ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


อารียา  วางกลยุทธ์เด็ด 4 ด้าน มัดใจลูกค้

อารียา วางกลยุทธ์ 4 ด้าน หวังมัดใจลูกค้า ได้แก่ ด้านทำเล ออกแบบดีไซน์ทั้งใน-นอกตัวบ้าน คุณภาพของบ้าน และ การให้บริการทั้งก่อนการขายและหลังการขาย พร้อมรุกเปิดตลาดต่างประเทศและออกหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท เปิดจอง 23-26 ม.ค.  ถาพจาก www.areeya.co.th นายอาณัติ ปิ่นรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนธุรกิจของบริษัทประจำปี 60 จะการขยายทำเลและจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นทั้งแนวสูงและแนวราบในสัดส่วน 30-70% พร้อมกันกลยุทธ์สำคัญหลัก 4 ด้าน คือ ทำเล,ออกแบบดีไซน์, คุณภาพ และการให้บริการทั้งก่อนการขายและหลังการขาย และวางเป้าการเติบโตไม่น้อยกว่า 35%และนอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายตลาดที่อยู่อาศัยแนวสูงไปยังกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งเริ่มทำตลาดลูกค้ากลุ่มนี้ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งจะเริ่มสร้างผลกำไรให้กับบริษัทในปี 2560 เป็นต้นไป ส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบจะใช้กลยุทธ์ทำสินค้าที่ขายดีและส่งมอบได้เร็ว (High Inventory Turnover)“ในปี 60 ทางบริษัทยังยึดหัวหาดทำเลสำคัญๆ ซึ่งเป็นโครงการขายดีอย่างต่อเนื่อง และยังขยายโครงการในทำเลศักยภาพอื่นๆเพิ่มขึ้น เช่น บางนา, รังสิต, บางใหญ่ และประชาอุทิศ ขณะที่การดีไซน์บ้านที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยเป็นหลักรวมถึงการนำเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ที่เรียกว่า Aluminum Form เข้ามาใช้ด้วย ตรงจุดนี้จะแก้ไขปัญหาการรั่วซึมในบ้านเรือนและอาคารได้ ที่สำคัญนโยบายหลักที่เน้น คือ การบริการ หรือ การดูแลลูกบ้านทั้งก่อนและหลังการขายด้วยอย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ทางบริษัท ไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินแต่อย่างใด เนื่องจากมีวงเงินสำรองเตรียมไว้มากเพียงพอต่อการขยายธุรกิจ ดังนั้นวัตถุประสงค์หลักที่บริษัท ระดมเงินทุนผ่านการออกจำหน่ายหุ้นกู้ วงเงิน 1,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี ดอกเบี้ยคงที่ 5% ต่อปี กำหนดจองซื้อระหว่างวันที่23-26 ม.ค. 2560 นั้น เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างเงินทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการนำเงินชำระคืนตราสารหนี้ระยะสั้น  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.ddproperty.com

ผู้รับเหมาเฮ คึกคักต้อนรับปีไก่ คลังเปิดประมูล 14 งาน ภายในต้นปี60

กลุ่มรับเหมาคึกคักเฮรับปีไก่ทอง หลังกรมธนารักษ์เตรียมเปิดประมูลโครงการใหม่ 14 แห่งทั่วประเทศ ทั้งบ้านธนารักษ์ประชารัฐ และโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภายในต้นปีนี้ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ด้าน PF ลุยพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ขณะที่อารียาเดินหน้าบ้านธนารักษ์  ภาพจาก keywordsuggest.org นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เผยว่า กลางเดือนนี้กรมฯจะมีการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการที่จะเปิดประมูลในปี 2560 นี้จำนวนกว่า 14 โครงการ ที่ประกอบโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ซึ่งจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ของกรมฯในปีนี้ “กรมธนารักษ์จะเปิดตัวโครงการของปีนี้ประมาณกลางเดือนมกราคม ซึ่งมีมากกว่า 14 โครงการ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาททั่วประเทศ” อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวสำหรับการประมูลโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร หนองคาย ตาก และสงขลา ซึ่งคาดว่าจะมีการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักลงทุนหรือผู้ประกอบการด้วย  ส่วนบ้านธนารักษ์ประชารัฐ จะเปิดตัวพื้นที่ใหม่ ที่กรุงเทพมหานคร ประจวบคีรีขันธ์ นนทบุรี และเชียงใหม่ รวมทั้งบ้านผู้สูงอายุที่จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากปีที่ผ่านมาได้เปิดประมูลพื้นที่กรุงเทพฯ 2 แปลง และต่างจังหวัดอธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า อัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุที่จะประกาศใช้ในปีนี้จะเป็นในเชิงพาณิชย์สำหรับโครงการใหม่ ส่วนโครงการเก่าจะใช้ในปีถัดไป ตามราคาประเมินที่ดินใหม่ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับกรมฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% ซึ่งอัตราค่าเช่าใหม่จะใกล้เคียงกับราคาตลาดมากขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้กว่า 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้กรมฯ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแก้ไขเกณฑ์ของประชาชนที่จะใช้สิทธิในโครงการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยจะให้สิทธิประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อเดือนสามารถใช้สิทธิได้ด้วย จากเดิมที่กำหนดรายได้ไว้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท รวมทั้งไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังแรก ขณะที่โครงการพัฒนาที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย คาดว่าร.ฟ.ท.จะเป็นผู้ดำเนินการเอง ขณะที่กรมธนารักษ์จะช่วยเข้าไปเจรจากับเจ้าของในพื้นที่ว่าต้องการลงทุนด้านใดบ้าง ด้านผู้บริหารบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หรือ PF กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดตราด กับกรมธนารักษ์ เป็นโครงการลงทุนภายใต้วิสัยทัศน์ Golden Gateway การเปิดประตูการค้าและการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนาโครงการ 3 พันล้านบาท ซึ่งไม่ร่วมค่าเช่าและค่าธรรมเนียม โดยตั้งเป้าหมายให้เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวนานาชาติ เมืองอาหารปลอดภัย และเมืองบริการการค้าระหว่างประเทศที่ครบวงจรบมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้หรือ A อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ บริเวณพหลโยธิน ซึ่งขณะนี้ได้ผ่าน EIA แล้ว  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.reic.or.th 

เรียลตี้ เวิลด์ฯ ขยายไลน์ธุรกิจพื้นที่ให้เช่าในเมืองทองธานี

นายวิศิษฐ์ คุณาทรกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลตี้ เวิลด์ อัลไลแอนซ์ จำกัด บริษัทตัวแทนนายหน้าซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ กล่าวถึงภาพรวมตลาดบ้านมือสองในช่วง2ปีหลังจนถึงปัจจุบันยังคงหดตัวต่อเนื่อง แม้ว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมือสองจะยังมีอยู่สูง   ภาพจาก www.realtyworld.co.th ทั้งนี้ การหดตัวดังกล่าวคาดว่าเป็นผลมาจากความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยรายย่อยของสถาบันการเงิน ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง กับการปรับตัวของหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับการตัดสินใจซื้อของลูกค้าในตลาด และคาดว่าในปี2560ตลาดบ้านมือสองก็ยังจะทรงตัวต่อเนื่องจากสถานการณ์ตลาดบ้านมือสองที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง ทำให้ตัดสินใจผลักดันทีมบริหารขึ้นมารับช่วงการบริหารธุรกิจบ้านมือสอง เพื่อให้ตนเองมีเวลาในการบุกเบิกธุรกิจพื้นที่ปล่อยเช่าและโกดังปล่อยเช่า โดยที่ผ่านมาตนได้วางมือจากธุกริจบ้านมือสองมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อผลักดันให้ทีมบริหารคนรุ่นใหม่เข้าไปบริหารธุรกิจบ้านมือสองแทน ขณะเดียวกันได้เปิดตัวบริษัท ไคตัค นาริตะ จำกัด รุกเข้าสู่ธุรกิจปล่อยเช่าพื้นที่โกดังเก็บสินค้าและปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงาน โดยการนำ อาคารสำนักงานให้เช่าและโกดังสินค้าในเมืองทองธานี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัท เรียลตี้ เวิลด์ อัลไลแอนซ์ฯ ที่ซื้อเก็บไว้มาปล่อยเช่ากลุ่มลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจดังกล่าว ได้จัดตั้ง บริษัท ไคตัค นาริตะ จำกัด เพื่อให้บริการปล่อยเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานและโกดังเก็บสินค้าในเมืองทองธานี 2อาคาร คือ อาคารไคตัค และ อาคารนาริตะ ตั้งอยู่ตรงข้ามอาคารสำนักงานใหม่ของกระทรวงกลาโหมในพื้นที่เมืองทองธานีโดยพื้นที่ปล่อยเช่าของ “ไคตัค นาริตะ” มีพื้นที่รวมๆ 30,000 ตรม. แบ่งเป็นพื้นที่เช่าโกดังสินค้า 80% และ 20% เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า โดยมีราคาปล่อยเช่าของโกดังสินค้าต่อตรม.อยู่ที่120-160บาท ส่วนราคาปล่อยเช่าพื้นที่ออฟฟิศอยู่ที่ 280-350 บาทต่อตรม. โดยขณะนี้มีลูกค้าทั้งบริษัทต่างชาติ และคนไทยเข้ามาเช่าพื้นที่แล้วประมาณ 24,000 ตรม. ทำให้ยังมีพื้นที่ว่างรองรับลูกค้าที่ต้องการเช่าพื้นที่อีกประมาณ 6,000 ตรม.“การเข้ามารุกสู่ธุรกิจปล่อยเช่าพื้นที่ เพราะมองว่าตลาดมีอนาคตในระยะยาว และไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ขณะที่แนวโน้มการตั้งบริษัทและหาที่ตั้งออฟฟิศใหม่ และหาพื้นที่เช่าออฟฟิศเพื่อขยายบริษัทของเอกชน มีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีต่อเนื่อง และเชื่อว่าเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคตดังนั้นตลาดปล่อยเช่าพื้นที่จึงน่าจะมีอนาคตดีกว่าธุรกิจบ้านมือสองในขณะนี้”  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.ddproperty.com

นายกสมาคมอสังหาฯภูเก็ตเผยแนวโน้มโตขึ้นแต่ไม่หวือหวา รับชาวต่างชาติเข้าร่วมลงทุนเพิ่มขึ้น

นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต กล่าวถึงแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในปี 2560 ว่า สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวแบบสุดๆมาแล้ว เพราะฉะนั้น ในปี 2560 จะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นที่จะทำให้อสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเติบโตขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้ม การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่เริ่มมั่นใจในศักยภาพของจังหวัดภูเก็ต และของประเทศไทย และเริ่มกลับเข้ามาจับมือกับนักลงทุนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มรัสเซีย หรือจีน ที่ขณะนี้เริ่มเข้ามาร่วมซื้อที่ดิน และเตรียมขยายงานกันอยู่ ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้มีจำนวนมากพอสมควร ส่วนใหญ่สนใจเข้ามาลงทุนในโครงการวิลล่าหรู และคอนโดมิเนียม  ภาพจาก phuketpost.com ส่วนนักลงทุนในท้องถิ่นมีแนวโน้มการเติบโตที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งจากการติดตามข้อมูลพบว่า ปริมาณบ้านแนวราบไม่เพียงพอต่อความต้องการ และในปี 60 บ้านแนวราบที่เป็นการลงทุนโดยนักลงทุนท้องถิ่นจะเกิดขึ้นหลายโครง การ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี คิดว่าจะได้เห็น 2-3 โครงการ และตลอดทั้งปี มีไม่น้อยกว่า 5 โครงการอย่างแน่นอน แต่โครงการที่เกิดขึ้นในปีนี้จะเป็นโครงการขนาดไม่ใหญ่มากนัก จำนว ยูนิตจะลดลงกว่าที่ผ่านๆ มา ส่วนมูลค่าโครงการก็เชื่อว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 แม้ว่าแนวโน้ม การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับไม่หวือหวา เหมือนช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่มีการเติบโตเป็นอย่าง มาก แต่ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่มีอัตราการเติบโต ขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ ยังขึ้นอยู่กับการเติบโตทางด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก การท่องเที่ยวดี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องก็จะดีตามไปด้วย นายธนูศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากเรื่องของการท่องเที่ยวนโยบายภาครัฐก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตขึ้น ซึ่งรัฐจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของการดำเนินการและการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนของต่างชาติ ถ้ารัฐไม่มีความชัดเจนนักลงทุนก็ไม่กล้าที่จะลงทุน แต่ถ้าภาครัฐมีความชัดเจนนักลงทุนก็พร้อมที่จะเข้ามาอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้จะร่วมหารือกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะปัจจุบันภาครัฐยังมีความคลุมเครือในหลายๆประเด็น โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ขณะนี้โครงการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในภูเก็ตโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างทางลอด โครงการก่อสร้างถนนคู่ขนานถนนเทพกระษัตรี โครงการรถไฟฟ้ารางเบา และโครงการอื่นๆ เชื่อว่าโครงการเหล่านี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยกระตุ้นราคาที่ดินในภูเก็ต ให้มีการขยับตัวสูงขึ้น เมื่อมีการขยับตัวเรื่องของที่ดิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะมีการขยับตัวตามไปด้วย   ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.reic.or.th

ซีบีอาร์อี ชี้ทำเล สุขุมวิทสาทร-ลุมพินี บูม คาดราคาพุ่งแตะ 4 แสนบาท/ตรม.

ซีบีอาร์อี ชี้ตลาดอสังหาฯ ระดับบนปี 60 แรงต่อเนื่อง ทำเล "สุขุมวิท-สาทร-ลุมพินี" คาดราคาขายตร.ม.แตะ 4 แสนบาท คอนโด มือสองบูม เหตุราคาจูงใจ นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมและที่ พักอาศัยแนวราบระดับบนในปี 2560 เติบโตดีกว่าตลาดระดับกลางและล่าง เพราะผู้ซื้อได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากความเข้มงวดในการขอสินเชื่อส่งผล ให้ตลาดที่พักอาศัยโดยรวมชะลอตัว ผลกระทบจากยอดขายที่ชะลอตัวและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นราคาขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาส่งผลให้ลูกค้าซื้อได้ยากขึ้น ทำให้การเติบโตของตลาดลดลง โดยทำเล ที่ลูกค้าสนใจ คือ สุขุมวิท สาทร และลุมพินี ภาพจาก www.thaiassetreview.com"ราคาขายที่สูงขึ้นมากของโครงการใหม่ ส่งผลคอนโดมือสองในโครงการ ที่แล้วเสร็จได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะผู้ซื้อมองเห็นช่องว่างราคา บางแห่งแตกต่างกัน 4 เท่า ทั้งที่อยู่ใกล้กัน แต่ผู้ซื้อ จะสนใจเฉพาะโครงการที่แล้วเสร็จและ ได้รับการบริหารจัดการโดยมืออาชีพ ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเท่านั้น" สำหรับภาพรวมตลาดที่พักอาศัย ระดับบนปีนี้เติบโตน้อยกว่าปีก่อนแต่มีการเปิดโครงการใหญ่หลายแห่งและมีราคาขายก่อนเริ่มก่อสร้างในระดับที่ทุบสถิติใหม่ ตลาดคอนโดระดับลักชัวรีราคา 2-2.99 แสนบาทต่อตร.ม. ราคาต่อยูนิต 10 ล้านบาท ขึ้นไป และซูเปอร์ลักชัวรี ราคา 3 แสนบาท ต่อตร.ม.ขึ้นไป ราคาต่อยูนิต 20 ล้านบาทขึ้นไป มีการเปิดลดลง 50% เทียบปี 2558 เปิดตัว725 ยูนิต คิดเป็น 11% หรือลดลง 4% ตลาดที่พักอาศัยแนวราบเปิดตัวโครงการ บ้านลักชัวรีย่านใจกลางเมือง 45 หลัง ในปีนี้จากปี2558 เปิด 136 หลัง ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.1% อยู่ที่ 55 ล้านบาท "ปีนี้มี13 โครงการที่ปิดการขายในราคา สูงกว่า 3 แสนบาทต่อตร.ม.โครงการ 185 ราชดำริ และเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก ปิดการขายบางยูนิต ราคาสูงกว่า 4 แสนบาทต่อตร.ม. มาร์ค สุขุมวิท นับเป็นโครงการแรกในย่านสุขุมวิท ที่ปิดการขายสูงกว่า 4 แสนบาทต่อตร.ม. แม้ธุรกรรมการซื้อขายเหล่านี้จะไม่ได้ สะท้อนราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.แต่ก็แสดง ให้เห็นถึงแนวโน้มด้านราคา"   ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.reic.or.th

ลงทุนรัฐหนุน ทำเลมหาชัย ราคาที่ดินพุ่ง

อีเอ็มซี ระบุการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐหนุน ทำเล"มหาชัย"ศักยภาพแห่งใหม่ตลาดอสังหาฯ ชี้ราคาที่ดินพุ่งตร.ว 7-8 หมื่นบาท นายเศรษฐวัจน์ ตั้งวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายงานอสังหาริมทรัพย์ บริษัทอีเอ็มซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทำเล มหาชัย จ.สมุทรสาคร เป็นอีกพื้นที่ ที่มีการขยายลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น พบว่าการลงทุนกระจุกตัวบริเวณถนนสายหลัก คือ ถนนพระราม 2 และมหาชัย เนื่องจากเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของจังหวัด   ภาพจาก bpsthai.org/BPS_Images ขณะที่ภาครัฐมีนโยบายลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย (กทพ.) มีโครงการก่อสร้างทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนองวงแหวนรอบนอกฯ ระยะทาง 19 กม. งบประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท  ส่วนสะพานข้าม แม่น้ำเจ้าพระยาจะสร้างสะพานใหม่ขนานสะพานพระราม 9 ใช้เวลาก่อสร้าง 39 เดือน เริ่มก่อสร้าง พ.ค.2560-ก.ค.2563 ซึ่งทางด่วนสายใหม่นี้จะทำให้การเดินทางระหว่างพื้นที่รอบนอกกับกรุงเทพฯ   ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาที่ดิน เมืองมหาชัย ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง อาทิ ที่ดินติดถนนท่าปรง เนื้อที่ 16 ไร่ ราคา 20 ล้านบาทต่อไร่ หรือตร.ว.ละ 5 หมื่นบาท ที่ดิน ซอย 8 หลังวัดเจษฎาราม ถนนเจษฎาวิถี เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 83 ตร.ว. ราคากว่า 12 ล้านบาท หรือตร.ว.ละ 1.6 หมื่นบาท และที่ดิน ติดถนนเอกชัย เนื้อที่ 2 ไร่ ราคา 26 ล้านบาทต่อไร่ หรือตร.ว.ละ 6.5 หมื่นบาทสำหรับบริเวณมหาชัย ซึ่งเป็น แยกเศรษฐกิจสำคัญของจ.สมุทรสาคร ราคาที่ดินอยู่ที่ 7-8 หมื่นบาทต่อตร.ว.  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.bangkokbiznews.com 

โมเดิร์น พร็อพเพอร์ตี้ฯ คาดราคาที่ดินกลางกรุง เลาะรถไฟฟ้าแพงหูฉี

โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ฯ คาดคาดราคาที่ดินกลางกรุง เลาะรถไฟฟ้าแพงหูฉี่ ซึ่งเป็นเพราะปัจจัยหลายอย่าง บวกกับ ทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดี หนุนอสังหาฯฟื้น เชื่อราคาที่ดินCBDพุ่งสูงเกินจริง ดีเวลลอปเปอร์สู้ราคาไม่ไหว ลูกค้ากำลังซื้อไม่พอ ส่งผลผู้ประกอบการขยับออกไปเจาะทำเลรอยต่อเมืองแทน เผยแนวโน้มราคาที่ดินปี60 ยังปรับตัวต่อเนื่อง แนวรถไฟฟ้าใหม่-เก่ายังได้รับความนิยมสูง  ภาพจาก www.ddproperty.com นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการเมือง ราคาสินค้าเกษตรในปีนี้ แม้จะปรับตัวดีขึ้น และส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมให้มีโอกาสในการฟื้นตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวหรือขยายตัวของตลาดอสังหาฯ อาจจะยังไม่รวดเร็วนัก เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก ที่อาจจะส่งผลกระทบตลาดอสังหาฯในประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจโลก วิกฤติฟองสบู่อสังหาฯในประเทศจีน วิกฤติดอยซ์แบงก์ ปัญหาทางการเมืองในอเมริกา ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดเพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯได้อยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยข้างต้นและทิศทางตลาดอสังหาฯที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จะทำให้ในปี2560นี้ มีการซื้อขายที่ดินคึกคักมาขึ้น จากทั้งกลุ่มนักลงทุนซื้อที่ดิน และผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะการซื้อที่ดินในกทม. ตามแนวเส้นทางโครงการเมกกะโปรเจกต์รถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ในพื้นที่ในเมืองที่จะเริ่มก่อสร้าง เช่น สายส้ม สายสีชมพูสายสีเหลือง ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม ในการซื้อที่ดิน ผู้ประกอบการและนักลงทุน ต้องไม่ลืมบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นกับการซื้อที่ดินในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งทำให้หลายๆรายประสบความล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมาส่วนทําเลสําคัญที่ได้รับความนิยม จะขยับออกจากเขตเมืองชั้นใน inner area ในย่านธุรกิจ CBD ออกไปในทำเลเมืองชั้นนอกหรือรอยต่อระหว่างเมืองมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาราคาที่ดินใจกลางเมือง หรือ ย่านCBD นั้น ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงมากในบางทำเลราคาปรับตัวสูงถึงตารางวาละ 2 ล้านบาท ซึ่งราคาดังกล่าวขยับสูงจนเกินไป ทำให้ต้องพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าและราคาขายสูงถึงตารางเมตรละ 300,000-400,000 บาท ซึ่งกําลังซื้อส่วนใหญ่ซื้อไม่ไหว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯจําเป็นต้องขยับออกไปพัฒนาโครงการใหม่ๆในทำเลรอบนอกออกไป เช่น ในเขตรอยต่อเมือง (Intermediate Area) ย่านรัชดา ลาดพร้าว พหลโยธิน บางซื่อ บางกะปิ บางนา จรัญสนิทวงศ์ รัชดา-ท่าพระ เป็นต้น เนื่องจากทำเลเหล่านี้สามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก และถือว่าเป็นทำเลที่ใช้เวลาในการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจและแหล่งงานไม่มากนักขณะที่ทําเลในเขตชั้นนอกของเมือง คาดว่าจะเริ่มเห็นความจริงจาก ประสบการณ์การซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาที่ดินพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้มากอย่างที่ตั้งเป้าไว้ อย่างไรก็ตามในทำเลอื่นๆนั้น คาดว่าราคาที่ดินยังคงเพิ่มได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากฐานราคาที่ดินที่ตํ่า เช่น สถานีคูคต ก่อนมีรถไฟฟ้าตารางวาละ 50,000 บาท ปัจจุบันขยับเป็น 100,000 บาทต่อตร.ว.แล้ว แต่ราคาจะปรับขึ้นไปได้อีกมากหรือน้อยเท่าไหร่นั้น นักลงทุนต้องระวังให้มาก เพราะราคาอาจจะปรับตัวได้ไม่มากอย่างอดีตที่ผ่านมา  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.ddproperty.com

พฤกษาฯแจงปี 60 เป็นปีของผู้ประกอบการรายใหญ่ มุ่งเจาะตลาดบน

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS กล่าวว่าในปี 2560 จะยังคงเป็นปีของผู้ประกอบการรายใหญ่ จะเห็นได้จากส่วนแบ่งการตลาดของผู้ประกอบการ 13 รายใหญ่ทั้งใน และนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีสูงถึงประมาณ 57% อีกทั้งยังเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน โดย พฤกษาฯ จะปรับโครงสร้างไปรุกตลาดพรีเมียมมากขึ้น จากเดิมที่เน้นตลาดกลาง-ล่าง เป็นต้น ภาพจาก www.thaihometown.comขณะเดียวกันจะเห็นว่าโครงสร้างธุรกิจของหลายบริษัทได้เปลี่ยนไป มีการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการกับพันธมิตรในประเทศที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน หรือผู้ประกอบการไทยร่วมทุนกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศ เพื่อทำให้เกิดความยืดหยุ่นของโครงสร้างธุรกิจ โดยแต่ละกลุ่มจะนำจุดแข็งมาเสริมซึ่งกันและกันตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% จากปี 2559 ซึ่งเป็นขับเคลื่อนจากซัปพลายใหม่ที่เลื่อนการเปิดตัวในปลายปี 2559 ไปเป็นปี 2560 ซึ่งต้องจับตาดูในไตรมาสแรกปี 2560 ว่า จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้นหรือไม่ แต่จากแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 11 ราย จากทั้งปี 2559 มีแผนจะเปิดตัวทั้งสิ้น 232 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 319,000 ล้านบาท แต่ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา เปิดตัวไปได้เพียง 52% หรือ 165,000 กว่าล้านบาท เท่านั้น และอีก 48% หรือมูลค่า 154,000 ล้านบาท มีแผนจะเปิดตัวในไตรมาส 4 แต่มาเกิดเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เสียก่อน ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องเลื่อนการเปิดตัวโครงการออกไปนายประเสริฐ มองว่าปัญหาสำคัญของตลาดระดับกลาง-ล่างในปี 2560 คือปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่ง ต้องรอให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นก่อน เพื่อมาช่วยกระตุ้นให้ตลาดฟื้นตัวอีกทีหนึ่ง ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหญ่หันไปพัฒนาสินค้าในระดับราคาสูงมากขึ้น แม้ว่าตลาดจะไม่ใหญ่เท่าระดับกลาง-ล่าง แต่ทุกค่ายต้องปรับตัว และต้องมีความระมัดระวังในการลงทุน เพราะตลาดบนไม่ได้พัฒนาได้ง่ายๆ เนื่องจากที่ดินราคาค่อนข้างสูง ทำให้การลงทุนสูงตามไปด้วย ซึ่งจะมีเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ และซูเปอร์ลักชัวรี่"ปี 2560 ตลาดพรีเมียมจะมีแข่งกันสูงจากซัปพลายที่เลื่อนการเปิดตัวจากปี 2559 มาเปิดในปี 2560 และคิดว่าการฟื้นตัวของตลาดบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ จะดีขึ้น เพราะตลาดบ้านเดี่ยวไม่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน ทำให้ตลาดโต 12%" นายประเสริฐ กล่าว  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.reic.or.thหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ 

เร่งปรับโครงสร้างใหญ่ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ดันเข้า ธอส. เต็มตัว คาดเดือน ก.พ.เสร็จ

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง องค์กรตามนโยบายของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้ศูนย์ข้อมูลรวมอยู่ในโครงสร้างเดียวกับ ธอส. ซึ่งได้มอบหมายให้นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. ในฐานะประธานกรรมการดำเนินการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ไปดำเนินการ คาดว่าจะเป็นรูปธรรมได้ภายในเดือน ก.พ.นี้  ภาพจาก talung.gimyong.com สำหรับการปรับโครงสร้างของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มหน้าที่ให้ศูนย์ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานของ ธอส.เต็ม 100% นอกเหนือจากการรายงานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งยังเป็นภารกิจหลักของศูนย์ข้อมูลที่ยังต้องดำเนินการอยู่หลังการปรับโครงสร้างใหม่ พร้อมกับการดำเนินงานตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล อย่างเช่นเรื่องบ้านมือสอง เป็นต้น ขณะที่ส่วน งานที่มีลักษณะเดียวกันก็จะรวมเข้ากับ ธอส.ด้วยสำหรับความคืบหน้าในการสรรหา ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แทนนายสัมมา คีตสิน ที่หมดวาระไป หลังจากเปิดรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 1-23 ธ.ค. 2559 ปรากฏว่ามีผู้มายื่นสมัครเพียงรายเดียว ทางคณะกรรมการสรรหาจึงขอขยายระยะเวลารับสมัครออกไปจนถึง 23 ม.ค. 2560 ซึ่งคาดว่าน่าจะสรรหาผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้พร้อมๆ กับการปรับโครงสร้างของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์รายงานข่าวระบุว่า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ตั้งขึ้นหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้ในการสร้างดัชนีและระบบเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดย ธอส.ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการศึกษา และได้ตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติเป็นหน่วยงานอิสระระดับสายงานในสังกัด ธอส.มาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2547 ขณะที่แหล่งข่าวจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างของศูนย์ข้อมูลจากหน่วยงานอิสระมาอยู่ในโครงสร้างของ ธอส.อย่างเต็มตัว อาจจะทำให้การเสนอข้อมูลต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อนโยบายของรัฐและของ ธอส.มากยิ่งขึ้น อาจทำให้ภาคธุรกิจไม่ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.reic.or.thหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อิมแพ็ค เผยความคืบหน้าก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกรับรับวิสัยทัศน์ผู้นำไมซ์ 1 ใน 5 ของเอเชีย

นายพอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด ในเครือบางกอกแลนด์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกภายในพื้นที่ศูนย์ฯ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,700 ล้านบาท ได้แก่ โรงแรม ไอบิส กรุงเทพ อิมแพ็ค, ศูนย์การค้า เดอะ พอร์ทอล และการรีโนเวตล็อบบี้อาคาร1-8 ซึ่งเป็นอาคารแสดงสินค้าแรกของอิมแพ็คเปิดให้บริการมานานถึง 17 ปีว่า ทั้ง 3 โครงการได้ดำเนินงานก่อสร้างไปกว่า 80% มั่นใจแล้วเสร็จทันตามกำหนดและเปิดบริการพร้อมกันในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 “ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา อิมแพ็ครับจัดงานมาแล้วกว่า 8,000 งาน มีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกร่วมงานกว่า 100 ล้านคน ขณะที่บริษัทก็มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นำศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมชั้นนำ 1 ใน 5 ของภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งมีพันธกิจร่วมสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)”นายพอลล์กล่าว นายพอลล์กล่าวว่า สำหรับการลงทุนพัฒนาโครงการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มไมซ์ทั้งในและต่างประเทศควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง มอบความสมบูรณ์แบบให้ทุกการจัดงานและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ครบวงจร โดยเริ่มจากโครงการสร้าง ไอบิส กรุงเทพ อิมแพ็ค โรงแรมมาตรฐาน 3 ดาว ขนาด 587 ห้อง มูลค่าการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งงานก่อสร้างเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2558 ขณะนี้ได้แล้วเสร็จไปมากกว่า 90% เหลือเพียงการตกแต่งภายใน ซึ่งจะแล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเดือนมีนาคม 2560 ทั้งนี้ เมื่อไอบิส กรุงเทพ อิมแพ็ค เปิดบริการจะทำให้พื้นที่อิมแพ็ค มีห้องพักมาตรฐานสากล 4 ดาวและ 3 ดาว รองรับลูกค้าหลากหลายระดับ รวมกว่า 1,000 ห้อง เพียงพอต่อความต้องการและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ ยังได้วางงบลงทุนราว 500 ล้านบาท ดำเนินการสร้างศูนย์การค้าขนาดเล็กและสะพานทางเดินเชื่อม หรือ Sky Bridge จากอาคารชาเลนเจอร์ 1 มายัง อิมแพ็ค อารีน่า และเชื่อมต่ออาคาร เดอะ พอร์ทอล ซึ่งเป็นศูนย์ค้าปลีก 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยราว 8,000 ตร.ม. รวมร้านค้า ร้านอาหาร ฟู้ดคอร์ท เอาท์เล็ตแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งจะเป็นจุดพบปะ จุดพักผ่อนสำหรับลูกค้าที่มารอชมงาน ชมคอนเสิร์ต รวมถึงผู้ติดตาม อีกทั้งด้านบนชั้น 4 ยังมีห้องบอลรูมขนาดกลางพื้นที่ 1,100 ตร.ม. สำหรับการจัดงานในหลายรูปแบบ รองรับผู้ร่วมงาน 500-1,000 ท่าน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดงาน อาทิ ห้องเก็บอุปกรณ์ ห้องออแกไนเซอร์ 2 ห้อง ห้องรับรองวีไอพี 1 ห้อง ภาพรวมดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 80% อาคารหลังนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัย ซึ่งตามแผนการดำเนินการก่อสร้างโครงการจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2560นายพอลล์กล่าวว่า พร้อมกันนี้ได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ล็อบบี้อาคารศูนย์แสดงสินค้า 1-8 เพื่อให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและสวยงาม ภายใต้งบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ด้วยการคลุมโทนผนังและเพดานสีขาว พื้นสีดำ ตกแต่งด้วยดวงไฟ สร้างความสะดุดตาแก่ผู้พบเจอ โดยพื้นที่บริเวณล็อบบี้อาคาร 1 และ 8 พื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม. ขณะนี้การดำเนินการปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของโถงด้านหน้าอาคาร 2-7 ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุง โดยภาพรวมการก่อสร้างไปแล้ว 80% และตามแผนงานโครงการปรับปรุงพื้นที่โถงล็อบบี้อาคารแสดงสินค้านี้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ต้นปี 2560 ซึ่งลูกค้าจะได้พบกับรูปโฉมใหม่ภายในอาคารแสดงสินค้าแรกของ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อ 17 ปีที่แล้วเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยเทียบเท่าอาคารอื่นๆ  ขอบคุณที่มาwww.matichon.co.thwww.skyscrapercity.com ภาพจาก www.skyscrapercity.com

SMPP พร้อมช่วงชิงก้อนเค้กอสังหาฯในปี 60 ลุยพัฒนาอาคารสำนักงานแบบ Luxury

นายเอกรัฐ จำปา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็ม พรอพเพอร์ พลัส จำกัด หรือ เอสเอ็มพีพี (SMPP) กล่าวถึงความพร้อมของกลุ่มในการเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ว่า เอสเอ็มพีพี ก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 200 ล้านบาท เมื่อปี 2558 แม้จะเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ แต่ด้วยศักยภาพของทีมผู้บริหาร ความพร้อมด้านการลงทุน รวมถึงพื้นที่ทำเลทองที่เตรียมไว้สำหรับจัดทำโครงการ ทำให้คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดและกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ซึ่งนโยบายสำคัญในการพัฒนาโครงการของบริษัทฯ คือ ต้องพัฒนาโครงการที่ดีมีคุณภาพในเวลาที่รวดเร็ว มีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสมกับการใช้งาน มีการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และ ต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดกับการลงทุน สำหรับทิศทางของตลาดอสังหาฯ ในปี 2560 นั้น เอสเอ็มพีพี มองว่ายังมีการขยายตัว แต่ระดับของการขยายตัวและการเติบโตนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยภายในประเทศที่มีการลงทุนของภาครัฐเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ว่าจะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจโลกให้มีการฟื้นตัวได้เร็วขึ้นได้อย่างไร ถือได้ว่าเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสมและเป็นโอกาสอันดีของ เอสเอ็มพีพี ในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปพร้อมกับทิศทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางและแนวโน้มที่ฟื้นตัว พร้อมกันนั้น เอสเอ็มพีพี ยังได้มีการเปิดตัวโครงการแรก วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ เทพารักษ์ (Valerie Office Center Thepharak) ขึ้น ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่าพันล้านบาท ส่วนแผนงานในปี 2560 นั้น เบื้องต้นทางกลุ่มจะมีการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการ คือ โครงการบ้านเดี่ยว สไตล์อเมริกัน คลาสสิค ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มูลค่าโครงการประมาณ 700 ล้านบาท และ โครงการโรงแรมระดับ 5 ดาว จังหวัดนครพนม มูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านบาท ด้านนายพงษ์ศักดิ์ เปลี่ยนผดุง ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอสเอ็ม พรอพเพอร์ พลัส จำกัด กล่าวถึงความน่าสนใจของโครงการ วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ ว่า เป็นอาคารสำนักงานไฮเอนด์แห่งแรก บนถนนเทพารักษ์ บริเวณ กม. 7.5 ซึ่งสามารถเดินทางสะดวกทั้งรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ศรีด่าน และ ทางด่วนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันออก) รวมถึงยังเป็นพื้นที่ทำเลธุรกิจแห่งอนาคตเพราะแวดล้อมไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และ อยู่ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยโครงการ วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ เฟสแรกมีขนาดพื้นที่ 7 ไร่ 17งาน 11 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 17 อาคาร สูง 5 ชั้น การออกแบบภายนอกเป็น เรเนซองส์ (Renaissance) แบบอังกฤษ ผสมโมเดิร์น คลาสสิค สไตล์ (Modern Classic Style) ให้มีความทันสมัยและความโอ่โถงแบบอาคารสไตล์ยุโรป ภายในมีการตกแต่งใน 2 ลักษณะ คือ โมเดิร์น คลาสสิค สไตล์ (Modern Classic Style) และ ลัคซูรี (Luxury) โดยบริษัทฯรับบริหารและจัดการหาผู้เช่าให้ ซึ่งในกรณีที่ลูกค้าซื้อบริษัทรับประกันหาผู้เช่าให้1ปี อัตราค่าเช่าละ 500,000 บาทต่อ คืนทุนภายใน14ปีโดยบริษัทฯคิดค่าบริการ 15% ตั้งเป้าปิดการขายโครงการทั้งหมดประมาณเดือนสิงหาคม ปี 2560  ขอบคุณที่มา หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์www.reic.or.thwww.prop2morrow.com

แสนสิริ ยิ้มปลื้มยอดขายต่างชาติสิ้นปี 59 ทะลุเป้า 5,600 ล้านบาท โตกว่าปีก่อน 60%

แสนสิริ ยื้มปลื้มกับยอดขายสิ้นปี 2559 รับเต็มๆ 5,600 ล้านบาท เกินเป้ายอดขายที่วางไว้ 5,000 ล้านเติบโต ขึ้น 60% จากปีก่อนที่มียอดขายตลาดต่างชาติ 3,500 ล้านบาท ล่าสุดยอดขายต่างชาติทะลุแล้ว กว่า 5,200 ล้านบาท ระบุลูกค้าฮ่องกงยังคงครองแชมป์ซื้อมากสุด       ภาพจาก www.manager.co.th นายอุทัย  อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่าปี 2559 นี้จะสามารถปิดยอดขายตลาดต่างชาติได้ที่ 5,600 ล้านบาทแน่นอน เติบโตขึ้น 60% จากปี 2558 หลังจากที่ล่าสุดได้สร้างยอดขายจากตลาดต่างชาติในช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม – พฤศจิกายน 2559) ได้แล้วถึง 5,200 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้ที่ 5,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดของตลาดต่างชาติสูงสุดจากการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยบริษัทเดียวที่เปิดการขายโครงการในต่างประเทศพร้อมกันในหลายประเทศ (Global Launch) และจัดกิจกรรมหลังการขายกับลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง    กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ซื้อโครงการของแสนสิริมากที่สุดยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าชาวฮ่องกง รองลงมา คือ กลุ่มลูกค้าชาวจีนและลูกค้าชาวไต้หวัน รวมไปถึงลูกค้าชาวสิงคโปร์และมาเลเซียอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อเพื่อการลงทุน 80% และซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง 5% และสนใจซื้อโครงการที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือในเมืองท่องเที่ยวที่ให้ผลตอบแทนจากอัตราค่าเช่าในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้ โครงการที่คว้ายอดขายจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติมากที่สุด คือ เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา โดยได้รับการตอบรับที่ดีมากจากการไปโรดโชว์ที่ประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวันและจีน โกยยอดขายได้ประมาณ 1,300 ล้านบาท นับว่าเป็นมูลค่าสูงที่สุดที่แสนสิริเคยทำได้จากการสร้างยอดขายตลาดต่างชาติในขณะนี้ รองลงมาคือ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101” คว้ายอดขายจากตลาดต่างชาติได้ 800 ล้านบาท นอกจากนี้ โมริ เฮาส์ และเดอะ เบส การ์เดน พระราม 9 กวาดยอดขายต่างชาติได้กว่า 700 ล้านบาท ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมตากอากาศที่ต่างจังหวัดก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวต่างชาติเช่นกัน โดย เดอะ เบส พัทยากลาง มียอดขายแล้วเฉียด 700 ล้านบาท   ปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าต่างชาติมอบความเชื่อมั่นซื้อลงทุนในโครงการของคอนโดมิเนียมของแสนสิริ คือชื่อเสียงของแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับมายาวนานกว่า 30 ปีทั้งในไทยและต่างประเทศว่าเป็นผู้นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้มอบแค่ที่อยู่อาศัยคุณภาพแต่มอบไลฟ์สไตล์แห่งการใช้ชีวิต และการนำเสนอโครงการคอนโดมิเนียมที่ตอบสนองต่อรสนิยมและความต้องการของลูกค้าต่างชาติได้อย่างตรงจุดทั้งในการแง่การอยู่อาศัยและการลงทุน รวมถึงการบริการหลังการขายจากแสนสิริและบริษัทลูกอย่างพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายเดียวในไทย จึงทำให้เชื่อมั่นว่าปีนี้ยอดขายต่างชาติจะทะยานไปแตะที่ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มียอดขาย 3,500 ล้านบาท หรือเติบโต 60% แน่นอน   ขอบคุณแหล่งที่มา www.prop2morrow.com

กูรูด้านประเมินทรัพย์สิน ชี้ราคาที่ดิน ทำเลเด่นแนวรถไฟฟ้า

กูรูประเมินทรัพย์สิน บริษัทโมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ แจงที่ดินแนวรถไฟฟ้าสายใหม่คึกคักนักลงทุนแห่กันลงทุน เล็งที่ดินทำเลในเขตต่อเมืองหนีที่ดิน CBD ราคาสูงนายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้บริการด้านประเมินทรัพย์สิน เปิดเผยว่า ราคาที่ดินในประเทศเรา นักลงทุนซื้อที่ดิน ผู้ประกอบการซื้อที่ดินตามแนวเส้นทางโครงการเมกะโปรเจ็กต์ รถไฟฟ้าสายใหม่ในเมืองหลวงที่จะเริ่มก่อสร้าง เช่น สายสีส้ม สายสีชมพู สายสีเหลือง เป็นต้น ที่คงจะมีการซื้อที่ดินกันคึกคัก  ภาพจาก www.tva.or.thทำเลสำคัญจะขยับออกจากในเขตชั้นใน (inner area) ในย่านธุรกิจ CBD ที่ราคาที่ดินสูงถึงตารางวาละ 2.0 ล้านบาทแล้ว พัฒนาคอนโดฯ ราคาสูงถึงตารางเมตรละ 3-4 แสนบาท กำลังซื้อส่วนใหญ่ซื้อไม่ไหว จำเป็นต้องขยับออกไปยังทำเลในเขตต่อเมือง (IntermediateArea) เช่น ย่านรัชดาฯ ลาดพร้าว พหลโยธิน บางซื่อ บางกะปิ บางนา จรัญสนิทวงศ์ รัชดาฯ-ท่าพระ เป็นต้น ที่เดินทางเข้าเมืองไม่ไกลมาก ส่วนทำเลที่เขตชั้นนอก คนคงเริ่มเห็นความจริงจากสายสีม่วงที่ค่ารถแพง การพัฒนาอาจไม่มากดังคิด แต่ราคาที่ดินก็คงเพิ่มได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากฐานราคาที่ดินที่ต่ำ เช่น แถวสถานีคูคต ก่อนมีรถไฟฟ้าตารางวาละ 5  หมื่นบาท ตอนนี้ขยับเป็น 1 แสนบาท แล้ว แต่จะไปถึงไหนต้องระวังอาจไม่เป็นดังคิดนอกจากรถไฟฟ้าแล้ว เมกะโปรเจ็กต์อื่นๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตลาดอสังหาฯ และราคาที่ดิน เช่น แผนการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 การขยายสนามบินต่างๆ ในหัวเมืองท่องเที่ยว พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ การพัฒนาของเมืองชายแดนสำคัญ แม่สอด สระแก้ว เชียงของ หนองคาย สะเดา ด่านนอก ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินในหัวเมืองดังกล่าว บางเมืองในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โรงแรมอาจจะไม่พอรองรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากการขยายตัวของสนามบิน การขยายตัวของการท่องเที่ยว เช่น พัทยา ทำเลโซนนาจอมเทียน สัตหีบ ที่มีโครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้นเช่น สนามบินอู่ตะเภา (พัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์) รถไฟความเร็วสูง สถานีพัทยา ย่านนาจอมเทียน ราคาที่ดินย่านนี้ฝั่งติดทะเลจากตารางวาละ 5-6 หมื่นบาทปรับเป็นเกือบๆ แสนบาทต่อ ตารางวา และน่าจะเพิ่มได้อีกมาก ส่วนที่ดินฝั่งตรงข้ามโซนพัฒนาบ้านจัดสรร ปรับจากตารางวาละ 1 หมื่นบาทเพิ่มเป็น 2-3  หมื่นบาทแล้วโครงการรถไฟความเร็วสูงสาย พัทยา หัวหิน โคราช (เขาใหญ่) พิษณุโลก เชียงใหม่ หากเกิดขึ้นได้จริง ย่อมส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในทำเลดังกล่าวมาก เนื่องจากการเดินทางที่รวดเร็ว คนอาจไปซื้อบ้าน พัทยา เขาใหญ่ ซึ่งแต่เดิมเป็นบ้านพักตากอากาศอาจเปลี่ยนมาเป็นบ้านอยู่อาศัยได้เลย เนื่องจากเดินทางมาทำงานกรุงเทพฯ ได้แค่ชั่วโมงเดียว (ถึงบางซื่อ) อันจะส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ คึกคักอย่างมาก อีกทั้งถ้าวันหน้าอุปทานในตลาดถูกแช่แข็งไว้ด้วยกฎหมายผังเมือง เช่น เขาใหญ่ แต่อุปสงค์อาจเพิ่มเป็นเท่า จึงน่าสนใจมากอย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับค่ารถ หากเก็บตามต้นทุนจริงตามระยะทางกิโลเมตรละ 2-3 บาท เที่ยวหนึ่ง 300-400 บาท ตลาดอาจคึกคักได้ระดับหนึ่งแค่ตลาดวันหยุดแต่คึกคักมากขึ้น ถ้าหากเก็บค่ารถถูกๆ เช่น 20-50 บาท โดยใช้วิธีการหารายได้จากการพัฒนาอสังหาฯ รอบสถานีมาทดแทน (แก้กฎหมายเวนคืน ให้สามารถนำที่ดินมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้) กำลังซื้อจะเพิ่มแบบมืดฟ้ามัวดินแน่ๆ กลายเป็นตลาดที่อยู่อาศัยสำคัญของคนกรุงเทพฯ ที่ไปอยู่อาศัยได้ทุกวัน อสังหาฯ ที่พัฒนาแล้ว ก่อสร้างได้แล้ว หรือมีใบอนุญาตแล้ว จะได้ประโยชน์มาก เพราะก่อสร้างก่อนกฎหมายห้ามข้อควรระวังในการลงทุนที่ดิน ซื้อที่ดิน หรือแม้แต่การมีที่ดินอยู่แล้วจะอยู่เฉยนิ่งนอนใจ ไม่ได้ กล่าวคือ ต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงสำคัญของข้อกฎหมาย (ผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายเฉพาะบริเวณ ฯลฯ) ที่จะมีผลต่อราคาที่ดินในอนาคต เช่น บางแห่งจะมีผังเมืองใหม่ประกาศ จำกัดการพัฒนา หรือการก่อสร้างไว้อย่างมาก เช่น เขาใหญ่ นนทบุรี จะมีผังเมืองใหม่ที่ควบคุมการใช้ที่ดินอย่างมากในบางบริเวณ ทำให้ที่ดินก่อสร้างได้น้อยลง มาก อันจะส่งผลให้ลดทอนศักยภาพ ของที่ดินลงในอนาคต แต่ในทางกลับกัน หากที่ดินบางแปลงมีใบอนุญาตก่อสร้าง มีโครงการไว้อาจมีราคาสูงกว่าปกติเป็นเท่าตัวได้นอกจากนี้นักลงทุนอสังหาฯ ยังต้องจับตาการไหลบ่าของเงินลงทุนจากจีน โอกาส อุปสรรคที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ เตรียมรับมืออย่างไร ช่องทางการค้าขาย การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ กับคนจีนต้องทำอย่างไร ความนิยม ของชาวจีนในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เมืองที่นิยมลงทุน ทำเลที่นิยมลงทุน ประเภทอสังหาฯ ที่ชาวจีนนิยม รูปแบบการลงทุนใหม่ๆ จากภายนอกเราต้องเตรียมตัว ปรับตัว รับมืออย่างไร พูดภาษาจีนได้หรือยัง ใช้ WeChat กันหรือยัง รู้จักช่องทาง ในการติดต่อซื้อขายของคนจีนหรือ ยัง อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม AEC ล้วนเป็นโอกาส อสังหาริมทรัพย์ยุค หน้า ต้องมองไปยังข้างนอก  ขอบคุณที่มาwww.reic.or.thหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

สถาบันก่อสร้างลุ้นปี 60 ขยายตัวเพิ่ม 4-5% คาดภาคเอกชนเดินหน้าเข้ามาลงทุน

สถาบันก่อสร้างฯเผยแนวโน้มการลงทุนปี 60 จะเติบโตจากเดิม 4-5% และคาดว่าจะมีมูลค่าในงานก่อสร้างรวมกว่า 1.22 ล้านล้านบาท จับตาลงทุนจากภาคเอกชนจะพลิกกลับมานำการลงทุนภาครัฐหรือไม่ หลังลงทุนภาครัฐนำทัพมา 2-3 ปี เผยภารกิจปี' 60 มุ่ง 4 ด้าน  ภาพจาก www.manager.co.th นายจักรพร อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ปี 2560 คาดว่าการลงทุนในภาคก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% จากปี 2559 ที่คาดว่าจะมีการลงทุนในภาคก่อสร้างรวมกว่า 1.22 ล้านล้านบาทหรือเติบโตเฉลี่ย 7-8% จากปี 2558 ที่การลงทุนอยู่ที่ระดับ 1.166 ล้านล้านบาทซึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในปี 2560 คือการลงทุนของภาคเอกชนว่าจะกลับมาฟื้นตัวมากน้อยเพียงใดหลังจากในช่วง 2-3 ปีนี้ การลงทุนหลักมาจากภาครัฐ"3 ไตรมาสแรกปีนี้การลงทุนภาคก่อสร้างอยู่ที่ 9.13 แสนล้านบาทแบ่งเป็นลงทุนภาครัฐ 13.15% ภาคเอกชน 0.16% ทั้งปีก็คงอยู่ราว กว่า 1.2 ล้านล้านบาทหรือโตจากปี 2558 จำนวน 7-8% ซึ่งการเติบโตการลงทุนหลักยังคงมาจากการลงทุนภาครัฐนับตั้งแต่ปี 2557 โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่น รถไฟฟ้า ขณะที่การลงทุนเอกชนชะลอต่อเนื่องแต่ในปี 2560 มีหลายฝ่ายมองว่าการลงทุนรัฐเริ่มจะชะลอตัวดังนั้นความหวังการลงทุนปี 2560 ภาคก่อสร้าง จะอยู่ที่เอกชนมากกว่าจึงต้องดูว่าเอกชนจะกลับมาฟื้นหรือไม่" นายจักรพรกล่าวสำหรับการจ้างงานในภาคก่อสร้างปี 2559 คาดว่าจะอยู่เฉลี่ยที่ 2.5 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 2-3 แสนคนจากการเติบโตของการลงทุนโดยพบว่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่ยังคงต้องอาศัยแรงงานนำเข้าหรือแรงงานต่างด้าวเนื่องจากแรงงานไทยยังคงไม่นิยมที่จะเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ โดยขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับตัวที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการเพื่อลดคนงานมากขึ้น เช่นการก่อสร้างคอนโดฯ ที่เน้นงานโครงสร้างสำเร็จรูปแล้วนำมาประกอบนายจักรพรกล่าวว่า ปี 2560 สถาบันฯ มีแผนดำเนินงานที่จะมุ่งเน้นใน 4 เรื่องได้แก่  1. การจัดระเบียบธุรกิจก่อสร้างโดยการผลักดันพ.ร.บ.เพื่อจัดตั้งเป็นสภาอุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนได้มีการยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วส่วนจะอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงมหาดไทยก็คงต้องรอนโยบายจากภาครัฐ  2. การยกมาตรฐานผู้รับเหมาก่อสร้างให้เข้าสู่มาตรฐาน ISO 21500 เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยจะมีการของบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คาดว่าจะสรุปได้ในเดือน ม.ค. 60 ในการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายจะยกระดับผู้ประกอบการ 500 ราย3. การจัดทำรายการและเครื่องหมายผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แนะนำเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการเพิ่มเติมอีก 5 รายการจากเดิมได้มีการแนะนำไปแล้ว 7 รายการ (รวม 31 ชิ้น) โดยผลิตภัณฑ์ที่จะแนะนำเพิ่ม อาทิ โถปัสสาวะชาย ราวจับ มือจับประตู และกลอนประตู ทั้งนี้เนื่องจากไทยเริ่มมีผู้สูงอายุมากกว่า 10 ล้านคน และยังมีคนพิการมากกว่า 1.9 ล้านคน คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า มูลค่าการลงทุนเพื่อการก่อสร้างเพื่อผู้สูงอายุจะมีการขยายตัวประมาณ 10 เท่าหรือเกือบ 1 แสนล้านบาท4. คำแนะนำสำหรับการออกแบบสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการราคาประหยัด(บ้านราคาประหยัด) ซึ่งถือเป็นนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ CSR ของสถาบันฯ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสถาบันได้นำบ้านสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการไปโชว์ปรากฏว่ามีผู้สนใจขอแบบบ้าน (แปลน) เข้ามาจำนวนมากสถาบันฯจึงนำมาปรับเพื่อที่จะส่งมอบให้ผู้ที่สนใจแบบไม่คิดเงินโดยคาดว่าภายในก.พ.60 น่าจะเริ่มแจกฟรีให้กับผู้สนใจได้ ขอบคุณแหล่งที่มาwww.reic.or.thหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน360 องศา

ซี.พี.แลนด์ พร้อมลุยงานอสังหาฯ เตรียมเปิดฟอร์จูน ดี ทั่วประเทศ

นางสาวนราวดี วรวณิชชา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการลงทุนและบริหารโรงแรม บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายการลงทุนโรงแรมอย่างต่อเนื่องในแบรนด์ ฟอร์จูน, ฟอร์จูน ดี และฟอร์จูน ดีพลัส โดยเฉพาะโรงแรมประเภทคอนวีเนียลโฮเทล ซึ่งถือเป็นโรงแรมประเภทราคาถูก หรือบัดเจตโฮเทล ภายใต้แบรนด์ฟอร์จูน ดี แต่จะแตกต่าง และให้สิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่า  โดยจุดเด่นของทางโรงแรมในเครือ ฟอร์จูน ได้แก่ เป็นโรงแรมที่ต้องอยู่ในทำเลติดถนนใหญ่ ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก หาง่าย ฟรีอินเทอร์เน็ตไวไฟเน็ตแรง เร็ว และทีวี HD ราคาห้องมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น หรือช่วงไฮซีซั่น หากเป็นแบรนด์ฟอร์จูน ดี ราคาห้องละ 790 บาทต่อคืน ส่วนฟอร์จูน ดีพลัส จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เช่น สระว่ายน้ำ ราคาห้องละ 1,200 บาทต่อคืน ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะลงทุนโรงแรมฟอร์จูน ดี และฟอร์จูน ดีพลัส ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เนื่องจากเชื่อว่า จะสามารถขยายตัวได้ดีในอนาคตโดยเฉพาะ ในหัวเมืองต่างจังหวัด เนื่องจากมีราคาประหยัด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมเข้าพักในโรงแรมเฉลี่ยจังหวัดละประมาณ 1-2 คืน ต่อการเดินทาง 1 ครั้ง บริษัทตั้งเป้าขยายโรงแรมแบรนด์ฟอร์จูน ดี และฟอร์จูน ดี พลัส ในต่างจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 5-10 แห่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพ และเป็นเมืองท่องเที่ยว โดยในปี 2560 มีแผนเปิดโรงแรมเพิ่ม 4 แห่ง จำนวน 317 ห้อง และในปี 2561 เปิด 5 แห่งจำนวน 717 ห้อง สำหรับงบลงทุนในปี 60-61 จำนวน 1,680 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ในปี 61 บริษัทจะมีโรงแรม 14 แห่ง จำนวน 1,906 ห้องส่วนในปีนี้บริษัทได้เปิดโรงแรมในแบรนด์ฟอร์จูนดี ที่เชียงราย นครพนม บุรีรัมย์ และแม่สอด รวมถึงฟอร์จูน ดีพลัส เขาใหญ่ นอกจากนี้ ยังได้ซื้อโรงแรมราชพฤกษ์ แกรนด์ โฮลเทล ใน จ.นครราชสีมา บนเนื้อที่ 4 ไร่ สูง 10 ชั้น ห้องพักจำนวน 159 ห้อง มาปรับปรุงด้วยงบประมาณการลงทนทั้งสิ้น 400 ล้านบาท และเตรียมเปิดบริการภายใต้แบรนด์ "ฟอร์จูนราชพฤกษ์ นครราชสีมา" ในปลายเดือน ม.ค.2560 อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดโรงแรมในปี 2560 มีแนวโน้มดีขึ้น จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และนโบยายการส่งเสริมของภาครัฐทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงบริษัทเริ่มมีความชำนาญการบริหารโรงแรม ทำให้มีเข้าใจความต้องการของลูกค้า การออกแบบ การบริหารจัดการในเรื่องที่ดิน และการตลาด  ขอบคุณที่มาwww.reic.or.thwww.manager.co.th

รฟท.แจงเหตุ สายสีแดง ล่าช้า คาดเปิดตัวปี 63

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการ การรถไฟ แห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ- รังสิต และสถานีกลางบางซื่อว่า ในส่วนของสัญญา 1 (งานก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ และศูนย์ซ่อมบำรุง) และสัญญา 2 (งานก่อสร้างทางรถไฟบางซื่อ-รังสิต) นั้น ขณะนี้พบว่า ล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด ซึ่งการรถไฟฯได้หารือร่วมกับผู้รับเหมาในการปรับเปลี่ยนแนวทางการก่อสร้างเพื่อให้ตัวโครงการสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2563   ภาพจาก www.jr-rsu.netในส่วนปัญหาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ หรือปัญหาข้อพิพาทต่างๆ เพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างที่ยังติดปัญหาอยู่ ทางการรถไฟฯก็จะรีบเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุดทั้งนี้ การรถไฟฯจะมีการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้รับเหมาทุกเดือนเกี่ยวกับความคืบหน้าในงานก่อสร้างเพื่อให้สามารถดำเนินการเข้าสู่งานสัญญา 3 (งานจัดหาระบบรถไฟฟ้า และเครื่องกล รวมถึงจัดหาตู้รถไฟฟ้า)ได้ทันตามแผน เนื่องจากหากจะรอให้งานสัญญาที่ 1 และ 2 แล้วเสร็จก่อนก็คงจะไม่ทันตามแผนงานเดิมที่เคยกำหนดไว้นายวุฒิชาติกล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายไว้ว่าต้องการให้มีพื้นที่จอดรถที่เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ได้นั้น ในเบื้องต้นจะเร่งการใช้พื้นที่สถานีกลางบางซื่อ เป็นจุดรองรับพื้นที่จอดรถก่อน หากไม่เพียงพอก็สามารถใช้พื้นที่มักกะสัน และพื้นที่แถบชานเมืองของการรถไฟฯมาพัฒนาพื้นที่จอดรถเพิ่มได้ แต่จะต้องมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาตรวจสอบปริมาณรถยนต์ในแต่ละพื้นที่เสียก่อน ทั้งนี้โครงการดังกล่าวอาจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนสร้างพื้นที่จอดรถด้วย เพราะถือเป็นหนึ่งในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณดังกล่าว เพื่อหารายได้ให้กับการรถไฟฯ โดยจะเร่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ และนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการ การรถไฟฯโดยเร็วที่สุด  ขอบคุณแหล่งที่มา www.ryt9.com 

เจแอลแอลฯ เผยผลสำรวจคนไทยนิยมเช่าคอนโดย่านซีบีดีเพิ่ม 10% เหตุประหยัดเวลาการเดินทาง ​​​​​​​

นายบัณฑูร ดำรงรักษ์ หัวหน้าฝ่ายบริการธุรกิจที่พักอาศัย บริษัท เจแอลแอล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จำนวนผู้เช่าคอนโดมิเนียมชาวไทยมีสัดส่วนเพิ่มเป็นประมาณ 10% ของจำนวนผู้เช่าทั้งหมดสำหรับคอนโดในย่านศูนย์กลางธุรกิจ หรือซีบีดี โดยเพิ่มจากปีก่อนหน้ามีสัดส่วนไม่ถึง 5% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเช่ายูนิตขนาดเล็กแบบสตูดิโอพร้อมเฟอร์นิเจอร์ค่าเช่าอยู่ระหว่าง 2-2.5 หมื่นบาท/เดือน"ในอดีตการเช่าคอนโด หรืออพาร์ตเมนต์ห้องเล็กๆ ที่มีค่าเช่ามากกว่า 2 หมื่นบาท อาจเป็นเรื่องของความหรูหราฟุ่มเฟือยสำหรับคนไทย แต่ปัจจุบันคนไทยที่เป็นพนักงานบริษัทยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้ได้อยู่ในที่พักที่อยู่ใกล้ที่ทำงานมากขึ้น แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นของพนักงานคนไทยที่ทำงานในกรุงเทพฯ และขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงการที่กรุงเทพฯ ยังคงไม่มีโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนความเร็วสูงครอบคลุมมากเพียงพอในย่านชานเมือง แต่มีที่ทำงานในย่านศูนย์กลางธุรกิจ"ทั้งนี้ นอกจากยูนิตขนาดเล็กแล้วยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เช่ายูนิตขนาดใหญ่ที่มีค่าเช่ารายเดือนระหว่าง 2-3 แสนบาท ด้วยเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราว มีผู้เช่าคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่เช่ายูนิตใหญ่ เพื่อทดลองอยู่ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าคอนโด ที่ตนเองสนใจซื้อหรือโครงการที่ตนเองจะชอบจริง โดยทั่วไปสัญญาการเช่าจะมีอายุขั้นต่ำ 1 ปี ซึ่งหมายความว่าการทดลองอยู่ดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 2.4-3.6 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้เช่ากลุ่มนี้ยินดีที่จะจ่ายเพื่อป้องกันกรณีที่ต้องมาค้นพบภายหลังว่าคอนโดที่ลงทุนซื้อไปในราคามากกว่า 100 ล้านบาท ไม่ได้เป็นโครงการอยู่แล้วรู้สึกดีตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ชอบการใช้ชีวิตในคอนโดนายบัณฑูร กล่าวว่า โดยทั่วไป สัญญาการเช่าคอนโดจะมีอายุขั้นต่ำ 1 ปี ซึ่งหมายความว่า การทดลองอยู่ดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 2.4-3.6 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้เช่ากลุ่มนี้ยินดีที่จะจ่าย เพื่อป้องกันกรณีที่ต้องมาค้นพบภายหลังว่า คอนโดที่ตนลงทุนซื้อไปในราคามากกว่า 100 ล้านบาท ไม่ได้เป็นยูนิต หรือโครงการอยู่แล้วรู้สึกดีตามที่คาดหวังไว้ หรือตนเองไม่ได้ชอบการใช้ชีวิตในคอนโดจริงๆ” ขณะที่คอนโดในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ ยังคงมีราคาขายปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ค่าเช่าไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากนัก เนื่องจากการแข่งขันในตลาดคอนโดให้เช่าทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณซัปพลายใหม่ที่ทยอยสร้างเสร็จ และถูกปล่อยเช่าออกมามากขึ้น ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่เห็นคนไทยจำนวนมากขึ้นที่หันมาเช่าคอนโดในย่านศูนย์กลางธุรกิจเพิ่มขึ้น  ขอบคุณแหล่งที่มาหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์www.reic.or.thmanager.co.th     

รับสร้างบ้านปี 60 มีแนวโน้มเติบโต 10% 

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านหวังแรงหนุนการลงทุนภาครัฐ-GDP โต-ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่คนต่างจังหวัดนิยมให้บริษัทรับสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น หนุนตลาดรับสร้างบ้านปี 60 มูลค่าแตะ 11,000 ล้านบาท จากปี 59 อยู่ที่ 10,200 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ภาพจาก www.matichon.co.th นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในปี 2560 ยังผันผวน โดยคาดว่าหากเศรษฐกิจจะมีอัตราการเติบโต 3.2-3.4% ทำให้ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นไปในทิศทางบวกได้บ้าง โดยเติบโตประมาณ 10% หรือมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท จากปี 2559 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 10,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 ก่อนหน้าที่มีมูลค่า 10,080 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งมีมูลค่ารวม 44,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ในสมาคม 7,260 ล้านบาท บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้อยู่ในสมาคม 2,860 ล้านบาท และบริษัทรับเหมา ผู้รับเหมาอิสระ 33,880 ล้านบาท ปัจจัยบวกในปีหน้าจากการลงทุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้า ส่งผลดีต่ออสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมอนาคตอาจทำให้เจ้าของที่ดินตามแนวรถไฟฟ้ามีความต้องการสร้างบ้าน ตลอดจนนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะเร่งให้เกิดการตัดสินใจสร้างบ้านของเจ้าของที่ดินเร็วขึ้น ด้าน นายธีร์ บุญวาสนา อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมงาน “Home Builder Focus & Expo” พบว่า ส่วนใหญ่เข้ามาศึกษาเพื่อหาข้อมูล 41.9% เพื่อว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน 21.89% ศึกษาข้อมูลและเทคโนโลยี 19.98% มาเพื่อต้องการหาผู้ออกแบบบ้าน 8.86% และอื่นๆ 7.31% ขณะการวางแผนจะออกแบบ และก่อสร้างบ้านนั้น ใช้เวลานานขึ้นเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน 53.38% จากเดิน 50% โดยมีการตัดสินใจโดยใช้เวลามากขึ้นในช่วงเวลาเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา      ส่วนความต้องการรับสร้างบ้านจากลูกค้าต่างจังหวัดมีเพิ่มขึ้นในปีนี้อยู่ที่ 25% จากปี 2558 มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้านเครือข่ายโทรคมนาคมทำให้สามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น จึงทำให้ความนิยมปลูกสร้างบ้านในต่างจังหวัดมีเพิ่มขึ้นประกอบกับที่ดินในเขตกรุงเทพฯ และพื้นที่ชานเมืองมีจำกัด และราคาขยับสูงขึ้น ปัจจุบัน การปลูกสร้างบ้านระดับกลาง-ล่างไม่เกิน 5 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 72% กลุ่มบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาท สัดส่วน 13% กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท สัดส่วน 3.87% และกลุ่มราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 1.16%      สำหรับตลาดรวมบ้านสร้างเองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ในสมาคม 7,260 ล้านบาท บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้อยู่ในสมาคม 2,860 ล้านบาท และบริษัทรับเหมา-ผู้รับเหมาอิสระ 33,880 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 10,200 ล้านบาท  ขอบคุณแหล่งที่มาwww.reic.or.thwww.manager.co.th 

กูรูอสังหาฯ ชี้ตลาดคอนโดฯเข้าสู่ยุครายใหญ่ผูกขาดธุรกิจ

ธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ กูรูอสังหาฯชื่อดัง ชี้แนวโน้มตลาดคอนโดฯเข้าสู่ยุครายใหญ่ผูกขาดธุรกิจ ผู้ประกอบการรายเล็กอาจจะโดนเบียดแทบไม่มีที่ยืน ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังถูกจำกัดด้วยหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงประกอบกับรายได้ครัวเรือนที่ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มองว่ากระทบต่อภาคธุรกิจเรียลเซกเตอร์หลักอย่างอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องวางแผนการลงทุนอย่างระมัดระวัง เพราะถึงแม้จะคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตแต่ก็ไม่ดีมากนัก อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากทางตรงและทางอ้อม การวางแผนกระจายความเสี่ยงด้วยการเทน้ำหนักมาที่อสังหาฯแนวราบจึงเป็นทางออกที่หนึ่งของผู้ประกอบการด้วยเพราะความเสี่ยงน้อยอีกทั้งข้อจำกัดในด้านกฎระเบียบก็มีไม่มากเท่ากับคอนโดมิเนียมกูรูอสังหาฯในขณะเดียวกันตลาดคอนโดฯกลุ่มกลาง-ล่างยังไม่ฟื้นตัว นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ ประธานกรรมการบริษัท นิรันดร์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในปี2560 นี้การพัฒนาโครงการแนวสูงเพียงเซกเมนต์เดียว ค่อนข้างมีความเสี่ยง เพราะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายผังเมือง และ กฎหมายควบคุมอาคาร ที่มีความเสี่ยงและมีข้อจำกัดหลายประการอีกทั้งใน ปัจจุบันการพัฒนาคอนโดฯถูกผูกขาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะแต่ละโครงการใช้เม็ดเงินในการลงทุนถึง 2,000 ล้านบาท หากผู้ประกอบการรายใดไม่มีสายป่านที่ยาวก็อยู่ยาก ดังนั้นรายเล็กแทบจะไม่มีที่ยืน โดยคอนโดฯหากเป็นทำเลติดแนวรถไฟฟ้าก็สามารถขายได้ หากอยู่ไกลออกไปค่อนข้างขายได้ยาก   ภาพจาก thinkofliving.comอย่างไรก็ตาม หากเป็นโครงการแนวราบในด้านกฎหมายจะมีอุปสรรคด้านควบคุมอาคารเพียงอย่างเดียว อีกเรื่องคือ ลูกค้าบางรายไม่ผ่านการพิจารณาการสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เช่นกัน แต่ข้อจำกัดก็ยังน้อยกว่าโครงการแนวสูง แม้จะอยู่ไกลจากใจกลางเมือง แต่ก็มีกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยโครงการประเภทนี้สามารถทยอยดำเนินการก่อสร้าง หรือขายแล้วค่อยดำเนินการสร้างก็ได้ หรือสร้างบ้างส่วนและขาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนทั้งหมด ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง ยิ่งมีระบบพรีแคสเข้ามายิ่งก่อสร้างได้เร็ว รับรู้รายได้เร็ว  ดังนั้นความเสี่ยงจึงน้อยมาก โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มครอบครัว ต่างจากคอนโดฯที่กลุ่มเป้าหมายจะเป็นคนรุ่นใหม่   “ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เข้าใจว่ากลุ่มนิรันดร์ฯพัฒนาแต่โครงการแนวสูง ซึ่งจริงๆแล้วเราเริ่มธุรกิจจากการพัฒนาโครงการแนวราบตั้งแต่ปี 2518 ภายใต้แบรนด์ นิรันดร์ และมาเริ่มทำแนวสูงปี 2527 ภายใต้แบรนด์เดียวกัน โดยเป็นการพัฒนาทั้ง 2เซกเมนต์ควบคู่มาโดยตลอดในสัดส่วน50:50 เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยทำประชาสัมพันธ์โครงการแนวราบเท่านั้น แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้หยุดพัฒนาโครงการแนวสูง”นายธำรงค์กล่าว อีกทั้งยังระบุอีกว่าในปี 2560 บริษัทฯก็จะพัฒนาโครงการต่อเนื่อง เพราะไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจึงไม่กดดัน อีกทั้งการลงทุนในการพัฒนาโครงการใหม่ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส ว่าได้ที่ดินแปลงไหนมาก็จะพัฒนาได้ทันที ส่วนใหญ่จะเน้นทำเลย่านชานเมืองกรุงเทพฯ เช่น บางนา ศรีนครินทร์ ประเวศ และปริมณฑลย่าน สมุทรปราการ นนทบุรี โดยทาวน์เฮาส์ จะพัฒนาในระดับราคา 1.5-2.2 ล้านบาท บ้านแฝด ราคา 2.8-3 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 3.7-6 ล้านบาท พัฒนาปีละ 5-6 โครงการๆละประมาณ 200-1,000 กว่ายูนิต มูลค่าโครงการตั้งแต่ 300-2,000 ล้านบาท  ขอบคุณแหล่งที่มา :www.prop2morrow.com

ส่องคอนโดปีระกา ตลาดไฮเอนด์ ลักเซอรี่ ชะลอตัว

นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดมิเนียม ปี 2560 ประเมินมีการเปิดขายใหม่กว่า 5 หมื่นยูนิต หลังจากปี 2559 ผู้ประกอบการชะลอเปิดขาย 5,000 ยูนิตในช่วงปลายปี ทำให้ซัพพลายจำนวนนี้ถูกผลักไปเปิดขายช่วง Q1/60 แทนด้านระดับราคาที่คาดว่าผู้ประกอบการเปิดตัวมาก ได้แก่ โครงการระดับกลางราคา 7 หมื่น-1 แสนบาท/ตร.ม. ระดับไฮเอนด์ราคา 1-1.8 แสนบาท/ตร.ม. และระดับลักเซอรี่ 1.8-2.5 แสนบาท/ตร.ม. ส่วนตลาดซูเปอร์ลักเซอรี่สูงกว่า 2.5 แสนบาท/ตร.ม. เตรียมเปิดตัวใหม่หลายโครงการ ได้แก่ เพลินจิต เช่น บางกอก สกาย เพลินจิต, ไลฟ์ วัน ไวร์เลส ทำเลทองหล่อ เช่น เดอะ แบงคอก 38, รูเนะสุ ทองหล่อ 5 เป็นต้นนางนลินรัตน์กล่าวต่อว่า แนวโน้มกลุ่ม ซูเปอร์ลักเซอรี่ราคา 2.5 แสนบาท/ตร.ม. ขึ้นไป ยังมีดีมานด์จากผู้ซื้อทั้งชาวไทย- ต่างชาติระดับบน กับกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 แสนบาท/ตร.ม. ยังมีดีมานด์เช่นกัน เพราะเป็นผู้ซื้อฐานใหญ่ซื้อไว้อยู่อาศัยจริงส่วนคอนโดฯไฮเอนด์และลักเซอรี่ ราคา 1-2.5 แสนบาท/ตร.ม. ดีมานด์เริ่มชะลอตัว ลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวไทย ภาวะการขายปีหน้าอาจต้องดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติให้มากขึ้น เพราะราคาห้องชุดไทยถือว่าไม่สูงมากในหมู่นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน ฮ่องกงด้านนางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเมินภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2560 คาดว่ายังอยู่ในภาวะชะลอตัวจากปัญหาอัตราปฏิเสธสินเชื่อ หรือรีเจ็กต์เรตยังไม่คลี่คลาย โดยครึ่งปีแรก 2559 รีเจ็กต์เรตพุ่งสูงถึง 50% และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อต่อเนื่องถึงปีนี้ กระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่าง"สิ่งที่น่าจับตาคือปี'60 มีคอนโดฯ 6.3 หมื่น ยูนิต ที่สร้างเสร็จใหม่ในทำเลนอกเมือง หากผู้ซื้อมีปัญหารีเจ็กต์เรตสูง จะทำให้มียูนิตรีเซลกลับคืนสู่ตลาดแข่งขันกับคอนโดฯ เปิดตัวใหม่จำนวนมาก" ด้านปัจจัยบวก มองว่ามีปัจจัยบวกจากความคืบหน้าการลงทุนอินฟราสตรักเจอร์ของรัฐบาล ทำให้ผู้ซื้อได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น โดยมีสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเปิดบริการ 3 สถานี ได้แก่ สถานีสำโรง (สายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ) สถานี ห้าแยกลาดพร้าว (สายสีเขียว หมอชิต-คูคต) และการต่อเชื่อมสถานีเตาปูน-บางซื่อ ของสายสีม่วงกับสีน้ำเงิน รวมถึงแผนลงทุนรถไฟฟ้าสายใหม่ที่ทำให้ดีเวลอปเปอร์มีพื้นที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงการคอนโดฯ 4 ทำเลเด่นปีระกานายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเมินมี 4 ทำเลยอดนิยมในปีระกา 1.ถ.พระราม 9-ถ.รามคำแหง อยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) โดยราคาที่ดิน ถ.พระราม 9 ปรับขึ้น 10% ในปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน 3-4 แสนบาท/ตร.ว. 2.ถ.จรัญสนิทวงศ์-ถ.เพชรเกษม จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อท่าพระ-บางแค)3.เขตเมืองชั้นใน ถ.สุขุมวิทตอนต้น สีลม สาทร พระราม 4 แม้ว่าที่ดินราคาแพงมาก อาทิ ถ.สุขุมวิทตอนต้น ตร.ว.ละ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป โดยผู้ประกอบการยังแข่งพัฒนาโครงการเจาะกำลังซื้อระดับบน 4.ถ.พหลโยธินช่วงต้น ตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัย สมรภูมิ-ห้าแยกลาดพร้าว โดยเฉพาะทำเลชุมชนดั้งเดิม เช่น สนามเป้า สะพานควาย จตุจักร กับบริเวณหมอชิต-จตุจักร มีแม่เหล็ก ดึงดูดคือ สถานีกลางบางซื่อของรัฐบาล"ปี'60 ผู้ประกอบการจะเน้นเปิดขายคอนโดฯราคา 1 แสน/ตร.ม.ขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงตลาดระดับกลางถึงล่าง ที่มีปัญหารีเจ็กต์เรตอยู่ในขณะนี้" นายสุรเชษฐกล่าว  ขอบคุณที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

โจนส์ แลง ลาซาลล์ มองอสังหาฯคอนโดยังคงอืดในปี 60     

นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ JLL เปิดเผยว่า ภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำเลกรุงเทพมหานครในปี 2560 คาดจะมีทิศทางการเติบโตไม่ต่างจากปี 2559 ที่ผ่านมามากนัก โดยเฉพาะในตลาดคอน โดมิเนียม ที่เชื่อว่าอัตราการขายจะยังคงชะลอตัว เนื่องจากจำนวนซัพพลายใหม่ในตลาดยังมีเพิ่มเข้ามาในตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการใช้เวลาในการตัดสินใจได้นานขึ้น ในส่วนของผู้ซื้อเพื่อปล่อยเช่า ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในการหาผู้เช่า รวมไปถึงแรงกดดันในเรื่องราคาค่าเช่า   ภาพจาก www.manager.co.thส่วนตลาดอาคารสำนักงานและศูนย์การค้า คาดว่าจะมีซัพพลายเกิดใหม่จำกัด แต่ยังคงมีดีมานด์ขยายตัวต่อเนื่อง"แม้โครงการคอนโดมิเนียมจะมียอดขายชะลอไปบ้าง แต่สำหรับตลาดโดยรวม พบว่ามีการขายช้าลง ซึ่งจากข้อมูลสำรวจพบว่า ณ สิ้นปี 2559 มีคอนโดมิเนียมเฉพาะที่สร้างเสร็จแล้ว คิดเป็นจำนวนรวมกว่า 445,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ ยังมีที่กำลังจะทยอยก่อสร้างอีกกว่า 127,000 ยูนิต และผู้ซื้อหลายรายรับรู้ว่าตลาดมีซัพพลายเพิ่มมากขึ้น และโครงการต่างๆ ขายได้ช้าลง จึงคาดหวังว่าเจ้า ของจะปรับลดราคา แต่ในความ เป็นจริง แม้การขายจะช้าลง แต่ราคาคอนโดมิเนียมยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" นางสุพินท์กล่าวสำหรับราคาที่ดินในเขตศูนย์กลางธุรกิจที่เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ขณะนี้มองว่ามีปริมาณจำกัด มีความไปเป็นไปได้มากว่าผู้พัฒนาโครงการจะให้ความสนใจในการเลือกทำเลมากขึ้นสำหรับการเช่าที่ดินระยะยาว จากเดิมที่ต้องการซื้อกรรมสิทธิ์ขาดเป็นหลักอย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก จะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้พัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ ภาคธุรกิจคอนโดมิเนียม ซึ่งจะต้นทุนในด้านราคาที่ดินที่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคาขาย  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

AMC เผยธุรกิจเหล็กปี 60 สดใส ร่วมมือกับพันธมิตรเพิ่มมูลค่าสินค้า และ อัพกำลังผลิต

นายชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด (มหาชน) หรือ AMC เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2560 จะเติบโตกว่าปี 2559 อย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้มีปัจจัยบวกที่ส่งผลให้การบริโภคเหล็กภายในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการที่ราคาเหล็กทั่วโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทเชื่อว่าในปี 2560 อุตสาหกรรมเหล็กจะอยู่ในทิศทางขาขึ้น เนื่องจากการที่ภาครัฐได้ออกการมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) จากหลายประเทศ จึงส่งผลให้มีการส่งเสริมการซื้อขายเหล็กจากผู้ประกอบการภายในประเทศ จึงทำให้บริษัทมียอดขายที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันในปี 2560 งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มที่จะทยอยออกการประมูล และส่วนโครงการที่ได้เปิดประมูลแล้วก็ได้มีการทยอยการก่อสร้าง ดังนั้นจึงทำให้ปริมาณการบริโภคเหล็กภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หลังจากที่ภาครัฐเร่งกระตุ้นการบริโภคเหล็ก โดยการประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานแล้วยังมีส่วนช่วยทำให้ภาคเอกชนเริ่มมีความมั่นใจ และเริ่มลงทุนก่อสร้าง เช่น อาคาร และคอนโดมิเนียม รวมถึงที่อยู่อาศัยอื่นๆ นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานงวดปี 2559 คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้จำนวน 4,200 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทมีกำไรสุทธิแล้วจำนวน 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิจำนวน 241 ล้านบาท โดยแนวโน้มไตรมาส 4/59 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/59 เพราะช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจจะอยู่ที่ไตรมาส 1 ของทุกปี ส่วนแนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลกคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 1/60 เนื่องจากขณะนี้มีคำสั่งซื้อเหล็กล่วงหน้าแล้วประมาณ 2 เดือน ซึ่งทิศทางราคายังอยู่ในระดับสูง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านไตรมาสที่ 1 ไปราคาอาจจะปรับลดลง หรืออยู่ในระดับทรงตัว ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแผนการร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่ามากขึ้น จากกรณีที่ภาครัฐบาลขับเคลื่อนงานโครงสร้างพื้นฐาน จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทกำลังเตรียมเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับตามคำสั่งซื้อที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นเท่าใด“แนวโน้มปี 2560 จะเติบโตดีกว่าปีนี้แน่นอนเพราะว่า มีปัจจัยบวกหลายข้อ เช่นการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยโดยการออกมาตรการ AD และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่กระตุ้นการก่อสร้างจึงทำให้เอกชนเริ่มการมาลงทุนตาม และการที่จีนสั่งปิดโรงงานผลิตเหล็กจึงทำให้ราคาเหล็กมีความสมดุลมากขึ้น” นายชูศักดิ์ กล่าว สำหรับกรณีที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทมีจำนวนที่หนาแน่น โดยส่วนตนนั้นประเมินว่าจะเป็นเพราะที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจของบริษัท รวมถึงการที่ค่า P/E ของบริษัทอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของบริษัทอยู่ที่ 3 บาท จากการสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้น AMC พบว่าในภาคเช้าได้ทำการเปิดตลาดซื้อขายที่ราคา 4.40 บาท โดยระหว่างวันได้ทำราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 4.86 บาท และต่ำสุดที่ 4.36 บาท ก่อนที่จะปิดตลาดที่ราคา 4.74 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.34 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.73% จากราคาปิดตลาดวันก่อนที่ 4.40 บาท และมีปริมาณซื้อขายหนาแน่น 102.37 ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 480.92 ล้านบาท  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

เตรียมเปิดพื้นที่สีเขียวให้คนกรุง 3 แห่ง ในปี 60

ชาวกรุงเตรียมเฮ ต้อนรับพื้นที่สีเขียวอีก 3 แห่งในปี 60 และ กทม. เตรียมโครงการสวนสาธารณะเพิ่มอีก 7 แห่ง เนื้อที่รวม 364 ไร่ ในอนาคต นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ว่า โครงการก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ ก่อสร้างบนพื้นที่ 78 ไร่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ให้สำนักสิ่งแวดล้อมกทม.ดำเนินการสร้างสวนสาธารณะ เพื่อการใช้ประโยชน์ส่วนรวม และดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 สิ้นสุดสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาในเดือนธันวาคม นี้ แต่งานมีความคืบหน้าเพียงร้อยละ 30  เนื่องจากติดปัญหาผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะจำนวน 4 รายไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ จึงสั่งการให้สำนักงานเขตมีนบุรีดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการขยายเวลาสัญญาจ้าง ซึ่งผู้รับเหมาแจ้งว่าจะใช้เวลาหลังจากนี้ประมาณ 120 วัน ในการดำเนิานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย คาดว่าเดือนเมษายน 2560 และปัจจุบัน กทม.มีสวนสาธารณะที่เปิดให้บริการแล้วจำนวน 32 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 2,922 ไร่ ขณะเดียวกันมีสวนสาธารณะที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2560 อีก 3 แห่งประกอบด้วย 1. สวนราษฎร์ภิรมย์ 2.สวนพระยาภิรมย์ และ 3.สวนป่าเบญจกิติ รวมเนื้อที่ 79 ไร่  นอกจากนี้ มีสวนสาธารณะที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 3 แห่ง รวมเนื้อที่กว่า 248 ไร่ คือ 1.สวน 9 เนิน เดินตามรอยพ่อ 2. สวนบริเวณซอยเพชรเกษม69 และ 3.สวนสาธารณะบึงลำไผ่ซึ่งในอนาคต กทม.มีโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะเพิ่มเติมอีก 7 แห่งรวมเนื้อที่กว่า 364 ไร่ ดังนี้ 1. สวนสาธารณะภายในสถานีพัฒนาที่ดินกทม. 2. ที่สาธารณะประโยชน์บริเวณเชื่อมคลองมอญ เขตลาดกระบัง 3. ที่สาธารณะประโยชน์แขวงท่าแร้ง (หนองจระเข้บัว) เขตบางเขน 4.ที่สาธารณะประโยชน์ ซ.อ่อนนุช 46 เขตสวนหลวง 5.ที่ดินบ่อฝั่งกลบขยะ 6. สวนสาธารณะ ซ.สุขสวัสดิ์ 30 แยก 8 และ 7. ที่สาธารณะบริเวณโคกบ่าวสาวด้วย ขอบคุณแหล่งที่มาwww.matichon.co.thwww.ddproperty.com

บริษัทณุศาศริริ เล็งกระแสสุขภาพมาแรง มุ่งขายอสังหาฯพ่วงศูนย์สุขภาพ

นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า ทางบริษัทจะมุ่งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยควบคู่กับศูนย์สุขภาพครบวงจร ที่ ประกอบไปด้วย บ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ท และ ศูนย์สุขภาพแบบองค์รวม จะไม่เน้นพัฒนาเพียงอสังหาฯเพื่อการพัก อาศัยอย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อรองรับเทรนด์การท่องเที่ยวของโลกและ พฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น  ภาพจาก i.ytimg.com"จากผลการสำรวจและวิจัยของ Global Wellness Institute ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้ว่ารีสอร์ทเพื่อ สุขภาพ (Wellness resort) จะ โตขึ้นถึง 50% ของตลาดโลกภายในปี 2560 ซึ่งเรามองเห็นโอกาสและ ศักยภาพตลาดมีการเติบโตสูง และมีช่องว่างในตลาดที่ยังไม่มีใครลง ทุนในประเทศไทย "นายวิษณุ กล่าวนายวิษณุกล่าวตอ่ไปว่า โดยในปี 2560 บริษัทฯวางแผนเปิดโครงการใหม่รูปแบบดังกล่าว ทั้งหมด 10 โครงการ มูลค่ารวม 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทมีที่ดิน รอการพัฒนาไว้ทั้งหมดแล้ว โดยเป็นโครงการที่อยู่ในกรุงเทพ 1 โครงการย่านพระราม 2 ,พัทยา 2 โครงการ, เขาใหญ่ 2 โครงการ, เชียงใหม่ 2 โครงการ และภูเก็ต 3 โครงการ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ บนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและไม่มีปัญหาการขอสินเชื่อของธนาคาร โดยโครงการที่จะเปิดใหม่ในปีหน้า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่าง การทยอยยื่นขอใบอนุญาตวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า ซึ่งโครงการใหม่ในปีหน้า จะเป็นคอนเซปต์ที่ควบคู่ไปกับสุขภาพตาม โมเดลธุรกิจไหม่ของบริษัท อีกทั้งบริษัทจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน มากขึ้น โดยมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และไม่มีปัญหาการขอสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงน้อย ในเรื่องการรับรู้รายได้ในอนาคตสำหรับในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 5,500 ล้านบาท ขณะที่เป้ารายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่ามีรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2560 บริษัทจะมีการทยอยรับรู้รายได้จาก มูลค่ายอดขายรอโอน (แบ็คล็อก) กว่า 1 ,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากการโอนโครงการ ณุศา ศรีราชา ที่มีการทยอยโอนมากขึ้นและ เป็นแบ็คล็อก ส่วนใหญ่  โดยปัจจุบันบริษัทมี แบ็คล็อก รวมทั้งสิ้นกว่า 3 ,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปถึงปี 2561 นอกจากนี้บริษัทจะเน้น การระบายสต็อกออกในปีหน้าอย่างจริงจัง หลังจากที่ปัจจุบันบริษัทมี มูลค่าสต็อกของโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมขายอยู่เป็นมูลค่ารวมราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งการเร่งระบายสต็อกให้ลดลงในปีหน้าจะช่วยให้ บริษัทมีรายได้กลับเข้ามามากขึ้นส่วนผลการดำเนินของบริษัทในปีนี้คาดว่ายอดขายจะทำได้อยู่ที่ 1 ,000 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ซึ่งต่ำ กว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 30% โดยเป็นผลมาจากปัญหาตลาดกลาง-ล่างมีกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง จากปัญหาหนี้ครีวเรือนที่สูง ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และสถาบันการเงินมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์เกิด การชะลอตัวขณะที่ปัจจัยภายในประเทศในช่วงไตรมาส 4 ทำให้ กิจกรรมทางการตลาดและการส่งเสริมการขายต้องชะลอออกไป ทำ ให้บริษัทต้องเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ออกไปเป็นปีหน้าจำนวน 4 โครงการ  ขอบคุณแหล่งที่มาหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์www.reic.or.thwww.propertyinsight.co

บทความที่แนะนำ

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเล คือ สิ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆของการลงทุนในอสังหาฯ เพราะถ้าทำเลไม่ดี หรือ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้เช่า หรือ ผู้ซื้อแล้ว โอกาสจะสร้างกำไรหรือแม้กระทั่งขายออกก็คงเป็นไปไม่ได้ วันนี้เรามีทำเลต้องห้าม ที่ไม่แนะนำให้ลงทุนซื้อเก็บไว้มาให้คุณศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน 1. ทำเลบ้านที่อยู่บนทางสามแพร่ง ภาพจาก takanahara.deviantart.com ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและจีน ถือเป็นทำเลอันตรายและอัปมงคลที่นักลงทุนอสังหาฯควรหลีกเลี่ยง อีกทั้งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณดังกล่าวด้วย 2. ทำเลอยู่ตรงข้ามกับวัดศาลเจ้าและสถานที่ไม่เป็นมงคล ภาพจาก www.tripadvisor.com ทำเลอสังหาฯ เหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะเชื่อกันว่า การอยู่ใกล้วัดและศาลเจ้าทำมาค้าขายไม่รุ่งเรือง เนื่องจากวัดมีงานศพอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับศาลเจ้าที่มักมีเสียงดังอึกทึก หรือทำเลที่อยู่ติดกับสถานที่ไม่เป็นมงคล เช่นป่าช้า หรือสุสาน ซึ่งมีปัญหาด้านวิวทิวทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ น่ากลัว  3. อยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดและสถานอาบอบนวดภาพจาก en.japantravel.com เนื่องจากเชื่อกันว่าอยู่ใกล้กับทำเลอโคจร ส่งผลให้ทำเลนั้นไม่น่าอยู่ และหากมองในหลักความเป็นจริง สถานที่ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมม่านรูด หรือ สถานอาบอบนวด ก็ทำให้ผู้อาศัยอยู่ใกล้ๆถูกมองไม่ดี และอาจจะเป็นอันตรายได้4. ที่ดินที่ติดริมน้ำ และ ถูกน้ำเซาะตลิ่งภาพจาก commons.wikimedia.org ที่ดินลักษณะนี้มีโอกาสพังทลายและสูญหายได้ หากสร้างสิ่งก่อสร้างก็จะไม่มั่นคง เพราะถูกน้ำเซาะ นอกจากนั้นอาจมีผลทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้ประโยชน์บนที่ดินเสี่ยงต่ออันตราย 5. ที่ดินที่มีรูปร่างผิดปกติและมีลักษณะไม่ดี ภาพจาก kolkata.locanto.in เช่น เป็นที่สามเหลี่ยมชายธง ที่ดินที่มีด้านหน้าแคบและมีส่วนลึกมาก หรือที่ดินที่มีรูปทรงผิดปกติในรูปลักษณ์ต่างๆ ทำให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินพื้นนั้นไม่ได้6. ใกล้สิ่งรบกวนซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงภาพจาก raredelights.com เช่น  ที่ดินอยู่ใกล้กับทางขึ้นลงของเครื่องบิน หรือทางรถไฟ ส่งผลให้คนที่อยู่อาศัยแถวนั้นได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง  และส่งผลให้สุขภาพไม่ดี เพราะนอนหลับไม่เพียงพอ7. ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า ภาพจาก www.siamfishing.com ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า จะเป็นทำเลที่ถมแล้วไม่แน่นดินพรุ ทำให้มีปัญหาดินขาดความมั่นคงได้ในอนาคต และหากจะสร้างสิ่งก่อสร้างบนที่ดินนั้นแล้วก็จะไม่แข็งแรง เป็นอันตรายอีกด้วย 8. ทำเลอยู่ในแนวเวนคืน ภาพจาก www.martinreillymotors.com ทำเลในลักษณะนี้มีโอกาสถูกทางราชการมาเวนคืนหรือยึดคืนได้ตลอด9. บ้านที่มีทำเลอยู่ติดกับโรงพยาบาล ภาพจาก zombie.wikia.com ทำเลลักษณะนี้อยู่แล้วจะขาดความสุขกายสบายใจ เนื่องจากจะพบเห็นผู้ป่วยหรือคนเจ็บเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา และพลอยทำให้คนที่อยู่อาศัยไม่สบายไปด้วย10. ทำเลที่มีบ้านประกาศขายติดกันหลายหลัง ภาพจาก modernize.com ถือเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่าทำเลบริเวณนั้นไม่น่าอยู่ หรือมีปัญหาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เคยเกิดเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน11. บ้านที่อยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านที่ไม่ควรอยู่ใกล้ ภาพจาก www.immersionadventures.com เช่น ร้านขายโลงศพ ร้านซ่อมรถ ร้านขายสัตว์ปีก ร้านทำประตูเหล็กดัดและมุ้งลวด เพราะทำเลเหล่านี้มักมีปัญหาเรื่องมลภาวะด้านต่างๆตามมา ทำเลที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่คุณต้องไม่มองข้าม หากได้ทำเลดีก็เหมือนได้ทองมีค่า เพื่อทำกำไรให้งอกเงย ดังนั้นก่อนเริ่มต้นลงทุนอสังหาฯ การเลือกทำเลเป็นขั้นตอนที่ต้องพิถีพิถันมากที่สุด  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.trebs.ac.th

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

การแต่งบ้านด้วยดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ จะทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น และทำให้บ้านอยู่สบายลงตัวขึ้นด้วย ส่วนไม่ว่าใครจะแต่งบ้านให้เป็นสไตล์ใด ๆ ทั้งโมเดิร์น แอนทีค วินเทจ คันทรี่ ไอริช คลาสสิค สไตล์ไทย ๆ หรือจะเป็นสไตล์ใดก็ตาม ต่างก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของเจ้าของบ้าน หากเราได้แต่งบ้านตามสไตล์ที่เราชอบบ้านก็เป็นเหมือนสวรรค์เล็ก ๆ นั่นเอง                   นอกจากการแต่งบ้านจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้ว การแต่งบ้านโดยอิงศาสตร์ของฮวงจุ้ย ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้เกิดความสุข ความรุ่งเรืองร่ำรวย สุขภาพดี ของคนในบ้านได้อีกด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์เก่าแก่ที่มีมานานหรือเป็นสิ่งงมงาย เมื่อได้ศึกษาหลักการฮวงจุ้ยแท้จริง จะเห็นได้ว่าหลักฮวงจุ้ยเป็นการผสมผสานความเข้าใจถึงหลักวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม  ธรรมชาติ และรายละเอียดของชีวิตรวมถึงการใช้ชีวิต ที่ได้สั่งสมวิเคราะห์ผ่านยุคสมัยมากว่าพันปี               ในบางครั้งบ้านบางหลังเมื่อตกแต่งเข้าอยู่แล้ว มองโดยภาพรวมอาจจะสวยงามและน่าอยู่ แต่เมื่อสมาชิกในบ้านอาศัยอยู่ในบ้านไประยะเวลาหนึ่ง กลับเกิดปัญหา เช่นความเจ็บป่วยไข้ สุขภาพอ่อนแอ อารมณ์ขุ่นมัว  ชีวิตมีอุปสรรคปัญหา สิ่งเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วเชื่อว่ามาจากการตกแต่งและจัดบ้านโดยไม่ทราบถึงหลักข้อห้ามบางประการของฮวงจุ้ยนั่นเอง  หลักข้อห้ามเหล่านั้นโดยกว้าง ๆ ก็ได้แก่   1. ห้ามสร้างรั้วรอบลานโล่งหน้าบ้าน เพราะจะทำให้คนในบ้านเกิดโรคขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับดวงตา 2. บ้านที่มีขนาดเล็ก ไม่ควรทำประตูบ้านขนาดใหญ่เกินไป จะส่งผลให้คนในบ้านมีปากเสียงเสมอ และประกอบอาชีพไม่รุ่งเรืองก้าวหน้า 3. หลังคาถ้าไม่สูงโปร่ง ไม่ควรแก้ไขด้วยการเจาะโล่ง แต่ควรใช้วิธีเปลี่ยนกระเบื้องใสเข้าแทน 4. กำแพงบ้านควรรักษาให้ดูใหม่สะอาดเสมอ และควรติดไฟสว่างในกลางคืนจะทำให้คนที่อาศัยอยู่รุ่งเรืองและปลอดภัย 5. ไม่ควรสร้างห้องใต้ดินไว้กลางบ้าน หรือสร้างให้เล่นระดับเป็นหลุมกลางบ้าน เพราะความชื้นจะทำให้สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยได้ 6. ไม่ควรต่อเติมหรือทุบบ้านให้มีรูปทรงเว้าแหว่ง เพราะจะเกิดคดีหรือปัญหาใหญ่กับลูก ๆ ในบ้านได้ 7. ถ้าบ้านอยู่ในจุดที่มีสะพานพุ่งตรงเข้าหาตัวบ้าน ไม่ควรปล่อยให้จุดนั้นโล่ง ควรปลูกต้นไม้กันสายตาให้ทึบ   8. ถ้าบริเวณหน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ยืนตายต้น ให้รีบโค่นออก มิฉะนั้นจะพบกับความยากจน 9. ไม่ควรตกแต่งกระจกไว้ตรงหัวนอน เพราะจะมีผลต่อสุขภาพ 10. ห้ามวางเตียงนอนตรงกับประตูหรือวางให้ตำแหน่งและเท้าตรงกับประตูไม่ควรมีหิ้งหรือชั้นบริเวณหัวนอน  จะทำให้เป็นโรคประสาท สมอง และความเครียดได้             การตกแต่งบ้านให้สวยงามโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้การตกแต่งบ้านเกิดผลดีต่อสมาชิกในบ้านได้อย่างดีอีกด้วย  ภาพจาก sinsaehwang.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท
www.yimsu.com/property
Yimsu Property

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน