MOS และ Upside คืออะไร?

30 มิ.ย. 2560 15.21 น. | 1,513

               สำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นโดยให้ความสำคัญกับราคาและแนวโน้มในการทำกำไรของหุ้นโดยเข้าซื้อหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น พิจารณาและเลือกซื้อหุ้นที่มี MOS และ Upside ในอัตราที่พอใจ MOS นั้นย่อมาจาก Margin of Safety หรือส่วนลดจากมูลค่าที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยซึ่งยิ่งค่า MOS นี้ยิ่งมี % มากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะในการลงทุนแน่นอนว่านักลงทุนมีเป้าหมายในผลตอบแทนจากหุ้นขั้นต่ำ 10% ของเงินลงทุน หมายความว่าราคาของหุ้นเป้าหมายคือราคาที่บวกจากราคาปัจจุบันขึ้นไปมากกว่า 10% ไม่ใช่ 0% ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวณ Margin of Safety ของหุ้นที่สนใจเพื่อนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน

ภาพจาก freepik.com

 

                MOS มักถูกนำมาวิเคราะห์กับหุ้นที่มีพื้นฐานดีอย่างหุ้นของกิจการที่มีความมั่นคงหรือมีความสามารถในการทำกำไรได้แน่นอนและนักลงทุนมีความตั้งใจที่จะถือหุ้นนี้ในระยะยาว สำหรับการคำนวณ MOS นั้นคือการนำส่วนต่างของราคาตลาดซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นมาคำนวณกับราคาหุ้นที่แท้จริงว่าน้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น หากราคาหุ้นที่แท้จริงเท่ากับ 10 บาท แต่ราคาในตลาดเท่ากับ 9 บาทต่ำกว่า 10% หรือก็คือหุ้นของกิจการนี้มี MOS เท่ากับ 10% ซึ่งตัวเลข % ตรงนี้ยิ่งมากยิ่งดีเพราะอาจตีความได้ว่าหุ้นนี้มีโอกาสเพิ่มมูลค่าขึ้นอีกในตลาด แต่หากมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเท่ากับ 10 บาทแต่ราคาในตลาดเท่ากับ 11 หรือ -10% ควรพิจารณาให้ดีก่อนลงทุน ซึ่งปัจจุบันวิธีนี้ไม่ค่อยถูกนำมาใช้สักเท่าไหร่เพราะหุ้นของหลายกิจการมีราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากจึงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วยในการลงทุน

ภาพจาก Freepik.com

 

                ส่วน Upside นั้นเรียกว่าเป็นโอกาสในการทำกำไรของหุ้นนั้นโดยสูตรที่นำมาคำนวณนั้นแตกต่างจาก MOS เล็กน้อยโดยใช้ มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นลบด้วยราคาตลาดแล้วนำมาคำนวณกับราคาตลาดออกมาเป็น % Upside ยกตัวอย่างเช่น มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเท่ากับ 10 บาท ราคาตลาดเท่ากับ 9 บาท Upside จะเท่ากับ 11% เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนแต่ละคนอาจคำนวณออกมาได้ไม่เท่ากับเพราะมีวิธีการคำนวณมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นแตกต่างหรือมีราคาที่เหมาะสมในใจสำหรับหุ้นตัวนี้แตกต่างกันไป

ภาพจาก Freepik.com

 

                การคำนวณ MOS และ Upside นั้นถูกนำมาใช้เพื่อพิจาณาก่อนการลงทุนโดยนักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตหรือกำลังเติบโตซึ่งมีโอกาสในการทำกำไรได้มากกว่ากิจการที่ทำมานานและมีความสามารถในการทำกำไรได้ไม่แตกต่างกันในแต่ละปี ซึ่งการลงทุนโดยใช้ช่องว่างในโอกาสการเติบโตของหุ้นเพื่อสร้างกำไรมหาศาลนั้นแน่นอนว่ามาพร้อมความเสี่ยงที่มากด้วยดังนั้นนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นที่มีความสามารถในการทำกำไรแน่นอนด้วย