให้ตากฝน โดนความชื้นบ่อย ๆ เพราะจะทำให้อุปกรณ์/อะไหล่ข้างในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และอาจจะส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาวได้. ภาพจาก www.newxtrailclubthailand.com

เทคนิคตอกตะปูไม่ให้ผนังแตกร้าว

อยากเปลี่ยนพื้นผนังให้มีลูกเล่นมากขึ้น เปลี่ยนบรรยากาศเพิ่มเติมความจำเจให้มีสีสันซะบ้าง ไม่ว่าจะเลือกนำรูปภาพประทับใจ ผลงานศิลปะที่ชื่นชอบ หรือจะเป็นการเอาอะไรมาแขวนเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ทำทีไรตอกตะปูสักกี่ที พื้นรอบๆ ก็จะแตกร้าวขึ้นมาทำให้ผนังสวยๆ ต้องมีริ้วรอยแถมยังต้องกลุ้มใจหาวิธีซ่อมแซมซะอีก ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการรองจุดที่จะตอกตะปูด้วยสก็อตเทปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับบริเวณนั้นทำให้เมื่อตอกตะปูลงไปแล้วไม่เกิดรอยแตกร้าว ซึ่งนอกจากจะใช้ได้กับตะปูแล้วการใช้สามารถใช้ได้กับสว่านในการเจาะ ทีนี้ก็ต้องไม่กังวลเรื่องรอยร้าวแล้วล่ะ สิ่งที่ต้องเตรียม            1. สก็อตเทป            2. ตะปู            3. ค้อนเมื่ออุปกรณ์พร้อมแล้วไม่ต้องรอช้า มาร์คจุดที่ต้องการแล้วแปะสติ๊กเกอร์ลงไป หากใครยังไม่ชำนาญในการตอกตะปูละก็แนะนำให้สวมถุงมือด้วยนะ ไม่อย่างนั้นถ้าพลาดไปแล้วค้อนที่เราเหวี่ยงไปสุดแรงอาจพลาดไปโดนมือให้ได้รับบาดเจ็บได้เลยล่ะ นอกจากการแปะสติ๊กเกอร์แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ผนังไม่แตกร้าวได้นั่นคือการพรมน้ำในปริมาณที่พอดีให้เพียงเปียกแต่ไม่ชุ่มจนเกินไป ก็ช่วยให้บริเวณนั้นมีความยืดหยุ่นพื้นไม่ร้าวได้เช่นกัน 

รวม 5 วิธีประหยัดน้ำ ที่คุณก็สามารถทำได้

            น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญสำหรับทุกกิจกรรมของมนุษย์บนโลก  ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภค บริโภค ภายในครัวเรือน หรือการใช้น้ำเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การทำเกษตร อุตสาหกรรมและอื่น ๆ นับว่าน้ำนั้นมีประโยชน์มากมาย แต่ปัจจุบันนี้ในหลายพื้นที่ต่างขาดแคลนน้ำสะอาดเป็นอย่างมาก  ดังนั้นแล้วเราในฐานะที่มีน้ำสำรองไว้ใช้ตลอด ก็ควรที่จะหันมาอนุรักษ์และเริ่มต้นประหยัดน้ำ เพื่อลดการขาดแคลนน้ำในอนาคตไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ  วิธีง่าย ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เป็นวิธีประหยัดน้ำ ที่ทุกคนสามารถทำได้มาดูกันเลยค่ะภาพจาก sites.google.com             1. ปิดก๊อกน้ำทุกครั้งที่ไม่ใช้  หลายคนชอบละเลยในจุดนี้ บางคนชอบเปิดก๊อกน้ำบริเวณอ่างล้างหน้าในขณะที่กำลังแปรงฟัน  หรือชอบเปิดน้ำทิ้งไว้ในถังพักน้ำ  การลืมปิดน้ำทำให้เราสูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ ทางที่ดีควรปิดก๊อกน้ำทันทีหลังจากใช้งานเสร็จแล้ว  ภาพจาก www.thaihometown.com             2. การล้างจาน/ล้างผักในอ่างน้ำหรือภาชนะต่าง ๆ เป็นวิธีการประหยัดน้ำได้อีกทางหนึ่ง ใครที่ชอบล้างผัก/ล้างจาน โดยวิธีการล้างผ่านน้ำที่เปิดจากก๊อกนั้น นอกจากจะทำให้ผักที่เราล้างหรือจานที่เราล้างนั้น ไม่สะอาดแล้ว ยังทำให้สูญเสียน้ำในปริมาณมาก เมื่อเทียบกับการล้างผัก/จานในภาชนะภาพจาก www.tips108.com                        3. เก็บเศษอาหารก่อนนำภาชนะไปล้าง  หลังจากการรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ถ้ามีเศษอาหารติดค้าง เหลืออยู่ในถ้วย ชาม ต่าง ๆ ให้เขี่ยเศษอาหารเหล่านั้นแยกทิ้งต่างหาก ก่อนที่จะนำภาชนะไปล้าง จะช่วยลดปริมาณในการใช้น้ำและช่วยให้การล้างภาชนะนั้น สะอาดเร็วขึ้นอีกด้วย ภาพจาก www.siamtrendshop.com            4. เปลี่ยนมาใช้ฝักบัวอาบน้ำแทนการตักอาบ ถึงแม้ว่าบางบ้านจะนิยมใช้ขันในการอาบน้ำ เพราะว่าสะดวกในการใช้งานไม่ต้องติดตั้งอะไรมากมาย  แต่การอาบน้ำแบบตักอาบนั้นเมื่อเทียบกับการใช้ฝักบัวอาบน้ำแล้ว การตักอาบจะสูญเสียปริมาณน้ำมากกว่า เพราะการอาบต้องใช้น้ำหลายขันจนกว่าจะทำความสะอาดได้ทั่วตัว  ส่วนการอาบด้วยฝักบัวนั้นจะทำให้น้ำไหลอาบได้ทั่วตัวกว่าและสูญเสียน้ำในปริมาณที่น้อยกว่า  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้น้ำส่วนบุคคลด้วย เพราะถ้าหากใช้ฝักบัวอาบน้ำ แต่กลับชอบเปิดน้ำทิ้งไว้ตลอด ก็จะทำให้สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ได้เช่นกันภาพจาก crwb.org             5. ตรวจสอบท่อน้ำตามบ้าน  ว่ามีรอยรั่วซึมหรือไม่  ถ้าท่อน้ำมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน อาจจะเสื่อมสภาพและเกิดการรั่วซึมในบางจุดได้ เช่น บริเวณข้อต่อ  ดังนั้นควรตรวจสอบความผิดปกติเหล่านี้เสมอ เพื่อป้องกันการไหลรั่วซึมของน้ำโดยไม่จำเป็น ภาพจาก th.wikihow.com             เคล็ดลับการประหยัดน้ำที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ สามารถใช้ลดการใช้น้ำได้จริงและยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในบ้านอีกด้วย  ดังนั้นเราทุกคนควรเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำ เพื่ออนุรักษ์น้ำสะอาด ๆ ไว้ให้ลูกหลานคนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์กันต่อไป.ภาพจาก med.mahidol.ac.th

มุมเดิมเพิ่มเติมคือความเท่ ด้วยวอลเปเปอร์ลายอิฐสีขาว

ให้ทาสีบ้านเดิมๆ ก็ดูจะจืดชืดไปซะหน่อย แต่จะให้ทาสีใหม่ก็เรื่องเยอะดีไม่ดีงบบานปลายไปซะอีก วิธีเปลี่ยนมุมเดิมให้เท่ขึ้นด้วยการเพิ่มลูกเล่นจากวอลเปเปอร์ลายอิฐสีขาวแบบนี้ ดึงความเป็นลอฟท์เข้ามาให้เข้มอีกสักหน่อยก็ดูมีอะไรได้เยอะขึ้นเหมือนกันนะ อย่างการแต่งบ้านเรียบๆ แต่เติมสีสันด้วยเฟอร์นิเจอร์สีเหลือง หรือเล่นสีสันก็ดูมีเสน่ห์ขึ้นมาได้เหมือนกันนะ ในส่วนของมุมผนังตกแต่งเพิ่มด้วยวอลเปเปอร์อิฐสีขาว ช่วยทำให้ไม่จืด เพิ่มลูกเล่นและไม่ดูเข้มจนเกินไปสำหรับใครที่ยังต้องการความหวานอยู่บ้าง เข้ากันได้ดีกับทั้งผนังปูนเปลือย หรือห้องที่ต้องการเล่นสีโทนขาวทั้งห้อง หรือจะเป็นสีอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะสีขาวสามารถใช้คู่กันได้แทบทุกสีเลยทีเดียว นอกจากการ wrap ส่วนใดส่วนหนึ่งของห้องแล้วจะเลือกใช้วอลเปเปอร์นำมาตัดสลับกับการตกแต่งในรูปแบบอื่นๆ ก็ทำได้ง่ายเช่นดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันไม่ต้องกังวลเรื่องขนาด เรื่องผนังหรืออะไรให้ยุ่งยาก เพราะร้านที่จัดจำหน่ายสินค้าประเภทนี้มีบริการทั้งการวัดพื้นที่ การติดตั้ง แถมยังมีการรับประกันให้อีกหากมีการชำรุด.... ได้ยินคำว่า “ชำรุด” ก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะไม่ว่าสีผนัง หรือวอลเปเปอร์ก็สามารถพบปัญหานี้ได้ทั้งหมด เพียงแต่วอลเปเปอร์นั้นช่วยลดปัญหาสีหลุดร่อนได้ด้วยหลากหลายวัสดุที่นำมาใช้ทำวอลเปเปอร์ ... หมดเรื่องกังวลใจไปได้อีกเปรอะ นอกจากการเลือกใช้วอลเปเปอร์ที่ให้ความสะดวกในการติดตั้ง ดูแลง่าย เหมาะสำหรับพื้นที่ในบ้านหรือคอนโด ไม่มีกลิ่นเหม็นฉุนกวนใจแล้ว วอลเปเปอร์ดีๆ ยังมีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิห้องได้อีกด้วย หากคุณเลือกที่จะเปลี่ยนพื้นผนังห้องเป็นวอลเปเปอร์ให้ทั่ว ซึ่งนั่นหมายความว่าการช่วยลดอุณหภูมิก็ช่วยประหยัดค่าไฟจากเครื่องทำความเย็นนั่นเอง 

จัดห้องครัวใช้งาน ง่ายไม่ใช่เรื่องยาก

ห้องครัว เป็นอีกพื้นที่หนึ่งของตัวบ้านที่ต้องใช้งานทุก ๆ วัน ครัวที่ถูกจัดวางตำแหน่งพื้นที่และข้าวของอุปกรณ์ให้ใช้งานได้สะดวกคล่องลงตัว จะทำให้การประกอบอาหารสะดวกและง่ายขึ้น หากครัวบ้านไหนที่จัดวางอย่างไม่ลงตัว รกรุงรังเกะกะและใช้งานได้ยาก อาจจะเกิดผลเสียมากมายที่คิดไม่ถึงตามมา เช่นครัวที่รกมาก ๆ ก็จะเป็นที่อยู่ของสัตว์สกปรกเช่นหนูแมลงสาปแมลงวัน จิ้งจก และยังเป็นที่ก่อเกิดแบคทีเรียเชื้อโรงอีกด้วย  เมื่อต้องหยิบใช้ของต่าง ๆ ในครัวก็ไม่สะดวก อาจจะส่งผลไปถึงรสชาติอาหารที่มีความอร่อยน้อยลง เพราะปรุงได้ไม่พอดีเวลามัวแต่หาอุปกรณ์ที่จะใช้ก็เป็นได้  การจัดครัวให้ลงตัวก็มีเคล็ดลับเช่นกันภาพจาก decorreport.com 1. เคลียร์พื้นที่ให้โล่งกว้างเสียก่อนครัวแต่ละบ้านมีขนาดที่แตกต่างกัน ทั้งครัวขนาดย่อมและครัวที่มีพื้นที่ใหญ่ แต่ไม่ว่าครัวไหนจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก หากมีข้าวของไปอัดอยู่มากเกินไปขาดการจัดการที่ดี ก็ทำให้ครัวดูแคบได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเคลียร์พื้นที่ครัวให้โล่งที่สุดเสียก่อน โดยการสำรวจว่าสิ่งใดควรอยู่ในครัวและสิ่งใดที่หายไป โต๊หรือตู้บางตัวอาจจะเป็นส่วนเกินที่ไม่ควรมีในครัวก็ให้ยกออกไป หรือครัวบางห้อง ไม่มีตู้ใส่ของเลยหรือมีไม่พอ ของจึงกองอยู่ตามโต๊ะและเคาน์เตอร์ ทำให้เสียพื้นที่ในการวางของและพื้นที่ที่จะจัดเตรียมปรุงอาหาร   วิธีแก้ก็คือ นำเฟอร์นิเจอร์ตัวที่ใช้งานได้น้อยหรือไม่ค่อยได้ใช้งาน รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่เทอะทะเกะกะเกินไปออกไปจากครัว  หาตู้ ชั้นหรือที่เก็บ รวมถึงโต๊ะที่เหมาะสมและได้ใช้ประโยชน์จริงมาใส่แทน   ภาพจาก  yellowthai.yellowpages.co.th 2. เพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้ครัวการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับห้องครัวทำได้ไม่ยาก โดยการสร้างพื้นที่ในแนวสูง นั่นก็คือ ชั้น ตู้ลอย หรืออุปกรณ์แขวนต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องครัว เพราะจะทำให้มีพื้นที่จัดเก็บของมากขึ้นและไม่รก ภาพจาก finrealestate.com 3. จัดของให้หยิบจับได้ง่ายเทคนิคที่จะจัดเก็บของให้หยิบจับได้ง่ายมีหลักการไม่ยุ่งยากเลยคือ ของที่ใช้บ่อยให้จัดไว้ในที่มองเห็นง่าย เช่นอุปกรณ์ประเภท ตะหลิว มีด ฯลฯ ควรใช้วิธีแขวนผนังในที่สะอาด จะทำให้หยิบจับและมองเห็นง่าย ๆ ไม่ควรใสในลิ้นชักหรือใส่กระบอก เพราะของเหล่านี้ถูกนำมาใช้ทุกวันย่อมจะได้ล้างทุกวันไม่ทันที่จะมีฝุ่นหรือคราบเกาะ จึงไม่จำเป็นต้องใส่ตู้หรือลิ้นชัก   วัสดุที่ใช้ปรุงให้วางเรียงสูงต่ำ เช่นขวดเครื่องปรุงต่าง ๆ สามารถวางเรียงในที่จัดเก็บเป็นแถวซ้อนได้ โดยการนำขวดใหญ่และสูงไว้แถวหลัง ตามมาด้วยขวดเล็กและเตี้ยไว้แถวหน้า เครื่องปรุงที่ใช้บ่อยเอาไว้ใกล้มือ ส่วนเครื่องปรุงที่ต้องหยิบใช้แต่ภาชนะบรรจุมองยาก ก็ให้เปลี่ยนภาชนะมาเป็นขวดแก้วโหลแก้ว หรือโหลพลาสติกใสที่มองเห็นง่าย   เพียงเท่านี้ครัวที่รกรุงรังก็กลายเป็นครัวที่สวยโปร่งโล่งน่าใช้ และหยิบข้าวของได้สะดวกแล้ว 

แต่งห้องนอนให้หรูหรามีระดับ

ห้องที่เรียบง่ายแต่มีความเป็นตัวเองแบบสุดๆ อันที่จริงการจะหยิบจับอะไรมาใส่ มาจัดวางก็เหมือนจะง่ายแต่การทำแบบนั้น ก็ทำให้ห้องสวยเป็นห้องพัก ที่ดูเละไม่มีสไตล์เอาซะเลย เรามีวิธีเลือกเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งให้ห้องนอนเพิ่มความหรูดูแพงแบบจับต้องได้ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงแต่ต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากวัสดุคุณภาพ การตัดแต่งที่ประณีต การเลือกใช้สีของห้องด้วยสีขาวและมีความมันวาวจากวัสดุ อย่างคริสตัล กระจก เพชรเทียม และเฟอร์นิเจอร์มาช่วยส่งให้ห้องดูหรูได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำโคมไฟเมทาลิกสีทอง ขาว บนชั้นวางข้างหัวเตียง  เฟอร์นิเจอร์ที่มีความมันวาว หัวเตียงเลือกแบบบุกำมะหยี่ให้สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและอ่อนโยน รวมไปถึงการเลือกใช้ผ้าม่านกรองแสงแบบ 2 ชั้น ก็ช่วยขับให้ห้องดูเด่นได้เช่นกัน การวางเตียงไว้กลางห้องยังช่วยให้ห้องดูโปร่ง โล่ง และมีพื้นที่สำหรับให้ผ้าม่านทิ้งตัวได้อย่างสวยงาม ผนังห้องติดวอลเปเปอร์ลายหลุยส์ หรือมีลวดลายที่ชอบด้วยพื้นขาวตัดสลับลายด้วยน้ำตาลทองแบบนี้ ปูพรมหน้าเตียงพร้อมโคมไฟห้องที่ดูระย้าบนพื้นเพดานที่มีความสูงช่วยให้ห้องดูโปร่ง เติมลูกเล่นด้วยผืนผ้าประดับอาจผนวกกับกรอบรูปแบบแนวนอน เพิ่มความสง่าให้กับห้องด้วยการใช้สีโทนน้ำตาล ทองมาเป็นลูกเล่นเสริมก็ช่วยขับให้ห้องมีความอบอุ่นเพิ่มขึ้นได้มาก 

แต่งบ้านให้เหมือนบ้านตากอากาศ   แบบ Minimal ด้วยโทนสีขาวดำ

เคยสังเกตไม๊ว่าวันหยุดยาวทีไร เรามักจะโหยหาธรรมชาติเสมอไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนริมทะเล หรือจะขึ้นเขา.. ทั้งหมดล้วนเป็นการกลับเข้าหาธรรมชาติเสมอ และเมื่ออยู่ในบรรยากาศแบบนั้นกลับช่วยเติมพลังให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเลย คราวนี้แหล่ะลองฟิตแล้วปรับบ้านแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นบ้านพักตากอากาศกันเถอะ  ถามตัวเองว่าสีอะไรเป็นสีที่เรารู้สึกผ่อนคลายที่สุด ถ้าจะให้แนะนำเราขอเลือกเป็นการใช้โทนสีขาว ดำ คลีนๆ แต่ใช้เป็นลูกเล่นเพิ่มในการตกแต่ง ด้วยการนำสีขาว และดำ มาตัดสลับกันก็ทำให้ดูสวยโดดเด่นขึ้นมาได้อีกเยอะ เฟอร์นิเจอร์ที่นำมาใช้เลือกดีไซน์แบบง่ายๆ อย่างรูปทรงเลขาคณิต ไม่ว่าจะเป็น Build in หรือแบบ stand alone เพื่อเผยให้เห็นความของผนังและดูไม่เยอะจนเกินไป เพิ่มลูกเล่นให้ผนังด้วยการนำกรอบรูปมาติด หรือจะเป็นชั้น หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้บ้านดูสนุกมากยิ่งขึ้น หรือจะไม่ติดอะไรประดับเลยก็ดูดีได้เช่นกัน สำหรับไฟส่องสว่าง การเลือกใช้โคมไฟแบบห้อย ทำให้ดูเก๋ และมีสไตล์ขึ้นมาได้ ฉีกจากกฎเดิมๆ ที่บ้านต้องเป็นไฟนีออน หรือไฟกลมเท่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้บ้านสีขาวให้ดูมีอะไรเพิ่มเติมและแสดงเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองได้มาก ขาดไม่ได้นั่นคือหาต้นไม้ที่สามารถปลูกในกระถาง และไม่ต้องการแสงแดดเยอะมาก เพื่อช่วยเพิ่มบรรยากาศให้บ้านมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นตั้งพื้น ตั้งโต๊ะ หรือจัดทำที่แขวนซะเลยเพื่อให้พื้นผนังมีความเขียวเป็นธรรมชาติทำให้ผ่อนคลายอารมณ์ได้อย่างดี เพียงเท่านี้ก็ช่วยเปลี่ยนห้องเดิมๆ ให้โล่งเหมือนบ้านพักตากอากาศ เห็นแล้วโล่ง ดูผ่อนคลายปลดปล่อยความเครียดได้แล้วล่ะ 

เติมสีเขียว เปลี่ยนมุมเดิมให้สบายตาด้วยหญ้าเทียม

วิถีคนเมือง ตื่นต้องเช้า หามรุ่งหามค่ำออกไปทำงาน และติดแหงกอยู่บนถนน... วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่างน้อย  5  วันต่อสัปดาห์ แบบนี้แหล่ะวันหยุดทีไรถึงอยาก lay ตัวเองอยู่บนที่นอน หรือใช้เวลาวันหยุดในที่ที่อยู่แล้วโล่งใจสบายอุรา ถ้าจะให้ดีได้ซูดโอโซนบริสุทธิ์ซะบ้างก็ช่วยผ่อนคลายวันหนักๆ ไปได้เยอะเลยล่ะ นี่แหล่ะที่เขาเรียกว่า ร่างกายโหยหาธรรมชาติ เพราะในสีเขียวให้ความรู้สึกสบายตา ผ่อนคลายและมีผลวิจัยมาแล้วว่าช่วยได้เยอะจริงๆ แล้วถ้าสำหรับบางคนที่ไม่มีแม้แต่เวลาที่จะออกไปพักผ่อนข้างนอกล่ะต้องทำยังไง เรามีวิธีง่ายๆ ให้บ้านหรือคอนโดของคุณมีธรรมชาติแบบไม่ต้องดูแลให้เสียเวลาอะไรกันเลย ก่อนอื่นลองสำรวจดูสักหน่อยว่าพื้นที่ไหนที่คุณชายตามองอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมห้อง พื้น หรือผนังห้อง บอกเลยว่า ได้หมด!! ยิ่งเป็นระเบียงห้องด้วยแล้วก็ยิ่งเกร๋ เข้าไปกันใหญ่เพราะไม่ว่าจะเพียงแง้มบานกระจก หรือเปิดม่านออกก็สดชื่น...ขึ้นมาแล้วล่ะ เลือกพื้นที่ได้แล้ว ที่นี้ก็จัดการวัดพื้นที่แล้วโทรสั่งหรือหากมีเวลาก็ออกไปเดินเลือกซื้อ ซึ่งหญ้าเทียมมีขายทั้งช้อปปิ้งมอลล์เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ใหญ่ หรือตามร้านข้างทางในโซนที่ขายต้นไม้ก็ยังมีเลยนะ หากไม่มีเวลาจริงๆ ก็เสิร์จได้เลย ง่าย รวดเร็วเลยล่ะ ซึ่งการตกแต่งพื้นที่โดยใช้หญ้าเทียมเป็นองค์ประกอบก็สามารถทำได้ง่ายและเหมาะสำหรับพื้นที่ทั้ง Indoor และ Outdoor เช่นกันไม่ว่าจะส่วนไหนก็ดูดีขึ้นได้ หญ้าเทียมก็มีหลายระดับความสูงของตัวหญ้าให้เลือกซึ่งคุณก็สามารถนำมาใช้ปูได้ตามความต้องการและตกแต่งเพิ่มความเป็นธรรมชาติได้ง่าย ได้บรรยากาศแถมให้ความรู้สึกผ่อนคลายไปได้เยอะทีเดียว อ่ะๆ ก่อนจะซื้อลองออกแบบ หรือหาภาพประกอบก่อนนะว่าแบบไหนใช่สิ่งที่คุณต้องการ 

ตกแต่งห้องให้กลายเป็นโรงหนัง คอหนังไม่ควรพลาด

ห้องในฝันสำหรับคอหนังเลยก็ว่าได้สำหรับการมีโรงหนังขนาดย่อมที่ส่วนตัวสุดๆ มาไว้ในบ้าน เหมาะสำหรับคนรักการดูหนัง ใช้เวลาในการพักผ่อนกับเพื่อนหรือครอบครัวในห้องนี้ ได้บรรยากาศสุด ๆ สนุกได้ทุกกิจกรรมไม่ว่ากินขนม กาแฟ หรืองานปาร์ตี้ควบคู่ไปกับหนังเรื่องโปรด อับดับแรกห้องจะทำควรเป็นห้องทีไม่มีหน้าต่างและมีเพดานห้องค่อนข้างสูง เนื่องจากระบบเสียงที่ดีจะมีองศาการปรับระดับติดตั้งลำโพงแต่ละตัวให้ได้เสียงกระหึ่มในระดับพื้นห้องและเพดานที่ดี รวมไปถึงการเลือกใช้ไฟห้องไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ดาวน์ไลท์ที่สามารถ ดริมแสงให้พอดีได้ในระหว่างชมภาพยนตร์ หรือบางคนก็ไม่ชอบความมืดมากไปนัก ไฟแบบนี้ก็ช่วยปรับระดับความสว่างได้อย่างดี ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้นั่นคือจอ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ทีวีพลาสมาจอยักษ์ หรือประหยัดด้วยโปรเจคเตอร์ก็สามารถทำได้เช่นกันซึ่งปัจจุบันโปรเจคเตอร์ก็ให้ความคมชัดในการมองเห็นหลายรุ่นเลยทีเดียว อันที่จริงหากคุณมีงบประมาณที่ไม่สูงมากเราแนะนำการเลือกใช้สิ่งของง่ายๆ ราคาไม่แพง และสามารถทำได้ด้วยตัวเองอย่างการปูพรมที่พื้นและบุผนังห้องด้วยวอลเปเปอร์หรือแผงไข่ไก่เพื่อช่วยในการดูดซับเสียงให้ไม่ก้องและไม่เร้นลอดไปรบกวนห้องอื่นในยามที่คุณกำลังผ่อนคลาย เติมความเก๋ให้ห้องด้วยการเลือกใช้โซฟาแบบเรทโทรขาไม้ ก็ดูเป็นโรงหนังแบบย้อนยุคมีสไตล์ได้ดี และหากคุณเป็นคนที่ไม่เน้นในเรื่องความกระหึ่มมากนัก ทีวีจอยักษ์ 50 นิ้วขึ้นไปบวกกับเครื่องเสียงที่ให้กำลังขับพอดี มีคุณภาพระดับกลางพร้อมกับไฟฟังบนเพดานแบบนี้ ก็ช่วยประหยัดงบแต่ได้ห้องดูหนังได้สบายใจเลยล่ะ 

6 เคล็ดลับการดูแลสวนให้สวยงามอยู่เสมอ

แม้สวนของเราที่จัดขึ้นมาจะมีความสวยงามมากเพียงใดก็ตาม แต่หากขาดซึ่งการเอาใจใส่ดูแล หรือดูแลรักษาไม่ถูกต้อง ความสวยงามนั้นก็จะค่อยๆ สูญหายไป และเหลือไว้เพียงความเหี่ยวเฉาและไร้ซึ่งชีวิตชีวา ยิ่งสวนที่มีพรรณไม้และรายละเอียดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ยิ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่มากยิ่งกว่า ดังนั้น เราจึงได้นำเอา 6 เคล็ดลับในการดูแลสวนให้สวยงามอยู่เสมอมาฝากกันภาพจาก www.homeidea.in.th  รดน้ำสวนตอนเช้าและตอนเย็นทุกๆ วัน ซึ่งถ้าให้ดีรดตอนเช้าจะดีที่สุด เพราะหลังจากนี้เป็นช่วงเวลาที่เหล่าพรรณไม้ต่างๆ จะใช้แสงอาทิตย์เป็นตัวช่วยให้ตัวเองเจริญเติบโต คอยกำจัดวัชพืชอยู่บ่อยๆ หากต้องการให้พรรณไม้ที่คุณปลูกไว้ในสวนดูอุดมสมบูรณ์และสวยงาม การกำจัดวัชพืชเป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วยได้ เนื่องจากวัชพืชนั้นจะไปแย่งเอาสารอาหารของพรรณไม้ที่คุณปลูกไว้ จึงทำให้พรรณไม้ของคุณได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ ใส่ปุ๋ยและพรวนดินอยู่เสมอ เมื่อดินถูกต้นไม้สูบเอาสารอาหารไปหล่อเลี้ยงอยู่ทุกวัน ดินย่อมมีสารอาหารให้กับต้นไม้น้อยลง ดังนั้น การใส่ปุ๋ยจึงเป็นการเพิ่มสารอาหารเข้าไปในดินเพื่อช่วยให้ต้นไม้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และเมื่อใส่ปุ๋ยแล้วก็อย่าลืมพรวนดินด้วย เพราะการพรวนดินจะช่วยให้ปุ๋ยที่เราใส่ไปสามารถเข้าถึงรากของต้นไม้ได้ดียิ่งขึ้น ป้องกันสวนจากสัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์เลี้ยงมักมีนิสัยชอบขุดคุ้ยและกัดกิน ซึ่งจะทำให้สวนสวยๆ ของคุณหมดสภาพได้เลยทีเดียว ดังนั้นหากเราไม่อยู่ในสวนก็อย่าปล่อยให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาเล่นในสวนของคุณเป็นอันขาด ตัดแต่งพรรณไม้ของคุณบ้างก็ได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปพรรณไม้ของคุณจะเติบโตและเสียรูปทรงไปจากเดิม หรือถ้ามีกิ่งก้านที่แห้งเฉา อ่อนแอหรือเป็นโรค ก็ให้คุณตัดมันทิ้งไปเสีย เพราะไม่นานเดี๋ยวมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่และจะสวยงามยิ่งกว่าเดิม ทำความสะอาดสวนอยู่เสมอ เกือบทุกวันย่อมมีใบไม้ที่ร่วงหล่นและต้นหญ้าที่อาจเฉาตาย หรือบางทีจะมีเศษขยะตกอยู่ในสวน เพื่อให้สวนของคุณดูสะอาดตาและสวยงามคุณก็ควรทำความสะอาดด้วยการเก็บสิ่งเหล่านี้ไปทิ้งอยู่เสมอด้วยเหมือนกัน ภาพจาก www.thegardener.co.za สวนก็เปรียบเสมือนห้องห้องหนึ่งในบ้านของเรา หากไร้ซึ่งการดูแลรักษาและทำความสะอาด ห้องดังกล่าวก็จะไม่น่าอยู่ และเมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในห้องดังกล่าวก็จะทรุดโทรมและเสียหายไปในที่สุด แต่หากเราดูแลรักษาห้องดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้ห้องดังกล่าวนั้นน่าอยู่ สิ่งของต่างๆ ในห้องก็จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและสวยงามอยู่เสมอ และสวนของคุณก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน  

จัดสวนครั้งแรก ต้องรู้อะไรบ้าง

สวนที่เห็นสวยๆ ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่สิ่งที่ชอบมาลงได้เสมอไปนะคะ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว สวนที่ตั้งใจไว้ว่าจะสวย อาจจะล้มเหลวไม่ได้ดั่งใจก็เป็นได้ สำหรับมือใหม่หัดจัดสวน เราขอแนะนำขั้นตอนและวิธีต่างๆดังนี้ค่ะภาพจาก unsplash.com             1.  จัดหาวัสดุ และองค์ประกอบ             ขั้นตอนแรกก็คือซื้อของนี่หล่ะค่ะ เลือกแบบไว้ในใจ ปรึกษาผู้รู้หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วจัดการซื้อหาทั้งพรรณไม้ องค์ประกอบตกแต่งสวน เช่น ม้านั่ง, น้ำพุ, หิน, ดิน, ทราย ภาพจาก unsplash.com             2.  ปรับบริเวณ            ขั้นตอนนี้คือการเตรียมพื้นที่นั่นเองค่ะ กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป ปรับปรุงหน้าดิน ดูทิศทางน้ำไหล การระบายน้ำ รวมถึงตำแหน่งในการลงต้นไม้ภาพจาก unsplash.com             3.  ตกแต่งบริเวณ            ข้อนี้หมายถึงการมาร์กจุดค่ะ ตรงไหนวางเก้าอี้ ตรงไหนตั้งน้ำพุ ตรงไหนลงต้นไม้ประเภทไหน อาจจะใช้ปูนขาวโรยเพื่อมาร์กตำแหน่ง เพื่อดูความเหมาะสมของตำแหน่งนั่นเองค่ะภาพจาก unsplash.com             4.  เริ่มจัดสวน            เริ่มลงมือจัดสวนในตำแหน่งที่มาร์กเอาไว้ โดยเริ่มจากวางเรียงหิน ลงต้นไม้ ปลูกต้นไม้ ปูหญ้า ปูทางเท้า ฯลฯ             5. เก็บและเช็คงาน            เมื่อเราทำตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายก็คือการเก็บกวาดและตรวจเช็คความเรียบร้อยของสวนที่เราจัดนั่นเองค่ะภาพจาก unsplash.com             เป็นยังไงกันบ้างคะ ว่าที่เจ้าของสวนในบ้านทั้งหลาย สำหรับใครที่ไม่สะดวกจัดเอง ก็สามารถติดต่อหาคนจัดสวน เพื่อให้เข้ามาตีราคาและจัดได้ค่ะ ส่วนใครที่อยากลองจัดเองก็สู้ๆนะคะ แต่ไม่ว่าจะจัดเองหรือจ้างเค้ามาจัด ถ้าเรารู้ขั้นตอน ก็จะทำให้เข้าใจและใช้งบได้อย่างคุ้มค่า หมดปัญหาเรื่องบานปลายแน่นอน 

เคล็ดลับการทำความสะอาด soft furniture

Soft furniture หรือที่จะพูดง่าย ๆ ก็คือ เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ที่มีการทำด้วยวัสดุจากผ้า เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทุก ๆ บ้านย่อมจะมีและได้รับความนิยมในการนำมาใช้มากทีเดียว ด้วยคุณสมบัติของผ้าหลายประการ ทั้งสัมผัสที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล สีสัน ลวดลายที่สามารถเลือกได้หลากหลายตามความพอใจ ราคาของวัสดุที่ไม่แพง และยังสามารถดัดแปลงใช้กับเฟอร์นิเจอร์หลากหลายรูปแบบด้วย  แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับคนรัก soft furniture ก็คือ การดูแลรักษา เพราะ soft furniture มีความแตกต่างจากเฟอร์นิเจอร์ประเภทอื่นอย่าง ไม้ โลหะ หรือ พลาสติก ตรงที่เกิดความสกปรกและร่องรอยได้ง่ายกว่า อมฝุ่นและเกาะละอองมากกว่า เกิดคราบสกปรกได้ง่ายกว่า ที่สำคัญมีความยุ่งยากกว่าในการขจัดสิ่งสกปรกเหล่านั้น หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ประเภทอื่น ๆ การเช็ดถูทำความสะอาดก็อาจจะเพียงพอให้สะอาดกลับมาเหมือนใหม่ได้ไม่ยาก แต่ soft furniture การจะทำความสะอาดให้สะอาดเหมือนใหม่นั้น ต้องใช้ขั้นตอนมาก ใช้เวลา และใช้เทคนิคหลายอย่างให้ประหยัดเวลาและได้ผลดีภาพจาก pilgrimpayne.co.uk 1. คราบด่างดวงบนโซฟาโซฟา soft furniture ที่บุผ้า มักจะเกิดอุบัติเหตุมีของหกเลอะเป็นด่างดวงเสมอ วิธีง่าย ๆ ในการทำความสะอาดที่ได้ผลคือ ก่อนอื่นเลยให้นำทิชชู่จำนวนมากพอมากดทับลงไปสักพัก ให้ของเหลวที่หกเลอะถูกทิชชู่ซึมซับจนหมดหรือเกือบหมดคราบ  จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำสบู่เจือจางมาเช็ดถูส่วนที่ยังมีคราบเหลือร่องรอย แล้วนำผ้าแห้งมาเช็ดอีกครั้งหรือใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้ง เท่านี้คราบสกปรกก็จะหมดไปเหมือนร่ายเวทย์มนต์  2. การกำจัดฝุ่นที่เกาะ soft furniture วิธีการกำจัดฝุ่นที่เกาะผ้าบุต่าง ๆ นั้นมีขั้นตอนดังนี้ ลองหาแปลงเล็ก ๆ มาปัดบนเนื้อผ้าและตามร่องต่าง ๆ ที่มีฝุ่นผงไปเกาะอยู่ ให้หมดทั่วทั้งชิ้นเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะซอกต่าง ๆ  จากนั้นใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดอีกครั้งเริ่มจากตามซอกต่าง ๆ ก่อนเรื่อยมาจนถึงพื้นที่กว้าง  หามีร่องรอยคราบเลอะให้ใช้ทิชชู่ซับดังที่ได้กล่าวในวิธีเบื้องต้นภาพจาก jentlecare.com 3. ม่านหน้าต่างประตู                สำหรับผ้าม่านก็เป็น soft furniture อีกชิ้นหนึ่งที่ต้องการการทำความสะอาด เพราะเมื่อใช้ไปนาน ๆ ย่อมเกิดคราบและฝุ่นเกาะ ทำให้เกิดผลต่อสุขภาพคนในบ้านและดูสกปรกไม่สดใสด้วย วิธีทำความสะอาดม่าน หากไม่สกปรกมาก อาจจะใช้เครื่องดูดฝุ่นในการทำความสะอาด โดยรูดม่านให้กางออกเต็มพื้นที่แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูด ไล่จากบริเวณด้านบนลงมาถึงด้านล่างให้หมดทุกซอกมุม  หากมีความสกปรกมากและต้องการจะซัก แต่ไม่อยากจ้างบริการซักม่าน ก็ทำได้โดย แกะและเลาะอุปกรณ์ติดม่านออก นำแยกใส่ถุงไว้เพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนสูญหาย หลังจากนั้นอาจจะใส่ลงในเครื่องซักผ้าโดยแยกใส่ในถุงซักผ้าตาข่ายก่อน ปรับเครื่องซักลงในโหมดถนอมผ้าเป็นพิเศษ และใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มในจำนวนมากขึ้น    เมื่อจะตากให้หาที่ตากเป็นบริเวณกึ่งในร่มกึ่งกลางแจ้ง คือเป็นบริเวณมีหลังคาคลุมแต่ลมโกรกผ่ายสะดวก  เพราะแสงแดดโดยตรงจะทำให้ม่านสีซีดหมองได้    

ท่อตันหรอ...แก้ปัญหาเองได้ง่ายแค่ไหน มาดูกัน !

เดี๋ยวนี้ ผู้หญิงอย่างเราก็สามารถแก้ปัญหาได้ทุกสิ่งแบบไม่ต้องง้อผู้ชายแล้วล่ะค่ะ ทั้งปัญหาเรื่องซ่อมบ้าน จัดบ้าน หรือแม้แต่เรื่องท่อตัน ก็สามารถจัดการได้เองง่ายๆ วันนี้เราเลยจะขอแชร์วิธีการแก้ปัญหาเรื่องท่อตัน มาดูกันดีกว่าว่า วิธีแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณบ้าง…?!ภาพจาก pixabay.com 1. น้ำยาล้างจาน สลายคราบ            ดูเหมือนกำลังลังเลอยู่ว่า น้ำยาล้างจานเนี่ยนะ จะสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือ...ใช่หรือเปล่าคะ…? ขอบอกตรงนี้เลยว่า น้ำยาล้างจานเนี่ยหล่ะ เป็นตัวช่วยที่ไม่ควรมองข้าม ลองเทน้ำยาล้างจานลงในท่อประมาณ ¼ ถ้วยตวง ตามด้วยน้ำเดือดแล้วทิ้งไว้สักพักดูสิคะ ทีนี้ก็ให้สวมถุงมือยางแล้วล้วงไปดึงเศษต่างๆได้เลยค่ะ รับรองว่า ทั้งคราบเศษอาหารและคราบมันที่อุดตัน สลายได้ ด้วยเวลาแป็บเดียวภาพจาก pixabay.com 2. เกลือ, เบกกิ้งโซดาและ น้ำส้มสายชูลองเทเกลือ ½ ถ้วยตวง เบกกิ้งโซดาอีก ½ ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชูอีก ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อ จากนั้นทิ้งไว้สักประมาณ 10 นาที แล้วจึงเทน้ำเดือดๆตามลงไป เพียงเท่านี้คราบต่างๆทั้งไขมันและสิ่งสกปรกก็จะหายออกไปจนหมดแล้วล่ะค่ะภาพจาก pixabay.com 3. น้ำยาฟอกผ้าขาว เทน้ำยาฟอกขาวลงไปประมาณ 1 ถ้วยตวง ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงราดน้ำตามลงไป วิธีเช็คก็คือ ถ้าหากว่าน้ำที่เราเทลงไปลดระดับได้อย่างรวดเร็วแล้ว ก็หมายความว่า คราวและสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ได้ออกไปจากท่อแล้วล่ะค่ะภาพจาก pixabay.com4. อุปกรณ์ดูดส้วมลองใช้อุปกรณ์กันดูบ้าง ที่ดูดส้วมยางๆที่มีติดบ้านเรานี่หล่ะ ที่สามารถช่วยได้เหมือนกัน เริ่มจากนำอุปกรณ์ดูดส้วมมาครอบไว้ที่ปากท่อ จากนั้นก็นำผ้ามาคลุมไว้รอบๆบริเวณเพื่อป้องกันการเลอะเทอะ และเริ่มกระบวนการปั๊มโดยใช้น้ำหนักมืออย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องประมาณ 6-10 ครั้ง เท่านี้ พวกสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ก็เผ่นหนีไปแล้วล่ะค่ะภาพจาก pixabay.com 5. เครื่องดูดฝุ่นง่ายสุดๆก็คือการใช้เครื่องดูดฝุ่นนั่นหล่ะค่ะ ถ้าที่บ้านคุณมีเครื่องดูดฝุ่นแบบดูดแห้งก็ได้ เปียกก็ได้แล้วล่ะก็ ลองเปิดแบบระบบเปียกแล้วจัดการดูดลงไปที่ท่อเลยค่ะ รับรองสิ่งอุดตันถูกดูดจนหมดเกลี้ยงแน่นอน             ถูกใจวิธีไหนเป็นพิเศษกันบ้างหรือเปล่าคะ สำหรับเราชอบวิธีน้ำยาล้างจานค่ะ เพราะรู้สึกว่าง่ายและแลดูปลอดภัยดี ถูกใจวิธีไหน ลองใช้กันได้เลยนะคะ ฟีดแบคเป็นยังไง มาเล่าให้ฟังกันบ้างจ้า 

ขจัดคราบฝังแน่นใน “ยาแนว” ยังไง ให้ได้ผล…?

ยาแนว คือ สิ่งที่ผสานให้ชิ้นกระเบื้องเป็นหนึ่งเดียวกันนั่นหล่ะค่ะ จากสีขาวหรือชมพูอ่อนๆก็กลายเป็นสีดำสกปรก เป็นคราบที่ฝังแน่นไปด้วยเชื้อโรคนั่นเอง ยาแนวที่มักพบว่าเป็นเชื้อโรคอยู่บ่อยๆก็น่าจะเป็นห้องน้ำ และห้องครัวนั่นหล่ะค่ะ บางทีเราขัดๆถูๆ พื้นกระเบื้องจนสะอาดแล้ว แต่ก็มักจะปล่อยผ่านคราบดำๆบนยาแนวอยู่เสมอด้วยเหตุผลที่ว่าขัดไม่ออกและขี้เกียจภาพจาก unsplash.com ดังนั้น วันนี้เราเลยจะมาบิ้วท์ว่า เราในฐานะแม่บ้านมือทอง ไม่ควรปล่อยผ่านเชียวนะคะ เดี๋ยวจะแนะนำวิธีขจัดคราบง่ายๆมาให้ลองไปใช้กันค่ะ วิธีขยัน ทำความสะอาดคราวนี้ก็ใช้เบกกิ้งโซดาอีกเช่นกันค่ะ นำเบกกิ้งโซดาผสมน้ำแล้วราดลงบนร่องยาแนว จากนั้นให้นำน้ำส้มสายชูเทราดลงไปอีก 1 ชั้น ทิ้งไว้ให้เค้าขจัดคราบประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ขัดๆๆ และใช้น้ำเปล่าล้างออกได้เลยค่ะภาพจาก unsplash.comภาพจาก unsplash.com วิธีเลาะออกเสียใหม่วิธีนี้เหมือนเป็นการดึงเซลล์ผิวเก่า แล้วสร้างชั้นใหม่ขึ้นมาแทน วิธีการคือเลาะยาแนวเก่าๆออก แล้วเติมของใหม่ลงไปแทน แนะนำให้ใช้ยาแนวแบบผสมสารป้องกันแบคทีเรียและเชื้อรา และถ้าจะให้ดี ใช้แบบทนกรดเข้าไปด้วย เพราะนอกจากจะช่วยให้ยาแนวของใหม่สะอาดใสไร้แบคทีเรียแล้ว ยังช่วยยืดอายุการใช้งานไปได้อีกยาวๆค่ะภาพจาก unsplash.comภาพจาก unsplash.com ปิ๊งปั๊ง ทั้งกระเบื้องและยาแนวเลยใช่มั้ยคะ เวลาห้องน้ำ ห้องครัวสะอาดๆเนี่ย มันมีความสุขมากใช่มั้ยล่ะคะ พอเท้าเราสัมผัสได้ มันบอกได้เลยว่า แม่บ้านของบ้านหลังนี้ ใส่ใจแค่ไหน ไม่เพียงแค่บ้านสะอาดจนใครต่อใครอิจฉา แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจของผู้อยู่อาศัยอีกด้วยล่ะค่ะ

เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านยังไงให้ เป๊ะ...เวอร์ !!

ความสุขของคนมีบ้านอย่างเรา นอกจากการได้ดูแลบ้านให้สะอาดอยู่เสมอแล้วนั้น ก็คงเป็นการช้อปปิ้งของแต่งบ้านนี่หล่ะค่ะ แต่ก่อนจะเลือกซื้อของแต่ละครั้งนั้น ก็ต้องนึกถึงหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างประกอบกันด้วย วันนี้เราจึงขอมาแชร์ไอเดียขั้นตอนการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเป็นตัวช่วยก่อนการตัดสินใจซื้อกันค่ะภาพจาก www.pexels.com 1. ตั้งงบในใจ            เรื่องเงินเรื่องใหญ่ ดังนั้นวางแผนการเงินก่อนโดยการตั้งงบกว้างๆทั้งหมดในใจก่อนจึงสำคัญ สามหมื่น, ห้าหมื่น, หนึ่งแสน หรือยังไงก็สุดแล้วความพอใจของคุณค่ะ พอได้แบบนี้แล้ว ก็ลองลิสต์จำนวนเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการเอาไว้ พร้อมจัดสรรปันส่วนราคาที่พอรับได้ของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชนิด เพื่อไม่ให้พอไปถึงหน้างานแล้ว เกิดอาการงบบานปลายนั่นเองค่ะ  ภาพจาก www.pexels.com 2. สไตล์ที่ชอบ            จะซื้อของทั้งที ก็ต้องซื้อของที่ชอบใช่มั้ยล่ะคะ แล้วยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องใช้เงินเยอะด้วยแล้ว ยิ่งต้องคำนึงถึงสไตล์ที่ชอบเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นของที่ซื้อได้ไม่บ่อย เป็นของที่ต้องอยู่กับเราทุกวัน ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบสไตล์วินเทจ, คลาสสิก หรือว่าร่วมสมัย ก็ควรเลือกตามความชอบ เพื่อเราจะได้ชื่นชมและมีความสุขกับเฟอร์นิเจอร์ของเราไปนานๆนะคะภาพจาก www.pexels.com 3. Built in หรือไม่            ถ้าเป็นคอนโด การซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบ Built in ถือเป็นข้อดี เพราะนอกจากจะประหยัดพื้นที่แล้ว ยังออกแบบมาได้สวยเป๊ะกับห้องของคุณอีกด้วย แต่ถ้าหากว่าเป็นบ้านแล้วล่ะก็ แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องซื้อแบบ Built in ก็ได้ เพราะข้อเสียของการ Built in ก็คือการซ่อมบำรุงที่ค่อนข้างยุ่งยากนั่นเองค่ะ ถ้าเกิดส่วนใดส่วนหนึ่งพังขึ้นมาแล้ว อาจจะต้องรื้อทุกส่วนเพื่อซ่อมแซมเลยก็เป็นได้ภาพจาก www.pexels.com 4. ดูโปรโมชั่น และช่วงเซลล์            ของถูกและดี มันก็ถูกตา ต้องใจกว่าใช่มั้ยล่ะคะ เพราะงั้น เวลาจะซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็ลองเช็คโปรโมชั่น หรือว่างานเฟอร์นิเจอร์แกรนด์เซลล์ต่างๆดูก่อน เพื่อความคุ้มค่า คุ้มราคา และเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าเรามากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ต้องรอนาน เพราะงานแบบนี้จัดอยู่เรื่อยๆ ยังไงก็ลองติดตามข่าวสารกันดูนะคะภาพจาก www.pexels.com             เป็นยังไงบ้างคะ สำหรับข้อมูลที่เราเอามาแชร์กัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนรักบ้านทุกท่านนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่า :)          

5 เปลี่ยนแก้วมัวๆ ให้ใสกิ๊งได้ง่ายๆ

น้ำสะอาดดีต่อร่างกายก็จริง แต่ถ้าเกิดว่าแก้วที่ใส่น้ำสะอาดนั้น ดันไม่สะอาดขึ้นมา รับรองว่าต้องไม่ดีต่อร่างกายแน่ๆ อาจจะไม่เห็นผลตอนนี้ แต่สะสมนานไปย่อมไม่ดีต่อร่างกาย วันนี้เราก็เลยขอมาแนะนำเคล็ดไม่ลับในการล้างแก้วให้ใสกิ๊งแบบง่ายๆกันค่ะภาพจาก pixabay.com1. ใบเตย ผสมเกลือ            ขยำๆใบเตยใส่ลงในน้ำเปล่า ตามด้วยเกลือ คนจนเกลือละลาย จากนั้นให้นำใบเตยในน้ำเกลือมาขัดๆถูๆ แล้วล้างแก้วให้สะอาดอีกครั้ง แค่นี้ แก้วคุณก็จะวิ๊ง วับ วาว แล้วล่ะค่ะภาพจาก pixabay.com 2. ยาสีฟัน            นอกจากจะช่วยให้คราบที่ฟันของเราหมดไปแล้ว ยาสีฟันยังช่วยให้แก้วใสสะอาดได้อีกด้วย วิธีการก็ไม่ยาก ใช้ยาสีฟันขัดแก้ว ชุบน้ำเล็กน้อยพอให้ลื่นๆ ขัดๆล้างๆไม่นาน แก้วมัวๆก็จะใสทันตาแล้วค่ะภาพจาก pixabay.com 3. น้ำส้มสายชู            ง่ายมากๆ เททิ้งไว้ในแก้วให้แช่เลยค่ะ ข้ามวันไปเลยก็ได้ จากนั้นล้างน้ำออกตามปกติ ส่วนใครที่ไม่ชอบกลิ่น แนะนำไม่ต้องแช่ไว้นานขนาดค้างคืนค่ะ 4. เบกกิ้งโซดา            ขาประจำมาอีกแล้ว เบกกิ้งโซดา ละลายน้ำเปล่า แช่แก้วทิ้งไว้ ชั่วโมง สองชั่วโมง หรือขึ้นอยู่กับระดับความสกปรกของแก้ว จากนั้นก็ล้างๆ ขัดๆ แก้วมัวๆก็กลับมากิ๊งได้แล้วภาพจาก pixabay.com5. ทราย            ในกรณที่เป็นแก้วค้างสต๊อกในบ้านมานาน แล้วเต็มไปด้วยคราบที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะขัดออกได้ ให้น้ำทรายแห้งมาใส่ในแก้วแล้วเขย่าๆ จากนั้นก็ใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำแช่ทำความสะอาดอีกที เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะภาพจาก pixabay.com 5 วิธี ที่ให้ไปนี้ ใครเคยใช้วิธีไหนกันบ้างหรือเปล่าคะ ความจริงดูเหมือนจะยุ่งยาก แต่เราว่าเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงเลยใช่มั้ยหล่ะคะ วิธีที่ให้ไปนี้ ไม่เพียงใช้ได้กับแก้วดื่มน้ำเท่านั้น แต่อะไรที่เป็นเครื่องแก้ว ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งนั้นค่ะ

แม่บ้านต้องรู้...ขจัดสนิมยังไง ให้อยู่หมัด

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านจะเกิดสนิมขึ้นมารบกวนใจ นอกจากจะดูไม่สวยงามแล้ว ยังดูสกปรกรกหูรกตาจนไม่อยากใช้อีกด้วยหล่ะค่ะ แต่วันนี้ปัญหาสนิมจะหมดไป เพราะเรากำลังจะพาคุณไปจดจำวิธีกำจัดสนิมกันค่ะภาพจาก pixabay.com 1. เบกกิ้งโซดา            เจ้าประจำ นักขจัดคราบ มีคราบที่ไหน เบกกิ้งโซดาเอาอยู่แน่นอน แต่ไม่คิดว่าจะสามารถกำจัดสนิมได้ด้วย สุดยอดไปเลยนะเธอ วิธีการก็คือ ให้โรยผงเบกกิ้งโซดาลงบนจุดที่เป็นสนิมแล้วใช้แปรงชุบน้ำนิดๆขัดๆถูๆ ไม่นาน คราบสนิมก็หลุดหมด คอนเฟิร์มค่ะภาพจาก pixabay.comภาพจาก pixabay.com 2. น้ำอัดลม            หูย...อาจจะฟังดูตลกๆหน่อยแต่เชื่อหรือไม่คะว่า ความเป็นกรดในน้ำอัดลมนั้น สามารถช่วยชะล้างสนิมออกจากข้าวของเครื่องใช้ของคุณได้ อ้อ...อย่าลืมเช็ดออกให้สะอาดด้วยนะคะ ไม่งั้น ปัญหาต่อไปอาจจะต้องสู้รบกับมดแทน :Pภาพจาก unsplash.com 3. เกลือและมะนาว            เมื่อสองอย่างนี้มาผสมกัน บูม...ขจัดคราบได้หมดแน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะคราบสกปรกธรรมดาหรือว่าคราบลึกอย่างสนิม ให้โรยเกลือในบริเวณที่เป็นสนิม จากนั้นตามด้วยการบีบมะนาวลงไป ทิ้งไว้สักชั่วโมง จากนั้นก็ขัดๆถูๆได้เลยค่ะภาพจาก pixabay.com 4. น้ำยาล้างจาน            ความจริงไม่ใช่แค่น้ำยาล้างจานหรอกค่ะ เพราะเราต้องใช้มันฝรั่งดิบๆ ที่ยังไม่ต้มสุกอ่ะนะคะ :P นำไปจิ้มน้ำยาล้างจาน จากนั้นก็ใช้เจ้ามันฝรั่งดิ๊ฟน้ำยาล้างจานขัดๆถูๆ ไม่นาน คราบสนิมก็หมดจดค่ะ 5. น้ำส้มสายชู            ใช้น้ำส้มสายชูเทลงไปในบริเวณที่เป็นสนิม แช่ทิ้งไว้ ข้ามคืนก็ได้ ฤทธิ์ของน้ำส้มสายชูจะกัดกร่อน กัดเซาะให้เจ้าสนิมสกปรกออกไป ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ เดี๋ยวนี้แม่บ้านยุคใหม่ต้องอึด และถึก ล้างเองได้ เช็คเองได้ ยังไงก็ลองเอาวิธีที่เราแนะนำไปใช้กันดูนะคะ ได้ผลเป็นยังไงมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะ.. 

พื้นบ้าน แบบไหน ทำความสะอาดยังไง ให้ใสวิ๊ง

พื้นบ้านดีมีชัยไปกว่าครึ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องโอเวอร์เลย เพราะพื้นบ้านที่สะอาดก็เป็นหน้าตาให้กับเจ้าของบ้านได้ยังไงล่ะคะ วันนี้เราก็เลยจะขอแนะนำวิธีทำความสะอาดพื้นบ้านแต่ละแบบ ให้คุณพ่อบ้านแม่บ้านได้เป็นไอเดีย นำไปใช้ให้บ้านใสวิ๊งกันค่ะ พื้นไม้ภาพจาก unsplash.com พื้นไม้ ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ควรจะได้รับการดูแลแบบละเอียดอ่อน เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะแหว่ง เกิดรอยไม่สวยได้ วิธีการก็คือ ผสมน้ำยาทำความสะอาดลงในน้ำอุ่น บิดหมาดๆ ถูพื้นโดยใช้วิธีถูวนไปมา แล้วตามด้วยผ้าแห้งอีกที เท่านี้พื้นไม้ของคุณก็จะวิ๊งแล้วล่ะค่ะTips : ไม่ควรใช้น้ำแฉะเกินไป และควรรีบใช้ผ้าแห้งเช็ดซ้ำให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันน้ำซึ่มเข้าเนื้อไม้ พื้นกระเบื้องภาพจาก unsplash.com ไม่ว่าจะเป็นห้องโถง ห้องครัว หรือห้องน้ำ เรียกได้ว่าห้องไหนเปียกน้ำบ่อยก็ให้ใช้พื้นกระเบื้องนี่หล่ะค่ะ ดูแลง่ายสุดๆ วิธีการก็ไม่ยาก ใช้น้ำยาทำความสะอาดผสมน้ำสะอาด ถูพื้นทุกสัปดาห์ เท่านี้คราบเหนียวๆ และสิ่งสกปรกก็ไม่กล้ามากวนใจแล้วล่ะค่ะ Tips : ถึงจะดูแลง่ายแต่หากไม่ถูทุกสัปดาห์แล้ว ก็จะกลายเป็นดูแลยากและต้องมานั่งเสียเวลาทำความสะอาด พื้นคอนกรีตภาพจาก unsplash.com แข็งแรง ทนทน เหมาะกับโรงจอดรถ ก็คือพื้นคอนกรีตนี่หล่ะค่ะ วิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้องก็คือ ให้เริ่มจากดูดฝุ่นบริเวณพื้นคอนกรีตออกเสียก่อน จากนั้นก็ผสมน้ำยาทำความสะอาดลงในน้ำอุ่น ถูและเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ จากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งเอง Tips : ถึงจะบอกว่าไม่จำเป็นเพราะต้องเลอะอยู่แล้ว แต่ก็ควรจะทำความสะอาดก่อนที่มันจะสะสมจนกลายเป็นไม่น่ามองค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ ถึงจะเป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งหลายคนอาจจะทำตามอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมองข้ามก็อาจกลายเป็นคราบเขรอะ แก้ยากไปในที่สุด ดังนั้น มาเช็ดพื้นให้ใสวิ๊งกันดีกว่านะคะ

5 วิธีบอกลาไรฝุ่น ฉบับทำเองได้ง่ายๆ

ไรฝุ่น นั้นเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บให้กับคนในบ้านอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้ นับว่ามีความเสี่ยงไม่น้อยเลยล่ะค่ะ วิธีการแก้นอกจากจะหมั่นทำความสะอาดบ้านและห้องนอนอยู่เสมอแล้ว เรายังมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆในการลดปริมาณไรฝุ่นมาฝาก ลองดูกันนะคะภาพจาก www.pexels.com1. ดูแลเตียงนอนและผ้าปูนอน            ผ้าปูที่นอน หมอน มุ้ง ควรแช่น้ำที่อุณหภูมิ 55-60 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ 20 นาทีก่อนนำไปซักตามปกติ สำหรับเตียงนอน ให้ใช้ผ้าชุบน้ำที่อุณหภูมิเดียวกันแล้วเช็ดรอบๆเตียงให้ทั่ว และดีที่สุดคือการเปลี่ยนชุดเครื่องนอนทุกๆ 2 ปี ภาพจาก www.pexels.com2. ตุ๊กตาและหมอน            พวกตุ๊กตาและหมอนนอนทั้งหลาย ที่ไม่สามารถซักได้บ่อยๆ มาใส่ถุงแล้วไล่อากาศออกให้หมด จากนั้นนำไปใส่ที่ช่องฟรีซของตู้เย็นทิ้งไว้ 2 วัน เพียงเท่านี้ก็ป้องกันการก่อกวนของไร่ฝุ่นได้แล้วค่ะภาพจาก www.pexels.com 3. ใช้ความร้อนในการกำจัดไรฝุ่น            เวลาซักผ้าปูที่นอน หมอนมุ้ง หรือว่าฝูกก็ตาม ลองหาผ้าสีดำมาคลุมเอาไว้ด้วยสิคะ เพราะสีดำจะรวมแสงแดดเข้าไว้ด้วยกัน ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น ข้อแนะนำก็คือให้พลิกด้านกลับไปกลับมาทุก 3 ชั่วโมงเพื่อให้แดดแผดเผาเอาไรฝุ่นออกไปให้ทั่วถึงนั่นเองภาพจาก www.pexels.com 4. เปลี่ยนผ้าม่าน มาใช้มูลี่            โละออกไปเลยค่ะ สำหรับผ้าม่าน เพราะความเป็นผ้า ก็เลยเป็นศูนย์รวมของฝุ่นและไรฝุ่นต่างๆได้ง่าย ลองเปลี่ยนเป็นมูลี่ดูสิคะ ทำความสะอาดง่ายกว่า ไม่เป็นที่สะสมของไรฝุ่น ปลอดภัยกว่า สุขภาพดีกว่าค่า ภาพจาก www.pexels.com 5. เรียกหาบริษัทกำจัดฝุ่น            ประมาณ 3- 6 เดือนละครั้ง เป็นความถี่ที่ดีที่สุดสำหรับการใช้บริการบริษัทกำจัดไรฝุ่น ให้เค้ามาดูดทำความสะอาดเลยค่ะ เพราะอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยและความเป็นโปรเฟชชั่นนอล รับรองได้ว่านอกจากไรฝุ่นจะไม่มากวนใจแล้ว ยังได้รับคำแนะนำดีๆเป็นของแถมไว้ใช้ในบ้านอีกด้วยล่ะค่ะ เพราะฝุ่น เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงควรดูแล ใส่ใจ และป้องกันไว้ให้ดีที่สุด ก่อนที่ไรฝุ่นจะเข้ามาบั่นทอนสุขภาพของคุณและครอบครัว ยังไงก็ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะทุกคน :)

เคล็ด (ไม่) ลับ กับสูตรกระจกใสได้ง่ายๆแค่ไม่กี่นาที

บ้านสวยๆ แต่กระจกไม่ใส มันก็น่าหงุดหงิดใช่มั้ยล่ะคะ อย่าเพิ่งหงุดหงิดใจไปค่ะ เรามีวิธีง่ายที่ช่วยให้กระจกที่บ้านของคุณกลับมาใสได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีมาฝากกันค่ะ ไปดูพร้อมกันเลย…!!1. น้ำยาล้างจานเริ่มจากของที่หาง่ายๆใกล้ตัวก่อนค่ะ วิธีการก็คือให้ผสมน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง น้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวง และตัวช่วยของเราน้ำยาล้างจาน 3 หยด จากนั้นก็ผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ เท่านี้ก็พ่นกระจกแล้วเช็ดได้เลยค่ะ  2. น้ำส้มสายชูใครที่ไม่แคร์เรื่องกลิ่น ก็หยิบเอาน้ำส้มสายชูมาเป็นตัวช่วยได้เลยค่ะ น้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด จึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำความสะอาด กระจกใสเองก็เช่นกัน แค่นำมาผสมน้ำอุ่นในอัตราส่วน 1 ถ้วยตวงต่อน้ำเปล่า 1 ลิตรแล้วเทใส่ขวดสเปรย์ แล้วนำไปพ่นบนกระจกได้เลยค่ะ 3. น้ำสบู่แค่เทสบู่เหลวในห้องน้ำเพียง 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่าใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นลงบนกระจก ตามด้วยการใช้น้ำสะอาดเช็ดซ้ำอีกครั้ง โอ้ว...สะอาดใสปิ๊ง ค่ะ 4. แอลกอฮอล์หยิบจากในตู้ยาของบ้านอีกแล้วค่ะ เริ่มจากผสมแอลกอฮอล์ 2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วย น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำเปล่าอีก 1 ถ้วยตวงครึ่ง ผสมให้เข้ากันแล้วเทลงในขวดสเปรย์ แค่นี้ก็นำไปทำความสะอาดกระจกได้แล้ว 5. น้ำมะนาวอาจจะต้องลงทุนหน่อย โดยเฉพาะช่วงไหนที่มะนาวมีราคาแพง แหะๆ วิธีผสมก็ไม่ยากค่ะ ใช้น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับสบู่เหลว 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำส้มสายชูอีก ¼ ถ้วยตวง แล้วเทลงในขวดสเปรย์ จากนั้นก็นำไปเช็ดกระจกได้เลยค่ะเป็นยังไงกันบ้างคะ ถูกใจสูตรไหนกันเป็นพิเศษหรือเปล่า สำหรับใครที่กำลังอยากจะทำความสะอาดบ้าน ก็อย่าลืมพกสูตรเหล่านี้ไปลองใช้กันนะคะ เจอกันครั้งหน้าค่ะ  ที่มาภาพ www.unsplash.com และ www.pexels.com 

8 ขั้นตอนการจัดสวน ฉบับลงมือทำด้วยตนเอง

          หลายๆ คนที่มีความสนใจเรื่องของการจัดสวน คงอยากที่จะลงมือลงแรงจัดสวนด้วยตัวเองเป็นแน่ และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงกำลังหาความรู้เกี่ยวกับการจัดสวนอยู่เป็นแน่ ด้วยเหตุนี้เราจึงได้นำเอาขั้นตอนในการจัดสวนมาฝาก เพื่อให้คุณสามารถจัดสวนที่บ้านของคุณด้วยตนเอง 1. จัดหาสิ่งที่ต้องใช้ในการจัดสวนให้ครบถ้วนที่สุด          หลังจากการวางแผนและออกแบบต่างๆ เรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่เราต้องทำเพื่อเริ่มจัดสวนก็คือ การจัดหาทุกๆ อย่างที่ต้องใช้ในการจัดสวน ทั้งพรรณไม้ ก้อนหิน ดิน ปุ๋ย ทราย โต๊ะ เก้าอี้และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ทั้งหมด โดยเราควรเริ่มสำรวจและเปรียบเทียบราคาในหลายๆ ที่ก่อนที่จะซื้อ เพื่อเป็นการช่วยให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญเราควรจัดหาสิ่งที่ต้องใช้ในการจัดสวนให้ครบถ้วนมากที่สุดด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อเพิ่มทีหลังภาพจาก lamreh.com 2. ปรับแต่งพื้นที่ในการจัดสวน          ในการปรับแต่งพื้นที่นั้น ให้เราเริ่มตั้งแต่การกำจัดสิ่งต่างๆ ที่ไม่ต้องการให้มีในสวนออกไปให้หมด แล้วจึงทำการปรับหน้าดินให้เรียบร้อย ตรงไหนมีเนิน มีหลุม มีบ่อ ก็ปรับแต่งให้เรียบร้อย และที่สำคัญจะต้องไม่ลืมเรื่องการไล่ระดับสูงต่ำของพื้นสวนด้วย เพื่อที่จะให้สวนของเราสามารถระบายน้ำได้ดี ไม่เกิดการขังตัวของน้ำ หากมีฝนตกหนักภาพจาก www.bloggang.com 3. ปรุงแต่งพื้นที่ตามความต้องการ          หากเราอยากให้ตรงไหนเป็นหลุม เป็นบ่อ หรือเป็นเนิน ก็ให้เราทำการปรุงแต่งให้เรียบร้อย โดยให้เราโรยปูนขาวกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่าตรงไหนทำอะไร แล้วจึงทำให้เรียบร้อย หลังจากนั้นให้เรารดน้ำพื้นที่ทั้งหมดแล้วทิ้งเอาไว้ 1 คืน เมื่อดินแห้งหมาดแล้ว ก็ให้ใช้ลูกกลิ้งบดดินให้เรียบร้อย การทำเช่นนี้จะช่วยให้ดินแน่นไม่เป็นโพรง และถ้าตรงไหนมีการยุบตัวของดินก็ให้เราเติมดินเข้าไป 4. จัดวางทุกอย่างตามตำแหน่งที่ออกแบบไว้          ในขั้นตอนนี้คือการนำเอาพรรณไม้และสิ่งต่างๆ ที่ต้องใช้ในการจัดสวนไปเตรียมพร้อมเอาไว้ในพื้นที่ต่างๆ ตามที่เราได้ออกแบบเอาไว้ ตรงไหนปลูกต้นไม้ก็เอาต้นไม้ไปไว้ ตรงไหนวางหินก็เอาหินไป อะไรต้องไว้ตรงไหนก็เอาไปวางไว้ตรงนั้น การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถมองภาพรวมของสวนได้ง่าย และยังช่วยให้เราไม่ต้องขนย้ายอะไรหลายๆ ครั้งด้วย 5. จัดวางก้อนหินตามที่ต้องการ          การจัดวางก้อนหินในที่นี้คือ ก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ใช้ก็ให้ผ่านขั้นตอนนี้ไปเลย ส่วนคนที่ใช้ การจัดวางก้อนหินจะต้องทำก่อนการปลูกพรรณไม้ การปลูกหญ้า การวางทางเดินและการวางสิ่งของต่างๆ ส่วนที่ว่าจะวางก้อนหินอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปทรงของก้อนหิน  ภาพจาก www.tm-tomsstone.net 6. เริ่มปลูกพรรณไม้ต่างๆ ให้เรียบร้อย          สำหรับคนที่ใช้การปลูกลงดิน ควรทำการปลูกลงดินในตอนเช้าหรือตอนเย็นเท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยให้เราสามารถถนอมต้นไม้เอาไว้ได้มาก และหลังจากปลูกลงดินเรียบร้อยแล้วก็ให้ทำการรดน้ำให้ชุ่ม และจะต้องพยายามดูแลอย่างดีจนกว่าต้นไม้ดังกล่าวจะตั้งต้นได้ ส่วนคนที่ใช้ต้นไม้ที่ปลูกในกระถาง ก็ให้ทำการจัดกระถางตามที่ได้ออกแบบเอาไว้ก็เรียบร้อยภาพจาก www.bloggang.com 7. ปูหญ้า ต้องทำให้เสร็จในทีเดียว          หากเรายังไม่เริ่มปูหญ้า ก็อย่าพึ่งสั่งหญ้ามาทิ้งเอาไว้ เพราะการปลูกหญ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องทำหลังจากการจัดวางก้อนหินและการปลูกพรรณไม้อยู่แล้ว ดังนั้นหากยังทำทั้ง 2 อย่างยังไม่เสร็จ ก็อย่าเพิ่งสั่งหญ้ามา ควรสั่งเมื่อพร้อมที่จะทำการปูหญ้าแล้ว           การเริ่มปูหญ้านั้นให้เราใช้ทรายโรยให้หน้าประมาณ 1-2 เซนติเมตรแล้วปรับระดับให้เรียบร้อย โรยปูนขาว ปุ๋ยคอก และฉีดน้ำให้ชุ่มพอประมาณ และทำการปูหญ้าให้เสร็จโดยเร็วที่สุดในทีเดียว หลังจากที่ปูเสร็จแล้วก็ให้ใช้ลูกกลิ้งบดทับแผ่นหญ้าให้แนบสนิทกับผืนแล้วทำการรดน้ำทันทีหลังจากที่ปูเสร็จ และจะต้องให้น้ำอยู่ตลอดจนกว่ารากหญ้าจะเริ่มงอกใหม่ และหากไม่จำเป็นก็อย่าไปเหยียบจนกว่ารากหญ้าจะเริ่มงอกเป็นอันขาด เพราะการเหยียบจะทำให้หญ้านั้นบอกช้ำและเสียหายได้ และอาจทำให้หญ้าที่ปูนั้นเรียบไม่เสมอกันด้วย ภาพจาก www.adswow.net 8. เก็บรายละเอียดและเพิ่มเติมสิ่งอื่นที่ต้องการ          เมื่อเราทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ให้เราตรวจดูว่ามีส่วนไหนที่บกพร่องและเสียหาย หากมีก็ให้เราซ่อมแซมเพิ่มเติมให้เรียบร้อย ส่วนใครอยากได้อะไรเสริมในสวนก็ให้เพิ่มเติมเข้าไป อาทิ ทางเท้า ศาลา โต๊ะ เก้าอี้ น้ำตก เป็นต้น  ภาพจาก home.sanook.com            ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจบซักหน่อยว่า หลังจากที่เราจัดสวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ตามมาหลังจากการนั้นก็คือ “เราจะต้องดูแลสวนของเราด้วย” เราจะต้องไม่ลืมที่จะดูแลเอาใจใส่สวนของเราเป็นอันขาด เพราะหากเราปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ สวนที่เราลงมือลงแรงทำไปด้วยตัวเอง ก็จะเหลือเอาไว้เพียงซากแห่งความทรงจำที่น่าเสียใจ           

10 เคล็ดลับในการเลือกซื้อต้นไม้ให้สวนของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นสวนขนาดเล็กหรือสวนขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งมุมสวนเล็กๆ ต้นไม้คือส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ หากไร้ซึ่งต้นไม้ก็ย่อมไม่ใช่สวนอย่างแน่นอน และการใช้ต้นไม้ในการจัดสวนนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเห็นแล้วก็เลยซื้อมันเลย คุณจะต้องสังเกตดูให้ดีก่อนว่า เราควรจะซื้อต้นไม้ต้นนั้นหรือไม่ เพราะหากคุณเลือกซื้อไม่ดี คุณก็จะต้องมานั่งปวดหัวกับมันทีหลัง และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เราจึงได้นำเอา 10 เคล็ดลับในการเลือกซื้อต้นไม้มาแนะนำกัน  เลือกซื้อต้นไม้ที่มีความเหมาะสมกับขนาดของพื้นที่ในการจัดสวน สภาพดินและสภาพอากาศ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำไปจัดสวนและดูแลได้ง่าย ควรเลือกต้นไม้ที่หาได้ในท้องถิ่น เพราะเมื่อเป็นต้นไม้ในท้องถิ่น ก็ย่อมจะมีราคาที่ถูกและสามารถเจริญเติบโตในสวนของเราได้ค่อนข้างแน่นอน ตรวจดูราก ลำต้น กิ่งก้าน ใบและดอก ว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ เป็นโรคหรือไม่ โดนแมลงกันกินหรือไม่ แค่นี้ก็ช่วยให้คุณได้ต้นไม้ที่ดีขึ้นแล้ว หลีกเลี่ยงหรืออย่าซื้อต้นไม้ที่มีรากออกมาจากรูกระถาง เพราะอาจทำให้ต้นไม้ดังกล่าวเกิดเสียหายได้ หากเราทำการเคลื่อนย้าย ตรวจสอบดินในกระถางดูว่า มีตะไคร้และชื้นแฉะจนเกินไปหรือไม่ เพราะถ้าดินชื้นแฉะจนเกินไปและมีตะไคร้เกาะอยู่ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า ดินมีการระบายน้ำที่ไม่ดีและอาจทำให้รากของต้นไม้ดังกล่าวเกิดการเน่าเสียได้ ควรสังเกตให้ดีว่าต้นไม้ที่เราสนใจนั้น พึ่งถูกตัดมาปักชำหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็อย่าซื้อเป็นอันขาด เพราะมีโอกาสสูงที่ต้นไม้นั้นจะตายได้ เนื่องจากรากของต้นไม้ยังไม่แข็งแรงพอ ในกรณีที่เป็นไม้ดอก ควรเลือกต้นที่ดอกยังคงตูมอยู่ อย่าเลือกดอกที่บ้านแล้ว เพราะดอกที่บานแล้วต่อไปมันก็จะพลัดดอก ส่วนดอกที่ยังตูมอยู่ต่อไปมันก็จะบานนั้นเอง ไม่ควรซื้อต้นไม้เพียงเพราะเห็นว่ามันราคาถูกเป็นอันขาด เพราะต้นไม้ต้นนั้นอาจมีความเสียหายแอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้ หากคุณไม่เชี่ยวชาญในการเลือกต้นไม้ดีพอ คุณควรเลือกซื้อกับร้านที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้ หรือพาคนที่เชี่ยวชาญในการเลือกซื้อต้นไม้ไปกับคุณด้วย ถ้าคุณซื้อเป็นจำนวนมาก ก็อย่าลืมที่จะต่อราคาหรือขอลดราคาเป็นอันขาด หากคุณได้ต้นไม้ที่มีความสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น มันก็จะช่วยให้คุณสามารถที่จะจัดสวนได้อย่างที่คุณต้องการ อีกทั้งยังช่วยให้คุณสามารถดูแลมันได้ง่ายขึ้นด้วย ดังนั้น เสียเวลาในการเลือกซื้อต้นไม้ซักนิด ดีกว่าต้องมานั่งเสียใจและเสียเงินในการซื้อมันอีกครั้งหนึ่ง    

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน