ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

เคล็ดลับการเงิน


วางแผนให้ดีก่อนถึงวัยเกษียณ

วัยเกษียณ หลายคนคงคิดว่าเป็นวัยแห่งอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องทำงานที่หนักเหมือนวัยหนุ่มสาว แต่หากไม่วางแผนหรือเตรียมพร้อมทางการเงินให้ดีแล้วล่ะก็ วัยเกษียณ อาจจะเป็นฝันร้ายสำหรับผู้สูงอายุได้เช่นกัน วันนี้เรามีเทคนิคการวางแผนเตรียมรับมือกับวัยเกษียณให้คุณได้ศึกษาและเตรียมตัวก่อนถึงวันนั้น ภาพจาก www.huffingtonpost.com 1.คิดคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังจากคุณเกษียณภาพจาก time.com พอหลังเกษียณแล้ว หากคุณไม่มีธุรกิจส่วนตัว หรือ รายได้พิเศษอื่นๆ คุณต้องคำนวณเงินค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณไว้ก่อนเลยว่าคุณจะต้องใช้จ่ายต่อเดือนเดือนละเท่าไหร่ ซึ่งตำราส่วนใหญ่แนะนำว่าอัตราค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่เหมาะสมคือ 70 % จากค่าใช้จ่ายรายเดือนปัจจุบัน  2.คำนวณจำนวน ปี ที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ภาพจาก www.rheumatology.org คุณต้องลองถามตัวเองก่อนว่า คุณจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ และ คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุเท่าไหร่ เช่น คุณคิดว่าจะเกษียณตอน 60 ปี และจะมีชีวิตอยู่ต่อถึงอายุ 85 ปี แสดงว่าคุณจะมีเวลาเหลืออยู่ 25 ปีหลังเกษียณและมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณก็จะคำนวณได้ว่าต้องใช้เงินหลังเกษียณ (20,000x12)x25 = 6,000,000 บาท เห็นเงินจำนวนนี้แล้วก็รีบเก็บออมกันไว้ก่อนจะดีกว่า 3.ต้องศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อเงินเกษียณในอนาคตภาพจาก info.tmrdirect.com ปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินเกษียณในอนาคต แน่นอนว่าจะต้องมีเงินเฟ้อ คือ ค่าเงินในตอนนี้อาจจะซื้อสินค้าในอนาคตได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย รวมไปถึง เงินต้นที่คุณเก็บรวมไปถึงดอกเบี้ยที่เราจะได้ คุณต้องลองคิดคำนวณก่อนว่าเพียงพอต่อการใช้ตอนเกษียณหรือไม่  4.ทำประกันชีวิตเผื่ออนาคตที่ไม่แน่นอนภาพจาก teamwinston.com การทำประกันชีวิตนอกจากจะเป็นผลดีกับตัวท่านเอง ยังเป็นผลดีกับลูกหลานที่อยู่ภายหลัง เพราะจะมีเงินก้อนไว้ให้เป็นทุนในการดำเนินชีวิตต่อ โดยไม่ทิ้งภาระให้ลูกหลาน ซึ่งปัจจุบันมีประกันชีวิตสำหรับผู้สูงอายุที่เบี้ยต่อเดือนไม่แพง แต่ก่อนจะตัดสินใจสมัครควรศึกษาให้ดีก่อนด้วย 5.เตรียมเงินฉุกเฉินไว้อีกก้อนภาพจาก www.inc.com เพราะชีวิตหลังเกษียณอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเกิดปัญหาที่ต้องใช้เงินกระทันหัน แต่เหลือเงินที่ออมไว้ใช้ยามเกษียณเพียงก้อนเดียว หากนำออกไปใช้ ชีวิตที่เหลือหลังเกษียณคงลำบาก ดังนั้นควรออมเงินเผื่อเป็นเงินฉุกเฉินไว้ในยามแก่เฒ่าด้วย 6.ทำธุรกิจเสริมที่ไม่หนักเกินไปภาพจาก www.huffingtonpost.ca ถึงแม้จะอยู่ในวัยเกษียณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำงานต่อได้ คุณอาจจะหางานเล็กๆน้อยๆ ที่สามารถทำได้ในวัยเกษียณ เช่น ทำขนมขาย หรือ ทำงานฝีมือที่คุณถนัดขาย นอกจากจะได้รายได้แล้วยังช่วยให้คุณมีกิจกรรมไม่เบื่อยามที่ไม่ได้ทำงานประจำ จาก 6 เทคนิคที่เรานำเสนอให้คุณเตรียมพร้อม และ เตรียมตัวด้านการเงินก่อนวัยเกษียณ เพื่อให้คุณอยู่อย่างสบายไม่ลำบากในวัยดังกล่าว เราก็หวังว่าคุณจะเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตในบั้นปลายชีวิตของคุณจะได้มีความสุขไร้เรื่องกังวล ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.aommoney.com

หนี้จ๋า...มนุษย์เงินเดือนขอลาก่อน

การเป็นหนี้ใครๆก็คงไม่อยากเป็นใช่ไหมล่ะ แต่พอเป็นแล้วก็ต้องรีบเคลียร์ให้หมดโดยไว เพื่อนำเงินในส่วนนั้นไปเป็นเงินออมสำหรับอนาคต วันนี้เรามีวิธีการทำให้หนี้สินที่ค้างคาของเหล่ามนุษย์เงินเดือนหมดไปโดยไว มาให้คุณลองได้นำไปปรับใช้กัน ภาพจาก money.howstuffworks.com 1.สำรวจหนี้สินของตัวเองก่อนภาพจาก  www.massagemag.com เริ่มจากจัดสรรหนี้ของตัวเองว่ามีอยู่เท่าไหร่ และ ในสัญญาหนี้นั้นมีข้อตกลงอะไรบ้าง ถ้าหากผิดสัญญาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างว่า ดอกเบี้ยคงค้างอยู่ที่เท่าไหร่ และเงินต้นลดลงหรือไม่ มีค่าธรรมเนียมใดๆบ้าง เรื่องเงินทองเป็นสิ่งสำคัญรู้ลึกและเจาะรายละเอียดให้มากที่สุดเป็นที่สิ่งที่ดีและควรทำมากที่สุด 2.จ่ายหนี้ตามลำดับความสำคัญภาพจาก  www.massagemag.com หากคุณมีหนี้หลายก้อน เราแนะนำให้คุณรีบชำระหนี้ที่สำคัญและมีดอกเบี้ยแพงมากก่อน และไม่ควรค้างการชำระเพราะจะทำให้หนี้ของคุณพอกพูนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ หากเป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ เราแนะนำให้คุณทำการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตกับสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุดเพื่อให้กลายเป็นหนี้ก้อนเดียว และชำระเงินกับสถาบันการเงินเดียว ที่สำคัญห้ามรูดเพลินเกินห้ามใจอีกล่ะ 3.ปรับปรุงการใช้จ่ายของตัวคุณเองภาพจาก  www.millenniummoneymanagement.com หากรู้ตัวว่าเป็นสาวนักช็อป หรือ หนุ่มปาร์ตี้ ทางที่ดีควร ลด ละ เลิก พฤติกรรมนี้ออกไปก่อน และตั้งสติว่ากิจกรรมที่คุณทำอยู่นั้นช่วยสร้างสรรค์หรือเพิ่มรายได้ให้กับคุณหรือทำให้เป็นหนี้มากกว่าเดิม ทางที่ดีควรจะเริ่มเก็บออมตั้งแต่เงินเดือนเข้า โดยหัก 30% เป็นเงินใช้ในชีวิตประจำวัน 10% เป็นเงินออม 5% ออมเพื่อฉุกเฉิน และเงินในส่วนที่เหลือนำไปชำระหนี้สินให้หมด อดทนซักนิดและหนี้ที่มีจะค่อยหมดไป 4.อย่าเครียดภาพจาก thecollegepeople.com หนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว อาจจะทำให้คุณเครียด จนเลยเถิดไปกระทบกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หรือ เพื่อนร่วมงาน ทางที่ดีคุณควรจะต้องปรับทัศนคติก่อนว่า หนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็หมดได้ หากคุณจริงจังและมีวินัยที่ดี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณให้มีวินัย อดออมมากขึ้นเพียงเท่านี้ การเป็นหนี้ก็ไม่น่ากลัวแล้วล่ะ 5.ใช้เงินสดจ่าย ไม่มีก็ยังไม่ซื้อภาพจาก  blog.mint.com วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่เป็นหนี้ตั้งแต่แรก ถึงแม้ว่าของที่คุณอยากได้นั้นจะอยู่ตรงหน้า และคุณก็มีบัตรเครดิตอยู่ในมือ แต่คุณไม่มีวินัยในการใช้เงิน คุณก็ยังไม่ควรซื้อในตอนนั้น ทางที่ดีจ่ายเป็นเงินสดดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย หรือ หากมีโปรโมชั่นผ่อน 0 % คุณก็ต้องพิจารณาอีกนั่นแหละว่า ถึงจะผ่อน 0% 10 6 หรือ 10 เดือน คุณจะมีกำลังในการนำเงินไปผ่อนได้จริงหรือไม่                  จาก 5 วิธีที่จะให้หนี้ที่คุณไม่ได้ปรารถนาให้อยู่ในชีวิตนานๆก็จะค่อยหมดไป แต่อย่าลืมคุณต้องมีวินัยในการออม และ ต้องชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ ห้ามผิดนัดโดยเด็ดขาด ที่สำคัญต้องไม่อยากได้โน่น อยากได้นี่ ทั้งๆที่ของนั้นไม่จำเป็นต่อชีวิต เพียงเท่านี้คุณก็โบกมือลาหนี้สินได้แล้ว

ค่าส่วนกลางที่ชาวคอนโดฯต้องรู้

หากคุณตัดสินใจที่จะเลือกซื้อคอนโดมิเนียม ไม่ว่าจะเพื่ออยู่เอง หรือ ลงทุน คุณก็ต้องเตรียมเงินสำหรับจ่ายค่าส่วนกลาง ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกนั้นเลยก็ตาม วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับค่าส่วนกลางมาฝากให้คุณได้รู้กัน ค่าส่วนกลางคืออะไรภาพจาก www.brightsukhumvit.com เจ้าของห้องคอนโด เราถือว่าเป็น เจ้าของทรัพย์ส่วนบุคคล สำหรับบริเวณพื้นที่อำนวยความสะดวกที่ใช้ร่วมกัน เช่น ฟิตเนส ปั๊มน้ำ พื้นที่ลานจอดรถ ยามรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ปั๊มน้ำ ที่จอดรถ ในส่วนนี้เราเรียกว่า “ทรัพย์ส่วนกลาง” ซึ่งผู้ที่อาศัยในคอนโดจำเป็นต้องรับผิดชอบจ่ายค่าส่วนกลางผ่าน นิติบุคคลอาคาร ที่เข้ามาดูแลเพื่อเป็นค่าบำรุงส่วนกลางนี้เอง ต้องจ่ายค่าส่วนกลางเท่าไหร่ และ คิดจากอะไรภาพจาก www.bangkokcondofinder.com การจ่ายค่าส่วนกลางจะแตกต่างตามแต่ละโครงการ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ส่วนมากจะดูได้จาก ความมากน้อยของส่วนกลาง ฟังก์ชั่นของพื้นที่ที่ใช้ในส่วนกลาง ความเล็กใหญ่ของโครงการ และจำนวนยูนิตในแต่ละโครงการ ต้องจ่ายค่าส่วนกลางเมื่อไหร่ภาพจาก www.apthai.com ส่วนใหญ่จะเก็บกันล่วงหน้าเป็นรายปี โดยเรียกเก็บเป็น “…บาทต่อตารางเมตร” และมีกำหนดว่าจะต้องจ่ายตอนต้นปีที่ต้องใช้จ่ายสำหรับปีนั้นๆ เช่น ให้ชำระภายในเดือนมกราคมปี 2559 สำหรับใช้จ่ายค่าส่วนกลางทั้งหมดลอดปี 2559 โดยนิติบุคคลอาคารอาจจะเริ่มเรียกเก็บตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปี 2558ถ้าหากไม่จ่ายค่าส่วนกลางจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่จ่าย และ ค้างชำระไม่เกิน 6 เดือน อาจจะถูกค่าปรับโดยไม่เกิน 12% ต่อปีของจำนวนเงินที่ค้างชำระมา และ ห้ามคิดทบต้น หากไม่จ่าย และ ค้างชำระเกิน 6 เดือน อาจจะถูกค่าปรับโดยไม่เกิน 12% ต่อปีของจำนวนเงินที่ค้างชำระมา และอาจจะถูกระงับไม่ให้ใช้ส่วนกลาง เช่น ยกเลิกบัตรเข้า-ออกคอนโด งดให้บริการน้ำประปา เพราะการไม่จ่ายหนึ่งคนก็ส่งผลกระทบโดยรวม เพราะค่าบำรุงรักษาส่วนกลางก็จะถูกลดทอนลงไป ไม่สามารถขายคอนโดได้ เนื่องจาก เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะรับจดทะเบียนนิติกรรมห้องชุดใดๆที่ไม่ค้างชำระค่าส่วนกลางเท่านั้น หากค้างจ่ายอยู่ต้องชำระให้หมดก่อนถึงจะขายได้ อาจจะโดนฟ้องร้องได้ และ ส่วนใหญ่นิติบุคคลจะเป็นผู้ชนะคดี 100%จากข้อมูลทั้งหมดที่เรานำเสนอให้คุณไปจะเห็นได้ว่าการอาศัยในคอนโดมิเนียม นอกจากจะต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้วยังมีค่าส่วนกลางที่คุณต้องรับผิดชอบอีกด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นค่าซ่อมบำรุงให้คุณได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยไม่ต้องออกไปหาความสะดวกข้างนอกที่อยู่อาศัย ที่สำคัญอย่าลืม การมีวินัยชำระเงินให้ตรงเวลา จะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.softbizplus.com

ทำไงดี...ยื่นกู้ไม่ผ่านเพราะติดเป็นผู้กู้ร่วม

หลายคนอาจจะเคยเจอปัญหายื่นกู้ไม่ผ่าน ธนาคารไม่อนุมัติเพราะติดเรื่องที่มีชื่อเราอยู่เป็นผู้กู้ร่วมกับคนอื่น และกว่าจะครบสัญญาก็ต้องรออีกหลายปี เพราะการกู้ร่วมนั้นถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชำระค่างวดใดๆแต่ธนาคารก็จะถือ่าคุณมีข้อผูกพันกับการยื่นกู้สืนเชื่อนั้นแล้ว วันนี้เรามีทางออกให้คุณได้ลองศึกษาและนำไปลองทำตามกันดูภาพจาก www.kaigi.biz ก่อนอื่นมารู้จักกับการกู้ร่วมก่อนว่าคืออะไรภาพจาก www.kaigi.biz การกู้ร่วม คือ การเป็นหนี้ร่วมกัน แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วการผ่อนจ่ายรายเดือนจะมากน้อยต่างกันหรือผู้กู้ร่วมบางคนไม่ได้ร่วมจ่ายค่างวดด้วยก็ตาม แต่ในทางทฤษฎีแล้วถือว่าเป็นหนี้ร่วมกัน เช่น ถ้ากู้เงินจำนวน 1 ล้านบาท กู้ร่วม 2 คน ภาระหนี้ของแต่ละคน คือ 500,000 บาท ผ่อนจ่ายเดือนละ 8,000 บาท นั่นก็หมายถึง ภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระคืนแบ่งครึ่งคนละ 4,000 บาท ดังนั้นภาระที่ว่านี้จะติดตัวของผู้กู้ร่วมไปด้วยเมื่อมีการขอสินเชื่อใหม่ ธนาคารก็จะนำภาระหนี้ 500,000 บาท และหนี้ที่ต้องผ่อนชำระเดือนละ 4,000 บาทนี้ไปคิดคำนวณด้วย แม้ในความเป็นจริงผู้กู้ร่วมจะจ่ายหรือไม่ได้จ่ายค่างวดนี้ก็ตาม  ถ้าอยากถอนชื่อจากการเป็นผู้กู้ร่วมต้องทำอย่างไรภาพจาก mahimaagencies.com เจรจากับธนาคารว่าตอนนี้หนี้เก่าที่เป็นผู้ร่วมอยู่นั้นผ่อนชำระมาเป็นเวลานานแล้ว และมูลค่าของหนี้ก็ไม่มาก และแจ้งว่าผู้กู้หลักมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดให้สามารถเป็นผู้กู้ต่อไปเพียงคนเดียวได้ เช่น เงินผ่อนชำระรายเดือนต้องไม่เกิน 40-50% ของรายได้ต่อเดือนของผู้กู้ หรือเมื่อเวลาผ่านไปผู้กู้หลักมีรายได้เพิ่มขึ้นและเพียงพอที่จะเป็นผู้กู้เพียงคนเดียว กรณีนี้ผู้กู้ร่วมอยากถอนชื่อออกก็สามารถทำได้ ค่าใช้จ่ายกรณีจะถอนตัวจากการเป็นผู้กู้ร่วม เปลี่ยนแปลงสัญญาเงินกู้กับธนาคาร เปลี่ยนแปลงสัญญากรรมสิทธิ์ที่ดินที่กรมที่ดิน และมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอน 2% ของราคาประเมิน ผู้กู้ร่วมจะต้องจ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายด้วย เพราะโดยหลักการแล้วเท่ากับผู้กู้ร่วมขายกรรมสิทธิ์ จะเห็นได้ว่ามีความยุ่งยากไม่น้อยเลย ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจกู้ร่วมกับใครก็ควรวางแผนและคิดให้รอบคอบก่อนจะดีกว่า ขอบคุณแหล่งข้อมูล moneyhub.in.th

รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

การรีไฟแนนซ์ คือสิ่งที่หลายคนจะทำหลังจากที่ผ่อนชำระค่าบ้านมาได้ซักระยะหนึ่ง เพื่อให้ได้เงินก้อนมาส่วนหนึ่ง และ ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านมาให้คุณได้ศึกษา และ รู้ข้อดีของการรีไฟแนนซ์ว่าจะช่วยเหลือคุณได้อย่างไรบ้างภาพจาก primaryresidentialsf.com รีไฟแนนซ์ คือ รีไฟแนนซ์ คือ การเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ โดยการไปกู้หนี้ที่ใหม่หรือที่เดิม เพื่อมาปิดหนี้เดิม และเริ่มการเป็นหนี้ใหม่อีกครั้งกับสถาบันการเงินเดิมหรือสถาบันการเงินใหม่ ใช้ในกรณีที่คุณผ่อนบ้าน คอนโด หมุนเงินไม่ทัน หรือต้องการชำระดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในอัตราที่ถูกลง คุณสามารถเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ธนาคารที่เป็นหนี้ เรียกว่า จัดไฟแนนซ์ใหม่ หรือธนาคารอื่น เรียกว่าเป็นหนี้เจ้าใหม่ เพื่อทำการรีไฟแนนซ์ได้ภาพจาก money.usnews.com เหตุผลของการรีไฟแนนซ์หลังจากผ่อนบ้านมาระยะหนึ่งแล้วคุณต้องการอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านให้ถูกลงคุณอาจจะทำการรีไฟแนนซ์ได้ และการรีไฟแนนซ์ยังช่วยให้ค่างวดต่อเดือนลดลง แต่การรีไฟแนนซ์จะทำให้คุณต้องเป็นหนี้นานขึ้น การจะทำรีไฟแนนซ์จึงจำเป็นต้องทำให้รอบคอบก่อนตัดสินใจภาพจาก decor.mthai.com รีไฟแนนซ์มีข้อดีข้อเสียอย่างไรข้อดีของการรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ที่ถูกกว่า ทำให้ ดอกเบี้ยถูกลงกว่าเดิม ลดภาระหนี้ จำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือนลดลง ช่วยให้คุณลดภาระหนี้ต่อเดือนลง ได้เงินก้อนมาใช้ใหม่ โดยคุณอาจกู้ที่ใหม่เพื่อมาจ่ายหนี้เดิมและเหลือเงินไว้ให้ด้วยข้อเสียของการรีไฟแนนซ์ เพิ่มระยะเวลาในการเป็นหนี้นานขึ้น มีค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารีไฟแนนซ์ใหม่ภาพจาก www.thestreet.com ค่าใช้จ่ายสำหรับการรีไฟแนนซ์หากคุณต้องการรีไฟแนนซ์บ้านใหม่ คุณจำเป็นต้องเตรียมเงินไว้สำหรับเป็นค่าใข้จ่ายโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ค่าใช้จ่ายสำหรับสถาบันการเงินเดิม ค่าเบี้ยปรับในกรณีผู้กู้ไถ่ถอนก่อนกำหนด ต้องเสียค่าปรับเฉลี่ยในอัตราตั้งแต่ 1 – 5% ของวงเงิน ที่ขอกู้ หรือยอดเงินต้นคงเหลือ แต่ก็มีบางธนาคารที่ไม่คิดค่าปรับ ค่าใช้จ่ายสำหรับสถาบันการเงินใหม่ ค่าธรรมเนียมในการปล่อยกู้ ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดประมาณ 0 – 3% ของวงเงินกู้ ค่าประเมินราคาหลักประกันประมาณ 0.25 – 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือประมาณ 1,500 – 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับวงเงินที่ขอกู้ และทำเลที่ต้องของหลักประกันด้วย กรณี รีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเดิมอาจไม่ต้องจ่ายค่าประเมิน ค่าทำประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับธนาคารเก่าและใหม่แต่ละแห่ง จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร ค่าใช้จ่ายสำหรับกรมที่ดิน ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง จำนวน 1% ของวงเงินที่ขอกู้ ค่าอากร จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่จากข้อมูลการรีไฟแนนซ์ที่แนะนำคุณไปขั้นต้น เราก็หวังว่าคุณจะได้ความรู้ไปประกอบการตัดสินใจในการรีไฟแนนซ์ เพราะอย่าลืมว่าถึงแม้ว่าคุณจะได้เงินก้อน และ ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ถูกลง แต่คุณก็ต้องเป็นหนี้ที่นานขึ้น รวมไปถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายจากธรรมเนียมอื่นๆด้วย  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  www.poolprop.com

พฤติกรรมสุดยี้ เพิ่มหนี้ให้ไม่รู้ตัว

การเป็นหนี้ คิดอีกกี่ทีก็ปวดใจ ปวดหัวอยู่เสมอ และพฤติกรรมที่ทำให้เราเป็นหนี้ที่ทั้งรู้ตัว และ ไม่รู้ตัว ก็ไม่หายไปซักที แล้วอย่างนี้ “หนี้สิน” ที่มีจะหายไปได้อย่างไรล่ะ วันนี้เรารวบรวมพฤติกรรมสุดยี้ ที่เพิ่มหนี้ให้คุณไม่รู้ตัว ลองอ่านกันดูนะและดูว่าพฤติกรรมเหล่านี้คุณมีกี่ข้อ ถ้ามีเยอะเกินไปก็ควรปรับปรุงได้แล้วล่ะ ภาพจาก www.bad-credit-loans.ca 1. ซื้อของด้วยบัตรเครดิตเป็นประจำ แถมยังไม่จ่ายเต็มวงเงิน จ่ายขั้นต่ำตลอดภาพจาก  www.bad-credit-loans.ca การใช้บัตรเครดิตให้เป็น มันก็จะเป็นคุณประโยชน์กับตัวคุณ แต่ถ้าใช้ไม่เป็น แถมยังใช้จนเต็มวงเงินแล้วไม่จ่ายให้ตรงเวลา อีกทั้งไม่จ่ายเต็มวงเงินที่ใช้ไป พฤติกรรมแบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะคุณต้องเสียดอกเบี้ย 20% ให้กับสถาบันการเงิน แถมยังต้องปวดหัวกับการหาเงินมาใช้หนี้จนไม่มีเงินเก็บ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วควรรีบเคลียร์หนี้ให้หมดและเลิกพฤติกรรมนี้โดยด่วน 2. มีพฤติกรรมการใช้เงินเดือนชนเดือน ภาพจาก articles.bplans.com เงินเดือนเพิ่งออก แต่ว่าทำไมไม่เคยพอซักทีนะ ใช้เงินเดือนชนเดือนไม่เหลือเงินเก็บออมซักบาท ทางที่ดีควรเริ่มออมเงิน กันไว้ก่อน 20% ของเงินเดือน และอีก 20% เผื่อไว้เป็นเงินฉุกเฉินสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุ หรือ อาการเจ็บป่วยของคุณ หรือ คนในครอบครัว 3. ซื้อของไม่จำเป็นเต็มบ้านภาพจาก  www.livescience.com ด้วยโปรโมชั่นล่อใจคุณแม่บ้าน หรือ มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา เวลาเห็นป้าย Sale หรือ ป้ายซื้อ 1 แถม 1 ก็ต้องซื้อมาเก็บไว้ก่อน คุณต้องลองพิจารณาก่อนว่า ของชิ้นนั้นจำเป็นจริงหรือไม่ อย่าซื้อเพราะว่าโปรโมชั่น แต่ไม่ได้ใช้จนเก็บเป็นขยะเสียเปล่าๆ 4. ยืมเงินคนรอบข้างจนเป็นเรื่องปกติภาพจาก texashardmoneylender.net หากคุณมีพฤติกรรมยืมเงินคนรอบข้างจนเป็นเรื่องปกติ แบบนี้คงไม่ดีแน่ เพราะนอกจากจะบริหารเงินไม่เป็นแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนที่ถูกคุณยืมเงินคงจะห่างเหินและเสียความสัมพันธ์อันดีกันไปแน่ๆ 5. จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำเสมอ ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้เมื่อถึงกำหนด ภาพจาก www.getcreditinformation.com หนี้บัตรเครดิตที่เกิดขึ้นมาทางที่ดีคุณควรจ่ายให้หมด ตามที่คุณใช้จริง ไม่ควรจ่ายขั้นต่ำเพราะดอกเบี้ยต่อปีสูงถึง 20 % ทางที่ดีคุณควรจ่ายให้ตรงเวลาและเต็มจำนวนเท่านั้น 6. ไม่มีการวางแผนที่จะพาตนเองออกจากสถานะการเป็นลูกหนี้ ภาพจาก www.getcreditinformation.com  พฤติกรรมที่อันตรายสุดคือ การที่คุณไม่ยอมพาตัวเองออกจากการเป็นลูกหนี้ หากคุณยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อนาคตของคุณต้องแย่แน่นอน ทางที่ดีคุณควรเริ่มวางแผนเสียใหม่ หากมีรายได้ก็ต้องรีบไปใช้หนี้ และ ไม่ก่อหนี้เพิ่มอีก จาก 6 พฤติกรรมสุดยี้ ที่ทำลายเงินออมของคุณที่เรากล่าวไปขั้นต้น ทางเราก็หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นกับตัวคุณ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วก็ควรรีบจัดการเสียก่อนที่จะสายเกินแก้ และรีบปรับพฤติกรรมวางแผนการเงินให้มากขึ้น เพียงเท่านี้การเงินของคุณก็จะดีขึ้นแน่นอน 

วิธีออมเงินแบบง่ายๆไม่ลำบากตัวเอง

ทำไมการออมเงินต้องลำบากตัวเองด้วย คุณเคยคิดแบบนี้ไหม เพราะบางคนจะออมเงินเกินไป ออมจนไม่มีเงินใช้จ่ายประจำวัน สุดท้ายก็นำเงินออมออกมาใช้อีกอยู่ดี จริงอยู่ว่าการออมเป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าทำเกินความพอดีก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ลองมาดูเทคนิคการออมแบบง่ายๆที่ทำได้ง่าย และ ไม่หนักเกินไปกันดีกว่า 1. ออมวันละ 20 บาทภาพจาก www.goodhousekeeping.com ฟังเหมือนจะดูน้อย และ จะเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ช้า แต่อย่าเพิ่งดูถูกเงินออมก้อนเล็กก่อนนี้ เพราะถ้าคุณออมไปเรื่อยๆติดต่อกัน 1 เดือน ก็จะได้เงิน 600 บาท 1ปี ก็จะได้เงิน 7,200 บาท เลยนะ (ห้ามนำออกมาใช้ก่อนล่ะ) แต่ถ้าใครมองว่ายังน้อยไปคุณอาจจะเพิ่มเป็น 50 บาท 100 บาท ก็ได้ไม่ว่ากัน 2. เหรียญ เศษเงินทอนเก็บให้หมดภาพจาก www.rd.com ทุกวันนี้ไปทำงานก็มักจะได้เศษเงินทอนมาตลอด เงินทอนเรานี้แหละนำไปหยอดกระปุก และไม่เอามาใช้ ออมไปเพลินๆรู้ตัวอีกทีก็มีเงินก้อนแล้ว หรือใช้เทคนิคกระปุกออมสินใสๆ จะได้มีกำลังใจในการออมเพราะเหรียญเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ออร่าเศรษฐีเงินเหรียญกำลังจะมาแล้ว 3. แบ่งเงินใส่ถุงไปใช้ภาพจาก www.shape.com คำนวณเงินที่ใช้ต่อวันว่าต้องใช้วันละเท่าไหร่ และนำเงินส่วนนั้นไปใส่ถุงใช้ต่อวัน เช่น ใช้วันละ 150 คุณอาจจะสำรองเผื่อเป็น 200 กันฉุกเฉิน และใช้ไม่เกินเงินที่นำไป ถ้าเหลือก็นำไปออมต่อ ทำให้คุณวางแผนจัดการเงินที่คุณมีได้ง่ายขึ้น ไม่มือเติบอีกด้วยนะ  4. กินเกินมาเท่าไหร่ต้องหยอดกระปุกเท่านั้นภาพจาก www.huffingtonpost.com ต่อจากข้อ 3 สมมติว่าวันนี้มีนัดกินข้าวกับเพื่อน เกินจากงบเดิมที่ใช้วันละ 200 บาท เป็น 500 บาท 300 บาทส่วนต่างคุณต้องนำไปหยอดกระปุก เหมือนจะโหดแต่ว่าถ้าทำแบบนี้จะให้คุณประมาณตนเองในการใช้จ่ายได้ 5. หยอดหลายกระปุกภาพจาก tribune.com.pk ซื้อกระปุกมาหลายๆใบ และเขียนแรงบันดาลใจในการออมเงินแปะไว้ข้างหน้า เพื่อให้คุณมีกำลังใจในการออม และ รู้ว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร เช่น กระปุกสำหรับซื้อเสื้อผ้า กระปุกสำหรับทริปต่างประเทศ กระปุกสำหรับค่าหนังสือเสริมความรู้ เป็นต้น 6. ออมเงินเท่ากับค่ากาแฟภาพจาก plus.google.com หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ซื้อกาแฟทุกเช้าเพื่อให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าพร้อมทำงาน ยิ่งซื้อจากร้านชื่อดังบางร้านแล้ว มูลค่าแทบจะเทียบเท่าอาหาร 3 มื้อเลยด้วยซ้ำ วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้มองเห็นว่า การซื้อกาแฟจากร้าน ซึ่งดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย จริงๆ แล้วเมื่อทำทุกวัน จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายตรงนี้แหละที่ทำให้เงินออมเราหายไปเป็นจำนวนมาก จาก 6 เทคนิคการออมเงินที่ง่ายไม่ลำบากตัวเองที่เราเสนอไป ก็คงทำให้คุณสนุกกับการออมเงินมากขึ้น จำไว้ว่าออมวันนี้สบายวันหน้า ผลที่ได้มารับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน 

เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเดือน 15,000 บาท

การเริ่มต้นทำงานในปัจจุบัน เงินเดือนมักจะสตาร์ทที่ 15,000 บาท หลายคนอาจจะกังวลว่าแล้วควรจะนำเงินก้อนที่เหลือจากใช้จ่าย และ ออมเงินแล้วควรนำไปทำอะไร หรือ ลงทุนในส่วนไหนดี วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ 1. เริ่มต้นด้วยธุรกิจที่คุณชอบ และ ถนัดภาพจาก rectasdecocina.com หากคุณมีฝีมือทางด้านการทำขนม หรือ ศิลปะ คุณอาจจะหารายได้พิเศษ จากความชอบของคุณ เช่น เปิดร้านทำขนมออนไลน์โดยเริ่มต้นจากขายในออฟฟิศ หรือ เพื่อนฝูงก่อน เพื่อให้เป็นปากต่อปาก และค่อยเขยิบขายจริงจังมากขึ้น 2. ร่วมลงทุนกับเพื่อนๆภาพจาก www.jccf.org หากเงินของคุณไม่พอที่จะลงทุนเพียงคนเดียว คุณอาจจะร่วมลงทุนกับเพื่อนที่ไว้ใจได้ หรือคนในครอบครัวคุณให้มาร่วมกันทำธุรกิจที่ชอบเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าการร่วมลงทุนกับคนรู้จัก คุณต้องเปิดใจคุยกันตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์กันระหว่างทำธุรกิจ 3. ลงทุนกับกองทุนหรือสลากออมทรัพย์ภาพจาก  www.brolink.co.za ปัจจุบันมีกองทุนที่น่าสนใจและไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มาก หรือ สลากออมทรัพย์สำหรับออมเงิน เพราะนอกจากเงินจะไม่สูญหายแล้ว ยังได้เงินปันผลอีกด้วย แต่คุณต้องศึกษากองทุน และ สลากออมทรัพย์ที่จะซื้อก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุนในภายหลัง 4. ขายของตลาดนัด  ภาพจาก retextil.com วิธีนี้เหมาะกับคนที่ชอบค้าขาย และ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก เริ่มต้นคุณอาจจะขายเสื้อผ้า หรือ ของมือสอง ที่ไม่ต้องลงทุนไปซื้อสินค้าขายใหม่ หรือหากมีเงินทุนซักก้อนคุณอาจจะเริ่มต้นขายเครื่องดื่มตามตลาดนัด หรือ งานแฟร์ต่างๆก็ได้เช่นกัน 5. ลงทุนในหุ้นภาพจาก economicdevelopment.org วิธีนี้คุณต้องศึกษาและไม่ลงเงินมากเกินไป เพราะการเล่นหุ้นมีความเสี่ยงสูง ถึงแม้จะได้เงินปันผลสูง แต่หากผิดพลาดเงินก้อนที่คุณมีอาจจะหายไปในพริบตาก็เป็นได้ ดังนั้นก่อนเริ่มลงทุนต้องสอบถามผู้รู้ และ ศึกษาอย่างจริงจัง จาก 5 ข้อ การลงทุน และ การขายสินค้าสำหรับผู้ที่มีเงินเดือนไม่สูง แต่อยากจะมีรายได้เพิ่มที่เรานำเสนอไป หวังว่าคุณจะเห็นแนวทางและนำไปปรับใช้ ที่สำคัญ ความอดทน และ ความมุ่งมั่นเป็นสิ่งละทิ้งไม่ได้ต้องทำให้ดีที่สุด ความสำเร็จก็จะมาหาคุณเอง 

รายได้เสริมแบบไหนที่สามารถกู้สินเชื่อบ้านได้

ปัจจุบันการทำอาชีพประจำเพียงอย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายประจำวัน ดังนั้นการหาอาชีพเสริมทำด้วยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนทำ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บางงานอาจจะมากกว่างานประจำเสียอีก และรายได้เสริมแบบไหนบ้างล่ะที่สามารถนำไปเป็นหลักฐานประกอบการกู้สินเชื่อได้บ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ 1. รายได้เสริมที่ได้รับค่าจ้างอย่างสม่ำเสมอหากคุณมีรายได้เสริมที่ได้รับค่าจ้างอย่างสม่ำเสมอ และมีหลักฐานการรับเงินอย่างชัดเจน คุณสามารถนำไปประกอบกับการยื่นกู้สินเชื่อบ้านได้ เพราะรายได้ที่ธนาคารจะนำมาพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ ปกติแล้วจะเป็นรายได้ที่รับเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกๆเดือน หากว่าได้ไม่สม่ำเสมอ ได้เป็นบางเดือน ก็ยากที่จะธนาคารจะนำเงินในส่วนนี้ไปพิจารณาให้ผ่านสินเชื่อได้ภาพจาก www.lifehack.org 2. ต้องเป็นรายได้ที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนตัวอย่างเช่น คุณสมศักดิ์มีรายได้พิเศษ จากการเป็นอาจารย์สอนพิเศษให้กับสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง โดยจะได้ค่าจ้างทุกเดือน มีหลักฐานการโอนเงินเข้าธนาคารเป็นประจำทุกเดือนสามารถตรวจสอบรายการเดินบัญชีได้(Statement) และ ทางสถาบันการศึกษาก็มีการออกหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิให้ โดยจะแสดงประเภทรายได้ และจำนวนเงินที่คุณได้จากการทำงาน หลักฐานทั้งหมดนี้ คุณสมศักดิ์สามารถนำมาใช้ประกอบการกู้สินเชื่อบ้านได้ เช่นกันภาพจาก www.lifehack.org 3. รายได้เสริมจากกิจการส่วนตัวหากคุณมีรายได้พิเศษจากกิจการส่วนตัว เช่น ทำเบเกอรี่ขาย ทำอาหารขาย หรือ ขายเสื้อผ้า หากคุณจดทะเบียนการค้า หรือ ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (กรณีขายสินค้าออนไลน์) รวมไปถึงสัญญาพื้นที่ให้เช่าขายสินค้า คุณต้องนำมาประกอบเป็นหลักฐานคู่กับรายได้ที่ได้จากการทำกิจการ คือ รายการเดินบัญชี (Statement) ว่ามีเงินเข้าเป็นประจำจากรายได้ส่วนนี้ หากได้รับเงินสดให้นำเงินสดเข้าธนาคารก่อนนำไปใช้ภาพจาก howtogetthatjob.com.au 4. รายได้จากรายได้เสริมจากการให้เช่า หากคุณมีพื้นที่ให้เช่า หรือ มีบ้าน คอนโด ให้เช่า คุณสามารถแสดงรายได้สำหรับการให้เช่า ได้แก่ สัญญาเช่น และรายการเดินบัญชี (Statement) ที่ผู้เช่าโอนเงินค่าเช่าให้กับคุณเพื่อเป็นหลักฐานในการกู้สินเชื่อบ้านได้ภาพจาก chancehouse21.com จาก 4 ประเภทของรายได้เสริมที่เรานำเสนอให้คุณไปตามข้อมูลขั้นต้น คุณลองศึกษาดูว่ารายได้เสริมที่คุณทำอยู่มีประเภทไหนที่เข้าข่ายบ้าง ที่สำคัญอย่าลืมเรื่องเอกสารที่เป็นหลักฐานสำคัญเพื่อให้การกู้สินเชื่อบ้านง่ายขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมเก็บออม และ ขยันทำงานอย่างสม่ำเสมอเพียงเท่านี้คุณก็สามารถสร้างครอบครัวในบ้านหลังใหม่ได้แล้วล่ะ   ขอบคุณแหล่งข้อมูล  www.ddproperty.com

ออมเงินแบบไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ

การออมเงินเป็นสิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่คุณเริ่มมีเงินเก็บ หรือ เงินเดือน เพราะที่เค้าบอกกันว่า “ใครออมก่อน รวยก่อน” คงจะเป็นเรื่องจริง และช่วยให้คุณหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ แต่การออมเงินแบบไหนล่ะที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ วิธีการออมเงินแต่แบบก็มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง วันนี้เรามีมาให้คุณได้ศึกษากัน 1. การหยอดกระปุกเก็บออมภาพจาก www.money-rates.com วิธีเบสิค สากล สำหรับการเริ่มเก็บออมเงินของคุณ เพียงมีกระปุกออมสิน คุณก็เริ่มเก็บออมได้แล้วข้อดี ง่าย สามารถทำได้เลยทันที สามารถเริ่มได้จากเงินตั้งต้นหลักหน่วยหรือหลักสิบ แค่มีความมุ่งมั่นหรือตั้งใจ สามารถแบ่งกระปุกออกตามเป้าหมายที่แตกต่างกัน เช่น กระปุกนี้สำหรับไปเที่ยว กระปุกนี้สำหรับอุปกรณ์ไอที และกระปุกนี้สำหรับอาหารหรู ๆ สักมื้อ เป็นต้นข้อเสีย หากคุณใจไม่แข็งพอ อาจจะเกิดเหตุการณ์หยิบเอาเงินออมมาใช้ก่อนที่จะถึงเป้าหมาย เป็นเงินออมที่ปราศจากดอกเบี้ย คุณได้จะได้เงินจากการออมของคุณเท่านั้น 2. การออมแบบเงินฝากกับสถาบันการเงินปัจจุบันการฝากเงินกับสถาบันการเงินมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งบัญชีเงินฝากประจำ บัญชีแบบพิเศษที่มีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่ออม บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษหรือดอกเบี้ยปลอดภาษี ซึ่งบัญชีเงินฝากแต่ละประเภทมีเงื่อนไขในการรับฝากเงินต่าง ๆ กัน ทั้งยอดเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี หรือระยะเวลาในการฝาก รวมถึงเงื่อนไขในการฝากเงินเพิ่มหลังเปิดบัญชีข้อดี ง่าย เพียงคุณนำบัตรประชาชนและเงินออมขั้นต่ำที่คุณจะฝากทุกเดือนไปที่ธนาคาร คุณก็สามารถเปิดบัญชีเงินฝากกับทางสถาบันการเงินได้แล้ว สามารถมั่นใจได้กับดอกเบี้ยที่แน่นอน และ คุณสามารถกำหนดเงินขั้นต่ำในแต่ละเดือนได้ และช่วยให้คุณมีวินัยบังคับให้คุณต้องฝากเงินประจำจนกว่าจะครบกำหนดข้อเสีย ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน เพราะอัตราดอกเบี้ยคงที่และไม่สูงมากนัก และความที่มีการกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี บางครั้งจึงเป็นเงินก้อนใหญ่ที่มนุษย์เงินเดือนอาจจะลำบากในการออม 3. การซื้อสลากหรือพันธบัตร ภาพจาก www.economind.org การออมด้วยการซื้อสลาก หรือ พันธบัตร เป็นการออมกับหน่วยงาน นอกจากจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากแล้ว ยังมีโชคให้ลุ้นอีกด้วย ข้อดี เป็นวิธีการออมที่ค่อนข้างปลอดภัย เงินต้นไม่หาย ดอกเบี้ยคงที่แน่นอนไม่แปรปรวน  เหมาะกับผู้ที่ชอบเสี่ยงโชคเพราะลงทุนไปแล้วเงินต้นก็ไม่หายไปไหนข้อเสีย มีเงื่อนระยะเวลามาบังคับซึ่งโดยมาเงินที่ออมในรูปแบบนี้จะมีระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี ดังนั้นเงินที่นำมาออมต้องแน่ใจว่าเป็นเงินเย็นที่ผู้ออมไม่มีความจำเป็นต้องใช้จนกว่าจะครบกำหนดการออมนั้นเอง 4. การซื้อประกัน(ประกันแบบออมทรัพย์)ภาพจาก restorationquote.com ปัจจุบันมีรูปแบบการประกันหลากหลายมากขึ้น และที่น่าสนใจคือ ประกันแบบออมทรัพย์ เพราะให้ดอกเบี้ยการประกันค่อนข้างสูง และยังครอบคลุมการคุ้มครองในกรณีที่เสียชีวิตให้อีกด้วยข้อดี เบี้ยประกันหรือผลตอบแทนค่อนข้างสูง ให้การคุ้มครองอื่น ๆ เช่น เงินตอบแทนกรณีที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต มักได้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยประกันเป็นช่วง ๆ ตามระยะเวลาที่ทางประกันกำหนดข้อเสีย ระยะการจ่ายเบี้ยค่อนข้างนาน ขั้นต่ำอย่างน้อยต้องต่อเนื่อง 5 ปี และต้องรอจนถึงระยะเวลาที่ทางประกันกำหนด จึงจะสามารถจึงจะได้เงินก้อนที่ทำประกันไปคืน  5. ออมแบบการซื้อกองทุนภาพจาก rwsgroup.org การออมแบบการซื้อกองทุนมีอยู่หลายประเภท ขึ้นอยู่กับนโยบายของการลงทุน แต่ส่วนใหญ่จะซื้อเป็น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( LTF) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งซื้อขายผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาต และมีระยะเวลารวมถึงอัตราในการซื้อขายตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดข้อดี ผู้ออมจะได้รับกำไรเป็นภาษีที่ได้รับการลดหย่อนทันที ตามหน่วยเงินที่ได้ลงทุนไป และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาของการลงทุนในกองทุนก็สามารถขายหน่วยกองทุนที่เราซื้อไว้คืนเป็นเงินกลับมาได้ ข้อเสีย มีอัตราความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะบางกองทุนก็อาจจะขาดทุนได้ ต้องศึกษาให้ดีก่อนเริ่มลงทุน มีระยะเวลากำหนดในการซื้อกองทุนเป็นระยะเวลานานไม่น้อยกว่า 5 ปี ต้องใช้เงินเย็นจริงๆที่จะนำไปลงทุน 6. ออมเงินด้วยการซื้อหุ้นภาพจาก innotribe.com ข้อดี ให้ผลตอบแทนค่อนข้างเร็วและสูง สามารถเลือกได้ระหว่างการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร หรือการซื้อขายเพื่อรอผลตอบแทนอื่น ๆ เช่น เงินปันผล และกำไรจากการซื้อขาย เป็นต้นข้อเสีย ความเสี่ยงสูงมาก หากเทียบกับการออมเงินวิธีอื่น ๆ สามารถมีจุดพลิกผันได้ตลอด ไม่มีอัตรากำไรหรือขาดทุนที่แน่นอน จาก 6 วิธีการออมที่เรานำเสนอไปคุณก็สามารถนำไปศึกษาและลองปรับใช้ดูว่าแบบไหนจะเข้ากับพฤติกรรม และ ความพร้อมของคุณมากที่สุด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวคุณ 

ติดแบล็กลิสต์ แต่อย่ายื่นกู้สินเชื่อบ้าน ทำได้หรือไม่

ติดแบล็กลิสต์ ซื้อบ้านได้หรือไม่ คำถามนี้หากเป็นเมื่อก่อนก็คงตอบว่า ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการไปกู้เงินในระบบอื่นที่ไม่ใช่จากสถาบันการเงินหรือธนาคาร แต่ปัจจุบันทางธนาคารได้มีโครงการผ่อนผันให้ผู้ที่คิดแบล็กลิสต์ในข้อมูลเครดตบูโรสามารถขอกู้เงินซื้อบ้านได้แล้ว แต่ที่สำคัญต้องชำระหนี้ที่ติดแบล็กลิสต์ให้หมดก่อนด้วยถึงจะทำการยื่นกู้สินเชื่อบ้านได้ และ ขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ที่คุณยื่นขอ และ รายได้ของคุณ โดยธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ว่าคุณจะไม่เบี้ยวนัดการจ่ายเขาอย่างที่ผ่านมา ภาพจาก www.yourloanadvisors.com ขั้นตอนการยื่นกู้สินเชื่อ(สำหรับคนที่เคยติดแบล็กลิสต์) ปิดหนี้ที่คุณมีทั้งหมด ด้วยการแฮร์คัท หรือ ตามความเหมาะสม และความสะดวกของคุณเอง เข้าไปที่เครดิตบูโร พร้อมบัตรประชาชน เพื่อไปขอข้อมูลอัพเดทของเราว่ามีติดแบล็กลิสต์ตัวไหนบ้าง และขอคำปรึกษากับเจ้าหน้าที่ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง หากเราต้องการยื่นขอสินเชื่อกู้บ้านใหม่ ไปที่สถาบันการเงิน หรือ ธนาคารที่ต้องการยื่นกู้สินเชื่อ เพื่อขอคำแนะนำจากเขา พร้อมกับรายละเอียดที่ได้มากจากเครดิตบูโร กรณีที่คุณปิดหนี้หมดแล้วให้นำหลักฐานการจ่ายเงินไปด้วย พร้อมกับจดหมายยืนยันการชำระหนี้จากเจ้าหนี้ ยื่นเรื่องกับธนาคารที่ขอกู้ตามปกติ  และรอผลอนุมัติจากทางทางสถาบันการเงินภาพจาก koopump.ump.edu.my เอกสารปิดหนี้ที่ยื่นประกอบการกู้สินเชื่อ หนังสือยืนยันเงื่อนไขการชำระหนี้ เป็นเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องมี เอกสารการชำระหนี้ ต้องเขียนใบ Pay in ด้วยตัวเองทุกครั้ง ลงชื่อผู้จ่ายให้ชัดเจน หนังสือยืนยันปิดภาระหนี้ จากข้อมูลขั้นต้นก็อาจจะทำให้คนที่ติดแบล็คลิสต์คลายความกังวลไปได้บ้างว่าสามารถยื่นกู้สินเชื่อบ้านได้ แต่อย่าลืมว่าการอนุมัติก็ขึ้นอยู่กับรายได้ และ วงเงินกู้ของคุณด้วย ที่สำคัญหากได้รับการอนุมัติแล้วต้องมีวินัยในการชำระเงินเพื่อไม่ให้เกิดประวัติซ้ำรอย

เตรียมเงินค่าธรรมเนียมก่อนขอสินเชื่อ

การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือ ธนาคาร สิ่งที่คุณต้องตรวจสอบให้ดีก่อนนอกเหนือจากดอกเบี้ยแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินเรียกเก็บจากคุณ บางแห่งจะเรียกเก็บแบบเล็กๆน้อยๆ ยิบย่อยก็เก็บ ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อบุคคลจากสถาบันการเงินก็ต้องศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อน วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่คุณต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินเวลาไปกู้สินเชื่อส่วนบุคคล ดังนี้ 1. ค่าธรรมเนียมการดำเนินการค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ เป็นค่าธรรมเนียมที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการขอสินเชื่อส่วนบุคคล โดยในแต่ละสถาบันการเงินจะเรียกเก็บในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน อีกทั้งขึ้นอยู่กับวงเงินที่ได้รับการอนุมัติอีกด้วย หากวงเงินสูงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะสูงตามขึ้นไปอีกด้วย และถึงแม้ว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ค่าธรรมเนียมดำเนินการก็รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย ดังนั้นก่อนที่จะยื่นกู้สินเชื่อต้องศึกษาให้ดีก่อนภาพจาก www.museedeslettres.fr 2. ค่าอากรแสตมป์ อากรแสตมป์เป็นภาษีที่ถูกกำหนดขึ้นตามประมวลรัษฎากร จัดเก็บจากการกระทำ ตามตราสาร 288 ลักษณะ ที่มีการกำหนดไว้ในบัญชีอากรแสตมป์ของสรรพากร เอกสารที่ต้องมีการเสียอากรแสตมป์ตามที่มีการกำหนดใน บัญชีอัตราอากรแสตมป์นั้นปัจจุบันได้กำหนดไว้ทั้งหมด 28 ลักษณะตราสาร อาทิ เช่าซื้อ ทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน ตราสารเช่าที่กับโรงเรือน ฯลฯ โดยอากรแสตมป์จะเป็นภาษีอากรที่มีจัดเก็บจากการทำตราสาร ซึ่งในที่นี้หมายถึง การกระทำที่มีการลงลายมือชื่อ โดยเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ภาพจาก www.paydaychampion.com 3. ค่าธรรมเนียมในการชำระคืนเร็วกว่ากำหนดหากคุณมีการชำระหนี้สินเชื่อก่อนเวลาที่กำหนด คุณอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในส่วนดังกล่าว โดยคิดค่าธรรมเนียม 3% จากจำนวนเงินต้นที่เหลือนั่นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารด้วยบางธนาคารก็ไม่มีการเรียกเก็บภาพจาก finanzasulweb.it 4. ค่าประเมินราคาและค่าสำรวจของหลักทรัพย์ค้ำประกัน กรณีที่คุณใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกันสำหรับขอการกู้เงิน ทางธนาคารจะมีการคิดค่าสำรวจและค่าการประเมินราคาหลักทรัพย์ของคุณพร้อมกับพิจารณาเพื่ออนุมัติสินเชื่อ ซึ่งค่าธรรมเนียมที่คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายจะมาในรูปแบบของการตรวจสอบ ที่ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของพื้นที่ของหลักทรัพย์ที่นำมาใช้ค้ำประกัน โดยยังไม่รวมค่าพาหนะของเจ้าหน้าที่อีกด้วยภาพจาก buytoletmortgagerate.com 5. ค่าติดตามทวงถามกรณีที่ผู้กู้ไม่มีเงินชำระหนี้ และ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเนิ่นนาน เกินกำหนดจ่ายที่มากเกิดไป เจ้าหน้าที่จะเดินทางมาที่บ้านของผู้กู้ ทำให้ธนาคารบางแห่งคิดค่าติดตามทวงหนี้ โดยบวกไปในดอกเบี้ยเพื่อป้องกันไว้ก่อนภาพจาก www.thehindubusinessline.com ค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมที่เราได้นำเสนอคุณไปตามข้อมูลขั้นต้น ก็พอจะให้คุณได้รู้และเตรียมเงินไว้สำหรับค่าธรรมเนียมดังกล่าว อีกทั้งอย่าลืมการมีวินัยชำระเงินต่องวดเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามลืมเด็ดขาด

อาชีพเสริมสุดเก๋าสร้างรายได้ให้คนวัยเกษียณ

หลังจากเกษียณการทำงานประจำ คนวัยเกษียณหลายคนอาจจะรู้สึกเหงา และ อยากมีอาชีพเสริมเล็กๆน้อยๆทำมากกว่าการอยู่เฉยๆ เพราะนอกจากจะช่วยคลายเหงาแล้ว ยังช่วยให้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย แต่หลายท่านอาจจะกังวลว่าวัยอย่างเราจะสามารถทำอาชีพอะไรได้ วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณๆวัยเกษียณได้ลองไปทำตามกันดู 1. ทำอาหาร หรือ ขนม ภาพจาก www.culinaryschools.org           เป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่หากคุณมีพรสวรรค์ หรือ ฝีมือการทำขนมอยู่แล้ว ก็อาจจะเปลี่ยนงานอดิเรกของคุณให้เป็นงานที่สร้างรายได้ เพราะการขายของรับประทานเป็นสิ่งที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด เช่น ทำขนมอบ เบเกอรี่ หรือ ทำวุ้นกะทิ ขนมไทย โดยคุณอาจจะขายหน้าบ้านตัวเอง หรือ ฝากขายตามร้านที่มีหน้าร้านอยู่แล้วก็ได้ 2. เขียน Contentภาพจาก www.typingvidya.com           อาชีพการเขียน Content นอกจากจะช่วยให้คุณไม่ลืมฝีมือ ลวดลายการเขียนงานแล้ว ยังช่วยให้คุณได้อัพเดทข้อมูลใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาชีพนี้กำลังเป็นที่ต้องการในตลาด 3. ที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่างๆ ภาพจาก www.simplus.com           เป็นอาชีพที่เหมาะกับคนวัยเกษียณที่เคยดำรงตำแหน่งในระดับสูงของหน่วยงานก่อนเกษียณอายุงาน เพราะนอกจากรายได้ดีแล้ว ยังเป็นสร้างคุณค่าให้กับตัวเองอีกด้วย 4. สอนพิเศษ ภาพจาก certificationmap.com           หากคุณรับราชการ หรือ เป็นคุณครูเอกชน ก่อนจะเกษียณ คุณอาจจะรับสอนพิเศษ โดยเปิดบ้านให้เด็กๆมาเรียน เพราะด้วยความน่าเชื่อถือของคุณที่เคยเป็นครูมาก่อน หรือ ถ้าคุณไม่เคยเป็นคุณครูแต่มีทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศ คุณก็สามารถเปิดรับสอนพิเศษได้เช่นกัน และไม่จำกัดอยู่ที่การสอนเด็กอีกด้วย 5. ซื้ออสังหาริมทรัพย์สำหรับการลงทุนภาพจาก www.clearfacts.ca           คนวัยเกษียณมักจะมีเงินก้อนที่เก็บสะสมไว้อยู่ คุณอาจจะนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้องเช่า ตึกแถว คอนโดมิเนียม เพื่อปล่อยให้เช่าเป็นรายเดือน โดยคุณไม่ต้องเหนื่อยกับการดูแลมาก เหมาะกับคนวัยเกษียณ 6. เกษตรกรภาพจาก en.wikipedia.org           อาชีพเกษตรกรเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตที่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความสุขและความเพลิดเพลิน แต่ทั้งนี้ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณไม่ควรเลือกอาชีพเกษตรกรที่หนักจนเกินไป แต่ควรเลือกเป็นอาชีพที่เหมาะกับกำลังและแรงกายของตน เช่น การเพาะสัตว์เลี้ยง การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ เป็นต้น 7. ลงทุนในหุ้นปันผล ภาพจาก economicdevelopment.org           แม้ว่าวัยเกษียณจะไม่เหมาะกับตลาดหุ้นเท่าใดนักในความคิดของหลาย ๆ คน เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงสูญเสียเงินต้น แต่หากผู้เกษียณเลือกหุ้นที่ดี มีปันผลสูงก็สามารถเป็นรายได้เสริมได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ผู้เกษียณควรหลีกเลี่ยงการเล่นหุ้นปั่นหรือหุ้นตามกระแส เพราะอาจทำให้เกิดการขาดทุนและก่อให้เกิดความเครียดจนเกินไปได้อีกด้วย จาก 7 อาชีพเสริมที่เรานำเสนอให้คนวัยเกษียณได้ลองไปทำตามเพื่อให้ช่วงบั้นปลายชิวิตมีสีสัน และ ไม่น่าเบื่อ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้ให้อีกด้วย ก็หวังว่าคุณจะมีช่วงชีวิตที่มีความสุขในวัยเกษียณกับอาชีพเสริมที่คุณรัก  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th

เจรจาให้ดีก็ลดหนี้ได้

ลูกหนี้ที่ดีควรจะมีวินัยในการชำระเงินให้ตรงเวลา เพื่อให้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง รวมไปถึงทำให้เครดิตของลูกหนี้อย่างเราๆไม่เสีย หากจะทำธุรกรรมทางการเงินอื่นๆก็ไม่มีปัญหา และมีความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าในกรณีที่เราเป็นลูกหนี้และจะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นเราก็สามารถเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ได้ โดยแบ่งการเจรจาออกเป็น 3 ช่วงดังนี้ 1. เจราจากับเจ้าหนี้ช่วงก่อนฟ้องดำเนินคดีลูกหนี้ควรรีบเจรจากับเจ้าหนี้ หลังได้รับการแจ้งเตือน โดยแจ้งให้ทราบปัญหาหนี้ค้างชำระ ขอความช่วยเหลือ พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา เช่น ขอลดค่าเบี้ยปรับ / ขอลดดอกเบี้ย ขอลดค่างวดในการผ่อนชำระต่อเดือน ตามความสามารถชำระหนี้ ขอขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระ 2. เจรจากับเจ้าหนี้ระหว่างถูกดำเนินคดี ลูกหนี้ควรเร่งเจรจากับเจ้าหนี้ให้เสร็จก่อนศาลนัดพิจารณาคดี หากไม่ได้ข้อยุติ ให้เข้าประนีประนอมยอมความในชั้นศาล เสนอขอชำระปิดบัญชี (ขอลดยอดหนี้) หรือขอผ่อนชำระ โดยขอลดดอกเบี้ย และค่าปรับ ซึ่งหากตกลงกันได้จะทำให้ค่าใช้จ่ายคดีลดลง 3. เจรจากับเจ้าหนี้ระหว่างหลังศาลพิพากษาให้บังคับคดี ยึดทรัพย์, อายัดเงินเดือนลูกหนี้ควรเจรจากับเจ้าหนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงการขายทอดตลาด หรืออายัดเงินเดือน หากทำการปิดบัญชีได้ในระยะเวลาสั้น จะได้ถอนอายัดเงินเดือนหรือปลดการอายัดทรัพย์ก่อนขายทอดตลาด หรือ หากปิดบัญชีไม่ได้อาจขอผ่อนชำระตามความสามารถ  การเจรจาพูดคุยอาจจะเป็นตัวช่วยให้คุณได้มีเวลาในการหาเงินมาชำระหนี้ แต่อย่าลืมว่า การกระทำเป็นสิ่งที่แสดงออกได้ดีกว่าคำพูด หากสัญญากับเจ้าหนี้ไว้แล้วคุณก็ต้องทำให้ได้ เพื่อไม่ให้เสียเครดิต และ เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย    ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.kiatnakin.co.th

เทคนิคการผ่อนบ้านให้หมดไว ไม่ต้องรอจนครบสัญญา

คนที่ทำสัญญาเรื่องกู้บ้านกับสถาบันการเงินต่างก็อยากจะผ่อนบ้านให้หมดไวไว การผ่อนหนี้เป็นงวดๆโดยใช้เวลานานๆ คงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เพราะภาระก้อนนี้ค่อนข้างใหญ่และใช้เวลาในการผ่อนชำระนาน ทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราขยับขยาย หรือ เลิกทำงานประจำไม่ได้ หรือ หากจะต้องการเปลี่ยน โยกย้ายงานก็ทำได้ลำบาก วันนี้เรามีเทคนิคการผ่อนบ้านให้หมดไว ก่อนครบสัญญามาให้คุณได้ศึกษา 1. ต้องมีวินัยในการชำระเงิน ภาพจาก www.sandiegorealestatetoday.com เทคนิคแรกที่คุณต้องเริ่มต้นคือ วินัยในการชำระเงินของคุณ เพราะการเป็นหนี้จากการกู้บ้านเป็นหนี้ระยะยาว คุณต้องมีความรับผิดชอบในการชำระเงินทุกๆเดือน โดยคุณต้องจัดสรรเงินที่คุณมีให้ลงตัว และไม่ลำบากกับคุณ เช่น เงินเดือนคุณ 20,000 บาท เงินผ่อนชำระค่าบ้าน 8,000 บาท เหลือเงิน 12,000 บาท ก็เก็บออมเป็นเงินเย็น 20% ของยอด 12,000 คือ 2,400 บาท เก็บออมเป็นเงินฉุกเฉิน 10% ของยอดเงิน 12,000 บาท คือ 1,200 บาท ยอดเงินที่เหลือก็เป็นเงินใช้ในชีวิตประจำวัน 2. เงินเดือนขึ้น เพิ่มยอดเงินในการชำระต่อเดือนตาม ภาพจาก www.how-to-save.com หากคุณได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เปอร์เซ็นต์ของการชำระค่าบ้านต่องวดก็ควรเพิ่มตาม เพื่อให้ภาระหนี้สินค่าบ้านลดลงและควรเพิ่มเปอร์เซ็นต์ให้เท่ากันในทุกๆงวด เช่น ปกติคุณชำระเงินค่าบ้านเดือนละ 10,000 บาท และคุณมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นอาจะจขยับค่างวดเพิ่มขึ้น 10% เป็น 11,000 บาท  เมื่อนานปีไป เงินเดือนยิ่งมากก็มีเงินโปะเพิ่มในการผ่อนมากมากขึ้น หนี้ค่าบ้านก็หมดไวเพราะเมื่อเงินต้นลดดอกก็ลดก็ยิ่งทำให้ภาระค่าบ้านหมดไว 3. รีไฟแนนซ์บ้าน ภาพจาก www.moneycrashers.com การรีไฟแนนซ์บ้าน จะทำก็ต่อเมื่อคุณต้องการลดดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินเดิมให้ลดลง และ ต้องการเงินก้อนจากส่วนต่างที่ได้จากการรีไฟแนนซ์ อีกทั้งในการทำสัญญารีไฟแนนซ์ใหม่ ยังเปิดโอกาสให้เราเราลดจำนวนปีในการผ่อนชำระลงอีกด้วย 4. มีเงินก้อนต้องรีบโปะ ภาพจาก catherinedawe.com หากคุณได้เงินโบนัส หรือ ได้เงินก้อนมาจำนวนหนึ่ง และคุณต้องการให้ภาระหนี้เรื่องบ้านหมดเร็ว คุณอาจจะนำเงินก้อนดังกล่าวไปโปะเงินต้นของบ้าน แต่เงินก้อนนั้นต้องเป็นเงินเย็นที่คุณจะไม่นำไปใช้อย่างอื่นนะ  จาก 4 เทคนิคที่เรานำเสนอคุณไปเพื่อให้ภาระหนี้เรื่องบ้านของคุณหมดไวก่อนครบสัญญา และ มีสภาพการเงินคล่องตัวมากขึ้น อีกทั้งชื่อบ้านที่คุณทุ่มเทผ่อนไปเป็นชื่อของคุณจริงๆ โดยไม่มีชื่อสถาบันการเงินระบุไว้ว่าเป็นผู้ให้จำนอง แบบนี้คงจะดีกว่าจริงไหม

บริหารหนี้ยังไง ให้ลงตัว

การไม่เป็นหนี้ คือลาภอันประเสริฐ แต่ถ้าเป็นแล้วก็ต้องจัดการและบริหารหนี้สินที่เกิดขึ้นมาแล้วให้ลงตัว และไม่กระทบกับสภาพการเงินของคุณมากที่สุด วันนี้เรามีเทคนิคการบริหารหนี้สินให้ลงตัว โดยคุณสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตการเงินของคุณให้ดีขึ้น 1. รวมหนี้ที่มีทั้งหมดและจัดลำดับความสำคัญภาพจาก http://www.wrightadams.com.au เมื่อคุณรู้ว่ามีหนี้สินแล้ว ต้องเริ่มจัดการว่าหนี้ที่คุณมีนั้นจำนวนทั้งหมดมีเท่าไหร่ และเป็นหนี้แบบไหน เช่น หนี้ที่กู้ยืมกับสถาบันการเงิน หนี้จากการยืมคนรอบข้าง ญาติพี่น้อง หรือเพื่อน หากเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินคุณไม่ควรผิดชำระเพราะดอกเบี้ยผิดนัดค่อนข้างสูงและอาจจะกระทบการทำธุรกรรมการเงินของคุณในอนาคต รวมไปถึงหากผิดนัดเกินกำหนดคุณอาจจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเสียประวัติ และ เสียเวลาอีกด้วย สำหรับหนี้ที่เกิดจากการยืมคนรอบข้าง เช่น ญาติ หรือเพื่อน ก็ไม่ควรผิดนัดเช่นกัน แต่ถ้าไม่มีจริงๆลองเจรจาในการผ่อนเป็นรายเดือนไป แต่ทางที่ดีควรจะจัดการให้เรียบร้อยเพื่อไม่กระทบกับความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเจ้าหนี้จะเป็นใครการผิดนัดก็ไม่ดีทั้งหมดแหละ  2. ประหยัดมากขึ้น ไม่สร้างหนี้เพิ่มขึ้นภาพจาก insightbulletin.com หากเป็นหนี้แล้วการประหยัดมากขึ้นเป็นสิ่งที่ควรทำ เลิกนิสัยติดปาร์ตี้ หรือรูดบัตรเครดิตแบบเพลินไม่รู้ตัวได้แล้ว เพราะยิ่งจะทำให้หนี้ของคุณพอกพูนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ลดการใช้จ่ายที่ไร้สาระและรีบนำเงินที่ออมได้ไปเคลียร์หนี้สินให้ไวที่สุด อย่าลืมว่า การไม่เป็นหนี้ คือ ลาภอันประเสริฐ 3. หากมีเงินก้อนรีบนำไปโปะหนี้ซะภาพจาก scottsdalerealtors.org หากคุณได้เงินก้อน จากโบนัส หรือ เงินออมส่วนตัว คุณควรนำไปโปะปิดบัญชีหนี้สินซะ เพราะถ้าปล่อยไว้นาน ดอกเบี้ยจากการเป็นหนี้คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะชำระหมดใช้เวลานาน ดอกเบี้ยก็ท่วมสูงเกือบเท่าเงินต้น แบบนี้คงไม่ดีแน่ ทางที่ดีหากมีเงินก้อนก็รีบนำไปโปะซะ และไม่ทำพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นหนี้อีก 4. จ่ายทั้งต้นทั้งดอกภาพจาก www.cleothailand.com ดอกเบี้ยจากเงินกู้ค่อนข้างสูง และหากคุณจ่ายไปเรื่อยๆโดยไม่ตัดเงินต้น การจ่ายดอกอย่างเดียวจะทำให้คุณท้อว่าจ่ายเท่าไหร่ก็ไม่หมดซะที หากคุณมีเงินก้อนก็ควรนำไปโปะจ่ายเพื่อลดเงินต้น หรือ หากคุณสามารถเจรจากับเจ้าหนี้ได้ คุณอาจจะลองคุยกับทางเจ้าหนี้ว่าสามารถลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพื่อให้หนี้หมดไปได้โดยเร็ว 5. ปรับโครงสร้างหนี้ หรือ ทำการรีไฟแนนซ์ภาพจาก www.gmo.news หากหนี้ที่คุณมีค่อนข้างสูง และรู้ตัวว่าชำระหนี้ไม่ไหว เราแนะนำให้คุณเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินที่มีนโยบายรับรีไฟแนนซ์ หรือ ปรับโครงสร้างหนี้ โดยรวมหนี้ทุกอย่างที่คุณมีไปเริ่มทำการผ่อนใหม่กับสถาบันการเงินที่รับรีไฟแนนซ์หนี้ของคุณ แต่ที่สำคัญคุณต้องไม่สร้างหนี้เพิ่มอีกเด็ดขาด อดทนปลดหนี้ให้สำเร็จ  จาก 5 วิธีการบริหารหนี้ให้ลงตัว ที่เราแนะนำไป ก็หวังว่าคุณจะนำไปปรับใข้และทำให้หนี้ที่คุณมีลดน้อยลง และ ปลดหนี้ได้ในเร็ววัน และอย่าลืมการประหยัด และ ใช้เงินให้เป็นคือวิธีที่ดีที่สุด ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th

วิธีการเลือกสินเชื่อ ดูจากปัจจัยใดบ้าง?

การเลือกสินเชื่อนอกจากความต้องการ และ วัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้แล้ว คุณยังต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆด้วย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการยื่นกู้กับสถาบันการเงินต่างๆ วันนี้เรามีเทคนิคการตัดสินใจเลือกสินเชื่อจากปัจจัยที่มีผลกับสินเชื่อที่คุณยื่นดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการยื่นสินเชื่อ          เริ่มต้นจากตัวคุณเองว่าวัตถุประสงค์ของการยื่นกู้สินเชื่อของคุณคืออะไร คุณจะนำเงินก้อนนั้นไปทำอะไร เช่นนำไปซื้อบ้าน หรือซ่อมแซมบ้าน ก็ควรเลือกยื่นสินเชื่อบ้าน หรือหากต้องการลงทุน ขยายกิจการ ก็ควรเลือกสินเชื่อเพื่อการลงทุน เป็นต้น 2. อัตราดอกเบี้ย           นอกจากจะเปรียบเทียบเลือกอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดของสถาบันการเงิน คุณต้องพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบุคคลที่มี 2 ประเภทว่าแบบไหนดีที่สุด และนำมาคำนวณเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และ คุณจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด  3. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)           อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ที่ตัวเลขเดิมตลอดอายุสัญญา เช่น ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลา 3 ปี ข้อดีของดอกเบี้ยแบบคงที่คือ ปกติอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นๆลงๆตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ขึ้นอยู่สถานการณ์และสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในช่วงนั้นๆ ถ้าในช่วงดังกล่าวอัตราดอกเบี้ยผันสูงมาก คุณก็ยังสามารถจ่ายในอัตราดอกเบี้ยคงที่เช่นเดิม 4. อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)          เป็นอัตราดอกเบี้ยที่อ้างอิงตามการเปลี่ยนแปลงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศรวมถึง เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงินนั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจุดดีคือ ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยถูกมาก คุณก็สามารถจ่ายดอกเบี้ยตามอัตรานั้นๆ 5. วงเงินและระยะเวลาการกู้           วงเงินโดยทั่วไป จะอยู่ 80% ของมูลค่าหลักทรัพย์ แต่บางสินเชื่ออาจให้วงเงินสูงถึง 90-100% ซึ่งอาจตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากกว่า แต่นอกจากนี้ ควรดูเรื่องของระยะเวลากู้ด้วยเช่นกัน บางทีให้ระยะเวลาในการกู้ไม่ยาวมากนัก ทำให้อาจต้องแบกภาระการชำระเงินคืนต่อเดือนค่อนข้างสูง 6. ค่าใช้จ่ายในการกู้          เนื่องจากการขอสินเชื่อบางครั้ง จะมีค่าดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น ค่าประเมินมูลค่าของหลักประกัน หรือ ค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อ หากตรวจสอบดีดี จะพบว่ามีบางสินเชื่อจะมีบริการเหล่านี้ให้ฟรี หรืออัตราค่าธรรมเนียมถูกว่าที่อื่นๆ 7. เงื่อนไขในการสมัคร          เงื่อนไขในที่นี้ หมายรวมถึง คุณสมบัติในการกู้ เช่น ต้องใช้หลักทรัพย์ หรือบุคคลในการค้ำประกัน หรือสามารถขอได้โดยไม่จำเป็นต้องค้ำประกันใดๆ หรือแม้แต่ รายได้ขั้นต่ำ ในการขอสินเชื่อชนิดต่างๆ ควรเลือกให้ตรงกับความต้องการไม่เช่นนั้นแล้ว คุณอาจไม่ได้รับการอนุมัติการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินก็ได้

จ่ายหนี้ไม่ไหว...ปรับโครงสร้างหนี้ดีไหม

การเป็นหนี้ว่าปวดใจแล้ว แต่การไม่มีเงินชำระหนี้คงปวดใจยิ่งกว่า และหลายท่านก็คงไม่อยากเกิดปัญหาที่ว่าพอไม่มีเงินชำระแล้วต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเสียเวลา และเสียประวัติ การปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนตัดสินใจทำกัน แต่ว่าการปรับโครงสร้างหนี้จริงๆแล้วนั้นมันดีจริงหรือไม่วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ การปรับโครงสร้างหนี้คืออะไรการปรับโครงสร้างหนี้ คือ หนทางที่จะช่วยลดผลกระทบความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ จะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ไม่สามารถรักษาสถานะภาพการชำระหนี้ได้ จึงเกิดการปรับโครงสร้างหนี้ขึ้น ปรับโครงสร้างหนี้กับใครได้บ้าง สถาบันการเงินเดิมที่เราเป็นหนี้อยู่ โดยขอเจรจาประนีประนอมหนี้ก้อนที่มี อาจจะช่วยให้คุณได้ลดดอกเบี้ยลง สถาบันการเงินที่รับปรับโครงสร้างหนี้ คุณสามารถเข้าไปขอข้อมูลและสอบถามเพิ่มเติม เพื่อทราบเงื่อนไขของแต่ละแห่ง เตรียมตัวอย่างไรก่อนปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะทำเรื่องปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือขอประนอมหนี้นั้น ในฐานะลูกหนี้ก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลและอ่านสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เข้าใจเสียก่อน เพราะการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อาจทำให้คนที่อยู่ในฐานะที่เป็นลูกหนี้เสียเปรียบได้ เพราะถ้าหากไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาใหม่จนนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้องได้ เนื่องจากสัญญาฉบับใหม่ที่ทำขึ้นเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้นั้นได้มีปรับดอกเบี้ยลดลงแล้ว จึงทำให้ธนาคารมองว่าสัญญานี้มีความเป็นธรรมและปรับลดการผ่อนชำระให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ โดยที่ไม่เป็นหนี้เสีย ข้อดี-ข้อเสียของการปรับโครงสร้างหนี้ข้อดี ช่วยลดแรงกดดันในการชำระหนี้และการถูกทวงหนี้ บางสถาบันการเงินอาจจะลดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ข้อเสีย มูลค่าหนี้หลังจากการปรับโครงสร้างหนี้อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะเจ้าหนี้บางรายอาจจะนำดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าทวงถาม ไปต่อยอดหนี้เดิมมารวมเป็นยอดหนี้ใหม่ที่สูงขึ้นก็เป็นได้ อีกทั้งประวัติทางการเงินที่แสดงอยู่ที่เครดิตบูโรก็อาจจะไม่ใช่บัญชีปกติ ซึ่งอาจจะมีผลต่อการขออนุมัติสินเชื่อในครั้งต่อๆ ไปได้ จากข้อมูลด้านบนที่เรานำเสนอให้คุณไปเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ เราก็หวังว่าคุณจะได้ทางออกอีกทางหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าเมื่อปลดหนี้ได้หมดแล้วก็ต้องไม่สร้างหนี้เพิ่มขึ้นมาอีก น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

เตรียมพร้อมด้านการเงินก่อนมีเจ้าตัวน้อย

หลังจากที่ร่วมใช้ชีวิตคู่กันมาซักระยะหนึ่ง คู่รักหลายคู่คงจะเริ่มวางแผนการมีเจ้าตัวน้อยมาไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจมีลูกน้อย คุณต้องเตรียมตัวและวางแผนทางด้านการเงินให้พร้อมเสียก่อน เพื่อให้อนาคตของคนที่คุณรักมั่นคงอย่างที่คุณหวังไว้ วันนี้เรามีเทคนิคการเตรียมความพร้อมก่อนมีเจ้าตัวน้อยมาให้คุณได้ศึกษา และนำไปใช้ในการวางแผนชีวิตครอบครัวคุณ 1. เตรียมลิสต์รายการค่าใช้จ่าย และ หาข้อมูลเตรียมไว้หากจะมีลูกน้อยการที่จะมีลูกซักคน จะต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายของคุณพ่อ คุณแม่ รวมไปถึงฐานะทางการเงินเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่าย ก่อนที่คุณจะมีลูก คุณต้องลิสต์รายการหลักๆที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น ค่าฝากครรภ์รวมไปถึงค่าแพ็คเกจคลอด ต้องมาดูรายละเอียดอีกว่าจะคลอดแบบไหน คลอดเองหรือผ่าคลอด และจะคลอดที่โรงพยาบาลไหน เพราะราคาต่างกัน ค่าของใช้สำหรับลูกน้อย เช่น เสื้อผ้า เตียงสำหรับเด็กอ่อน ผ้าอ้อมสำเร็จรูป รถเข็นเด็ก ขวดนม อุปกรณ์ของใช้อื่นๆที่จำเป็น เป็นต้น ค่ารักษาพยาบาล ค่าฉีดวัคซีน ของลูกน้อย หากลูกของคุณเกิดอาการไม่สบาย หัวอกคนเป็นพ่อแม่คงจะนิ่งนอนใจไม่ได้ การเตรียมตัวด้วยการสมัครประกันสุขภาพสำหรับเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ และคุณต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนด้วยว่าครอบคลุมทุกโรคหรือไม่ และ ครอบคลุมจนถึงอายุเท่าไหร่ ทุนการศึกษาสำหรับลูกน้อย คุณควรศึกษาไว้เบื้องต้นว่าปัจจุบัน เรทค่าเรียนระดับอนุบาล – ระดับปริญญาตรีต้องใช้เงินอย่างน้อยเท่าไหร่ คุณจะได้วางแผนการใช้ชีวิตต่อจากนี้ได้ถูกและเหมาะสม 2. เตรียมการออมเงิน และ ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ภาพจาก www.huffingtonpost.ca หากคุณตั้งใจจะมีลูกน้อยแล้วล่ะก็ สิ่งที่ควรทำคือต้องเก็บเงิน และ ประหยัดให้มากขึ้น สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ควรงดก่อน คิดไว้ว่าเพื่ออนาคตและการศึกษาที่ดีกับลูกน้อย 3. ทำประกันชีวิตสำหรับคนในครอบครัวการทำประกันชีวิตเตรียมไว้เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะเราไม่รู้อนาคตว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร หากเกิดเหตุการณ์ร้ายกับตัวคุณหรือคนในครอบครัว คนที่เหลืออยู่จะได้มีเงินก้อนสำหรับดูแลกันต่อไปได้ 4. เผื่อเงินฉุกเฉินยามที่คุณไม่ได้ทำงาน หรือ ภรรยาของคุณต้องลาคลอด ภาพจาก www.confusedsandals.com การลาคลอดทำให้คุณไม่มีรายได้เข้ามา ดังนั้นควรเตรียมเงินไว้ซักก้อนเพื่อให้มีใช้จ่ายยามที่คุณต้องลาคลอดเพื่อเลี้ยงดูลูกน้อย  จาก 4 เทคนิคการเตรียมพร้อมทางด้านการเงินก่อนการมีลูกน้อย คงจะทำให้คุณวางแผนได้เหมาะสมและมีความสุขพร้อมที่ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างแน่นอน 

เทคนิคออมเงินสไตล์มนุษย์เงินเดือน

พนักงานมนุษย์เงินเดือน ที่ได้รับค่าจ้างประจำในทุกๆเดือนจะโชคดีกว่าอาชีพอิสระ หรือ คนประกอบธุรกิจส่วนตัว เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ได้เงินเดือนเข้ากระเป๋าอยู่แล้วทุกเดือน แต่ความโชคดีก็มีความโชคร้ายเพราะหากวันดีคืนดีบริษัทที่เป็นเหมือนที่พึ่งพิงของคุณกับล้มลง และเกิดการ Lay off ขึ้นมาแล้วล่ะก็ ความลำบากคงมาเยือนคุณแน่ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ หรือ สถานการณ์แบบนั้น คุณควรเริ่มออมเงิน และ บริหารเงินให้มีสภาพคล่องแบบไม่เดือนชนเดือนกันดีกว่า วันนี้เรามีเทคนิคการออมเงินสไตล์มนุษย์เงินเดือนมาให้คุณได้ลองไปปรับใช้ 1. เริ่มเก็บออมจาก 10% ของเงินเดือน          เริ่มเก็บออมที่ละน้อยโดยเริ่มต้นที่ 10% ของเงินเดือน เช่น ถ้าเงินเดือนคุณ 20,000 บาท พอเงินเดือนออกคุณก็รีบนำไปฝากประจำไว้เลย 2,000 บาท (10% จาก 20,000 บาท) ถ้าครบปีคุณก็จะมีเงินเก็บ  24,000 บาท เพียงแค่ 10% จากเงินเดือนเท่านี้คุณก็จะมีเงินหมื่นมานอนเล่นในสมุดบัญชีคุณแล้วล่ะ  2. ออมเงินจากเศษเงินเดือน          เงินเดือนของคุณหากมีเศษไม่ได้เป็นเลขกลมๆ คุณก็ถือซะว่าเศษเงินเดือนนั่นแหละ คือ เงินออม จากเศษเงินเดือนเล็กน้อย หากลองมาคำนวณครบปีก็ได้เยอะไม่ใช่น้อยเลยนะ เช่น ถ้าคุณมีเงินเดือน 21,250 บาท เศษเงินเดือนของคุณคือ 250 บาท x 12 เดือน ปึนึงคุณก็จะมีเงินออม 3,000 บาท ดูเหมือนไม่เยอะ แต่เงินเดือนของคุณก็ไม่หยุดอยู่ที่เดิม ปีหน้าคุณก็จะเก็บได้มากขึ้น ผ่านไปหลายปีเงินออมคุณก็จะมาขึ้นไปอีกเชื่อสิ! 3. แบงค์ 50 เก็บซะ อย่าใช้ ภาพจาก board.postjung.com           เทคนิคการออมอีกประเภทที่ได้ผล และ น่าสนใจ คือ การออมด้วยการเก็บแบงค์ 50 บาท ต้องคอยเตือนตัวเองไว้เลยว่า ห้ามใช้! หากคุณทำได้แล้วล่ะก็ รับรองว่าคุณจะมีเงินออมเยอะจนไม่น่าเชื่อ 4. เศษเหรียญในกระเป๋า หยอดซะ!          เศษเหรียญที่ดูเหมือนมีค่าน้อยนิด แต่พอมารวมกันก็มากโขอยู่นะ แนะนำให้คุณมีกระเป๋าสำหรับเก็บเหรียญโดยเฉพาะ และทุกวันหลังจากกลับถึงบ้านก็หยอดเก็บไว้เลย ไม่หนักกระเป๋าแต่มาหนักกระปุกแทนดีกว่ากันเยอะ 5. แบ่งเงินใช้เป็นรายวัน          คำนวณไว้เลยว่าในทุกวันคุณจะใช้เงินเท่าไหร่ ค่ารถ ค่าอาหารเช้า – เย็น รวมค่าขนมจุกจิกไปด้วยเลย และหากใช้ไม่หมดก็เอาเงินส่วนนั้นแหละมาเป็นเงินออม แต่ถ้าวันไหนคุณใช้เกิน คุณต้องหาเงินมาคืนให้เร็วที่สุด เรียกว่าวิธีนี้เป็นการสร้างวินัยให้กับตัวคุณเอง 6. เงินเดือนออกแล้วอย่าเพิ่งใช้           เงินเดือนออกแล้วอย่าเพิ่งใช้ รีบเคลียร์หนี้ ค่าใช้จ่ายประจำวัน และค่าใช้จ่ายจำเป็นของคุณก่อน และ รีบเก็บออมตามที่เราแนะนำไป และค่อยนำเงินส่วนที่เหลือมาใช้ เพียงเท่านี้คุณก็บริหารเงินได้ดีขึ้นแล้วล่ะ  จาก 6 เทคนิคการออมเงินสไตล์มนุษย์เงินเดือนที่เราแนะนำคุณไป ก็เป็นวิธีง่ายๆที่คุณสามารถทำได้ โดยไม่ลำบากมากนัก คิดไว้ว่าเงินออมในวันนี้คือเงินอนาคตที่ดีสำหรับคุณในวันหน้า เริ่มเก็บออมก่อนก็สบายก่อนเชื่อเรา!

ประเภทของสินเชื่อบุคคล

สินเชื่อบุคคล คือการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เพื่อนำไปใช้ตามแต่ละวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น นำไปซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หรือทำการรีไฟแนนซ์ รวมไปถึงการลงทุนทำธุรกิจ  วันนี้เรามีประเภทของสินเชื่อบุคคลแต่ละแบบมาให้คุณได้รู้จักก่อนที่จะเริ่มเข้าไปเจรจา และ ยื่นเอกสารกับสถาบันการเงิน 1. สินเชื่อบ้าน หรือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยภาพจาก bestfinancenetwork.com เป็นสินเชื่อสำหรับบุคคลที่ต้องการกู้ยืมมาซื้อที่อยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยในที่นี้รวมทั้ง ที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมปลูกสร้าง หรือแม้แต่คอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นท์ สินเชื่อประเภทนี้จะให้วงเงินสูง และ ระยะเวลากู้นาน เพื่อให้ครอบคลุมกับระยะเวลา และ จำนวนเงินกู้ เพียงนำหลักทรัพย์ที่มีเป็นหลักประกัน ก็สามารถรับวงเงินกู้ได้แล้ว 2. สินเชื่อรถยนต์ภาพจาก www.save.ca สำหรับบุคคลที่ต้องการซื้อยานพาหนะ เพื่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือมือสอง ก็สามารถขอสินเชื่อประเภทนี้ได้หมด โดยสินเชื่อรถยนต์จะคำนวณดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในตอนแรก และนำมาหากเป็นจำนวนเงินทีต้องชำระในแต่ละเดือนตามที่ตกลงกับสถาบันการเงิน 3. สินเชื่อรีไฟแนนซ์ภาพจาก www.moneycrashers.com สำหรับการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อมาปิดหนี้ก้อนเดิม โดยใช้หลักประกันเดิมเป็นตัวค้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นการรีไฟแนนซ์บ้าน คอนโด หรือรถยนต์ ทำการรีไฟแนนซ์เพื่อที่จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และ ค่างวดในการชำระถูกกว่าเดิม อาจจะทำกับสถาบันการเงินเดิมหรือสถาบันการเงินใหม่ก็ได้ 4. สินเชื่อเพื่อธุรกิจและการลงทุนภาพจาก www.brolink.co.za เหมาะกับบุคคลที่ต้องการทำธุรกิจ และ มองหาเงินทุน หรือ คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วและต้องการเงินทุนเพิ่มเพื่อขยายกิจการ มีทั้งกู้แบบระยะสั้น และ ระยะยาว หรือหากต้องการกู้แบบวงเงินเบิกเกินบัญชีก็ทำได้เช่นกันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้กู้ 5. สินเชื่อเพื่อการศึกษาภาพจาก pinalpartnership.com เป็นสินเชื่อสำหรับบุคคลที่ต้องการศึกษาต่อทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ ได้ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก สามารถขอได้หมด โดยอาจจะนำสินทรัพย์ที่มีมาค้ำเป็นหลักประกัน 6. สินเชื่อเอนกประสงค์ภาพจาก www.flickr.com สินเชื่อประเภทนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการค่าใช้จ่ายทั่วไป หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยมีหลากหลายรูปแบบในการขอ และวงเงินจะขึ้นอยู่กับประเภทหลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกัน เช่น สินเชื่อรถแลกเงิน กับสินเชื่อบ้านแลกเงิน วงเงินจะต่างกัน โดยส่วนมาก การใช้อสังหาริมทรัพย์ค้ำประกันจะได้วงเงินกู้มากกว่าการใช้รถ บางครั้งวงเงินก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการกู้ด้วยเช่นกัน สามารถตรวจสอบกับทางสถาบันการเงินเพื่อความชัดเจน และเหมาะสมในการกู้  จาก 6 ประเภทสินเชื่อที่เราแนะนำให้คุณรู้จัก เพื่อก่อนที่จะไปเจรจาขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินคุณจะได้มีความรู้ และ ข้อมูลว่า วัตถุประสงค์ที่เราต้องการในการยื่นกู้อยู่ในสินเชื่อประเภทไหน

รีไฟแนนซ์ก่อน 3 ปี ได้หรือไม่

ทำไมรีไฟแนนซ์ต้องรอครบ 3 ปีการรีไฟแนนซ์ ส่วนใหญ่จะทำหลังสัญญาครบ 3 ปี เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่จะให้ดอกเบี้ยพิเศษในช่วง 3 ปีแรก และหลังจากนั้นจะเป็นดอกเบี้ยแบบอัตราลอยตัว คนกู้สินเชื่อบ้านส่วนใหญ่จึงจะเริ่มรีไฟแนนซ์หลัง 3 ปีแรก เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยอัตราที่ถูกลง และเป็นการยืดระยะเวลาการผ่อนด้วย แต่ถ้าหากต้องการรีไฟแนนซ์ก่อนครบ 3 ปีจะทำได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบให้คุณได้ลองศึกษาก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ หากคุณจะรีไฟแนนซ์ครบ 3 ปี คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้างภาพจาก www.magnifymoney.com  1. ค่าปรับ 3% ให้กับสถาบันการเงินเดิมปกติหากคุณต้องการรีไฟแนนซ์ก่อนครบ 3 ปี ตามสัญญา มักจะต้องเสียค่าปรับ หรือ ค่าธรรมเนียม 3 % ของวงเงินกู้ให้กับสถาบันการเงินเดิมตัวอย่างเช่นนายสมหมาย ยื่นกู้สินเชื่อบ้านในวงเงิน 2,000,000 บาท และต้องการรีไฟแนนซ์ก่อนครบสัญญา 3 ปี สถาบันการเงินเดิมของนายสมหมายเลยคิดค่าปรับ 3% ของวงเงินกู้ นายสมหมายเลยต้องจ่ายให้กับธนาคารเป็นเงิน 2,000,000x3%=60,000 บาท 2. ค่าจดจำนองให้กับกรมที่ดิน 1 % ของราคาประเมินหลังจากทำการตกลงได้ทั้งสถาบันการเงินเดิม และ สถาบันการเงินใหม่คุณจะต้องไปทำเอกสารที่กรมที่ดิน ณ เขตที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็น 1% ของราคาประเมินอีกด้วย สรุปว่าควรรีไฟแนนซ์ก่อนหรือหลัง 3 ปี จะดีกว่าภาพจาก www.investopedia.com           คำตอบนี้คุณต้องลองคำนวณค่าใช้จ่ายดูก่อนว่าอันไหนคุ้มกว่า โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปหากรีไฟแนนซ์ก่อน 3 ปี กับดอกเบี้ยที่ถูกลงหากคุณรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินใหม่ หากคุณได้คำตอบว่าควรรอรีไฟแนนซ์หลังครบ 3 ปี คุณก็ควรรอเพื่อความคุ้มค่า และเมื่อใกล้ครบ 3 ปี ประมาณ 2 ปี 9 เดือน คุณก็เริ่มเตรียมเอกสารเพื่อทำการรีไฟแนนซ์ก็ยังไม่สาย   ขอบคุณแหล่งข้อมูล  www.refinn.com

เตรียมพร้อมก่อนกู้บ้าน

การมีบ้านเป็นความฝันของหลายคน เพราะ หนึ่งในปัจจัยสี่ คือ ที่อยู่อาศัย การมีบ้านจึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของใครหลายๆคน แต่ก่อนที่จะเตรียมตัวซื้อบ้าน หรือ ทำการกู้สินเชื่อบ้านนั้น เราต้องเตรียมอะไรบ้างวันนี้เรามีคำแนะนำให้คุณได้ศึกษากัน 1. หาข้อมูลโครงการบ้านหรือคอนโด รวมไปถึงราคา ว่าเหมาะสมกับคุณหรือไม่ ภาพจาก chicagoinsuranceonline.com การหาข้อมูลโครงการบ้าน และ ราคา เพื่อคุณจะได้คำนวณได้ว่าคุณมีกำลังในการซื้อบ้านดังกล่าวหรือไม่ รวมไปถึงทำเลที่ตั้งนั้นอำนวยความสะดวกให้กับคุณในการเดินทางไปทำงาน หรือมีแหล่งอำนวยความสะดวกอย่าง โรงเรียน โรงพยาบาล หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือไม่ สำหรับราคาบ้าน คุณต้องคำนวณรายได้ของคุณ หรือ หากเป็นคู่สามีภรรยา คุณต้องคำนวณรายได้รวม หักหนี้สินทั้งหมดแล้วเหลือเท่าไหร่ เพื่อจะได้ดูแนวโน้มธนาคารจะอนุมัติยอดเงินสำหรับซื้อบ้านสูงสุดเท่าไหร่   เทคนิคการคำนวณ( เงินเดือน - ภาระค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้ต่าง ๆ / เดือน = ความสามารถในการผ่อนชำระค่างวดบ้าน / เดือน เงินที่สามารถชำระเงินค่างวดบ้านจะไม่เกิน 40 % ของเงินเดือน )จากนั้นจึงจะมากำหนดว่าเราควรจะเลือกดูบ้านในราคางบประมาณเท่าไร และเป็นบ้านลักษณะใด 2. เตรียมหาเงินดาวน์บ้านภาพจาก www.sylubbs.net ถึงแม้ว่าปัจจุบันหลายสถาบันการเงินจะยอมให้สินเชื่อ 100% หรือ 90% แต่การที่คุณมีเงินดาวน์สำรองเผื่อไว้ซัก 10% จะช่วยให้ภาระหนี้สินเรื่องบ้านของคุณเบากว่าการไม่มีเงินดาวน์  3. สำรวจอัตราดอกเบี้ย และ เงื่อนไขอื่นๆของแต่ละธนาคารภาพจาก www.reliancefinance.co.nz คุณควรหาข้อมูลเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคา รวมถึงเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ  เพื่อที่จะได้แหล่งเงินกู้ซื้อบ้าน ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด ระยะเวลาการผ่อนชำระที่นานและลงตัวสำหรับคุณมากที่สุด 4. เตรียมเรื่องเอกสารสำหรับการทำสินเชื่อกู้บ้านภาพจาก house-loans.mobi เอกสารสำหรับการทำสินเชื่อกู้บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นเอกสารสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาสลิปเงินเดือน 6 เดือนย้อนหลัง และ สำเนาบัญชีเงินฝาก 6 เดือนย้อนหลัง หากจะกู้ร่วมก็ต้องนำเอกสารของคู่สมรสไปด้วย แต่สถาบันการเงินบางแห่งอาจจะต้องขอเอกสารมากกว่านี้คุณสามารถศึกษาและดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของธนาคารแต่ละแห่งได้  5. เตรียมเงินสำหรับเป็นค่าโอนบ้าน ค่าภาษี และ ค่าจดจำนองภาพจาก emco.or.th หลังจากที่คุณทำเรื่องกับสถาบันการเงินเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การโอนค่าบ้าน ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีการเสียค่าใช้จ่ายด้วย คือ ค่าโอนบ้าน 2% ของราคาประเมินจากกรมที่ดิน เช่น ราคาประเมิน 1,000,000 ราคาขาย 1,500,000 ให้ใช้ราคาที่สูงที่สุด คือ2% ของ 1,500,000 คือ 30,000 บาท ค่าอากร 0.5% ของราคาประเมินจากกรมที่ดิน ราคาประเมิน 1,000,000 ราคาขาย 1,500,000 ให้ใช้ราคาที่สูงที่สุด คือ0.5% ของ 1,500,000 คือ 7,500 บาท  ค่าจดจำนอง 1% ของยอดเงินกู้  ค่าภาษีเงินได้ (ภงด.) ค่าคำขอ 20บาท ค่าอากร  5 บาท ค่าพยาน 20 บาท ถ้าบ้าน ที่ดิน  จำนองธนาคาร เสียค่าจำนอง 1% ของมูลค่าจำนอง ที่สำคัญอย่าลืมนำสำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้านไปด้วย หากกู้ร่วมต้องนำเอกสารไปทั้งสามีและภรรยา 6. เตรียมเงินในการผ่อนชำระต่อเดือนภาพจาก www.thedigeratilife.com คุณควรต้องเตรียมเผื่อเอาไว้ให้มีในบัญชี 6 งวดล่วงหน้า เพื่อเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน เปลี่ยนงาน เจ็บป่วย เพราะหากคุณไม่มีเงินในการผ่อนชำระจะทำให้เกิดปัญหา กระทบกับเครดิต และ อาจจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลได้  จาก 6 เทคนิคเตรียมตัวให้พร้อมก่อนทำการกู้บ้านที่เราแนะนำคุณไป หวังว่าจะช่วยให้คุณได้เตรียมตัวและกู้บ้านกับสถาบันการเงินผ่าน ไม่ติดปัญหา เพียงเท่านี้คุณก็จะมีบ้านสำหรับเริ่มต้นครอบครัวของคุณได้อย่างมีความสุข

เทคนิคการเก็บเงินซื้อบ้าน สไตล์มนุษย์เงินเดือน

บ้าน คือ ปัจจัยสำคัญที่มนุษย์ทุกคนฝันถึงว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะมีคำพูดที่ว่า “ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา” สำหรับมนุษย์เงินเดือนการเก็บเงินเพื่อให้ได้บ้านสักหลัง ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย การเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านจึงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าเก็บเงินซื้อสินค้าอย่างอื่น วันนี้เรามีเทคนิคการเก็บเงินซื้อบ้าน สไตล์มนุษย์เงินเดือน ให้คุณได้ไปลองทำตาม แต่อย่าลืมว่าต้องคุณต้องใช้ความอดทน และ มีวินัยมากๆเลยล่ะ 1. เก็บเงินดาวน์ให้ได้ซักก้อนก่อนจะยื่นกู้ ภาพจาก www.wisdomtimes.com ถึงแม้ว่าปัจจุบันธนาคารหลายแห่งจะให้คุณกู้เงินสำหรับซื้อบ้านได้ 100% หรือมากกว่านั้น แต่เงินต้นและดอกเบี้ยที่คุณต้องชำระให้ธนาคารนั้นก็จะพุ่งสูง ทางที่ดีคุณควรมีเงินก้อนสำหรับเป็นเงินดาวน์บ้านไว้เพื่อความให้คุณผ่อนชำระบ้านได้สบายกว่า เทคนิค เก็บเงิน 20% จากเงินเดือนของคุณทุกๆเดือน โดยเปิดบัญชีใหม่เพื่อซื้อบ้านโดยเฉพาะ ที่สำคัญห้ามใจตัวเองไม่ให้ถอนออกมาใช้ก่อนด้วยล่ะ 2. อาชีพเสริมที่รัก ภาพจาก talentgarden.org มนุษย์เงินเดือนอย่างคุณ โชคดีที่มีเงินเข้าประจำในทุกๆเดือน แต่มันคงจะไม่พอ หากคุณคิดจะซื้อบ้าน การหาอาชีพเสริมมาทำเพิ่มเติมก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี เช่น ถ้าคุณถนัดทำขนม ก็ทำขายซะเลย เสื้อผ้าในห้องเยอะไปแล้วใช่ไหมล่ะ นำไปขายตามตลาดนัดเป็นเสื้อผ้ามือสองซะ ไม่รกบ้านแถมได้เงินเพิ่มอีก หรือ ถ้าคุณมีหัวทางด้านการเขียนคอนเท้นท์ หรือ กราฟฟิก ก็รับงานฟรีแลนซ์ไปเลย เผลอๆอาจจะได้เงินดีกว่าเงินประจำอีกเสียนะ และเราก็นำเงินส่วนนี้นี่แหละมาสมทบกับเงินออม 20% จากเงินเดือน เพียงเท่านี้คุณก็จะมีเงินออมมากขึ้น การเข้าใกล้บ้านหลังแรกของคุณก็จะเป็นจริงแล้ว 3. นำเงินก้อนที่เก็บได้ไปลงทุนเพิ่มมูลค่า ภาพจาก forwardpublication.com เมื่อคุณเก็บเงินได้มาซักระยะหนึ่ง ก็นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินกับธนาคาร เช่น การลงทุนหุ้นพันธบัตรรัฐบาล หรือ การซื้อกองทุนรวม การฝากไว้ในกองทุน LTF/RMF แต่อย่าลืมนะ! ว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ศึกษาให้ดีก่อนด้วยล่ะ  จาก 3 เทคนิคง่ายๆแต่ต้องอาศัยความอดทน และ วินัยของคุณ เพียงเท่านี้การมีบ้านเป็นของตัวเองก็ไม่ไกลเกินฝันแล้วล่ะ เอาล่ะเริ่มทำกันตั้งแต่วันนี้เลย เราเชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของคุณหรอก สู้เค้า! 

บทความที่แนะนำ

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเล คือ สิ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆของการลงทุนในอสังหาฯ เพราะถ้าทำเลไม่ดี หรือ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้เช่า หรือ ผู้ซื้อแล้ว โอกาสจะสร้างกำไรหรือแม้กระทั่งขายออกก็คงเป็นไปไม่ได้ วันนี้เรามีทำเลต้องห้าม ที่ไม่แนะนำให้ลงทุนซื้อเก็บไว้มาให้คุณศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน 1. ทำเลบ้านที่อยู่บนทางสามแพร่ง ภาพจาก takanahara.deviantart.com ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและจีน ถือเป็นทำเลอันตรายและอัปมงคลที่นักลงทุนอสังหาฯควรหลีกเลี่ยง อีกทั้งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณดังกล่าวด้วย 2. ทำเลอยู่ตรงข้ามกับวัดศาลเจ้าและสถานที่ไม่เป็นมงคล ภาพจาก www.tripadvisor.com ทำเลอสังหาฯ เหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะเชื่อกันว่า การอยู่ใกล้วัดและศาลเจ้าทำมาค้าขายไม่รุ่งเรือง เนื่องจากวัดมีงานศพอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับศาลเจ้าที่มักมีเสียงดังอึกทึก หรือทำเลที่อยู่ติดกับสถานที่ไม่เป็นมงคล เช่นป่าช้า หรือสุสาน ซึ่งมีปัญหาด้านวิวทิวทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ น่ากลัว  3. อยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดและสถานอาบอบนวดภาพจาก en.japantravel.com เนื่องจากเชื่อกันว่าอยู่ใกล้กับทำเลอโคจร ส่งผลให้ทำเลนั้นไม่น่าอยู่ และหากมองในหลักความเป็นจริง สถานที่ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมม่านรูด หรือ สถานอาบอบนวด ก็ทำให้ผู้อาศัยอยู่ใกล้ๆถูกมองไม่ดี และอาจจะเป็นอันตรายได้4. ที่ดินที่ติดริมน้ำ และ ถูกน้ำเซาะตลิ่งภาพจาก commons.wikimedia.org ที่ดินลักษณะนี้มีโอกาสพังทลายและสูญหายได้ หากสร้างสิ่งก่อสร้างก็จะไม่มั่นคง เพราะถูกน้ำเซาะ นอกจากนั้นอาจมีผลทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้ประโยชน์บนที่ดินเสี่ยงต่ออันตราย 5. ที่ดินที่มีรูปร่างผิดปกติและมีลักษณะไม่ดี ภาพจาก kolkata.locanto.in เช่น เป็นที่สามเหลี่ยมชายธง ที่ดินที่มีด้านหน้าแคบและมีส่วนลึกมาก หรือที่ดินที่มีรูปทรงผิดปกติในรูปลักษณ์ต่างๆ ทำให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินพื้นนั้นไม่ได้6. ใกล้สิ่งรบกวนซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงภาพจาก raredelights.com เช่น  ที่ดินอยู่ใกล้กับทางขึ้นลงของเครื่องบิน หรือทางรถไฟ ส่งผลให้คนที่อยู่อาศัยแถวนั้นได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง  และส่งผลให้สุขภาพไม่ดี เพราะนอนหลับไม่เพียงพอ7. ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า ภาพจาก www.siamfishing.com ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า จะเป็นทำเลที่ถมแล้วไม่แน่นดินพรุ ทำให้มีปัญหาดินขาดความมั่นคงได้ในอนาคต และหากจะสร้างสิ่งก่อสร้างบนที่ดินนั้นแล้วก็จะไม่แข็งแรง เป็นอันตรายอีกด้วย 8. ทำเลอยู่ในแนวเวนคืน ภาพจาก www.martinreillymotors.com ทำเลในลักษณะนี้มีโอกาสถูกทางราชการมาเวนคืนหรือยึดคืนได้ตลอด9. บ้านที่มีทำเลอยู่ติดกับโรงพยาบาล ภาพจาก zombie.wikia.com ทำเลลักษณะนี้อยู่แล้วจะขาดความสุขกายสบายใจ เนื่องจากจะพบเห็นผู้ป่วยหรือคนเจ็บเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา และพลอยทำให้คนที่อยู่อาศัยไม่สบายไปด้วย10. ทำเลที่มีบ้านประกาศขายติดกันหลายหลัง ภาพจาก modernize.com ถือเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่าทำเลบริเวณนั้นไม่น่าอยู่ หรือมีปัญหาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เคยเกิดเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน11. บ้านที่อยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านที่ไม่ควรอยู่ใกล้ ภาพจาก www.immersionadventures.com เช่น ร้านขายโลงศพ ร้านซ่อมรถ ร้านขายสัตว์ปีก ร้านทำประตูเหล็กดัดและมุ้งลวด เพราะทำเลเหล่านี้มักมีปัญหาเรื่องมลภาวะด้านต่างๆตามมา ทำเลที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่คุณต้องไม่มองข้าม หากได้ทำเลดีก็เหมือนได้ทองมีค่า เพื่อทำกำไรให้งอกเงย ดังนั้นก่อนเริ่มต้นลงทุนอสังหาฯ การเลือกทำเลเป็นขั้นตอนที่ต้องพิถีพิถันมากที่สุด  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.trebs.ac.th

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

การแต่งบ้านด้วยดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ จะทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น และทำให้บ้านอยู่สบายลงตัวขึ้นด้วย ส่วนไม่ว่าใครจะแต่งบ้านให้เป็นสไตล์ใด ๆ ทั้งโมเดิร์น แอนทีค วินเทจ คันทรี่ ไอริช คลาสสิค สไตล์ไทย ๆ หรือจะเป็นสไตล์ใดก็ตาม ต่างก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของเจ้าของบ้าน หากเราได้แต่งบ้านตามสไตล์ที่เราชอบบ้านก็เป็นเหมือนสวรรค์เล็ก ๆ นั่นเอง                   นอกจากการแต่งบ้านจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้ว การแต่งบ้านโดยอิงศาสตร์ของฮวงจุ้ย ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้เกิดความสุข ความรุ่งเรืองร่ำรวย สุขภาพดี ของคนในบ้านได้อีกด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์เก่าแก่ที่มีมานานหรือเป็นสิ่งงมงาย เมื่อได้ศึกษาหลักการฮวงจุ้ยแท้จริง จะเห็นได้ว่าหลักฮวงจุ้ยเป็นการผสมผสานความเข้าใจถึงหลักวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม  ธรรมชาติ และรายละเอียดของชีวิตรวมถึงการใช้ชีวิต ที่ได้สั่งสมวิเคราะห์ผ่านยุคสมัยมากว่าพันปี               ในบางครั้งบ้านบางหลังเมื่อตกแต่งเข้าอยู่แล้ว มองโดยภาพรวมอาจจะสวยงามและน่าอยู่ แต่เมื่อสมาชิกในบ้านอาศัยอยู่ในบ้านไประยะเวลาหนึ่ง กลับเกิดปัญหา เช่นความเจ็บป่วยไข้ สุขภาพอ่อนแอ อารมณ์ขุ่นมัว  ชีวิตมีอุปสรรคปัญหา สิ่งเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วเชื่อว่ามาจากการตกแต่งและจัดบ้านโดยไม่ทราบถึงหลักข้อห้ามบางประการของฮวงจุ้ยนั่นเอง  หลักข้อห้ามเหล่านั้นโดยกว้าง ๆ ก็ได้แก่   1. ห้ามสร้างรั้วรอบลานโล่งหน้าบ้าน เพราะจะทำให้คนในบ้านเกิดโรคขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับดวงตา 2. บ้านที่มีขนาดเล็ก ไม่ควรทำประตูบ้านขนาดใหญ่เกินไป จะส่งผลให้คนในบ้านมีปากเสียงเสมอ และประกอบอาชีพไม่รุ่งเรืองก้าวหน้า 3. หลังคาถ้าไม่สูงโปร่ง ไม่ควรแก้ไขด้วยการเจาะโล่ง แต่ควรใช้วิธีเปลี่ยนกระเบื้องใสเข้าแทน 4. กำแพงบ้านควรรักษาให้ดูใหม่สะอาดเสมอ และควรติดไฟสว่างในกลางคืนจะทำให้คนที่อาศัยอยู่รุ่งเรืองและปลอดภัย 5. ไม่ควรสร้างห้องใต้ดินไว้กลางบ้าน หรือสร้างให้เล่นระดับเป็นหลุมกลางบ้าน เพราะความชื้นจะทำให้สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยได้ 6. ไม่ควรต่อเติมหรือทุบบ้านให้มีรูปทรงเว้าแหว่ง เพราะจะเกิดคดีหรือปัญหาใหญ่กับลูก ๆ ในบ้านได้ 7. ถ้าบ้านอยู่ในจุดที่มีสะพานพุ่งตรงเข้าหาตัวบ้าน ไม่ควรปล่อยให้จุดนั้นโล่ง ควรปลูกต้นไม้กันสายตาให้ทึบ   8. ถ้าบริเวณหน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ยืนตายต้น ให้รีบโค่นออก มิฉะนั้นจะพบกับความยากจน 9. ไม่ควรตกแต่งกระจกไว้ตรงหัวนอน เพราะจะมีผลต่อสุขภาพ 10. ห้ามวางเตียงนอนตรงกับประตูหรือวางให้ตำแหน่งและเท้าตรงกับประตูไม่ควรมีหิ้งหรือชั้นบริเวณหัวนอน  จะทำให้เป็นโรคประสาท สมอง และความเครียดได้             การตกแต่งบ้านให้สวยงามโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้การตกแต่งบ้านเกิดผลดีต่อสมาชิกในบ้านได้อย่างดีอีกด้วย  ภาพจาก sinsaehwang.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท
www.yimsu.com/property
Yimsu Property

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน