ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

เคล็ดลับการเงิน


สร้างเป้าหมายเพื่อการออมเงินให้กับตนเอง

           เหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่ค่อยจะออมเงินก็คือ “ขาดเป้าหมาย” ที่มันขาดเป้าหมายก็เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดที่จะตั้งเป้าหมายในการออมเงินให้กับตนเอง คิดแต่เพียงแค่ใช้เงินไปวันๆ ก็เท่านั้น สุดท้ายก็ไม่ได้เกษียณอายุงานตัวเองซักที ต้องทนทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเลี้ยงตนเองให้รอด ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นว่า เราควรที่จะแนะนำเป้าหมายอะไรซักอย่างเพื่อคุณ เผื่อว่าคุณได้เห็นได้อ่านเป้าหมายเหล่านี้แล้ว คุณอาจจะอยากตั้งเป้าหมายเพื่อเก็บเงินขึ้นมาจริงๆ 1. ตั้งเป้าหมายเพื่อซื้ออะไรซักอย่างสำหรับเป้าหมายอย่างแรกที่อยากแนะนำ คืออยากให้คุณลองเก็บเงินเพื่อซื้ออะไรซักอย่าง ไม่จำเป็นต้องแพงมากแต่ก็ขอให้พอมีราคาซักหน่อยจะได้ถือว่าเป็นการเก็บเงินจริงๆ และถือว่าเป็นการฝึกฝนในการออมเงินในระดับเบื้องต้นไปด้วย หากคุณสามารถทำได้ คุณก็มีความสามารถพอที่จะตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าและสามารถที่จะเก็บเงินได้มากกว่าเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน 2. ตั้งเป้าหมายเพื่อคนอื่นเป็นเป้าหมายที่ถือได้ว่าเป็นแรงกระตุ้นอันดี คุณรักแฟนคุณไหม รักลูกคุณไหม รักพ่อรักแม่คุณไหม หากคุณรักคนเหล่านี้ซึ่งก็ควรที่จะรัก ทำไมคุณไม่เก็บเงินเพื่อทำอะไรให้กับคนเหล่านี้ เช่น ซื้อโทรศัพท์ให้แฟน ฝากเงินในบัญชีให้ลูก ส่งเงินให้พ่อแม่ไว้ใช้ เป็นต้น และเชื่อผมเถอะ ถ้าคุณตั้งเป้าหมายเช่นนี้ คุณจะสามารถเก็บเงินได้อย่างแน่นอน 3. ตั้งเป้าหมายเพื่อตนเองไม่ว่าอย่างไรคนเราก็มักเห็นตนเองสำคัญเป็นที่สุดเสมอ แล้วทำไมคุณไม่เก็บเงินเพื่อตัวคุณเอง ในวันหนึ่งคุณจำเป็นต้องใช้มันแน่ๆ เพราะฉะนั้นหากตั้งเป้าหมายว่า เราจะเก็บเพื่อตนเอง มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นสิ่งที่คุณควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวคุณเอง คุณก็ต้องดูแลด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาดูแลคุณหรอกครับ 4. ตั้งเป้าหมายเพื่ออวดโชว์ถึงแม้ว่าการอวดโชว์คนอื่นจะไม่ใช่เรื่องดี แต่การอวดโชว์คนอื่นว่าเราสามารถเก็บเงินที่มาน้ำพักน้ำแรงและความเหน็ดเหนื่อยของเราได้นั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจและผมก็เชื่อว่าคงไม่มีใครหมั่นไส้คุณหรอก เพราะคุณได้ใช้ความพยายามในทางที่ดีและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นอีกด้วย แต่ก็อย่าไปอวดโชว์แบบว่าโอเว่อร์จนเกินไปนะครับ เพราะคนอื่นเค้าอาจจะหมั่นไส้ขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ ทั้ง 4 เป้าหมายในข้างต้น เป็นตัวอย่างเป้าหมายที่อยากให้ลองหรืออยากให้คุณตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างเป้าหมายในการเก็บเงินให้กับตนเอง และผมอยากให้คุณเริ่มทันทีหลังจากที่อ่านบทความนี้เสร็จ เพราะหากบอกว่าเดี๋ยวก่อน คุณก็จะยังไม่ได้เริ่มซักที และก็ไม่รู้ว่าคุณจะมีโอกาสได้อ่านบทความนี้อีกหรือไม่ ดังนั้น คุณควรจะเริ่มเดี๋ยวนี้ เพื่อที่ว่าคุณจะได้เริ่มต้นเพื่อเก็บเงินเหมือนกับคนอื่นได้ซักที

กองทุนรวมคืออะไร? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

          “กองทุนรวม” คงเป็นคำที่คุณเคยผ่านหูมาบ้างแล้วสำหรับผู้ที่สนใจในด้านการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินสดที่มีให้มากขึ้น สำหรับผู้เริ่มต้นที่กำลังศึกษาเรื่องการลงทุนในพอร์ทหุ้นหากคุณยังไม่รู้จะไปทางไหนควรเริ่มต้นที่ “กองทุนรวม” กองทุนรวมนั้นดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริหารการลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการลงทุน คำถามคือแล้วเราอยู่ตรงส่วนไหน?ภาพจาก Freepik.com                 หากคุณคือนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนและไม่ยังมึนงงกับการลงทุนในช่วงเริ่มแรก การลงทุนในกองทุนรวมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงนำเงินมาลงทุนให้ผู้เชี่ยวชาญบริหารให้ ซึ่งข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมคือ งบน้อยก็ลงทุนได้ ไม่ต้องลงทุนเยอะ เริ่มต้นแค่ 1,000 บาท ก็สามารถร่วมลงทุนในกองทุนรวมได้ บางกองทุน 1-2 บาทก็สามารถซื้อหน่วยลงทุนได้แล้ว สมัครง่าย เพียงถือบัตรประชาชนและสมุดบัญชีธนาคารไปติดต่อกับธนาคารที่ต้องการจะลงทุน หรือ หากไม่มีบัญชีเงินฝากก็เตรียมตัวไปเปิดบัญชีเท่านั้นเอง ไม่มีเวลาก็ลงทุนได้ คนที่ต้องทำงานไม่มีเวลาก็สามารถลงทุนได้ ไม่ต้องเสียเวลาเฝ้าหน้าจอดูหุ้นทั้งวันเพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลจัดสรรเงินลงทุนให้คุณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนนี้ไม่มีความเสี่ยงนะ ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องหุ้นเพราะหน่วยลงทุนของคุณมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้ ผลตอบแทนดี กองทุนรวมส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก มีการกระจายเงินเสี่ยง ผู้บริหารกองทุนรวมจะนำหน่วยลงทุนไปลงทุนในช่องทางที่หลากหลาย เช่น หุ้น ทองคำ ตราสาร แล้วแต่นโยบายของแต่ละกองทุน ยืดหยุ่น แต่ละกองทุนมีนโนบายที่แตกต่างกันไป นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายเหมาะสมกับการลงทุนของคุณได้ สิทธิประโยชน์ บางกองทุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กำไรส่วนต่างของราคาไม่เสียภาษีและบางกองทุนสามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ภาพจาก Freepik.com ข้อเสียของการลงทุนในกองทุนคือ เลือกไม่ได้ หน่วยลงทุนที่คุณซื้อจะถูกนำไปลงทุนตามนโยบายของกองทุนนั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นหุ้นที่คุณไม่ได้มองไว้หรือเป็นหุ้นที่คุณไม่รู้จัก ดังนั้นต้องยอมรับตรงข้อนี้ให้ได้ การลงทุนมีความเสี่ยง ถึงแม้บริหารการลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญแต่ก็มีโอกาสขาดทุนจากการซื้อกองทุนรวมได้ ผลตอบแทนเปรียบเทียบกับหุ้น ผลตอบแทนได้น้อยกว่าการลงทุนในหุ้น (หากคุณมีประสบการณ์ในการลงทุนหุ้นแล้วอาจเลือกลงทุนด้วยตนเอง)ภาพจาก Freepik.com เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่อยากเก็บเกี่ยวผลกำไรมากขึ้นกว่าการออมเงินในธนาคารและอยากเริ่มลงทุนในหุ้น แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงแน่นอน ยิ่งเสี่ยงมากโอกาสที่จะได้รับกำไรก็มากเช่นกัน ดังนั้นก่อนการลงทุนคุณควรศึกษาให้มั่นใจและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจนะ                

การบริหารการใช้เงินเพื่อให้ใช้หนี้บัตรเครดิตให้หมดไวที่สุด

                สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำแล้วเชื่อว่าเกือบทุกคนต้องต้องถือบัตรเครดิตไว้ในมืออย่างน้อย 2 ใบ และแน่นอนว่ามีหลายคนทีเดียวที่มีมากกว่านั้น การถือบัตรเครดิตหลายใบก็ช่วยให้เราได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าผู้ถือบัตรแต่ละธนาคารแต่ว่าหากใช้จ่ายเพลิดเพลินไม่ระมัดระวังอาจกลายเป็นหนี้ก้อนโตแทนได้ มีหลายคนที่ประสบปัญหาการใช้เงินเกินตัวจากการบริหารบัตรเครดิตไม่รัดกุม ซึ่งหากถลำไปแล้วและมียอดหนี้ที่ต้องชำระมากกว่ารายได้ที่หาได้เสียแล้ว อย่าเพิ่งท้อแท้ใจเพราะทุกปัญหามีทางแก้ การปลดหนี้นั้นอาจจะยากแต่สามารถทำได้แน่นอนหากมีความมุ่งมั่น ห้ามใช้บัตรเครดิตหากคิดว่ามีเงินจ่ายไม่พอ                อันดับแรกเลยควรป้องกันการเกิดปัญหาก่อน ก่อนรูดซื้อสินค้าหรือบริการควรคิดให้ถ้วนถี่ว่าสิ่งที่เรากำลังจะจ่ายเพื่อซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ และเรามีกำลังที่จะชำระเมื่อถึงกำหนดเวลาหรือไม่ รวมถึงการทำรายรับรายจ่ายซึ่งมีความสำคัญมากเพราะจะช่วยให้แผนการเงินของคุณรัดกุมมากขึ้นและช่วยให้คุณรู้ฐานะทางการเงินตลอดเวลาว่าใช้จ่ายเงินกับค่าใช้จ่ายส่วนไหนไปเป็นจำนวนเท่าใหร่แล้ว ใช้บัตรเครดิตไปเท่าไหร่และต้องเตรียมเงินเพื่อชำระเมื่อถึงกำหนดเท่าไหร่ รายรับที่มีเพียงพอหรือไม่ก่อนจะตัดสินใจใช้บัตรภาพจาก Freepik.com ปรับลดค่าใช้จ่าย            ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง เมื่อคุณทำรายรับรายจ่ายแล้วคุณก็จะได้ข้อสรุปว่าค่าใช้จ่ายรายเดือนส่วนไหนที่พอลดได้และลดค่าใช้จ่ายส่วนนั้นลงเพื่อกันเงินไว้ชำระหนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ภาพจาก Freepik.com หยุดจ่ายขั้นต่ำ                หลังจากใช้บัตรเครดิตแล้วคุณจะได้รับใบแจ้งหนี้ซึ่งระบุรายการใช้จ่ายผ่านบัตรและยอดชำระขั้นต่ำของบัตรนั้น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องชำระยอดขั้นต่ำเท่านั้น ทางที่ดีที่สุดควรควรชำระให้มากที่สุดเท่าที่คุณสามารถชำระได้ โดยคาดคะเนรายจ่ายที่ต้องใช้จ่ายในเดือนนั้นหักออกจากรายรับแล้วนำส่วนที่เหลือไปชำระหนี้ทั้งหมด หากชำระได้ทั้งหมดเลยยิ่งดีภาพจาก Freepik.com พยายามอย่าสร้างหนี้เพิ่ม            การกู้ยืมเพื่อนำมาชำระหนี้นั้นอาจไม่ส่งผลดี เพราะหนี้ไม่ได้หายไปไหนแค่เปลี่ยนเจ้าหนี้จากธนาคารหนึ่งมาเป็นอีกธนาคารเท่านั้นเอง ดังนั้นคุณไม่ควรไปกู้เงินจากอีกสถาบันหนึ่งเพื่อมาชำระอีกสถาบันหนึ่งหรือกดบัตรเครดิตใบหนึ่งไปชำระอีกใบหนึ่ง วิธีนี้สามารถใช้ได้เป็นครั้งคราวเท่านั้นเมื่อจำเป็นจริง เพราะหากทำเป็นประจำจะทำให้หนี้ที่มีบวกดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการกดเงินสดล่วงหน้ามาใช้พอกพูนกลายเป็นหนี้ก้อนโตได้ รวมไปถึงการซื้อของช่วงที่กำลังทะยอยชำระหนี้ควรคิดให้ดีว่าสิ่งที่จะซื้อจำเป็นไหมและควรพยายามซื้อเป็นเงินสดก่อนภาพจาก Freepik.com หารายได้เพิ่ม            หลังจากบวกลบคูณหารแล้วพบว่ารายได้ที่มีคงชำระหนี้ไม่พอแน่นอน ควรมองหารายได้เสริมเพื่อปิดหนี้ให้ได้ไวที่สุด เพื่อรับภาระจากดอกเบี้ยจ่ายให้น้อยที่สุดและปลดหนี้ให้เร็วที่สุด                 เมื่อคุณชำระหนี้หมดแล้วก็อย่าลืมวางแผนการใช้เงินให้รัดกุมขึ้น ที่สำคัญควรจัดสรรเงินออมไว้เผื่อใช้ยามฉุกเฉินหรือนำไปลงทุนเพื่อให้เงินของคุณเพิ่มมูลค่ามากขึ้นอีก

ปัญหาการเงินของสามีภรรยาจะไม่เกิดขึ้นหากพูดคุยกัน

          ชีวิตคู่กับเรื่องเงิน ถึงแม้จะดูเป็นคนละเรื่องกัน แต่ในชีวิตจริงที่ไม่ใช่นิยายนั้นทั้ง 2 สองอย่างนี้ มันไปด้วยกัน หากวางแผนและคุยเรื่องการเงินไม่ดีแล้ว คู่ชีวิตของคุณ ก็อาจจะขอแยกทางจากคุณไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรักกันทั้งหลายคงไม่อยากให้เกิดขึ้นเป็นแน่ ดังนั้น การวางแผนและพูดคุยต่างๆ ในเรื่องการเงินระหว่างสามีภรรยาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และเราก็ได้เอาวิธีที่จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากเรื่องเงินระหว่างสามีภรรยามาฝากกัน 1. ต้องวางแผนการใช้เงินร่วมกันการใช้ชีวิตคู่อย่าคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่กว่าอีกคน ในฐานะที่เป็นสามีภรรยา คุณควรจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป และเลือกที่จะพูดคุยปรึกษาหาหรือระหว่างกันจะดีที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของการเงิน คุณควรวางแผนในการใช้เงินร่วมกัน อย่าได้ตัดสินใจคนเดียว เพราะมันเป็นสิ่งที่กระทบต่อชีวิตของทั้งคู่ ดังนั้น คุณต้องคุยและวางแผนร่วมกัน ตัวอย่างเช่น สามีใช้เท่าไหร่ ภรรยาใช้เท่าไหร่ ให้ลูกเท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ เป็นต้น 2. ซื้อของชิ้นใหญ่หรือลงทุนอะไรต้องปรึกษากันเสมอของชิ้นใหญ่ที่ว่านี้ก็คือ รถยนต์ บ้าน หรืออื่นๆ ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง และการลงทุนต่างๆ ที่มีความเสี่ยงอยู่ในตัวของมัน ซึ่งถ้าหากตัดสินใจไปแล้วมันจะส่งผลกระทบต่อทั้งคู่ ดังนั้น สามีภรรยาควรคุยกันและตกลงกันดี ช่วยกันพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน เพราะทันทีที่ตัดสินใจ เงินเก็บบางส่วนของคุณอาจหายไปหรือคุณอาจมีหนี้ที่ต้องผ่อนชำระเพิ่มมากขึ้น 3. มีปัญหาทางการเงินเมื่อไหร่ต้องคุยกันเสมอปัญหาที่ว่าก็อย่างเช่น คุณอาจจะตกงาน หรือคุณอาจจะหาเงินได้น้อย คุณควรบอกอีกฝ่ายให้ได้รับรู้ถึงวิกฤตดังกล่าว เพราะมันคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นสำหรับคุณทั้ง 2 คน อย่าไปคิดว่าบอกแล้วมันจะเกิดปัญหาครอบครัว แต่การบอกอีกฝ่ายให้ได้รับรู้ จะช่วยให้อีกฝ่ายตระหนักและวางแผนการใช้เงินบางอย่างของตนเองให้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถประคับประคองให้ทั้ง 2 คน สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตดังกล่าวได้ 4. ตกลงกันให้ดีในทรัพย์สินไม่ใช่สินสมรสหากคุณมีมรดกหรือทรัพย์สินบางอย่างที่ได้มาก่อนสมรส คุณควรตกลงกันให้ดีกันตั้งแต่เริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ว่าจะทำยังไงกับเงินส่วนนั้น เพื่อที่จะไม่ได้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง การวางแผนการเงินด้วยกันระหว่างสามีภรรยาจะช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ในข้างต้นว่า “เรื่องเงินกับชีวิตคู่ มันไปด้วยกัน” หากไม่อยากให้ชีวิตคู่ของคุณต้องมีปัญหาหรือหย่าร้างกันไป เมื่อมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเมื่อไหร่ คุณต้องพูดคุยและปรึกษาหารือกันเสมอ อย่าได้ถือตนเป็นใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะกับเรื่องเงินเท่านั้นแต่กับทุกเรื่อง แล้วคุณทั้ง 2 คน ก็จะใช้ชีวิตร่วมกันไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน

4 วิธีใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่าและประหยัดเงิน

          บัตรเครดิต หากได้ยินชื่อนี้ขึ้นมาก็อย่าพึ่งตกใจกันไปนะครับ เพราะบางคนอาจจะมีอคติกับมัน แต่ผมอยากจะบอกว่า การมีมันไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร โดยเฉพาะในเวลาที่จำเป็น แต่ในการใช้บัตรเครดิตนั้น ก็ควรที่จะรู้จักมันให้ดีด้วย หรือพูดง่ายๆ เลยว่า เราจะใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุดนั้นเอง ซึ่งผมก็ได้เอาวิธีใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่าและสามารถช่วยประหยัดเงินได้มาฝากกัน 1. ใช้บัตรเครดิตให้ถูกใบหลายๆ คนไม่ได้มีบัตรเครดิตเพียงใบเดียวจากธนาคาร ตัวอย่างก็คือบัตรเครดิต KTC ครับ คนที่ทำ KTC มักจะได้บัตร KTC มา 2 ใบ คือ KTC Platinum และ KTC Proud ซึ่งเจ้าบัตร 2 ใบนี้เหมาะแก่การใช้งานที่ไม่เหมือนกัน อย่าง KTC Platinum เหมาะแก่การใช้ซื้อของมากกว่า หากคุณนำไปใช้เพื่อกดเงินสดคุณได้จ่ายแต่ละครั้งแย่แน่ๆ ครับ ส่วน KTC Proud เหมาะแก่การใช้กดเงินสด และในการคิดดอกเบี้ยก็จะถูกกว่าและจ่ายน้อยกว่าด้วย ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตให้ถูกใบ ก็จะช่วยให้คุณประหยัดเงินและเกิดความคุ้มค่าในการใช้บัตรเครดิตได้มากขึ้น 2. ใช้บัตรเครดิตซื้อของดีกว่ากดเงินสดผมเชื่อว่าบางคนไม่ได้รู้เลยว่า เวลาซื้อของกับเวลากดเงินสดนั้น มันมีดอกเบี้ยที่แตกต่างกันอย่างมากมาย ซึ่งถ้าคุณใช้ซื้อของคุณจะเสียดอกเบี้ยเพียง 1-3 เปอร์เซ็นต์เพียงเท่านั้น หรืออาจจะไม่เสียเลยก็ได้หากมีโปรโมชั่น แต่ถ้าหากคุณกดเงินสด ต่อให้มีโปรโมชั่น คุณก็จะต้องเสียดอกเบี้ย 20-28 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งมันแตกต่างกันอย่างมากมาย และอีกอย่างที่อยากเตือนเอาไว้ อย่าคิดที่จะกดเงินสดเพื่อไปซื้อของที่มันสามารถใช้บัตรเครดิตได้เป็นอันขาด มันไม่ใช่เรื่องครับ 3. ผ่อนสั้นดีกว่าผ่อนยาวเมื่อเราจะใช้บัตรเครดิตอย่างหนึ่งที่เราต้องรู้คือระยะเวลาในการผ่อนชำระ ในการผ่อนชำระนั้นยิ่งผ่อนนานเท่าไหร่ดอกเบี้ยก็จะยิ่งมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นหากคุณสามารถที่ผ่อนชำระในระยะเวลาที่สั้นได้อย่างเช่น 3 หรือ 6 เดือน เป็นต้น คุณก็ควรเลือกผ่อนระยะสั้น เพราะจะทำให้คุณเสียดอกเบี้ยน้อยลง ซึ่งก็หมายความว่า คุณก็ได้ประหยัดเงินของคุณมากขึ้นนั้นเอง 4. อย่าลืมตรวจสอบสิทธิที่ได้รับในการใช้บัตรเครดิตนั้นมักมีโปรโมชั่นมาด้วยเสมอ ซึ่งโปรโมชั่นดังกล่าวเป็นสิทธิที่คุณพึงควรจะได้รับ เช่น การคืนเงิน เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็มักมีเงื่อนไขในการใช้สิทธิดังกล่าว ดังนั้นคุณควรตรวจสอบและพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ให้ดีก่อนที่จะใช้บัตรเครดิต ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณได้รับสิทธิจากการใช้บัตรเครดิต ซึ่งจะทำให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้บัตรเครดิตมากที่สุด

7 วิธีสร้างนิสัยรักการออมสไตล์มนุษย์เงินเดือน

          สำหรับมนุษย์ที่ระบบการเงินมักจะผูกขาดเป็นรายเดือน บางคนก็อาจมีค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนบางส่วนที่เพิ่มเติมจากเงินเดือนเข้ามาด้วย อย่างไรก็ตามมนุษย์เงินเดือนก็ยังใฝ่ฝันถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงการมีเงินเก็บเงินออมสักก้อนเช่นกัน ดังนั้นเราจึงมีวิธีที่จะเสริมสร้างนิสัยรักการออม สไตล์มนุษย์เงินเดือนมาฝากกันค่ะ 1. วางแผนทางการเงินการวางแผนทางการเงินจะทำให้เรามีเป้าหมายในการออมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่าเราจะออมไปเพื่ออะไร ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการออมของเรา เป็นต้น การวางแผนที่ดีก็ยังเป็นแนวทางการออม และเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะสามารถเก็บออมได้อย่างเป็นระบบหรือไม่ อีกทั้งจะทำให้เรามีวินัยในการออมเงินด้วยค่ะ  2. มองเห็นเป้าหมายในการออมต่อเนื่องจากการวางแผนทางการเงิน เมื่อมีแผนเราก็มองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น และเราต้องมองให้เห็นเป็นภาพว่าเมื่อเรามีเงินออมประมาณหนึ่งแล้วเราจะสามารถนำเงินนั้นไปลงทุนหรือต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างไร 3. ฝึกทำบัญชีรายรับรายจ่าย เจ้าบัญชีรายรับรายจ่ายนี้มีความสำคัญอย่างไร ทำไมทุกคนถึงขอบพูดถึงกันนัก หากคุณอยากรู้รู้ ลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองดูแล้วจะรู้ว่าดีอย่างไร เพราไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือเจ้าของกิจการ หรือคนทำธุรกิจขนาดไหนก็ตาม การทำบัญชีถือเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณจะมองเห็นภาพรวมและรายละเอียดค่าใช้จ่าย ผ่านการทำบัญชีของตัวเองในแต่ละวันแต่ละเดือน อีกทั้งยังสามารถจัดการหรือควบคุมรายรับ-รายจ่ายของตัวเองได้ดีมากขึ้นด้วย 4. ขจัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเมื่อทำบัญชีรายรับรายจ่ายเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นปรากฏในรายจ่ายของเรา จะว่าไปแล้วเราก็สามารถจัดการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนี้ออกไป โดยแปรเป็นเงินออมจะไม่ดีกว่าหรือ รายจ่ายที่ไม่จำเป็นก็อย่างเช่น ค่ากาแฟ ค่าเครื่องสำอางที่เราซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ เพราะซื้อมาตอนกำลังลดราคาเฉยๆ เป็นต้น 5. สรรหาวิธีออมเงินอย่างมีชั้นเชิง หลายคนมีเทคนิคทำเรื่องการออมให้เป็นเรื่องสนุกๆ ก็ดีนะคะ เช่น หักเศษเงินเดือนมาเป็นเงินออม หยอดกระปุกออมสินทุกวัน เก็บแบงก์ใหม่ บางคนก็อาจจะเลือกเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัท หรือเลือกนำเงินเก็บบางส่วนไปลงทุน วิธีเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีที่คุณสามารถทำได้ โดยเฉพาะวิธีหักเศษเงินเดือนมาเป็นเงินออม เช่น เงินเดือน 17,850 บาท หัก 850 บาท มาเป็นเงินออมก็ได้ค่ะ 6. หาแรงบันดาลใจในการออมบางคนนอกจากจะมีเป้าหมายแล้วก็จะมีวิธีอื่นๆ อย่างเช่น หาแรงบันดาลใจจากบุคคลตัวอย่าง หรือมีไอดอลที่ประสบความสำเร็จในการเก็บออม หรือหาแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับด้านการเงินการลงทุนโดยเฉพาะ ก็ถือเป็นเทคนิคการสร้างแรงบันดาลใจที่ดี และทุกๆ คนสามารถสรรหาแรงบันดาลใจนี้ได้ด้วยกันทั้งนั้นค่ะ เมื่อเราได้ศึกษาวิธีคิดวิธีทำของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราก็อาจจะเป็นแบบผู้ที่เขาลงมือทำจนสำเร็จได้ หากเรามีความมานะพยายามมากพอ 7. ลงมือทำอย่างจริงจังการพูดหรือคิดเพียงอย่างเดียวใครๆ ก็อาจทำได้ แต่การลงมือทำอย่างจริงจังและตั้งใจ จะมีสักกี่คนที่จะทำได้จริงๆ เราลองเต็มที่กับการออมเงินอย่างมีวินัยดูสักครั้ง เพื่อเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้เราสามารถเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีความมั่นคงได้ไม่แพ้ใคร ความจริงที่ว่ามนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่รายได้ค่อนข้างตายตัวในแต่ละเดือน แต่หากเรารู้จักเก็บออม ทุกๆ อาชีพที่มีรายได้รายเดือนก็สามารถมั่งคั่งได้ เพราะการเก็บออมมีความสำคัญมาก หากเราจะก้าวไปข้างหน้า หรือทำอะไรก็แล้วแต่ในยุคสมัยนี้จะต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ เราจึงต้องสร้างฐานะของเราให้มั่นคงด้วยการประหยัดอดออม และด้วยหัวใจที่พอเพียงค่ะ 

5 วิธีบังคับตัวเองให้ออมเงิน

เคยได้ยินหลายคนพูดว่า “ออมเองได้” จะว่าไปก็เป็นเรื่องดีนะครับถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่เท่าที่เห็นโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นมัก “ออมไม่ได้” อุตส่าห์ซื้อกระปุกมาอย่างสวย ใช้ได้ยังไม่ถึงครึ่งปี บางคนยังไม่ถึงเดือน ก็ต้องแงะเอามามาใช้เสียแล้ว ซึ่งคนที่เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ นั้น บอกเลยว่าไม่ควรที่เก็บเงินด้วยวิธีการเก็บแบบปกติทั่วๆ ไป เพราะคุณสามารถที่จะเก็บเงินได้แน่ๆ ดังนั้น หากคุณอยากเก็บเงินจริงๆ คุณควรเก็บเงินด้วยวิธีต่อไปนี้จะดีกว่า 1. ฝากประจำโดยการตัดเงินผ่านบัญชีโดยส่วนใหญ่แล้วมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมักจะไม่เหลือเงินเดือนซักเท่าไหร่ ซึ่งผมไม่ขอพูดแล้วกันว่าทำไม แต่ถ้าอยากจะเก็บเงินให้ดีจริงๆ แนะนำให้ใช้วิธีการตัดเงินผ่านบัญชีเพื่อฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำจะดีเป็นที่สุด รับรองได้ว่าเก็บได้แน่นอน แถมได้เงินปันผลจากการฝากอีกด้วย 2. ส่งประกันสังคมให้ครบถ้วนหากคุณไม่ใช้ข้าราชการ แต่ทำงานในบริษัทหรือห้างร้านต่างๆ ที่มีการจดทะเบียนและจ่ายเงินสนับสนุนประกันสังคมให้ คุณก็ควรที่จะหมั่นดูแลและส่งประกันสังคมให้ครบถ้วนและตรวจสอบประกันสังคมของคุณอยู่เสมอ อย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะมันเป็นสิทธิประโยชน์ที่คุณควรจะได้รับ 3. สะสมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นอีกหนึ่งวิธีการเก็บเงินที่ดีเป็นอย่างมาก เหมือนว่าได้เก็บเงินไว้เป็นบำนาญตอนเกษียณอายุงานให้กับตนเอง และถ้าให้ดีก็ให้หักผ่านบัญชีเงินเดือนไปเลย รับรองเก็บได้ครบไม่มีขาดอย่างแน่นอน และบั้นปลายชีวิตก็จะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงลำบากกับความไม่แน่นอน 4. ซื้อประกันชีวิตก็ดีนะอย่าไปมองประกันชีวิตในแง่ร้ายเสมอไป เพราะมันก็มีส่วนที่ดีของมันเหมือนกัน นอกจากจะสามารถช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้แล้ว ประกันชีวิตก็ยังให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและสามารถเป็นเงินเก็บให้คุณได้เช่นเดียวกันและยังสามารถซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญไว้เป็นเงินเก็บได้อีกด้วย 5. ลงทุนในกองทุนต่างๆการลงทุนในกองทุนต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณสามารถเก็บเงินได้และอีกอย่างมันยังสามารถเพิ่มเงินเพิ่มรายได้ให้กับคุณได้ด้วย แต่มันก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน ดังนั้น หากสนใจจริงๆ ก็ควรเลือกที่กองทุนที่มีความเสี่ยงน้อยๆ เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นต้น นอกจากนี้มันยังช่วยให้คุณให้สามารถประหยัดเงินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลได้ด้วย จากทั้ง 5 วิธีที่ได้กล่าวมานั้น แค่เพียงคุณทำได้เพียง 1 วิธี คุณก็สามารถเก็บเงินได้แล้ว แต่ถ้าทำได้ถึง 5 วิธี บั้นปลายชีวิตของคุณก็คงไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะมีเงินไว้ใช้หรือไม่ รับรองได้เลยว่าคุณจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขกายและสบายใจอย่างแน่นอน

4 คำตอบของคำถาม ทำไมต้องออมเงิน?

          เราถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยว่าการอดออมเงินเป็นสิ่งที่ดี เงินที่เหลือต้องหยอดกระปุก แต่ว่าดีอย่างไรล่ะ? หลายคนมีแนวคิดว่าควรใช้ชีวิตให้สุขที่สุด เงินทองเป็นของนอกกายหมดแล้วก็หาใหม่ได้ แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าชีวิตของคนเราอาจเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันไม่ทันได้ตั้งตัวหรือคาดคิดเอาไว้ล่วงหน้า ดังนั้น “เงินออม” นี่เองคือแผนสำรองของชีวิตที่ไม่ได้คาดคิดของคุณ เงินก้อนนี้จะเป็นอะไรได้บ้างมาดูกัน เงินค่ารักษาพยาบาล          ความเจ็บป่วยมักมาเยือนร่างกายของคุณโดยไม่ขออนุญาติเสมอ นึกจะมาก็มาและไม่ยอมไปง่าย ๆ เสียด้วย หากคุณเป็นไข้หวัด ทานยาพาราเซตามอลสักแผงแล้วนอนพักสักหน่อยก็หายดีแต่หากคุณเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งล่ะ มีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้วเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่จากไปด้วยโรคร้ายแม้อายุยังน้อย เป็นสิ่งที่เตือนเราว่าชีวิตไม่แน่นอนและโรคภัยไข้เจ็บไม่เข้าใครออกใคร รวมถึงอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันแม้คุณอยู่บนความไม่ประมาทและมีสติอยู่เสมอแต่ก็อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันจากความประมาทของผู้อื่นได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณมีเงินอออมที่สามารถนำมาใช้ในยามฉุกเฉิน ก็จะทำให้คุณบรรเทาอาการทุกข์กายและไม่ทุกข์ใจได้ด้วย และเงินก้อนนี้อาจเป็นประโยชน์หากมีคนที่คุณรักหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วยอีกด้วยภาพจาก Freepik.com เงินสำรองยามว่างงาน          หลายคนโชคดีได้ทำงานในบริษัทที่มั่นคงแต่หลายคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พิษเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลงไป คนหลายพันคนว่างงานทันที เงินออมที่คุณมีขณะนั้นจะเป็นทุนสำรองในการประทังชีวิตและใช้จ่ายขณะหางานใหม่ซึ่งอาจไม่ง่ายและใช้เวลามากกว่าที่คุณคิดก็เป็นได้ ภาพจาก Freepik.com เงินสำหรับศึกษาต่อ          ชีวิตทุกคนต้องเดินไปข้างหน้าและต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ หลังจากคุณเริ่มทำงานแล้วและตั้งเป้าหมายว่าคุณต้องไปไกลกว่าเดิม การเรียนต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิจะทำให้คุณมีคุณสมบัติในตำแหน่งที่สูงขึ้นและก้าวหน้าในหน้าที่การงานแต่ถ้าที่ผ่านมาคุณเผาเงินเดือนไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นล่ะ คุณจะหยิบยืมพ่อแม่หรือหากคุณมีงานที่สร้างรายได้แล้วดังนั้น หากคุณเริ่มอดออมเสียแต่วันนี้ เงินออมสำหรับเตรียมศึกษาต่อนี้จะเป็นบันไดอีกขั้นที่จะทำให้คุณก้าวสูงขึ้นไปหาความมั่งคั่งภาพจาก Freepik.com ลงทุนเพื่อเตรียมเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณ          เป็นเรื่องจริงที่คนหนุ่มสาวในสมัยนี้เตรียมวางแผนที่จะเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณหรือหลังจากหมดวัยทำงานแล้วนั่นเอง หากคุณไม่ได้ทำงานราชการหรือทำงานในบริษัทที่มีสวัสดิการที่รวมถึงเงินบำนาญล่ะก็ คุณต้องสร้างเงินบำนาญของตัวคุณเองด้วยการอดออมหรือนำไปลงทุนระยะยาวเพื่อเก็บดอกผลไว้ใช้ยามแก่เฒ่า คุณอาจคิดว่าอย่างไรแก่ตัวไปครอบครัวต้องดูแล อย่าลืมว่าเรื่องไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นจงคิดเสียตั้งแต่วันนี้ วางแผนและลงมือทำมันด้วยตัวของคุณองดีกว่าภาพจาก Freepik.com           “เงินออม” นี้นอกจากสามารถเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หรือเมื่อจำเป็นแล้ว คุณอาจวางแผนออมเงินระยะสั้นเพื่อสิ่งที่อยากได้หรือการท่องเที่ยว ใช้เงินออมที่เป็นเงินของคุณเองนั้นดีกว่าใช้เงินในอนาคตที่ต้องเสียดอกเบี้ยนะคุณเชื่อเถอะ  

5 ข้อเตือนตนเองให้ออมเงินเพื่ออนาคตของตนเอง

         ทุกวันนี้ คนเรามักใช้เงินกันอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน อยากจะซื้อก็ซื้อ อยากจะใช้ก็ใช้ พอวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่ต้องใช้เงินขึ้นมากลับไม่มีเงิน ก็เลยมานั่งเสียใจคิดย้อนกลับไป แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมา ดังนั้น ในระหว่างที่ชีวิตยังไม่เจอกับเหตุการณ์วิกฤตด้านการเงินก็ควรเตือนสติตนเองให้ออมเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในตอนที่จำเป็นจะดีกว่าไหม ถ้าคิดว่าดี งั้นลองมาดูข้อเตือนสติตนเองเพื่อการออมเงินเก็บไว้ใช้ในตอนที่จำเป็นในอนาคตกันดีกว่า 1. เผื่อว่าเจ็บป่วยการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะเราเป็นมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ แล้วในการรักษาการเจ็บป่วยนั้นมันต้องใช้เงิน แล้วถ้าเราไม่มีเงินมันจะเป็นอย่างไร เราอาจจะต้องเจ็บป่วยต่อไปและตายไปในที่สุดเหรอ เพราะฉะนั้น ออมเงินไว้เถอะเผื่อว่าวันหนึ่งอาจเจ็บป่วยขึ้นมาจริงๆ 2. เผื่อว่าตกงานหรือขาดรายได้ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ทำงานอยู่ดีๆ อาจจะถูกเลิกจ้างงานก็ได้ หรือทำมาค้าขายมันก็ไม่ได้ดีอยู่เสมอ ดังนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะออมเงินเก็บไว้ใช้เผื่อว่าเราต้องตกงาน หรือจะดีกว่าไหมถ้าเราจะออมเงินไว้ใช้ในตอนที่เราค้าขายไม่ดี แน่นอนครับว่ามันต้องดีกว่าอย่างแน่นอน คงไม่มีใครอยากที่จะอดอยากปากแห้งแน่ๆ ดังนั้น ออมเงินเก็บเงินไว้บ้างเถอะครับ 3. เพื่อพ่อแม่คนเราไม่ได้เกิดมาจากบ้องไม้ไผ่ ทุกคนล้วนมีพ่อมีแม่กันทั้งนั้น และที่โตมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะพ่อแม่เป็นหลัก ไม่ใช่ตัวเราเอง แล้วเราไม่คิดที่จะตอบแทนบุญคุณเหล่านั้นเลยหรือไง หากไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญู คุณก็ควรที่เก็บเงินเพื่อไว้ใช้ดูแลพ่อแม่ของคุณด้วย เหมือนที่ช่วงเวลาหนึ่งเค้าเคยได้เลี้ยงดูคุณจนกระทั่งเติบโตขึ้นมา 4. เพื่อลูกหากคุณไม่มีลูกก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณมี คุณคิดจะรับผิดชอบชีวิตลูกของคุณแค่ไหน อยากให้เค้ามีชีวิตที่ดี อนาคตและการศึกษาที่ดีหรือไม่ หากคุณต้องการ คุณก็ควรที่จะเก็บเงินเอาไว้ เพราะอนาคตที่ดีของลูกคุณมันก็ต้องแลกมาด้วยเงินจำนวนไม่น้อยเช่นกัน 5. เพื่อบั้นปลายชีวิตสังขารนั้นไม่เที่ยง วันนี้เราอาจจะทำงานไหวแต่แน่นอนเมื่อแก่ตัวไปมันคงทำอะไรไม่ไหวเหมือนเดิม แล้วจะดีกว่าไหมถ้าคุณมีเงินเก็บไว้ใช้ในตอนนั้น และยิ่งถ้าไม่มีลูกหลานมาคอยดูแลหรือไม่อยากให้เป็นภาระสำหรับลูกหลาน ก็ควรที่จะเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้เพื่อที่ว่าบั้นปลายชีวิต จะได้ไม่ต้องมาลำบาก จากทั้ง 5 ข้อเตือนที่ได้กล่าวมานั้น คุณคงได้คิดอะไรมากขึ้นแน่ๆ และผมเชื่อเหลือเกินว่า คุณก็คงคิดได้แล้วว่า คุณต้อง “ออมเงิน” เพื่อชีวิตและอนาคตที่ไม่แน่นอนของตัวคุณเอง

5 เทคนิคของนักออมขั้นเทพ

                พวกเราถูกปลูกฝังให้มีนิสัยอดออมกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย ด้วยการได้รับของขวัญเป็นกระปุกออมสินไว้หยอดเงินที่เหลือจากค่าขนมที่ได้รับในแต่ละวัน เมื่อเราเติบโตขึ้นหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป มีความต้องการและมีความจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นตามไปด้วย หรือมีวิถีชีวิตที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่เอาซะเลย ดังนั้นต้องหาเทคนิคการออมกันสักหน่อยจะได้มีเงินเก็บกับเขาสักที ทำได้บางข้อก็ได้ ทำได้ทุกข้อยิ่งดี 1. เปิดบัญชีฝากประจำแบบห้ามถอน                เปิดบัญชีฝากประจำขึ้นมาสักหนึ่งบัญชีที่มีเงื่อนไขว่าห้ามถอนจนกว่าจะถึงกำหนดที่ตกลงในเงื่อนไข อาจเริ่มที่เงินฝากจำนวนน้อยเพื่อฝึกร่างกายให้เคยชินก่อน หากเป็นไปได้ด้วยดีหลังจากนั้นค่อยเก็บมากขึ้นในรอบถัดมา เพื่อบังคับตนเองไม่ให้เอาเงินที่ตั้งใจอดออมมาใช้นั่นเองภาพจาก Freepik.com 2. เก็บธนบัตรใบละ 50 & 500 หยอดกระปุก                ต้องแข็งใจกันหน่อยเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้รับเงินทอนเป็นธนบัตรใบละ 50 บาทและ 500 บาทให้บังคับ เอามือซ้ายมาจับมือขวาบังคับเอาไปหยอดกระปุกหมูสุดรักเอาไว้ วิธีนี้เป็นวิธีที่ออกจะหักดิบสักหน่อยแต่ถ้าคุณรักษาสัญญากับตัวเองนอกจากได้เป็นการฝึกนิสัยอดออมแล้วในที่สุดคุณจะพบว่าธนบัตรใบละ 50 และ 500 ในกระปุกหมูของคุณนั้นมีเงินจำนวนไม่น้อยเลย 3. Say No กับเพื่อน ๆ เสียบ้าง                เพื่อเพื่อนเต็มร้อยเสมอ ชวนไปไหนก็ไปกันสังสรรค์ทานข้าว ดื่มแอลกอฮอล์กันรัว ๆ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งมิตรภาพและความสนุกสนานแต่ถ้าเงินไม่พอใช้ถึงปลายเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลังขึ้นมาก็เป็นความทุกข์ดี ๆ นี่เอง ดังนั้นควรตั้งเป้าความถี่ในการไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ให้เหมาะสมเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการพบปะสังสรรค์ไม่ให้บานปลาย ไม่ได้บอกว่าไม่ควรไปนะเพราะเพื่อนที่ดีก็จะนำพาคุณไปพบสิ่งที่ดีเสมอภาพจาก Freepik.com 4. ไม่ควรให้คนอื่นหยิบยืมเงิน            เสียเพื่อน แตกหักมองหน้าไม่ติดกันมามากแล้วกับการให้หยิบยืมเงินแล้วผิดสัญญา คืนช้า หรือหายหน้าไม่คืนเงินกันเลยก็มี ดังนั้นนอกจากคนในครอบครัวที่ได้เจอกันทุกวันแล้ว หากเพื่อนหรือคนรู้จักมาขอหยิบยืมเงินจำนวนมาก ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเงินที่คุณตั้งใจอดออมไว้ใช้ในอนาคตหรือยามฉุกเฉินของคุณเอง ให้แข็งใจแล้วปฏิเสธไปเลย หรืออาจให้เหตุผลที่ฟังขึ้นแก่คนที่มาขอยืมว่า “ให้พ่อแม่หมดแล้ว” , “นำเข้าบัญชีฝากประจำหมดแล้ว ถอนไม่ได้” แนะนำให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงความจำเป็นในการใช้เงินของผู้ที่มาขอหยิบยืมด้วยนะ 5. ท่องไว้ “ไม่อยากได้หนอ ไม่ซื้อหนอ”                สิ่งที่ยากที่สุดคือการหักห้ามใจต่อสิ่งยั่วยวนที่อยู่ตรงหน้านั่นเอง แต่ละคนมีสิ่งที่สนใจแตกต่างกันไปและมักห้ามใจไม่ค่อยเผลอใจซื้อของนั่น นี่ นู่น มาเพิ่มจนหมดตัวโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่าง ผู้หญิงก็มักจะหมดเงินกับเครื่องสำอางค์และความสวยงาม ผู้ชายก็อาจหมดกับการแต่งรถยนต์หรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบได้ ดังนั้นหากห้ามใจไม่ซื้อไม่ได้จริง ๆ ควรตั้งงบต่อเดือนเอาไว้ว่าต้องใช้ไม่เกินวงเงินนี้ เช่น ห้ามซื้อเครื่องสำอางค์และเสื้อผ้าเกินเดือนละ 3,000 บาทถ้าเกินให้ซื้อได้เดือนหน้า คุณอาจต้องทำรายรับรายจ่ายควบคู่ไปกับการควบคุมรายจ่ายด้วย ทีนี้แหละคุณจะได้เงินออมเป็นกอบเป็นกำแน่นอนภาพจาก freepil.com                 นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายในการใช้เงินออมก้อนนี้อาจเพื่อการศึกษาหรือท่องเที่ยวก็จะช่วยให้เรามีกำลังใจในการออมมากขึ้น การออมเงินนั้นที่จริงก็ไม่ยาก ถ้าเริ่มทำได้สักหนึ่งข้อรับรองมีเงินเก็บแน่นอน

4 วิธีคุมรายจ่ายเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า

“เงินทองเป็นของนอกกายไม่ตายก็หาได้” แต่ถ้าหาได้ไม่พอกับรายจ่าย อันนี้คุณอาจจะตายหรือเดือดร้อนได้นะครับ ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วก็มักจะหากันได้ไม่พอกับรายจ่ายกันทั้งนั้น ดังนั้น เราจึงควรที่คุมรายจ่ายให้น้อยลงเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าให้พอใช้จ่ายจะดีกว่าไหม จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวและเหน็ดเหนื่อยกับการต้องการหาเงินเพิ่มหรือหางานเสริมทำ งั้นเรามาดูวิธีการคุมรายจ่ายเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋ากันดีกว่า 4 วิธีคุมรายจ่ายเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า 1. ใช้เท่าที่จำเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เงินไม่พอใช้จ่ายและไม่สามารถประหยัดเงินในกระเป๋าได้ก็คือ เราใช้เกินความจำเป็น หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่จำเป็นเราก็มักจะเสียเงินเพื่อซื้อมันมา ซึ่งถ้าเราสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ได้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่า มีเงินเหลือพอใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นแน่ๆ แถมยังเหลือเงินสำหรับเก็บออมเอาไว้ใช้จ่ายในยามที่จำเป็นจริงๆ อีกด้วย 2. อย่าเห็นแก่ของแถมหรือเห็นว่าถูกดีแล้วจึงซื้อข้อนี้ก็สอดคล้องไปกับข้อแรก บางครั้งเราเห็นว่ามันแถมหรือเห็นว่ามันถูกดี เราก็เลยเลือกที่จะซื้อสินค้าและบริการนั้นๆ โดยที่หลายๆ ครั้งที่เราตัดสินใจซื้อนั้น มันไม่ใช่ความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย แต่เพียงแค่เราเห็นว่าเค้าแถมฟรีหรือราคาถูกดีเราก็เลยซื้อ การตัดสินใจแบบนี้เป็นอะไรที่ผิดอย่างมหันต์ เพราะมันจะทำให้สูญเสียเงินในกระเป๋าไปโดยไร้ความจำเป็นแบบสุดๆ 3. อยากได้อะไรให้เก็บเงินเอาของบางอย่างนั้นมันมีมูลค่าค่อนข้างสูง หากคุณใช้จ่ายเงินเดือนของคุณทั้งหมดเพื่อซื้อของที่ราคาสูง รับรองได้เลยว่า เงินคุณไม่พอใช้จ่ายแน่ๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่า อย่าไปซื้อซะทีเดียว เพราะบางครั้งมันก็เป็นความสุขทางใจและความจำเป็นในชีวิตจริงๆ แต่...ขอให้คุณเลือกที่จะค่อยๆ เก็บสะสมเงินเพื่อซื้อจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ตลอดทั้งเดือนจนต้องไปสร้างหนี้สิน 4. อย่าเฮโลตามกระแสอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราเสียเงินในกระเป๋าโดยไม่จำเป็น ก็คือพฤติกรรมความอยากตามกระแสของเรา เห็นคนอื่นเค้าซื้ออะไรเราก็อยากจะซื้อ เห็นคนไปเที่ยวไหนเราก็อยากจะไปด้วย เห็นอะไรออกมาใหม่ก็ต้องอัพเดตตามเทรนด์ให้ทัน หากคุณต้องการที่จะทำอย่างนั้น คุณควรจะต้องเป็นคนที่หาเงินได้ค่อนข้างเยอะถึงเยอะมาก ไม่ใช่เป็นเพียงแค่มนุษย์เงินเดือนหลักหมื่นต้นๆ แล้วอยากเฮโลตามกระแสอย่างคนอื่นเค้า ถ้าคุณทำแบบนั้น คุณจะไม่เหลือเงินในกระเป๋าของคุณเลย จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น หากคุณทำได้ รับรองได้เลยว่า คุณจะสามารถลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปได้เป็นอย่างมากและทำให้คุณเหลือเงินในกระเป๋าเพื่อนำไว้ใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าได้อีกมากมาย

ฉลาดใช้เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต

            เมื่อเข้าสู่วัยทำงานและทำงานไปได้สักระยะจนมีรายได้ที่มั่นคง เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องได้รับข้อเสนอจากตัวแทนของธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อเปิดบัตรเครดิตให้และรับวงเงินสินเชื่อที่คุณสามารถนำไปใช้ในการจับจ่ายซื้อสิ่งของที่ต้องการได้ก่อนและสามารถผ่อนชำระกับธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตได้ภายหลัง รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์ของผู้ถือบัตรเครดิตจากร้านค้าและร้านอาหาร                หลายคนมองว่าการถือบัตรเครดิตก็เปรียบเสมือนกับการแบกหนี้ก้อนโตเอาไว้กับตัว เพราะเงินจากบัตรเครดิตคือเงินจากอนาคตที่มาพร้อมดอกเบี้ยคุณต้องเสียเพิ่ม แต่อาจไม่จริงเสมอไปก็ได้ หากเราฉลาดใช้และควบคุมความต้องการของตนเองได้ รวมถึงบริหารเงินสดและการใช้บัตรให้เหมาะสม เจ้าบัตรเครดิตนี้ก็มีประโยชน์มากทีเดียว!มองหาโปรโมชั่น 0%            และแล้วก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่แล้วหลังจากเครื่องเก่าพังไม่เป็นท่า แต่ว่าถ้าเรานำเงินเก็บที่มีมาซื้อโทรศัพท์เดือนนี้ต้องอยู่อย่างขัดสนแน่นอน ลองสอบถามเจ้าหน้าที่ร้านค้าสักหน่อยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่คุณจำเป็นต้องซื้อนั้นเข้าร่วมโปรโมชั่นผ่อนชำระ 0%  หรือไม่? โปรโมชั่น 0% ก็หมายถึงการใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าในราคาเต็มและสามารถผ่อนชำระกับธนาคารเจ้าของบัตรได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยสักบาท เพียงแต่คุณต้องผ่อนชำระให้ตรงวันที่นัดหมายอย่าเกเรเท่านั้นเอง ซึ่งสินค้าที่มีราคาสูงส่วนใหญ่มักเข้าร่วมโปรโมชั่นกับธนาคารต่าง ๆ อยู่เสมอซึ่งช่วยให้คุณไม่ต้องนำเงินเก็บมาใช้ในครั้งเดียวภาพจาก Freepik.com วางแผนก่อนใช้บัตรเครดิต                ก่อนใช้บัตรเครดิตทุกครั้งคุณต้องแน่ใจว่า เมื่อถึงกำหนดชำระคุณจะสามารถนำเงินมาชำระหนี้ได้ตรงเวลาและชำระได้มากที่สุดเพื่อเสียดอกเบี้ยจ่ายให้น้อยที่สุด จริงอยู่คุณอาจจำเป็นต้องรูดซื้อสินค้าที่มีราคาสูงกว่าเงินเดือนที่คุณจะได้รับตอนปลายเดือนแต่คุณต้องคิดคำนวณแล้วว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ แล้วคุณยังมีเงินสดเหลือพอที่จะชำระบัตรเครดิตได้มากกว่ายอดขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด หรือถ้าคุณสามารถชำระได้ทั้งจำนวนยิ่งดีใหญ่เพราะฉะนั้นต้องวางแผนก่อนใช้บัตรนะภาพจาก Freepik.com รับสิทธิประโยชน์ที่ร้านอาหารร้านโปรดเมื่อคุณเดินผ่านหน้าร้านอาหารร้านโปรดแล้วเห็นป้ายโปรโมชั่นลดราคา 20 % ทำให้คุณถึงกับชะงักเพื่ออ่านต่อแล้วพบว่าส่วนลดนี้เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิตธนาคารนี้เท่านั้น จะเห็นว่าหลายร้านอาหารเข้าร่วมโปรโมชั่นกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อมอบส่วนลดให้แก่ผู้ถือบัตร รวมไปถึงโรงแรม โรงภาพยนต์ ศูนย์บริการซ่อมรถก็มีส่วนลดของบัตรเครดิตเป็นช่วง ๆ อีกด้วย บางครั้งคุณอาจได้เป็นโปรโมชั่น 1 แถม 1 หรือใช้แต้มสะสมเพื่อแลกรับอาหารหรือบริการไปฟรี ๆ เลยก็ได้ ถ้าไม่ได้ถือบัตร ไม่ได้นะเนี่ยภาพจาก Freepik.com ขอลดค่าธรรมเนียมบัตร                แหมใครจะให้เราหยิบยืมเงินหรือนำบัตรไปรับส่วนลดฟรี ๆ แน่นอนว่าหลายธนาคารเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บัตรรายปีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันต่อปี ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่าเราสามารถขอลดค่าธรรมเนียมเหล่านี้ หรือขอไม่จ่ายเลยก็ได้เพียงแต่คุณมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรถึงกำหนดตามระเบียบของแต่ละธนาคาร และเมื่อพบค่าธรรมเนียมรายปีในใบแจ้งหนี้ให้โทรติดต่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารเพื่อขอลดทันที เพราะฉะนั้นแม้บางคนอาจไม่มีเรื่องจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตเท่าไหร่แต่ควรใช้สักเดือนละครั้งสองครั้งเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการลดค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรนะ มีบางธนาคารที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมบัตรตลอดชีพซึ่งสามารถสอบถามกับตัวแทนผู้ให้บริการบัตรเครดิตได้ภาพจาก Freepik.com                 นอกจากรับสิทธิประโยชน์จากบัตรแล้วการมีวงเงินพร้อมใช้ไว้ในกรณีฉุกเฉินหากมีบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วยหรือต้องซ่อมรถราเพื่อนำมาใช้งานก็ช่วยให้คุณไม่ต้องวิ่งวุ่นหาเงินมาใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยนะ 

ภาษีเงินได้ ลดหย่อนได้ อย่าลืมใช้สิทธิ์

          พอบอกว่าต้องเสียภาษีเงินได้ หลายๆ คนก็คงต้องกุมขมับนั่งปวดหัว เพราะบางทีรายจ่ายในชีวิตก็เยอะแยะเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าจะมีเงินพอให้เสียภาษีหรือไม่ ผมขอบอกก่อนเลยว่า อย่าพึ่งปวดไปครับ เพราะที่จริงแล้ว เราสามารถที่จะหักลดหย่อนภาษีได้ค่อนข้างเยอะ หักไปหักมาบางทีเราอาจจะไม่ต้องเสียภาษีเลยก็ได้ แถมอาจจะได้ภาษีคืนซะด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น เราควรที่จะรู้ถึงสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีของเรา ว่าสามารถที่จะหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะได้ไม่เสียสิทธิ์นั้นครับ 15 รายการที่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้  หักค่าจ่ายที่จำเป็นหรือค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวัน 50% ของรายได้ต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (หลักเกณฑ์ใหม่) หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (หลักเกณฑ์ใหม่) หากคู่สมรสไม่มีรายได้ เช่น มีภรรยาเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก เราสามารถที่จะหักลดหย่อนภาษีได้อีก 60,000 บาท (หลักเกณฑ์ใหม่) หากมีบุตร เราสามารถที่หักลดหย่อนภาษีได้อีก 30,000 บาทต่อคน (หลักเกณฑ์ใหม่) และสามารถหักหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท แต่สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน และสามารถหักลดหย่อนได้จนบุตรอายุครบ 20 ปี แต่ถ้าบุตรศึกษาในระดับ ปวส. และปริญญาตรีต่อ ก็ยังสามารถหักลดหย่อนได้จนบุตรเรียนจบหรืออายุครบ 25 ปี ค่าอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ หากพ่อแม่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เราสามารถที่หักลดหย่อนให้พ่อและแม่ได้คนละ 30,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ หากเราอุปการะคนพิการที่ขึ้นทะเบียนคนพิการ เราสามารถที่จะนำมาใช้เพื่อหักลดหย่อนภาษีได้อีกคนละ 60,000 บาท ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา สามารถลดหย่อนได้ตามจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน ค่าเบี้ยประกัน โดยถ้าเป็นประกันชีวิต สามารถหักลดหย่อนได้สูงสุด 10,000 บาท และถ้ามีคู่สมรสที่ไม่มีรายได้จะสามารถหักลดหย่อนได้สูงสุดถึง 100,000 บาท ส่วนถ้าเป็นประกันชีวิตแบบบำนาญจะสามารถหักลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ในแต่ละปีแต่ไม่เกิน 200,000 บาท เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สามารถหักลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของรายได้พึ่งประเมินต่อปี และจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของ RMF ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สามารถหักลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของรายได้พึ่งประเมินต่อปีและสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของ LTF ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย สามารถหักลดหย่อนได้ตามจริงแต่รวมกันแล้วไม่เกิน 100,000 บาท เงินสมทบกองทุนประกันสังคม สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง เงินสะสมที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เงินบริจาค หากมีการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาหรือบริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ สามารถหักลดหย่อนได้ตามจริงหรือสูงสุดร้อยละ 10 ของรายได้พึ่งประเมินต่อปี เป็นไงบ้างครับ เราสามารถหักลดหย่อนได้เยอะอยู่นะครับ อย่างที่ได้บอกเอาไว้ในข้างต้น หักไปหักมาแล้วอาจไม่ต้องจ่ายเลยเสียด้วยซ้ำไป ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีรายได้พึ่งประเมินต่อปีไม่มากด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องกังวลเลยครับ เพราะคุณคงไม่ต้องจ่ายชัวร์ๆ อยู่แล้ว  

ภาษีเงินได้ คือ อะไร ? และใครบ้างที่ต้องจ่าย

          ภาษีเป็นสิ่งที่เราต้องเจออยู่ตลอดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเราจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะถูกหรือว่าจะแพง ทุกอย่างที่เราจ่ายเงินซื้อไปล้วนแล้วแต่มีภาษีอยู่ด้วยเกือบทั้งสิ้น และเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราหามาได้นั้น ตามกฎหมายแล้ว เราก็ต้องเสียภาษีอีกด้วย ซึ่งเราเรียกภาษีนั้นว่า “ภาษีเงินได้” ซึ่งถ้าหากคุณยังไม่รู้จักเจ้าภาษีเงินได้ ผมแนะนำให้คุณอ่านบทความนี้เลย เพราะบทความนี้จะช่วยให้คุณได้รู้จักกับภาษีเงินได้มากขึ้น และคุณจะได้รู้ด้วยว่า คุณจะต้องเสียภาษีเงินได้ด้วยหรือไม่ ภาษีเงินได้ คือ อะไร ภาษีเงินได้ คือ “เงินส่วนหนึ่งจากรายได้ของเราที่ต้องจ่ายให้กับรัฐหรือประเทศ” หากเงินที่เราได้มาเข้าเงื่อนไขของการเสียภาษีเงินได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็เข้าเงื่อนไขของการเป็นเงินได้ทั้งนั้น เนื่องจากอยู่ดีๆ คงไม่มีใครได้เงินมาเฉยๆ เป็นแน่ ดังนั้น จึงพอจะบอกได้ว่า หากคุณได้รับเงินมาจากการทำงาน การค้าขาย การรับจ้าง การทำธุรกิจและอื่นๆ คุณก็จะต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ถึงแม้ว่าคุณจะต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ก็ใช่ว่าคุณจะต้องเสียจากทั้งหมดที่คุณหามาได้ คุณสามารถที่จะหักลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งพอถึงเวลาจริงๆ แล้วคุณอาจจะไม่ต้องเสียเลยก็เป็นได้ อีกทั้งยังอาจขอคืนภาษีจากรัฐได้อีกด้วย ใครบ้างที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า “ทุกคน” ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จำเป็นจะต้องเสียภาษีเงินได้กันทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น หากไม่จ่ายจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งบุคคลที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้นั้นมีดังต่อไปนี้ ผู้ที่มีรายได้จากการจ้างแรงงานหรือลูกจ้าง ผู้ที่มีรายได้จากการทำธุรกิจการค้าหรือพ่อค้าแม่ค้า ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้ถูกแบ่งก่อนเสียชีวิต ห้างหุ้นส่วนสามัญ บริษัท หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล วิสาหกิจชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน หลายๆ คนอาจชะล่าใจ ไม่สนใจที่ยื่นภาษีเงินได้ เพราะเห็นว่าไม่น่าเป็นอะไร ซึ่งนั้นเป็นความคิดและการกระทำที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างมาก อาจจะถูกในตอนที่ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากรัฐมีการตรวจสอบแล้วละก็ คุณอาจจะต้องกลายเป็นคนทำผิดกฎหมายและอีกอย่าง คุณอาจจะต้องเสียภาษีย้อนหลังอีกด้วย ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนมีรายได้น้อยก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคุณมีรายได้เยอะ คุณคงได้จ่ายไม่ใช่น้อยเลยแน่ๆ ดังนั้น อย่าละเลยที่จะยื่นภาษีเงินได้ เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวทีหลังกับมัน

รวมดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารสีเขียว สีม่วง สีฟ้า สีส้มและสีน้ำเงิน ณ.วันที่ 21 มกราคม 2560

          คนรุ่นใหม่หลายคนเริ่มวางแผนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง ซึ่งโชคดีที่โลกของเรากว้างขึ้นด้วยอินเตอร์เน็ตที่เหมือนหน้าต่างของโลกใบใหญ่ที่ช่วยให้เราเรียนรู้วิธีการสร้างความมั่งคั่ง และเชื่อว่าหนึ่งในแผนสำหรับอนาคตของหลาย ๆ คน คือการมีเงินออมสักก้อนไว้ใช้ในยามเจ็บป่วยหรือเมื่อถึงวัยเกษียณ ดังนั้นการเก็บเงินออมไว้กับธนาคารที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุดแก่คุณจะช่วยให้เงินออมที่คุณเริ่มเก็บวันละเล็กละน้อยวันนี้กลายเป็นเงินก้อนโตในอีกหลายปีให้หลัง โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะมีการปรับเปลี่ยนตลอด ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ ค่าเงินและกฏหมายสำหรับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง แต่ละธนาคารต่างพยายามมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการกับธนาคารของตนเอง หน้าที่ของคุณคือทำแบบสำรวจ วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลบางส่วนมาให้คุณแล้วภาพจาก Freepik.com ธนาคารสีเขียวหรือธนาคารกสิกรไทย          “ธนาคารกสิกรไทย” เป็นอีกหนึ่งธนาคารชั้นนำของประเทศไทย ที่มีการพัฒนาตลอดเวลา ช่วยให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย ทำให้กลายเป็นธนาคารประจำบ้านและสถาบันการเงินที่หลายองค์กรเลือกใช้          ข้อมูลอ้างอิง:  www.kasikornbank.com อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (ร้อยละต่อปี) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2560 สำหรับบุคคลธรรมดา เงินฝากออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย 0.50% เงินฝากประจำ 3 เดือน “วงเงินน้อยกว่า 3.0 ล้านบาท” และ วงเงินตั้งแต่ 3.0 ล้านบาทแต่ไม่ถึง 10.0 ล้านบาท” อัตราดอกเบี้ย 0.90% เงินฝากคล่องตัว ครอบครัวอุ่นใจ “วงเงินตั้งแต่ 0.009 ล้านบ้านแต่ไม่เกิน 1.0 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1.25% เงินฝากทวีทรัพย์ 24 เดือน “วงเงิน 500-25,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2.25%ธนาคารสีม่วงหรือธนาคารไทยพาณิชย์            อีกหนึ่งธนาคารที่มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ เสมอ ทำให้มีหลายคนและหลายองค์กรเป็นลูกค้าประจำของธนาคารสีม่วง           ข้อมูลอ้างอิง www.scb.co.th  อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (ร้อยละต่อปี) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2560 สำหรับบุคคลธรรมดา เงินฝากออมทรัพย์ แบบไม่มีสมุดคู่ฝาก (E Passbook) และแบบมีสมุดคู่ฝาก อัตราดอกเบี้ย 0.50% เงินฝากประจำ 3 เดือนแบบไม่มีสมุดคู่ฝาก (E Passbook) อัตราดอกเบี้ย 1% และแบบมีสมุดคู่ฝาก อัตราดอกเบี้ย 0.90% เงินฝากประจำ 36 เดือนแบบไม่มีสมุดคู่ฝาก (E Passbook) อัตราดอกเบี้ย 1.70% และแบบมีสมุดคู่ฝาก อัตราดอกเบี้ย 1.60% เงินฝากประจำพิเศษ 22 เดือน “วงเงินตั้งแต่ 10,000 บาท” อัตราดอกเบี้ย 1.70% แบบผูกพัน (24 เดือนขึ้นไป) เงินฝากโบนัส 24 เดือน แบบไม่มีสมุดคู่ฝาก (E Passbook) อัตราดอกเบี้ย 2.35% และแบบมีสมุดคู่ฝาก อัตราดอกเบี้ย 2.25% แบบผูกพัน (24 เดือนขึ้นไป) เงินฝากโบนัส 36 เดือน แบบไม่มีสมุดคู่ฝาก (E Passbook) อัตราดอกเบี้ย 2.60% และแบบมีสมุดคู่ฝาก อัตราดอกเบี้ย 2.50%ภาพจาก Freepik.com ธนาคารสีฟ้าหรือธนาคารกรุงไทย           “ธนาคารกรุงไทย” เป็นธนาคารที่อยู่เคียงข้างคนไทยมานาน และได้มีการปรับภาพลักษณ์ให้สดใสร่วมสมัยรวมมถึงใช้เทคโนยเข้ามาอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าองค์กรและลูกค้าบุคคล ซึ่งยังคงให้ความไว้วางใจธนาคารกรุงไทยเช่นเดิม           ข้อมูลอ้างอิง http://www.ktb.co.th/ktb/th/rates.aspx?cid=&month=12&year=2016 ดอกเบี้ยเงินฝาก (ร้อยละต่อปี) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2559 สำหรับบุคคลธรรมดา เงินฝากออมทรัพย์ แบบไม่มีสมุดคู่ฝากและแบบมีสมุดคู่ฝาก อัตราดอกเบี้ย 0.50% เงินฝากประจำ 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 0.90% เงินฝากประจำ 36 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1.60% เงินฝาก KTB ZERO TAX MAX “ระยะเวลาฝาก 24 เดือน” อัตราดอกเบี้ย 2.45% เงินฝากประจำตามใจ “ระยะเวลาฝาก 301-365 วัน” อัตราดอกเบี้ย 1.35%ธนาคารสีส้มหรือธนาคารธนชาติ           อีกหนึ่งธนาคารที่มาแรงและมีการทำการตลาดอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เป็นที่รู้จักขององค์กรและบุคคลทั่วไป รวมถึงมีสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นโดน ๆ ให้กับลูกค้าของธนาคารไม่เคยขาด           ข้อมูลอ้างอิง www.thanachartbank.co.th  ดอกเบี้ยเงินฝาก (ร้อยละต่อปี) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 สำหรับบุคคลธรรมดา เงินฝากออมทรัพย์มีระดับ “วงเงินฝากน้อยกว่า 1.0 แสนบาท” อัตราดอกเบี้ย 0.20% เงินฝากออมทรัพย์ “วงเงินฝาก น้อยกว่า 3.0 หมื่นบาท” อัตราดอกเบี้ย 0.20% เงินฝากออมทรัพย์คุ้มค่า “วงเงินฝาก น้อยกว่า 5.0 หมื่นบาท” อัตราดอกเบี้ย 0.60% เงินฝากประจำ 3 เดือน “วงเงินฝากน้อยกว่า 5.0 ล้านบาท” อัตราดอกเบี้ย 0.95%  เงินฝากประจำ 36 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1.75% เงินฝากปลอดภาษีมหาเศรษฐี 24 เดือน “วงเงินฝาก ตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 25,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2.65%ธนาคารสีน้ำเงินหรือธนาคารกรุงเทพ          “ธนาคารกรุงเทพ” ธนาคารเก่าแก่ที่ได้รับความไว้วางใจมานานแสนนาน ถึงแม้ไม่ได้ทำการตลาดมากเท่าแบรนด์อื่น ๆ แต่ก็ยังคงมีลูกค้าบุคคลและองค์กรที่เหนียวแน่นภักดีอยู่ในมือจำนวนมาก          ข้อมูลอ้างอิง www.bangkokbank.com ดอกเบี้ยเงินฝาก (ร้อยละต่อปี) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2560 สำหรับบุคคลธรรมดา เงินฝากออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย 0.50% เงินฝากประจำ “ระยะเวลาการฝาก 36 เดือน” อัตราดอกเบี้ย 1.75% สินมัธยะทรัพย์ทวี “ระยะเวลาฝาก 36 เดือน” อัตราดอกเบี้ย 2.50%ภาพจาก Freepik.com            จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของแต่ละธนาคารนั้นแทบไม่ต่างกันเลย ดังนั้นควรเลือกฝากแบบประจำเพื่อดอกเบี้ยที่มากขึ้น ซึ่งเงินฝากประจำของแต่ละธนาคาร แต่ละแบบก็มีเงื่อนไขที่แตกกต่างกันไปจึงควรศึกษาว่า แบบไหนที่เหมาะกับคุณและสะดวกสบายสำหรับคุณมากที่สุดเพราะระยะเวลาที่เหมาะสมคืออย่างน้อย 2 ปีซึ่งนานทีเดียว

กองทุน RMF คือ อะไร และใครบ้างที่สามารถลงทุนกับ RMF ได้

          หากคุณได้เคยรู้จักเกี่ยวกับกองทุน LTF มาบ้างละก็ คุณก็ต้องรู้จักกองทุน RMF ด้วยแน่ๆ เพราะทั้ง 2 เป็นเหมือนฝาแฝดที่เกิดมาพร้อมกัน ที่เรียกกันอย่างนั้นก็เพราะทั้ง 2 กองทุน มีลักษณะต่างๆ ที่ใกล้เคียงหรือคล้ายกันเป็นอย่างมากนั้นเอง ส่วนคนที่ยังไม่รู้จักกับ LTF มาก่อน เอาไว้หาในเว็บได้เลยครับ ส่วนบทความนี้ เรามาพูดเกี่ยวกับ RMF กันก่อนเลยดีกว่า กองทุน RMF คือ อะไร RMF ย่อมาจากคำว่า “Retirement Mutual Fund” ซึ่งเรียกกันในภาษาไทยว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนที่ถือกำเนิดขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ ผู้ที่อยากมีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ หรือ เมื่ออายุมากขึ้นจนความสามารถในการทำงานน้อยลง ก็เหมือนกับที่ข้าราชการเกษียณอายุงานนั้นแหละครับ คล้ายๆ กัน แต่ข้าราชการมีบำเหน็จบำนาญ แต่คนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการนั้นไม่มี ซึ่งเจ้ากองทุน RMF นี้เกิดขึ้นมาเพื่อกลุ่มคนเหล่านี้โดยเฉพาะ กองทุน RMF เป็นการลงทุนใน “หุ้น” เหมือนกับกองทุน LTF แต่เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุน LTF และผลตอบแทนก็น้อยกว่าเช่นเดียวกัน เพราะมีการลงทุนที่ต่ำกว่ามาก แต่ก็ถือว่าเหมาะเป็นอย่างมากกับคนที่ไม่ต้องการนำเงินจำนวนมากไปเสี่ยงลงทุนและคนที่ไม่มีเงินแต่อยากออมเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในบันปลายชีวิตของตนเอง ใครบ้างที่สามารถลงทุนกับกองทุน RMF ได้ กองทุน RMF ไม่ได้จำกัดว่าใครจะมาลงทุนกับกองทุนนี้ แต่อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นว่า กองทุน RMF เกิดขึ้นมาเพื่อผู้ที่ต้องการมีเงินหลังเกษียณอายุงานที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการเป็นหลัก แต่ไหนๆ ก็ขึ้นหัวข้อนี้มาแล้ว ก็คงจะต้องอธิบายรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกซักหน่อย ซึ่งผมขออธิบายเป็นข้อๆ ก็แล้วกัน เพราะจะทำให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าขายและรับจ้างทั่วไป กลุ่มคนเหล่านี้ เป็นกลุ่มที่แทบจะไม่มีโอกาสที่จะได้รับสวัสดิการอะไรเลยเมื่อครบอายุเกษียณ ซึ่งในปัจจุบันรัฐสนับสนุนเบี้ยยังชีพให้เพียงไม่กี่ร้อยบาท ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงสมควรเป็นอย่างมากที่ซื้อกองทุน RMF ลูกจ้างที่นายจ้างไม่สามารถสนับสนุนสวัสดิการอย่างเช่นประกันสังคมให้ได้ คนกลุ่มนี้ก็เหมาะสมและและสมควรที่จะซื้อกองทุน RMF เช่นเดียวกัน เพราะมีสวัสดิการที่ไม่แตกต่างจากผู้ประกอบอาชีพอิสระเลยแม้แต่น้อย ลูกจ้างและข้าราชการที่มีอยากมีเงินออมเพิ่ม โดยปกติคนกลุ่มนี้จะมีสวัสดิการอยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่า มันอาจจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคตก็เป็นได้ เพราะอย่างที่รู้กัน ค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทุกปี ดังนั้นในอนาคต เงินสวัสดิการตามปกติอาจจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในอนาคตก็เป็นได้ จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นเกี่ยวกับกองทุน RMF ผู้อ่านทุกท่านคงเข้าใจกันแล้ว RMF คือ อะไร ส่วนว่าควรซื้อกองทุน RMF หรือไม่นั้น ก็คงต้องพิจารณาจากสภาพทางการเงินของแต่ละคนไป หากคุณมีรายจ่ายแบบเดือนชนเดือนก็คงจะลำบากเสียหน่อย แต่ที่จริงแล้วก็ถือว่าไม่ได้หนักหนาอะไร เพราะขั้นต่ำในการลงทุนกับกองทุน RMF นั้น คือ ร้อยละ 3 ของเงินเดือนในแต่ละปีเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ถือว่ามากเลย แต่ผลตอบแทนที่จะได้รับในวัยเกษียณอายุงานนั้น คุ้มค่าอย่างแน่นอน

เริ่มต้นออมเงินด้วย 3 สเต็ปง่าย ๆ แต่ได้ผลชัวร์

          ทุกวันนี้เราทุกคนต่างทำงานอย่างหนักเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น การทำงานไม่ใช่การหาเงินเพื่อนำมาซื้ออาหารและหยูกยาเพียงอย่างเดียว หลายคนพยายามหาหนทางที่จะเก็บออมเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป บ้างใช้ในการซื้อสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ บ้านที่พักอาศัย คอนโดเป็นของตนเอง บางคนก็ใช้เงินหาความสุขในการเดินทางท่องเที่ยว บางคนก็ใช้เงินกับบางสิ่งที่รักและงานอดิเรก และคนรุ่นใหม่อีกจำนวนมากที่เริ่มสนใจการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ที่ตนเองมีให้มากยิ่งยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นหากคุณไม่ได้มีเงินออมก้อนใหญ่ มรดกตกทอด อสังหาริมทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ คุณควรเริ่มจากการออมเงินสักก้อนเพื่อไว้ใช้ในการต่อยอด สำหรับเคล็ดลับการออมเงินมีอะไรบ้างมาดูกันเลย ตั้งเป้าเก็บออมเงินจากรายได้เป็น %          แต่ละคนมีรายได้ไม่เท่ากัน และมีรายจ่ายที่แตกต่างกันไป วันนี้เมื่อคุณมีเป้าหมายในการเก็บออมเงินแล้วคุณต้องกำหนดยอดเงินออมที่คุณจะแยกออกจากรายรับไว้เป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อเก็บเข้าบัญชีเงินออมของในแต่ละเดือน การเริ่มต้นมักยากเสมอ ดังนั้นคุณเริ่มต้นการเก็บออมเป็นเปอร์เซ็นที่ 1% แล้วค่อย ๆ เพิ่มตามความต้องการ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายรับ 20,000 บาท 1% ของ 20,000 เท่ากับ 200 บาทเท่านั้น เชื่อว่าสบายมากสำหรับหลาย ๆ คน หลังจากจุดเริ่มต้นคุณค่อยขยับเป็น 3%, 5%,และ 10% เชื่อว่ายอดเงินออมที่คุณเห็นในบัญชีตอนสิ้นปีจะทำให้คุณชื่นใจและตั้งเป้าสูงขึ้นในปีถัดไปแน่นอนภาพจาก Pixabay.com เริ่มจัดทำรายรับรายจ่าย          บางคนอาจสงสัยว่าการทำรายรับรายจ่ายจะเกี่ยวกับการออมได้อย่างไร? การทำรายรับรายจ่ายจะทำให้เราได้รู้ว่ารายรับสุทธิของเรามีเท่าไหร่และมีรายจ่ายเท่าไหร่ รวมถึงทำให้ได้ทราบรายละเอียดของรายจ่ายทั้งหมดว่าประกอบไปด้วยส่วนใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง หลังจากผ่านไป 1 เดือนคุณก็จะได้ข้อสรุปว่าได้ใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง เป็นยอดเงินเท่าไหร่ เพื่อพิจารณาว่าสามารถตัดทอนส่วนไหนให้น้อยลงได้บ้าง เพื่อนำเงินส่วนนั้นมาออมได้มากขึ้น อีกทั้งรายรับรายจ่ายยังมีส่วนช่วยในการวางแผนการใช้เงินในอนาคตได้ด้วย เช่น หากคุณต้องจ่ายค่าเดินทางหลายพันบาทต่อเดือนเพื่อมาทำงานคุณอาจมองหาที่พักใกล้ที่ทำงานที่ไม่เกินงบค่าเดินทางแทนเพื่อความสะดวกสบายมากขึ้น มีประโยชน์ใช่ย่อยนะเจ้ารายรับรายจ่ายนี่ ภาพจาก Pixabay.com ฝากประจำ                ให้เงินออมเติบโตงอกเงยขึ้นมาในบัญชีเงินฝาก โดยเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแต่ละธนาคารเพื่อเลือกธนาคารที่เหมาะสมในการเก็บสะสมเงินออมของคุณ ซึ่งควรเป็นบัญชีที่แยกกับบัญชีรับจ่ายของคุณเพื่อจัดสรรให้เป็นสัดส่วนมากขึ้นจะได้ไม่เผลอนำมาใช้ โดยปัจจุบันธนาคารแต่ละแห่งก็มีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งสิ่งที่คุณควรนำมาพิจารณาเบื้องต้น คือ ดอกเบี้ยหรือสิทธิประโยชน์และความสะดวกในการใช้บริการ ซึ่งจะช่วยให้คุณยักย้ายเงินออมมาใส่ได้อย่างง่ายดายภาพจาก Freepik.com            การออมเงินนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือวินัย การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมองตรงไปยังเป้าหมายจะช่วยให้คุณไปถึงมันได้เร็วขึ้น เป็นกำลังใจให้นะ 

กองทุน LTF คือ อะไร แล้วควรที่จะลงทุนกับ LTF หรือไม่

กองทุน LTF เป็นหนึ่งในกองทุนที่กำลังถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน หากเป็นนักลงทุนหรือเป็นคนที่เล่นหุ้นอยู่ในปัจจุบัน ก็คงรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางด้านการเงิน อาจจะยังไม่รู้จัก เราจึงได้เอาเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับกองทุน LTF มาให้ได้รู้จักกัน เผื่อว่าวันหนึ่งคุณอาจจะสนใจและอยากลงทุนไปกับกองทุน LTF ความหมายของ “กองทุน LTF” LTF มีชื่อเต็มๆ ในภาษาอังกฤษว่า “Long Term Equity Fund” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” จากความหมายภาษาไทยแบบตรงๆ นี้มันคงดูสั้นไปเสียหน่อย งั้นผมขอขยายความเพิ่มอีกซักนิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้นก็แล้วกัน กองทุน LTF เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้บุคคลที่อยากเพิ่มรายได้หรืออยากเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองด้วยการด้่มรายได้หรืออยากเพิ่มความมั่งคงให้กับตัวเอง ใน "ย งั้นมาดูคำอธิบายเพิ่มเตาองทุน ศโธงไม่รู้จัก จึลงทุนใน “หุ้น” ได้มีโอกาสนั้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้และเวลาที่จะติดตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาของหุ้น เพราะฉะนั้น กองทุน LTF จึงเปรียบเสมือนกับตัวกลางที่จะช่วยสานความฝันหรือโอกาสให้กับคนที่ต้องการลงทุนในหุ้นนั้นเอง ใครที่เหมาะกับ LTF ? ถ้าจะบอกว่าคือคนที่อยากเล่นหุ้น มันก็คงจะเป็นคำตอบที่ดูไร้ประโยชน์จนเกินไป ดังนั้น เพื่อให้มันมีสาระซักหน่อย ผมขออธิบายเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ก็แล้วกัน1. เป็นคนที่มีเงินเย็น ถ้าคุณไม่มีเงินเย็น คุณอย่าลงทุนกับหุ้นเป็นอันขาด ไม่เว้นแม้กระทั่ง LTF เพราะการลงทุนทุกอย่างนั้นมีความเสี่ยง ยิ่งเป็น “หุ้น” ยิ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่าผลตอบแทนที่จะได้รับจะค่อนข้างสูงก็ตาม 2. เป็นคนที่รอได้ ข้อนี้สอดคล้องกับข้อที่หนึ่ง คุณจะต้อง “รอได้” เพราะการลงทุนกับกองทุน LTF นั้น มีเงื่อนไขเรื่องของเวลาอยู่ หากคุณขายหุ้นก่อนเวลาที่กำหนด คุณก็อาจจะมีกำไรหรืออาจจะไม่มีกำไรก็ได้ แต่คุณจะไม่ได้รับผลตอบแทนอื่นๆ ที่พ่วงมากับกองทุน LTF อาทิ การลดหย่อนภาษีเงินได้ เป็นต้น 3. เป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องหุ้นและเวลา หากคุณมีเงินเย็นและคุณก็รอ แต่คุณไม่มีความรู้และเวลาในการติดตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบโลกอันมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น คุณก็ไม่ต้องกังวล เพราะหากลงทุนกับกองทุน LTF ทางกองทุนก็จะจัดการเรื่องเหล่านี้ให้กับคุณ โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ทางกองทุนจะจัดการให้หมด จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้น ผู้อ่านทุกท่านคงรู้แล้วอย่างแน่นอนว่า “กองทุน LTF คือ อะไร” ส่วนว่าควรหรือไม่ที่จะลงทุนกับ LTF อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณแล้วครับ หากคุณไม่มีความรู้และไม่มีเวลาแต่คุณอยากทำให้ตัวเองมีรายได้มากขึ้น อยากร่ำรวยมากขึ้น คุณก็ต้องยอมเสี่ยง เพราะทุกๆ การลงทุนมันมีความเสี่ยงอยู่แล้วเป็นปกติ แต่ถ้าคุณไม่อยากเสี่ยง คุณก็มองข้ามมันไปได้เลย...

วางแผนให้ดีก่อนถึงวัยเกษียณ

วัยเกษียณ หลายคนคงคิดว่าเป็นวัยแห่งอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องทำงานที่หนักเหมือนวัยหนุ่มสาว แต่หากไม่วางแผนหรือเตรียมพร้อมทางการเงินให้ดีแล้วล่ะก็ วัยเกษียณ อาจจะเป็นฝันร้ายสำหรับผู้สูงอายุได้เช่นกัน วันนี้เรามีเทคนิคการวางแผนเตรียมรับมือกับวัยเกษียณให้คุณได้ศึกษาและเตรียมตัวก่อนถึงวันนั้น ภาพจาก www.huffingtonpost.com 1.คิดคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังจากคุณเกษียณภาพจาก time.com พอหลังเกษียณแล้ว หากคุณไม่มีธุรกิจส่วนตัว หรือ รายได้พิเศษอื่นๆ คุณต้องคำนวณเงินค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณไว้ก่อนเลยว่าคุณจะต้องใช้จ่ายต่อเดือนเดือนละเท่าไหร่ ซึ่งตำราส่วนใหญ่แนะนำว่าอัตราค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่เหมาะสมคือ 70 % จากค่าใช้จ่ายรายเดือนปัจจุบัน  2.คำนวณจำนวน ปี ที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ภาพจาก www.rheumatology.org คุณต้องลองถามตัวเองก่อนว่า คุณจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ และ คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุเท่าไหร่ เช่น คุณคิดว่าจะเกษียณตอน 60 ปี และจะมีชีวิตอยู่ต่อถึงอายุ 85 ปี แสดงว่าคุณจะมีเวลาเหลืออยู่ 25 ปีหลังเกษียณและมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณก็จะคำนวณได้ว่าต้องใช้เงินหลังเกษียณ (20,000x12)x25 = 6,000,000 บาท เห็นเงินจำนวนนี้แล้วก็รีบเก็บออมกันไว้ก่อนจะดีกว่า 3.ต้องศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อเงินเกษียณในอนาคตภาพจาก info.tmrdirect.com ปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินเกษียณในอนาคต แน่นอนว่าจะต้องมีเงินเฟ้อ คือ ค่าเงินในตอนนี้อาจจะซื้อสินค้าในอนาคตได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย รวมไปถึง เงินต้นที่คุณเก็บรวมไปถึงดอกเบี้ยที่เราจะได้ คุณต้องลองคิดคำนวณก่อนว่าเพียงพอต่อการใช้ตอนเกษียณหรือไม่  4.ทำประกันชีวิตเผื่ออนาคตที่ไม่แน่นอนภาพจาก teamwinston.com การทำประกันชีวิตนอกจากจะเป็นผลดีกับตัวท่านเอง ยังเป็นผลดีกับลูกหลานที่อยู่ภายหลัง เพราะจะมีเงินก้อนไว้ให้เป็นทุนในการดำเนินชีวิตต่อ โดยไม่ทิ้งภาระให้ลูกหลาน ซึ่งปัจจุบันมีประกันชีวิตสำหรับผู้สูงอายุที่เบี้ยต่อเดือนไม่แพง แต่ก่อนจะตัดสินใจสมัครควรศึกษาให้ดีก่อนด้วย 5.เตรียมเงินฉุกเฉินไว้อีกก้อนภาพจาก www.inc.com เพราะชีวิตหลังเกษียณอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเกิดปัญหาที่ต้องใช้เงินกระทันหัน แต่เหลือเงินที่ออมไว้ใช้ยามเกษียณเพียงก้อนเดียว หากนำออกไปใช้ ชีวิตที่เหลือหลังเกษียณคงลำบาก ดังนั้นควรออมเงินเผื่อเป็นเงินฉุกเฉินไว้ในยามแก่เฒ่าด้วย 6.ทำธุรกิจเสริมที่ไม่หนักเกินไปภาพจาก www.huffingtonpost.ca ถึงแม้จะอยู่ในวัยเกษียณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำงานต่อได้ คุณอาจจะหางานเล็กๆน้อยๆ ที่สามารถทำได้ในวัยเกษียณ เช่น ทำขนมขาย หรือ ทำงานฝีมือที่คุณถนัดขาย นอกจากจะได้รายได้แล้วยังช่วยให้คุณมีกิจกรรมไม่เบื่อยามที่ไม่ได้ทำงานประจำ จาก 6 เทคนิคที่เรานำเสนอให้คุณเตรียมพร้อม และ เตรียมตัวด้านการเงินก่อนวัยเกษียณ เพื่อให้คุณอยู่อย่างสบายไม่ลำบากในวัยดังกล่าว เราก็หวังว่าคุณจะเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตในบั้นปลายชีวิตของคุณจะได้มีความสุขไร้เรื่องกังวล ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.aommoney.com

หนี้จ๋า...มนุษย์เงินเดือนขอลาก่อน

การเป็นหนี้ใครๆก็คงไม่อยากเป็นใช่ไหมล่ะ แต่พอเป็นแล้วก็ต้องรีบเคลียร์ให้หมดโดยไว เพื่อนำเงินในส่วนนั้นไปเป็นเงินออมสำหรับอนาคต วันนี้เรามีวิธีการทำให้หนี้สินที่ค้างคาของเหล่ามนุษย์เงินเดือนหมดไปโดยไว มาให้คุณลองได้นำไปปรับใช้กัน ภาพจาก money.howstuffworks.com 1.สำรวจหนี้สินของตัวเองก่อนภาพจาก  www.massagemag.com เริ่มจากจัดสรรหนี้ของตัวเองว่ามีอยู่เท่าไหร่ และ ในสัญญาหนี้นั้นมีข้อตกลงอะไรบ้าง ถ้าหากผิดสัญญาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างว่า ดอกเบี้ยคงค้างอยู่ที่เท่าไหร่ และเงินต้นลดลงหรือไม่ มีค่าธรรมเนียมใดๆบ้าง เรื่องเงินทองเป็นสิ่งสำคัญรู้ลึกและเจาะรายละเอียดให้มากที่สุดเป็นที่สิ่งที่ดีและควรทำมากที่สุด 2.จ่ายหนี้ตามลำดับความสำคัญภาพจาก  www.massagemag.com หากคุณมีหนี้หลายก้อน เราแนะนำให้คุณรีบชำระหนี้ที่สำคัญและมีดอกเบี้ยแพงมากก่อน และไม่ควรค้างการชำระเพราะจะทำให้หนี้ของคุณพอกพูนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ หากเป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ เราแนะนำให้คุณทำการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตกับสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุดเพื่อให้กลายเป็นหนี้ก้อนเดียว และชำระเงินกับสถาบันการเงินเดียว ที่สำคัญห้ามรูดเพลินเกินห้ามใจอีกล่ะ 3.ปรับปรุงการใช้จ่ายของตัวคุณเองภาพจาก  www.millenniummoneymanagement.com หากรู้ตัวว่าเป็นสาวนักช็อป หรือ หนุ่มปาร์ตี้ ทางที่ดีควร ลด ละ เลิก พฤติกรรมนี้ออกไปก่อน และตั้งสติว่ากิจกรรมที่คุณทำอยู่นั้นช่วยสร้างสรรค์หรือเพิ่มรายได้ให้กับคุณหรือทำให้เป็นหนี้มากกว่าเดิม ทางที่ดีควรจะเริ่มเก็บออมตั้งแต่เงินเดือนเข้า โดยหัก 30% เป็นเงินใช้ในชีวิตประจำวัน 10% เป็นเงินออม 5% ออมเพื่อฉุกเฉิน และเงินในส่วนที่เหลือนำไปชำระหนี้สินให้หมด อดทนซักนิดและหนี้ที่มีจะค่อยหมดไป 4.อย่าเครียดภาพจาก thecollegepeople.com หนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว อาจจะทำให้คุณเครียด จนเลยเถิดไปกระทบกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หรือ เพื่อนร่วมงาน ทางที่ดีคุณควรจะต้องปรับทัศนคติก่อนว่า หนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็หมดได้ หากคุณจริงจังและมีวินัยที่ดี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณให้มีวินัย อดออมมากขึ้นเพียงเท่านี้ การเป็นหนี้ก็ไม่น่ากลัวแล้วล่ะ 5.ใช้เงินสดจ่าย ไม่มีก็ยังไม่ซื้อภาพจาก  blog.mint.com วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่เป็นหนี้ตั้งแต่แรก ถึงแม้ว่าของที่คุณอยากได้นั้นจะอยู่ตรงหน้า และคุณก็มีบัตรเครดิตอยู่ในมือ แต่คุณไม่มีวินัยในการใช้เงิน คุณก็ยังไม่ควรซื้อในตอนนั้น ทางที่ดีจ่ายเป็นเงินสดดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย หรือ หากมีโปรโมชั่นผ่อน 0 % คุณก็ต้องพิจารณาอีกนั่นแหละว่า ถึงจะผ่อน 0% 10 6 หรือ 10 เดือน คุณจะมีกำลังในการนำเงินไปผ่อนได้จริงหรือไม่                  จาก 5 วิธีที่จะให้หนี้ที่คุณไม่ได้ปรารถนาให้อยู่ในชีวิตนานๆก็จะค่อยหมดไป แต่อย่าลืมคุณต้องมีวินัยในการออม และ ต้องชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ ห้ามผิดนัดโดยเด็ดขาด ที่สำคัญต้องไม่อยากได้โน่น อยากได้นี่ ทั้งๆที่ของนั้นไม่จำเป็นต่อชีวิต เพียงเท่านี้คุณก็โบกมือลาหนี้สินได้แล้ว

ค่าส่วนกลางที่ชาวคอนโดฯต้องรู้

หากคุณตัดสินใจที่จะเลือกซื้อคอนโดมิเนียม ไม่ว่าจะเพื่ออยู่เอง หรือ ลงทุน คุณก็ต้องเตรียมเงินสำหรับจ่ายค่าส่วนกลาง ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกนั้นเลยก็ตาม วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับค่าส่วนกลางมาฝากให้คุณได้รู้กัน ค่าส่วนกลางคืออะไรภาพจาก www.brightsukhumvit.com เจ้าของห้องคอนโด เราถือว่าเป็น เจ้าของทรัพย์ส่วนบุคคล สำหรับบริเวณพื้นที่อำนวยความสะดวกที่ใช้ร่วมกัน เช่น ฟิตเนส ปั๊มน้ำ พื้นที่ลานจอดรถ ยามรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ปั๊มน้ำ ที่จอดรถ ในส่วนนี้เราเรียกว่า “ทรัพย์ส่วนกลาง” ซึ่งผู้ที่อาศัยในคอนโดจำเป็นต้องรับผิดชอบจ่ายค่าส่วนกลางผ่าน นิติบุคคลอาคาร ที่เข้ามาดูแลเพื่อเป็นค่าบำรุงส่วนกลางนี้เอง ต้องจ่ายค่าส่วนกลางเท่าไหร่ และ คิดจากอะไรภาพจาก www.bangkokcondofinder.com การจ่ายค่าส่วนกลางจะแตกต่างตามแต่ละโครงการ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ส่วนมากจะดูได้จาก ความมากน้อยของส่วนกลาง ฟังก์ชั่นของพื้นที่ที่ใช้ในส่วนกลาง ความเล็กใหญ่ของโครงการ และจำนวนยูนิตในแต่ละโครงการ ต้องจ่ายค่าส่วนกลางเมื่อไหร่ภาพจาก www.apthai.com ส่วนใหญ่จะเก็บกันล่วงหน้าเป็นรายปี โดยเรียกเก็บเป็น “…บาทต่อตารางเมตร” และมีกำหนดว่าจะต้องจ่ายตอนต้นปีที่ต้องใช้จ่ายสำหรับปีนั้นๆ เช่น ให้ชำระภายในเดือนมกราคมปี 2559 สำหรับใช้จ่ายค่าส่วนกลางทั้งหมดลอดปี 2559 โดยนิติบุคคลอาคารอาจจะเริ่มเรียกเก็บตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปี 2558ถ้าหากไม่จ่ายค่าส่วนกลางจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่จ่าย และ ค้างชำระไม่เกิน 6 เดือน อาจจะถูกค่าปรับโดยไม่เกิน 12% ต่อปีของจำนวนเงินที่ค้างชำระมา และ ห้ามคิดทบต้น หากไม่จ่าย และ ค้างชำระเกิน 6 เดือน อาจจะถูกค่าปรับโดยไม่เกิน 12% ต่อปีของจำนวนเงินที่ค้างชำระมา และอาจจะถูกระงับไม่ให้ใช้ส่วนกลาง เช่น ยกเลิกบัตรเข้า-ออกคอนโด งดให้บริการน้ำประปา เพราะการไม่จ่ายหนึ่งคนก็ส่งผลกระทบโดยรวม เพราะค่าบำรุงรักษาส่วนกลางก็จะถูกลดทอนลงไป ไม่สามารถขายคอนโดได้ เนื่องจาก เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะรับจดทะเบียนนิติกรรมห้องชุดใดๆที่ไม่ค้างชำระค่าส่วนกลางเท่านั้น หากค้างจ่ายอยู่ต้องชำระให้หมดก่อนถึงจะขายได้ อาจจะโดนฟ้องร้องได้ และ ส่วนใหญ่นิติบุคคลจะเป็นผู้ชนะคดี 100%จากข้อมูลทั้งหมดที่เรานำเสนอให้คุณไปจะเห็นได้ว่าการอาศัยในคอนโดมิเนียม นอกจากจะต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้วยังมีค่าส่วนกลางที่คุณต้องรับผิดชอบอีกด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นค่าซ่อมบำรุงให้คุณได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยไม่ต้องออกไปหาความสะดวกข้างนอกที่อยู่อาศัย ที่สำคัญอย่าลืม การมีวินัยชำระเงินให้ตรงเวลา จะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.softbizplus.com

ทำไงดี...ยื่นกู้ไม่ผ่านเพราะติดเป็นผู้กู้ร่วม

หลายคนอาจจะเคยเจอปัญหายื่นกู้ไม่ผ่าน ธนาคารไม่อนุมัติเพราะติดเรื่องที่มีชื่อเราอยู่เป็นผู้กู้ร่วมกับคนอื่น และกว่าจะครบสัญญาก็ต้องรออีกหลายปี เพราะการกู้ร่วมนั้นถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชำระค่างวดใดๆแต่ธนาคารก็จะถือ่าคุณมีข้อผูกพันกับการยื่นกู้สืนเชื่อนั้นแล้ว วันนี้เรามีทางออกให้คุณได้ลองศึกษาและนำไปลองทำตามกันดูภาพจาก www.kaigi.biz ก่อนอื่นมารู้จักกับการกู้ร่วมก่อนว่าคืออะไรภาพจาก www.kaigi.biz การกู้ร่วม คือ การเป็นหนี้ร่วมกัน แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วการผ่อนจ่ายรายเดือนจะมากน้อยต่างกันหรือผู้กู้ร่วมบางคนไม่ได้ร่วมจ่ายค่างวดด้วยก็ตาม แต่ในทางทฤษฎีแล้วถือว่าเป็นหนี้ร่วมกัน เช่น ถ้ากู้เงินจำนวน 1 ล้านบาท กู้ร่วม 2 คน ภาระหนี้ของแต่ละคน คือ 500,000 บาท ผ่อนจ่ายเดือนละ 8,000 บาท นั่นก็หมายถึง ภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระคืนแบ่งครึ่งคนละ 4,000 บาท ดังนั้นภาระที่ว่านี้จะติดตัวของผู้กู้ร่วมไปด้วยเมื่อมีการขอสินเชื่อใหม่ ธนาคารก็จะนำภาระหนี้ 500,000 บาท และหนี้ที่ต้องผ่อนชำระเดือนละ 4,000 บาทนี้ไปคิดคำนวณด้วย แม้ในความเป็นจริงผู้กู้ร่วมจะจ่ายหรือไม่ได้จ่ายค่างวดนี้ก็ตาม  ถ้าอยากถอนชื่อจากการเป็นผู้กู้ร่วมต้องทำอย่างไรภาพจาก mahimaagencies.com เจรจากับธนาคารว่าตอนนี้หนี้เก่าที่เป็นผู้ร่วมอยู่นั้นผ่อนชำระมาเป็นเวลานานแล้ว และมูลค่าของหนี้ก็ไม่มาก และแจ้งว่าผู้กู้หลักมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดให้สามารถเป็นผู้กู้ต่อไปเพียงคนเดียวได้ เช่น เงินผ่อนชำระรายเดือนต้องไม่เกิน 40-50% ของรายได้ต่อเดือนของผู้กู้ หรือเมื่อเวลาผ่านไปผู้กู้หลักมีรายได้เพิ่มขึ้นและเพียงพอที่จะเป็นผู้กู้เพียงคนเดียว กรณีนี้ผู้กู้ร่วมอยากถอนชื่อออกก็สามารถทำได้ ค่าใช้จ่ายกรณีจะถอนตัวจากการเป็นผู้กู้ร่วม เปลี่ยนแปลงสัญญาเงินกู้กับธนาคาร เปลี่ยนแปลงสัญญากรรมสิทธิ์ที่ดินที่กรมที่ดิน และมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอน 2% ของราคาประเมิน ผู้กู้ร่วมจะต้องจ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายด้วย เพราะโดยหลักการแล้วเท่ากับผู้กู้ร่วมขายกรรมสิทธิ์ จะเห็นได้ว่ามีความยุ่งยากไม่น้อยเลย ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจกู้ร่วมกับใครก็ควรวางแผนและคิดให้รอบคอบก่อนจะดีกว่า ขอบคุณแหล่งข้อมูล moneyhub.in.th

รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

การรีไฟแนนซ์ คือสิ่งที่หลายคนจะทำหลังจากที่ผ่อนชำระค่าบ้านมาได้ซักระยะหนึ่ง เพื่อให้ได้เงินก้อนมาส่วนหนึ่ง และ ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านมาให้คุณได้ศึกษา และ รู้ข้อดีของการรีไฟแนนซ์ว่าจะช่วยเหลือคุณได้อย่างไรบ้างภาพจาก primaryresidentialsf.com รีไฟแนนซ์ คือ รีไฟแนนซ์ คือ การเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ โดยการไปกู้หนี้ที่ใหม่หรือที่เดิม เพื่อมาปิดหนี้เดิม และเริ่มการเป็นหนี้ใหม่อีกครั้งกับสถาบันการเงินเดิมหรือสถาบันการเงินใหม่ ใช้ในกรณีที่คุณผ่อนบ้าน คอนโด หมุนเงินไม่ทัน หรือต้องการชำระดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในอัตราที่ถูกลง คุณสามารถเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ธนาคารที่เป็นหนี้ เรียกว่า จัดไฟแนนซ์ใหม่ หรือธนาคารอื่น เรียกว่าเป็นหนี้เจ้าใหม่ เพื่อทำการรีไฟแนนซ์ได้ภาพจาก money.usnews.com เหตุผลของการรีไฟแนนซ์หลังจากผ่อนบ้านมาระยะหนึ่งแล้วคุณต้องการอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านให้ถูกลงคุณอาจจะทำการรีไฟแนนซ์ได้ และการรีไฟแนนซ์ยังช่วยให้ค่างวดต่อเดือนลดลง แต่การรีไฟแนนซ์จะทำให้คุณต้องเป็นหนี้นานขึ้น การจะทำรีไฟแนนซ์จึงจำเป็นต้องทำให้รอบคอบก่อนตัดสินใจภาพจาก decor.mthai.com รีไฟแนนซ์มีข้อดีข้อเสียอย่างไรข้อดีของการรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ที่ถูกกว่า ทำให้ ดอกเบี้ยถูกลงกว่าเดิม ลดภาระหนี้ จำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือนลดลง ช่วยให้คุณลดภาระหนี้ต่อเดือนลง ได้เงินก้อนมาใช้ใหม่ โดยคุณอาจกู้ที่ใหม่เพื่อมาจ่ายหนี้เดิมและเหลือเงินไว้ให้ด้วยข้อเสียของการรีไฟแนนซ์ เพิ่มระยะเวลาในการเป็นหนี้นานขึ้น มีค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารีไฟแนนซ์ใหม่ภาพจาก www.thestreet.com ค่าใช้จ่ายสำหรับการรีไฟแนนซ์หากคุณต้องการรีไฟแนนซ์บ้านใหม่ คุณจำเป็นต้องเตรียมเงินไว้สำหรับเป็นค่าใข้จ่ายโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ค่าใช้จ่ายสำหรับสถาบันการเงินเดิม ค่าเบี้ยปรับในกรณีผู้กู้ไถ่ถอนก่อนกำหนด ต้องเสียค่าปรับเฉลี่ยในอัตราตั้งแต่ 1 – 5% ของวงเงิน ที่ขอกู้ หรือยอดเงินต้นคงเหลือ แต่ก็มีบางธนาคารที่ไม่คิดค่าปรับ ค่าใช้จ่ายสำหรับสถาบันการเงินใหม่ ค่าธรรมเนียมในการปล่อยกู้ ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดประมาณ 0 – 3% ของวงเงินกู้ ค่าประเมินราคาหลักประกันประมาณ 0.25 – 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือประมาณ 1,500 – 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับวงเงินที่ขอกู้ และทำเลที่ต้องของหลักประกันด้วย กรณี รีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเดิมอาจไม่ต้องจ่ายค่าประเมิน ค่าทำประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับธนาคารเก่าและใหม่แต่ละแห่ง จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร ค่าใช้จ่ายสำหรับกรมที่ดิน ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง จำนวน 1% ของวงเงินที่ขอกู้ ค่าอากร จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่จากข้อมูลการรีไฟแนนซ์ที่แนะนำคุณไปขั้นต้น เราก็หวังว่าคุณจะได้ความรู้ไปประกอบการตัดสินใจในการรีไฟแนนซ์ เพราะอย่าลืมว่าถึงแม้ว่าคุณจะได้เงินก้อน และ ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ถูกลง แต่คุณก็ต้องเป็นหนี้ที่นานขึ้น รวมไปถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายจากธรรมเนียมอื่นๆด้วย  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  www.poolprop.com

พฤติกรรมสุดยี้ เพิ่มหนี้ให้ไม่รู้ตัว

การเป็นหนี้ คิดอีกกี่ทีก็ปวดใจ ปวดหัวอยู่เสมอ และพฤติกรรมที่ทำให้เราเป็นหนี้ที่ทั้งรู้ตัว และ ไม่รู้ตัว ก็ไม่หายไปซักที แล้วอย่างนี้ “หนี้สิน” ที่มีจะหายไปได้อย่างไรล่ะ วันนี้เรารวบรวมพฤติกรรมสุดยี้ ที่เพิ่มหนี้ให้คุณไม่รู้ตัว ลองอ่านกันดูนะและดูว่าพฤติกรรมเหล่านี้คุณมีกี่ข้อ ถ้ามีเยอะเกินไปก็ควรปรับปรุงได้แล้วล่ะ ภาพจาก www.bad-credit-loans.ca 1. ซื้อของด้วยบัตรเครดิตเป็นประจำ แถมยังไม่จ่ายเต็มวงเงิน จ่ายขั้นต่ำตลอดภาพจาก  www.bad-credit-loans.ca การใช้บัตรเครดิตให้เป็น มันก็จะเป็นคุณประโยชน์กับตัวคุณ แต่ถ้าใช้ไม่เป็น แถมยังใช้จนเต็มวงเงินแล้วไม่จ่ายให้ตรงเวลา อีกทั้งไม่จ่ายเต็มวงเงินที่ใช้ไป พฤติกรรมแบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะคุณต้องเสียดอกเบี้ย 20% ให้กับสถาบันการเงิน แถมยังต้องปวดหัวกับการหาเงินมาใช้หนี้จนไม่มีเงินเก็บ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วควรรีบเคลียร์หนี้ให้หมดและเลิกพฤติกรรมนี้โดยด่วน 2. มีพฤติกรรมการใช้เงินเดือนชนเดือน ภาพจาก articles.bplans.com เงินเดือนเพิ่งออก แต่ว่าทำไมไม่เคยพอซักทีนะ ใช้เงินเดือนชนเดือนไม่เหลือเงินเก็บออมซักบาท ทางที่ดีควรเริ่มออมเงิน กันไว้ก่อน 20% ของเงินเดือน และอีก 20% เผื่อไว้เป็นเงินฉุกเฉินสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุ หรือ อาการเจ็บป่วยของคุณ หรือ คนในครอบครัว 3. ซื้อของไม่จำเป็นเต็มบ้านภาพจาก  www.livescience.com ด้วยโปรโมชั่นล่อใจคุณแม่บ้าน หรือ มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา เวลาเห็นป้าย Sale หรือ ป้ายซื้อ 1 แถม 1 ก็ต้องซื้อมาเก็บไว้ก่อน คุณต้องลองพิจารณาก่อนว่า ของชิ้นนั้นจำเป็นจริงหรือไม่ อย่าซื้อเพราะว่าโปรโมชั่น แต่ไม่ได้ใช้จนเก็บเป็นขยะเสียเปล่าๆ 4. ยืมเงินคนรอบข้างจนเป็นเรื่องปกติภาพจาก texashardmoneylender.net หากคุณมีพฤติกรรมยืมเงินคนรอบข้างจนเป็นเรื่องปกติ แบบนี้คงไม่ดีแน่ เพราะนอกจากจะบริหารเงินไม่เป็นแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนที่ถูกคุณยืมเงินคงจะห่างเหินและเสียความสัมพันธ์อันดีกันไปแน่ๆ 5. จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำเสมอ ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้เมื่อถึงกำหนด ภาพจาก www.getcreditinformation.com หนี้บัตรเครดิตที่เกิดขึ้นมาทางที่ดีคุณควรจ่ายให้หมด ตามที่คุณใช้จริง ไม่ควรจ่ายขั้นต่ำเพราะดอกเบี้ยต่อปีสูงถึง 20 % ทางที่ดีคุณควรจ่ายให้ตรงเวลาและเต็มจำนวนเท่านั้น 6. ไม่มีการวางแผนที่จะพาตนเองออกจากสถานะการเป็นลูกหนี้ ภาพจาก www.getcreditinformation.com  พฤติกรรมที่อันตรายสุดคือ การที่คุณไม่ยอมพาตัวเองออกจากการเป็นลูกหนี้ หากคุณยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อนาคตของคุณต้องแย่แน่นอน ทางที่ดีคุณควรเริ่มวางแผนเสียใหม่ หากมีรายได้ก็ต้องรีบไปใช้หนี้ และ ไม่ก่อหนี้เพิ่มอีก จาก 6 พฤติกรรมสุดยี้ ที่ทำลายเงินออมของคุณที่เรากล่าวไปขั้นต้น ทางเราก็หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นกับตัวคุณ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วก็ควรรีบจัดการเสียก่อนที่จะสายเกินแก้ และรีบปรับพฤติกรรมวางแผนการเงินให้มากขึ้น เพียงเท่านี้การเงินของคุณก็จะดีขึ้นแน่นอน 

บทความที่แนะนำ

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเล คือ สิ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆของการลงทุนในอสังหาฯ เพราะถ้าทำเลไม่ดี หรือ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้เช่า หรือ ผู้ซื้อแล้ว โอกาสจะสร้างกำไรหรือแม้กระทั่งขายออกก็คงเป็นไปไม่ได้ วันนี้เรามีทำเลต้องห้าม ที่ไม่แนะนำให้ลงทุนซื้อเก็บไว้มาให้คุณศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน 1. ทำเลบ้านที่อยู่บนทางสามแพร่ง ภาพจาก takanahara.deviantart.com ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและจีน ถือเป็นทำเลอันตรายและอัปมงคลที่นักลงทุนอสังหาฯควรหลีกเลี่ยง อีกทั้งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณดังกล่าวด้วย 2. ทำเลอยู่ตรงข้ามกับวัดศาลเจ้าและสถานที่ไม่เป็นมงคล ภาพจาก www.tripadvisor.com ทำเลอสังหาฯ เหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะเชื่อกันว่า การอยู่ใกล้วัดและศาลเจ้าทำมาค้าขายไม่รุ่งเรือง เนื่องจากวัดมีงานศพอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับศาลเจ้าที่มักมีเสียงดังอึกทึก หรือทำเลที่อยู่ติดกับสถานที่ไม่เป็นมงคล เช่นป่าช้า หรือสุสาน ซึ่งมีปัญหาด้านวิวทิวทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ น่ากลัว  3. อยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดและสถานอาบอบนวดภาพจาก en.japantravel.com เนื่องจากเชื่อกันว่าอยู่ใกล้กับทำเลอโคจร ส่งผลให้ทำเลนั้นไม่น่าอยู่ และหากมองในหลักความเป็นจริง สถานที่ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมม่านรูด หรือ สถานอาบอบนวด ก็ทำให้ผู้อาศัยอยู่ใกล้ๆถูกมองไม่ดี และอาจจะเป็นอันตรายได้4. ที่ดินที่ติดริมน้ำ และ ถูกน้ำเซาะตลิ่งภาพจาก commons.wikimedia.org ที่ดินลักษณะนี้มีโอกาสพังทลายและสูญหายได้ หากสร้างสิ่งก่อสร้างก็จะไม่มั่นคง เพราะถูกน้ำเซาะ นอกจากนั้นอาจมีผลทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้ประโยชน์บนที่ดินเสี่ยงต่ออันตราย 5. ที่ดินที่มีรูปร่างผิดปกติและมีลักษณะไม่ดี ภาพจาก kolkata.locanto.in เช่น เป็นที่สามเหลี่ยมชายธง ที่ดินที่มีด้านหน้าแคบและมีส่วนลึกมาก หรือที่ดินที่มีรูปทรงผิดปกติในรูปลักษณ์ต่างๆ ทำให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินพื้นนั้นไม่ได้6. ใกล้สิ่งรบกวนซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงภาพจาก raredelights.com เช่น  ที่ดินอยู่ใกล้กับทางขึ้นลงของเครื่องบิน หรือทางรถไฟ ส่งผลให้คนที่อยู่อาศัยแถวนั้นได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง  และส่งผลให้สุขภาพไม่ดี เพราะนอนหลับไม่เพียงพอ7. ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า ภาพจาก www.siamfishing.com ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า จะเป็นทำเลที่ถมแล้วไม่แน่นดินพรุ ทำให้มีปัญหาดินขาดความมั่นคงได้ในอนาคต และหากจะสร้างสิ่งก่อสร้างบนที่ดินนั้นแล้วก็จะไม่แข็งแรง เป็นอันตรายอีกด้วย 8. ทำเลอยู่ในแนวเวนคืน ภาพจาก www.martinreillymotors.com ทำเลในลักษณะนี้มีโอกาสถูกทางราชการมาเวนคืนหรือยึดคืนได้ตลอด9. บ้านที่มีทำเลอยู่ติดกับโรงพยาบาล ภาพจาก zombie.wikia.com ทำเลลักษณะนี้อยู่แล้วจะขาดความสุขกายสบายใจ เนื่องจากจะพบเห็นผู้ป่วยหรือคนเจ็บเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา และพลอยทำให้คนที่อยู่อาศัยไม่สบายไปด้วย10. ทำเลที่มีบ้านประกาศขายติดกันหลายหลัง ภาพจาก modernize.com ถือเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่าทำเลบริเวณนั้นไม่น่าอยู่ หรือมีปัญหาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เคยเกิดเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน11. บ้านที่อยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านที่ไม่ควรอยู่ใกล้ ภาพจาก www.immersionadventures.com เช่น ร้านขายโลงศพ ร้านซ่อมรถ ร้านขายสัตว์ปีก ร้านทำประตูเหล็กดัดและมุ้งลวด เพราะทำเลเหล่านี้มักมีปัญหาเรื่องมลภาวะด้านต่างๆตามมา ทำเลที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่คุณต้องไม่มองข้าม หากได้ทำเลดีก็เหมือนได้ทองมีค่า เพื่อทำกำไรให้งอกเงย ดังนั้นก่อนเริ่มต้นลงทุนอสังหาฯ การเลือกทำเลเป็นขั้นตอนที่ต้องพิถีพิถันมากที่สุด  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.trebs.ac.th

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

การแต่งบ้านด้วยดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ จะทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น และทำให้บ้านอยู่สบายลงตัวขึ้นด้วย ส่วนไม่ว่าใครจะแต่งบ้านให้เป็นสไตล์ใด ๆ ทั้งโมเดิร์น แอนทีค วินเทจ คันทรี่ ไอริช คลาสสิค สไตล์ไทย ๆ หรือจะเป็นสไตล์ใดก็ตาม ต่างก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของเจ้าของบ้าน หากเราได้แต่งบ้านตามสไตล์ที่เราชอบบ้านก็เป็นเหมือนสวรรค์เล็ก ๆ นั่นเอง                   นอกจากการแต่งบ้านจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้ว การแต่งบ้านโดยอิงศาสตร์ของฮวงจุ้ย ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้เกิดความสุข ความรุ่งเรืองร่ำรวย สุขภาพดี ของคนในบ้านได้อีกด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์เก่าแก่ที่มีมานานหรือเป็นสิ่งงมงาย เมื่อได้ศึกษาหลักการฮวงจุ้ยแท้จริง จะเห็นได้ว่าหลักฮวงจุ้ยเป็นการผสมผสานความเข้าใจถึงหลักวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม  ธรรมชาติ และรายละเอียดของชีวิตรวมถึงการใช้ชีวิต ที่ได้สั่งสมวิเคราะห์ผ่านยุคสมัยมากว่าพันปี               ในบางครั้งบ้านบางหลังเมื่อตกแต่งเข้าอยู่แล้ว มองโดยภาพรวมอาจจะสวยงามและน่าอยู่ แต่เมื่อสมาชิกในบ้านอาศัยอยู่ในบ้านไประยะเวลาหนึ่ง กลับเกิดปัญหา เช่นความเจ็บป่วยไข้ สุขภาพอ่อนแอ อารมณ์ขุ่นมัว  ชีวิตมีอุปสรรคปัญหา สิ่งเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วเชื่อว่ามาจากการตกแต่งและจัดบ้านโดยไม่ทราบถึงหลักข้อห้ามบางประการของฮวงจุ้ยนั่นเอง  หลักข้อห้ามเหล่านั้นโดยกว้าง ๆ ก็ได้แก่   1. ห้ามสร้างรั้วรอบลานโล่งหน้าบ้าน เพราะจะทำให้คนในบ้านเกิดโรคขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับดวงตา 2. บ้านที่มีขนาดเล็ก ไม่ควรทำประตูบ้านขนาดใหญ่เกินไป จะส่งผลให้คนในบ้านมีปากเสียงเสมอ และประกอบอาชีพไม่รุ่งเรืองก้าวหน้า 3. หลังคาถ้าไม่สูงโปร่ง ไม่ควรแก้ไขด้วยการเจาะโล่ง แต่ควรใช้วิธีเปลี่ยนกระเบื้องใสเข้าแทน 4. กำแพงบ้านควรรักษาให้ดูใหม่สะอาดเสมอ และควรติดไฟสว่างในกลางคืนจะทำให้คนที่อาศัยอยู่รุ่งเรืองและปลอดภัย 5. ไม่ควรสร้างห้องใต้ดินไว้กลางบ้าน หรือสร้างให้เล่นระดับเป็นหลุมกลางบ้าน เพราะความชื้นจะทำให้สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยได้ 6. ไม่ควรต่อเติมหรือทุบบ้านให้มีรูปทรงเว้าแหว่ง เพราะจะเกิดคดีหรือปัญหาใหญ่กับลูก ๆ ในบ้านได้ 7. ถ้าบ้านอยู่ในจุดที่มีสะพานพุ่งตรงเข้าหาตัวบ้าน ไม่ควรปล่อยให้จุดนั้นโล่ง ควรปลูกต้นไม้กันสายตาให้ทึบ   8. ถ้าบริเวณหน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ยืนตายต้น ให้รีบโค่นออก มิฉะนั้นจะพบกับความยากจน 9. ไม่ควรตกแต่งกระจกไว้ตรงหัวนอน เพราะจะมีผลต่อสุขภาพ 10. ห้ามวางเตียงนอนตรงกับประตูหรือวางให้ตำแหน่งและเท้าตรงกับประตูไม่ควรมีหิ้งหรือชั้นบริเวณหัวนอน  จะทำให้เป็นโรคประสาท สมอง และความเครียดได้             การตกแต่งบ้านให้สวยงามโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้การตกแต่งบ้านเกิดผลดีต่อสมาชิกในบ้านได้อย่างดีอีกด้วย  ภาพจาก sinsaehwang.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท
www.yimsu.com/property
Yimsu Property

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน