ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

บทความล่าสุด


กินตามธาตุ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่ตัวคุณ และการรับประทานอาหารก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณต้องใส่ใจและห้ามพลาดโดยเด็ดขาด วันนี้เราขอเสนอบทความการรับประทานอาหารตามธาตุประจำตัวของคุณ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ อายุยืนยาว1. ธาตุภาพจาก www.oldpostoffice-doorcounty.com สำหรับคนที่เกิดใน เดือนมกราคม พฤษภาคม และกันยายน จะเป็นคนธาตุดิน อาหารที่เหมาะกับคนในธาตุนี้คืออาหารอ่อนๆ รับประทานแล้วย่อยง่าย เนื่องจากคนธาตุดินมักมีปัญหาเรื่องการย่อยอาหาร อาหารที่แนะนำ คือ อาหารที่มีส่วนประกอบหลักเป็นเนื้อปลา ไก่ และ พวกแกงจืด ไม่ควรรับประทานอาหารจำพวกเนื้อแดงที่ย่อยยาก หรือ พวกชีส นม เนย เป็นต้น 2. ธาตุน้ำภาพจาก www.knorr.com.sg สำหรับคนที่เกิดใน เดือนมีนาคม กรกฎาคม พฤศจิกายน และธันวาคม จะเป็นคนธาตุน้ำ ซึ่งร่างกายจะเย็นตามธาตุประจำตัว ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่มีรสชาติจัด เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกาย เช่น อาหารประเภทต้มยำ หรือ พวกอาหารใต้ที่ใช้เครื่องแกงรสจัด  และ ควรรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวเพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร เป็นต้น 3. ธาตุลม ภาพจาก www.pstip.com สำหรับคนที่เกิดใน เดือนกุมภาพันธ์ มิถุนายน และตุลาคม จะเป็นคนธาตุลม ซึ่งภายในจะมีความเป็นกรดสูง กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยมาก จึงควรหลีกเลี่ยงพวกน้ำอัดลม หรือ อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เพราะจะสร้างกรดมากขึ้น และเน้นรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนเพื่อช่วยเรื่อง ลมในกระเพาะเยอะ  4. ธาตุไฟภาพจาก www.atlassteak.com สำหรับคนที่เกิดใน เดือนเมษายนและสิงหาคม เป็นคนที่รับประทานอาหารได้ง่ายที่สุด เพราะว่าระบบการย่อยอาหารดี แนะนำให้รับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ โปรตีน ที่สำคัญเนื่องจากเกิดธาตุไฟ ดังนั้นต้องรับประทานอาหารเย็นและจืด เพราะจะช่วยแก้ร้อนใน จำพวกผักผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น แตงโม แอปเปิ้ล มันแกว เป็นต้น หากเลือกรับประทานอาหารได้ดีแล้ว ร่างกายก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งพอร่างกายแข็งแรงทุกอย่างที่เราตั้งใจหวังไว้ก็จะดีตามขึ้นไปเอง ขอบคุณแหล่งที่มา : food.mthai.com                                www.manager.co.th 

สูญเสียไปเท่าไหร่แล้วกับการ “เดท”

          การเดทเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ใช้เงินเยอะทีเดียวสำหรับหนุ่ม ๆ บางคน การพยายามเอาชนะใจสาวสักคนด้วยการพาเธอไปกินข้าวดูหนัง การหาข้ออ้างพาเธอไปที่นั่น ที่นี่เพื่อที่จะได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่คุณหมายปอง และใช้โอกาสนี้ในการคว้าใจเธอมาครอบครองให้ได้ เสียเงินสักเท่าไหร่ก็ยอม เรามาลองคำนวณกันดูเล่น ๆ ตรงนี้ดีกว่าว่าหนึ่งปีเราเสียเงินไปกับการเดทเท่าไหร่บ้างภาพจาก Freepik.comค่าอาหาร            ค่าอาหารสำหรับการเดทแต่ละครั้งนั้นขึ้นอยู่กับร้านที่ไปด้วยแต่หากต้องการสร้างความประทับใจแน่นอนว่าต้องแพง สำหรับค่าอาหารโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการเดทไม่ต่ำกว่า 300 บาทสำหรับคู่รักมัธยม ไม่ต่ำกว่า 500 สำหรับคู่รักมหาลัยและ ไม่ต่ำกว่า 800 สำหรับคู่รักที่สูงวัยกว่านั้น (ประมาณการคร่าว ๆ นะ)                ทีนี้เรามาดูความถี่กันบ้าง คู่รักมัธยมเดทกันอาทิตย์ละ 3 ครั้งเป็น เงิน 900 บาท เดือนละไม่ต่ำกว่า 3,600 บาท (เบ ๆ มาก)                ถัดมาเป็นคู่รักมหาลัยเดทกันอาทิตย์ละ 3 ครั้งเป็นเงิน 1,500 บาทเดือนละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท (เริ่มเยอะแฮะ)                และคู่รักวัยทำงานเดทกันอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เป็นเงิน 2,400 บาท เดือนละไม่ต่ำกว่า 7,200 บาท ภาพจาก  Freepik.com ค่าตั๋วหนัง            ค่าตั๋วหนังแต่ละโรงก็มีราคาที่แตกต่างกันไปโดยทั่วไปแล้วอยู่ที่ 120-180 บาท ถ้าหากเป็นที่นั่งพิเศษก็อาจเพิ่มขึ้นอีก 20 - 40 บาท สมมุติให้คู่รักทุกวัยดูเฉลี่ยอาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละ 4 ครั้งนั่นเอง สำหรับคู่รักวัยเรียนอาจได้ราคาพิเศษดูเรื่องละ 100 บาทดังนั้นเท่ากับเดือนละ 400 บาทต่อคน และคู่รักวัยทำงานอยู่ที่เรื่องละ 150 บาทเดือนละ 600 บาท ของขวัญในโอกาสพิเศษ                สำหรับคู่รักวัยเรียนนั้นนอกจากวันวาเลนไทน์และวันเกิดของทั้งสองคนที่ต้องซื้อของขวัญให้กันแล้วยังมีวันครบรอบ 1 เดือน 100 วัน 6 เดือน 1 ปีแล้วแต่คู่ว่าจะครบรอบกันถี่ขนาดไหน สำหรับคู่รักวัยทำงานนั้นไม่ค่อยซีเรียสเรื่องวันครบรอบสักเท่าไหร่ (เอ๊ะ หรือซีเรียส) แต่หากลืมวันเกิดหรือพลาดของขวัญวาเลนไทน์เตรียมหาข้อแก้ตัวดี ๆ ไว้ได้เลย โดยงบของขวัญของวัยเรียนนั้นปีหนึ่งไม่เกิน 2,000 บาทและวัยทำงานอยู่ที่ 5,000-20,000 บาทต่อปีจ้าภาพจาก Freepik.com                 ถ้าเป็นยุคก่อน 3G เข้าถึงประเทศไทยนี่ต้องมีค่าโทรศัพท์ที่ใช้โทรหากันด้วยนะ บางคนหมดเดือนหนึ่งหลายพันทีเดียวสำหรับค่าโทรศัพท์ที่ใช้โทรหาคุณแฟน โชคดีสมัยนี้มีแพคเกจเหมาจ่ายเดือนไม่กี่ร้อยที่ใคร ๆ ก็ต้องใช้แม้แต่คนโสด เอาล่ะไหนลองสรุปรวมยอด 1 ปีกันหน่อยว่าแต่ละวัยน่าจะหมดไปกับการเดทเท่าไหร่                คู่รักวัยมัธยมอยู่ที่ ((3,600+400)x12) + 2,000 = 50,000 บาท                คู่รักวัยมหาวิทยาลัยอยู่ที่ ((6,000+400)x12) + 2,000 = 78,800 บาท                คู่รักวัยทำงานอยู่ที่ ((7,200+600)x12) +5000, +20,000 = 98,600 บาท ถึง 100,100 บาท                ทำไมกดเครื่องคิดเลขแล้วแอบเป็นยอดรวมที่น่าตกใจเหมือนกันนะ หรือว่ากดเครื่องคิดเลขผิดกั มีใครที่หมดไปกับการเดทมากหรือน้อยกว่านี้มั้ย มาแชร์กันหน่อยสิ   

เทคนิคกำจัดแมลงและสัตว์กวนใจภายในบ้าน

แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างสัตว์กวนใจประจำบ้าน เช่น มด หนู แมลงสาบ ปลวก หรือ แม้กระทั่งตัวไร คงสร้างความรำคาญใจให้คุณไม่น้อย เพราะนอกจากจะทำลายความน่าอยู่ของบ้านคุณแล้ว สัตว์เหล่านี้ยังเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาถึงคุณอีกด้วย การกำจัดสัตว์เหล่านี้ให้ออกจากบ้านไปจึงเป็นสิ่งจำเป็น วันนี้เรามีเทคนิคกำจัดแมลงและสัตว์กวนใจคุณด้วยวิธีง่ายๆให้ลองไปทำตามภาพจาก nohomebugs.com 1. กำจัด “ตัวไร” สัตว์ตัวเล็กที่กวนใจเวลาคุณหลับภาพจาก nohomebugs.com ตัวไร หรือ ตัวเหลือบ มักจะแอบซ่อนอยู่ภายใต้หมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน การกำจัดแมลงตัวเล็กนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงคุณขยันซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค เท่านี้ตัวเหลือบ ตัวไร ก็ไม่มากวนใจคุณแล้วล่ะ 2. กำจัดแหล่งช็อปปิ้งของแมลงสาบ และ เหล่าหนูภาพจาก goingcrazywannago.com เศษอาหารหลังจากรับประทานแล้ว ควรนำไปทิ้งในถังขยะ โดยมัดปากถุงให้แน่น รวมไปถึงปิดฝาถังขยะให้แน่น ไม่ควรเปิดถุง หรือ ฝาถังขยะทิ้งไว้ เพราะกลิ่นเศษอาหารจะล่อใจทั้งแมลงสาบ และ หนูตัวโตให้เข้ามาช็อปปิ้งได้ 3. จานชามที่รับประทานเสร็จแล้ว อย่าหมักหมม ล้างทันทีภาพจาก crossroadoc.org จาน ชาม ที่กองท่วมซิงค์ล้างจานเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่เหล่าแมลง มด แมลงสาบ ชอบนักล่ะ! ทางที่ดีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จควรรีบล้างทำความสะอาดให้เสร็จเรียบร้อยก่อนดีกว่า 4. พึ่งพามืออาชีพอย่าง บริษัทกำจัดแมลง ภาพจาก nohomebugs.com ปัจจุบันบริษัทกำจัดแมลงมีจำนวนมาก ให้คุณได้ใช้บริการ แต่คุณจำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่าบริษัทที่คุณจ้านั้นมืออาชีพจริงๆหรือไม่ เพราะคุณคงไม่อยากเจอกับเหตุการณ์ที่เสียเงินไปแล้ว แต่เหล่าสัตว์เหล่านั้นยังกลับมากวนใจคุณ 5. หยิบของธรรมชาติใกล้ตัวมาช่วยคุณภาพจาก www.jameswhiteants.com.my หากคุณไม่ชอบสารเคมีในการกำจัดแมลง การหยิบใช้ของธรรมชาติใกล้ตัวก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราจะแนะนำ ตัวมอด ต้องหลบไปเพียงคุณมี พริกแห้งหยิบพริกแห้งใส่ในผ้าขาวบางและนำไปใส่ในที่เก็บข้าวสาร เพียงเท่านี้ตัวมอดจะทนความเผ็ดของพริกไม่ไหวหนีหายไปแน่นอน ย้ายถิ่นฐานให้ มด ด้วยน้ำส้มสายชูฝนตกทีไร เจ้ามดมักจะเดินเรียงหน้ากันเข้ามาอาศัยในบ้านของคุณ เตรียมน้ำส้มสายชูใส่ขวดสเปรย์ไว้เลย และไล่ฉีดตามจุดที่มดไปอาศัยอยู่ แต่ระวังเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าเพราะอาจจะทำให้เป็นรอยด่างได้ กำจัดแมลงสาบด้วย แตงกวาแมลงสาบไม่ชอบกลิ่นของแตงกวา ดังนั้นเรานำแตงกวามาหั่นเป็นแว่นบางๆและไปวางตามจุดต่างๆที่คุณเจอ เพียงเท่านี้แมลงสาบก็จอพยพออกไปเอง  ตะไคร้ไล่ได้หมดทุกแมลงจะซื้อผลิตภัณฑ์จากตะไคร้แบบสำเร็จรูป หรือ ปลูกทั้งต้นในบริเวณบ้านก็ดี เพราะตะไคร้นี่แหละเป็นตัวช่วยในการไล่แมลงให้กับคุณ ทั้งมด ยุง หายเรียบ หัวหอมกันแมลงวันแม้ว่าหัวหอมจะชอบทำให้เราเสียน้ำตาเวลาหั่น หรือ ปลอก แต่หัวหอมก็ช่วยให้อาหารน่ารับประทานของคุณไม่มีแมลงวันเข้ามาวุ่นวาย เพียงซอยหัวหอมและนำไปแช่น้ำ นำไปวางใกล้ๆกับจานอาหารของคุณ เพียงเท่านี้อาหารมื้อโปรดของคุณจะไม่มีแมลงวันมาเกาะแกะแล้วล่ะ 6. ทำความสะอาดบ้านให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอภาพจาก www.prosuneurope.com วิธีนี้ถือเป็นวิธีสำคัญสุดเพราะถึงคุณจะทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ถ้าบ้านยังไม่สะอาดและรก เหมาะกับการเป็นรังที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์กวนใจแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะทำวิธีไหนคงไม่ได้ผล การกำจัดแมลง หรือ สัตว์กวนใจภายในบ้านคุณ คงไม่ใช่เรื่องที่หนักเกินไปสำหรับคุณ หากคุณหมั่นขยันทำความสะอาดบ้าน ก็เหมือนเป็นการกำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงกวนใจพวกนี้แล้วล่ะ 

คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน: 'นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์'

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์โครงการน้อยใหญ่ไม่ว่าจะเป็น "บ้านเดี่ยว,  บ้านแฝด, ทาวน์เฮ้าส์, อาคารพาณิชย์, โฮมออฟฟิศ, มินิอพาร์ตเมนต์, อพาร์ตเมนต์, บูทิคอพาร์ตเมนต์, เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์, บูทิคโฮเทล, โรงแรม, รีสอร์ท, คอนโดมิเนียม, บ้านจัดสรร" ฯลฯ  ไม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมากหรือน้อยเพียงใด สำหรับผมแล้วทุกโครงการจะต้องเป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"หรือ "Real Estate Innovation" เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เป็นเสมือนการ เตรียมการที่จะกลัด "กระดุมเม็ดแรก" ซึ่ง "ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล" ซึ่งท่านดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา" เคยสอนผมครั้งเมื่อผมทำงานกับ "มูลนิธิ ชัยพัฒนา" ว่า  "กระดุมเม็ดแรก หากกลัดผิด กระดุมเม็ดที่ 2, 3, 4 ถัดมา  ถึงจะตั้งใจทุ่มเททั้งความรู้ความสามารถมากเท่าไรก็จะผิดหมด" ดังนั้นการตั้ง "สมมุติฐาน" (Hypothesis) ที่มีความเป็นไปได้จะต้องมาจากพื้นฐานของความเป็น"นวัตกรรม" อันเป็นความคิด "สร้างสรรค์" เท่านั้น  และ "นวัตกรรม" จำนวนไม่น้อย ล้วนแล้วแต่เป็น "นวัตกรรม" ที่คิด "นอกกรอบ" นำมาซึ่งการปฏิวัติและปฏิรูปทั้งในด้านศิลปะและวิทยาการครั้งสำคัญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้แก่โลก เช่น  "Smart Phone" ที่ "สตีฟ จ็อบส์" เป็นผู้คิดค้น "นวัตกรรม" ชิ้นนี้ขึ้นได้ ส่งผลกระทบในมุมกว้างไปทั่วโลก และเมื่อ "นวัตกรรม"ได้เกิดแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับมาอีกครับ          บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับแนวหน้าของโลกก็ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าแห่ง "นวัตกรรม" ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัย "พื้นฐานความรู้" และ "การลงทุน" ถ้าหากผลงานวิจัย ค้นคว้าชิ้นเยี่ยมจบลงแค่วิทยานิพนธ์ 1 หรือ 2 เล่ม ในห้องสมุดก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดในวงกว้าง   เป็นได้เพียงแค่บทความที่กล่าวอ้างถึงในวงวิชาการ  ที่ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า "ความรู้ท่วมหัวเอาตัว ไม่รอด"  ดังนั้น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ในมุมมองของผมจะต้องก่อให้เกิดผลกระทบทั้งแนวกว้างและลึกและก่อให้เกิดรายได้นำมาซึ่ง "ประโยชน์" และ "ความสุข" ให้แก่เจ้าของ "นวัตกรรม" เองและแก่สังคมโดยรวมครับ          ผมยกตัวอย่าง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ "นวัตกรรม" ในการก่อสร้าง "ระบบสำเร็จรูป" (Pre-Fabrication) ซึ่งได้เข้ามาอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 10 กว่าปี โดยเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน, การควบคุมคุณภาพ, การควบคุมเวลาและการควบคุมการใช้ทรัพยากร          นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนใน "นวัตกรรม" ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุน "อสังหาริมทรัพย์"          หลังจากที่ได้ตัดสินใจลงทุนทำแน่แล้ว   จำเป็นต้องหา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ที่ทำให้มีชัยชนะเหนือคู่แข่ง แบบ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" ซึ่ง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ทั้ง 8 ข้อ ประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้          นวัตกรรมข้อที่ 1  "Real Estate Hypothesis Innovation" ซึ่งหมายถึง การสร้าง "สมมุติฐาน" ซึ่งนำไปสู่การสร้าง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 2 "Real Estate Feasible + Business Model Innovation"  ซึ่งหมายถึง การศึกษาความเป็นไปได้และโมเดลธุรกิจที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 3  "Real Estate Architectural Design Innovation"  ซึ่งหมายถึง รูปแบบทางสถาปัตยกรรมซึ่งเป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 4 "Real Estate Construction Innovation" ซึ่งหมายถึง ระบบการก่อสร้างที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 5 "Real Estate Working Process Innovation" ซึ่งหมายถึง ขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบในการพัฒนา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"           นวัตกรรมข้อที่ 6 "Real Estate Marketing + Service  Innovation"  ซึ่งหมายถึง  การทำตลาดและการให้บริการต่างๆ แก่ลูกค้า ที่เป็น "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"          นวัตกรรมข้อที่ 7  "Real Estate  Flexible Innovation" ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม เปลี่ยนไปของ "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"            นวัตกรรมข้อที่ 8 "Real Estate  Assessment Innovation" ซึ่งหมายถึง กระบวนการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาในการพัฒนา "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์"          ซึ่ง "นวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์" ทั้ง 8  ข้อนี้แหละครับ ที่ผมจำเป็นต้อง  "หาให้ได้ หาให้เจอ หาให้พบ" ก่อนตัดสินใจลงทุนทำ "อสังหาริมทรัพย์" ไม่ว่าจะเป็นโครงการน้อยใหญ่ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการกลัด "กระดุมเม็ดแรก" ของผม ซึ่งหากน้อยกว่านี้ก็ไม่เอา จะต้องทำอย่างน้อยให้ได้เท่านี้หรือทำได้มากกว่านี้ ท่านผู้อ่านก็ลองนำเอาไปพิจารณากันดูครับ และนำไปปรับประยุกต์ใช้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ ผมลองนำไปปรับประยุกต์ใช้กับตัวเองแล้วเกิดผลดีเป็นอย่างยิ่งครับ  ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

เสริมดวงเรื่องฮวงจุ้ยด้วยตำแหน่งทิศทั้ง 9

การจัดตกแต่งบ้าน หรือจัดห้องในบ้านจำเป็นต้องดูทิศทั้ง  9 เพื่อให้เกิดความสมุล และส่งเสริมเรื่องที่อยากให้ไปได้ดี ซึ่งก่อนอื่จำเป็นต้องศึกษาเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดกับผู้อาศัย วันนี้เราขอนำเสนอบทความเสริมดวงเรื่องฮวงจุ้ยด้วยตำแหน่งทิศทั้ง 9 ตำแหน่งทิศเหนือ ส่งเสริมเรื่องอาชีพการค้าภาพจาก www.fsa.nl หากคุณอยากให้การทำมาค้าขายของคุณเป็นไปในทางที่ดี ควรที่จะนำต้นไม้มงคลที่ส่งเสริมเรื่องค้าขาย หรือ นำของตกแต่งเช่น เรือสำเภา มาวางไว้ที่ด้านทิศเหนือจะเห็นผลได้ดีที่สุด  ตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งเสริมเรื่องความรู้ และ สติปัญญาภาพจาก woodtechfurniturebd.com หากต้องการให้ลูกน้อยของคุณมีสติปัญญาเฉียบแหลม แนะนำให้จัดโต๊ะหนังสือหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเป็นการเสริมเรื่องความรู้ และสติปัญญาอีกด้วย  ตำแหน่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่งเสริมเรื่องเสน่ห์ คนอุปถัมภ์ภาพจาก www.automotive.ventures เหมาะกับคนที่ต้องทำงานด้านการติดต่อสื่อสาร หรือต้องมีคนคอยช่วยเหลือ หากนำสิ่งมงคลที่สนับสนุนเรื่องการทำงานมาวางไว้บริเวณนี้ก็จะช่วยส่งเสริมได้มากขึ้น หรือ เรื่องความสัมพันธ์ก็ช่วยให้มีเสน่ห์ เป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น เหมาะกับสาวโสด หนุ่มโสด  ตำแหน่ง ทิศตะวันตก ส่งเสริมเรื่องบุตร บริวารภาพจาก  www.pinterest.com หากต้องการให้สมาชิกในบ้านมีความสุข ไม่ทะเลาะเบาแว้งกัน ให้นำตุ๊กตากิเลนไปวางบริเวณทิศตะวันตก เพราะจะช่วยเรื่องความร่มเย็นเป็นสุข สงบของคนในบ้าน    ตำแหน่ง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่งเสริมเรื่องความรักความสัมพันธ์ภาพจาก www.proprofs.com หากสาวโสด หนุ่มโสด ที่ไม่อยากอยู่คนเดียว เหงาในปีนี้ แนะนำให้นำดอกโบตั๋น ดอกไม้มงคลของคนจีนมาวางไว้ที่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะช่วยสนับสนุนเรื่องความรักได้ดีขึ้น หรือจัดมุมนี้ให้มีสีชมพู และ สีแดงเพื่อส่งเสริมพลังแห่งรัก  ตำแหน่งทิศตะวันออก ส่งเสริมเรื่องความรัก ความสามัคคีในครอบครัวภาพจาก  www.allapril.com เป็นตำแหน่งที่เหมาะกับห้องนั่งเล่น หรือ ห้องรับประทานอาหาร เพราะเป็นห้องศูนย์รวมกิจกรรมของคนในบ้าน ทำให้เกิดความแน่นแฟ้น พูดคุยขณะอยู่ในห้องดังกล่าวมากขึ้น   ตำแหน่ง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ส่งเสริมเรื่องความมั่งคั่ง ความร่ำรวยภาพจาก animal-dream.com แนะนำให้หาของตกแต่งที่สนับสนุนเรื่องความร่ำรวยมาวางไว้ เช่น ต้นไม้มงคลต่างๆ หรือ ตุ๊กตาเซรามิครูปหมูที่มีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น  ตำแหน่งศูนย์กลาง ของบ้าน ส่งเสริมเรื่องร่างกาย และสุขภาพภาพจาก www.ucdmc.ucdavis.edu แนะนำให้หาเทพเจ้าฮก ลก ซิ่ว โดยเฉพาะซิ่วมาวางไว้ตรงกลางบ้าน เพราะช่วยเรื่องสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงกับสมาชิกในบ้าน  ตำแหน่งทิศใต้ ส่งเสริมเรื่องความมีหน้ามีตาในสังคมภาพจาก www.forbes.com หากต้องการให้มีวาสนา ถูกนับหน้าถือตาในสังคม ลองหาต้นวาสนามาปลูกบริเวณทิศใต้ หรือ หากมีโต๊ะทำงานอยู่บริเวณนี้ให้หาต้นไม้มงคลต้นเล็กๆมาวางไว้เหนือคอมพิวเตอร์ จะส่งพลังงานให้คนเคารพ ยำเกรงมากขึ้น  ขอบคุณที่มา : xn--12cmd9dec2dvb0d2ai4fvkka.com

สำหรับคนที่กำลังจะแต่งงานคุณต้องเตรียมตัวแชร์กระเป๋าสตางค์กันในเรื่องใดบ้าง

          สำหรับคนที่มีความรักสุกงอมและกำลังจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน แน่นอนว่าเมื่อแต่งงานชีวิตคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ใครคนนั้นจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของคุณ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของคุณ และแน่นอนว่าต้องแชร์หลายสิ่งร่วมกัน ดังนั้นเงินจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คู่รักและคู่สามีภรรยาทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะคุยกันไม่เข้าใจ ไม่ลงตัวในเรื่องเงินทอง มาดูกันก่อนว่าหลังจากแต่งงานแล้วคุณจะต้องแชร์อะไรกันบ้างภาพจาก Freepik.com ค่าอาหารที่ทานร่วมกันที่บ้าน            คุณและคู่ต้องแชร์ค่าอาหารร่วมกันอันนี้ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่เพราะว่าก่อนแต่งงานก็ต้องผลัดกันจ่ายค่าอาหารแหรือแชร์กันมาบ้างอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อคุณมาอยู่ด้วยกันและซื้ออาหารเข้าบ้านแม้แต่เกลือหนึ่งขวดคุณก็ต้องหารกันด้วยนะ ไม่เกี่ยวว่าใครจะทานมากทานน้อย อ้อ แต่ก็แล้วแต่บางบ้านด้วยนะ เพราะบางบ้านสามีทำงานคนเดียวภรรยาอยู่ที่บ้านก็อาจจะเป็นส่วนที่สามีต้องดูแล แต่ครอบครัวยุคใหม่ส่วนมากจะทำงานด้วยกันและแชร์ค่าใข้จ่ายกันจ้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค            ก่อนมาอยู่ร่วมกันคุณไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้อีกฝ่ายแน่นอน ถึงตอนนี้คุณต้องช่วยกันแชร์ค่าน้ำ ค่าไฟ (ค่าเช่าบ้าน) ค่าส่วนกลาง ค่าอินเตอร์เน็ต แต่สำหรับคนที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาก่อนแล้วก็คงขนหน้าแข้งไม่ร่วงแถมยังได้จ่ายน้อยลงด้วยก็เรียกว่าเป็นกำไรกันไปภาพจาก Freepik.com ค่าของใช้ในชีวิตประจำวัน            ของที่ใช้แล้วหมดไปอย่างสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม กระดาษชำระ ของใช้สิ้นเปลืองทั้งหลาย ต้องจ่ายร่วมกัน ห้ามปล่อยให้คุณภรรยาหรือคุณสามีต้องทำงานบ้านแล้วต้องมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพียงลำพังเป็นอันขาด มิฉะนั้นคุณอาจจะมีปัญหาครอบครัวได้  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกของคุณทั้งคู่            แน่นอนว่าเมื่อแต่งงานกันแล้วเกือบทุกคู่ต้องมีโซ่ทองคล้องใจเป็นบุตรชายบุตรสาวที่มาพร้อมความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่และค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ยิ่งในการเลี้ยงดูคนคนหนึ่งให้เติบโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็น ค่านม ค่าผ้าอ้อม ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียนซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ถูก ๆ แล้วนะคุณ การซื้อสินทรัพย์ร่วมกัน            คู่รักที่มั่นใจว่าจะอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่ามักซื้อหรือผ่อนสินทรัพย์ร่วมกันไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถ ที่ดิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณอาจไม่ได้วางแผนว่าจะซื้อก่อนจะแต่งงานก็ได้ แต่เมื่อมีครอบครัวการสร้างความมั่นคงและความสะดวกสบายให้กับครอบครัวและลูกหลานสืบไปก็เป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญด้วย บางคู่ก็เก็บออมเงินสดไว้ใช้ยามเกษียณด้วยกันในรูปแบบของเงินฝากประจำและหุ้นด้วยภาพจาก Freepik.com ค่าบำรุงรักษาสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ซื้อหรือใช้งานร่วมกัน                       ค่าซ่อมรถ ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าปรับปรุงสวนและที่ดินรวมถึงภาษีที่ต้องเสียในแต่ละปี เป็นส่วนที่คุณทั้งคู่ต้องช่วยกันจ่ายซึ่งในแต่ละปีไม่น้อยเลยทีเดียว                ที่จริงค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ใครหลายคนอาจจะต้องจ่ายแม้ยังไม่ได้แต่งงานก็เถอะ แต่ต้องยอมรับว่าหลายคู่มีปัญหาเรื่องเงินทองที่คุยกันไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้องจ่าย หรือทำไมเธอไม่ต้องจ่าย ทางที่ดีควรตกลงกันเสียตั้งแต่เริ่มแรกว่าที่ต้องช่วยกันจ่ายมีอะไรบ้างอย่าปล่อยให้ปัญหายาวนานใหญ่โตจะดีกว่าจ้า               

มากำจัดปลวกด้วยวิธีง่าย ๆ จากสมุนไพรใกล้ตัว

            หากจะพูดถึงสัตว์ที่สร้างความรำคาญให้กับสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้น ก็คงมีอยู่ไม่กี่ชนิด  แต่มีสัตว์บางชนิดที่นอกจากจะกวนใจแล้วยังสามารถสร้างความเสียหายให้กับบ้านทั้งหลังเลยก็ว่าได้ สัตว์ที่กำลังพูดถึงอยู่นั้นก็คือ “ปลวก” นั่นเองภาพจาก www.homedecorthai.com             ศาสตร์ทางชีววิทยา ปลวกเป็นสัตว์จำพวกแมลง  ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว ชอบกัดแทะทุกอย่างที่เป็นไม้  เพราะพวกมันมีหน้าที่ในการย่อยสลายตามธรรมชาติ แต่ถึงอย่างนั้นถ้าปลวกมาทำหน้าที่นี้ในบริเวณบ้านของคุณ คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่  ยิ่งถ้าบ้านใครที่เป็นไม้ทั้งหลังแล้วล่ะก็ รับรองได้ว่าต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้แน่นอน  ส่วนบ้านใครที่ก่อสร้างด้วยปูนก็อาจจะไม่ได้โชคดีอย่างที่คิด เพราะอย่างน้อยก็จะมีบางส่วนของบ้านที่ประกอบด้วยไม้ ไม่ว่าจะเป็นบานประตู หน้าต่าง วงกบ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์สวย ๆตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะกินข้าว ต่างก็ตกเป็นเป้านิ่งของปลวกเหล่านี้ได้เหมือนกัน  ภาพจาก www.oknation.net             วิธีง่ายแสนง่าย ที่จะทำให้ปลวกไม่กล้าเข้ามาทำลายบ้านอันอบอุ่นของคุณได้ มีดังนี้ภาพจาก www.xn--12ca1e0baufpj1eifrkf.net             กำจัดปลวกด้วยสะเดา  สะเดาเป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีลักษณะเด่นของใบที่มีกลิ่นฉุน คนอีสานนิยมนับมารับประทานเป็นผักเครื่องเคียงในเมนูน้ำพริก  แต่ถ้าต้องนำมากำจัดปลวกนั้น ให้นำใบสะเดา 4-5 กรัม มาโขลกให้แหลกละเอียด แล้วนำไปผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่พอเหมาะ  ขยำ ๆ และคั้นเอาน้ำสด ๆ ใส่ขวดหรือภาชนะต่าง ๆ จากนั้นให้สำรวจบริเวณบ้านว่า จุดไหนที่มีปลวกอาศัยอยู่บ้าง ให้นำน้ำสะเดาที่เตรียมไว้ ราดบริเวณนั้นให้ทั่ว ในกรณีที่เป็นโต๊ะ ตู้ เตียง อาจจะใช้การฉีดพ่นก็ได้ น้ำสะเดาจะช่วยกำจัดปลวก ถ้าน้ำมีปริมาณที่เข้มข้นมากพอจะทำให้ปลวกตายได้ภายใน 10 นาที              กำจัดปลวกด้วยใบขี้เหล็ก หลายคนอาจจะไม่รู้จักใบของพืชชนิดนี้  แต่คนอีสานรู้จักกันดีและนิยมนำ ใบขี้เหล็กไปประกอบอาหารพื้นบ้าน  ใบขี้เหล็กมีลักษณะคล้ายกับขนนกดังภาพ ภาพจาก www.t1fm104.com             วิธีการนำมากำจัดปลวก นั่นก็คือ ให้นำเอาใบขี้เหล็ก 4-5 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือจะใช้ปั่นผสมกับน้ำก็ได้ จากนั้นกรองเอากากออก แล้วสกัดเอาส่วนที่เป็นน้ำนั้นไปใช้ฉีดพ่นปลวกตามเสาบ้าน ตามซอกวงกบ ประตู หน้าต่าง  หรือบริเวณตู้ สารเคมีในใบขี้เหล็กจะทำให้ปลวกนั้นตายและยังสามารถช่วยลดประชากรปลวกภายในบ้านให้เหลือน้อยลงอีกด้วย                         การใช้สมุนไพรอย่าง สะเดา และใบขี้เหล็ก นอกจากจะสามารถช่วยกำจัดปลวกได้ดีแล้ว ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีกำจัดปลวก ลดการตกค้างของสารเคมีภายในบ้าน  ทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาวะของคนภายในบ้านอีกด้วย รู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมลองเอาพืชสมุนไพรใกล้บ้าน มาทดลองใช้ดูนะคะ.ภาพจาก www.greenprotechnature.com             

ธปท.จับตา'เอ็นพีแอล'ชี้แนวโน้มยังเพิ่ม'10แบงก์'กำไร7.4หมื่นล้าน

 นักวิเคราะห์ มองครึ่งปีหลัง ผลดำเนินงานแบงก์ดีขึ้น เหตุกันสำรองลดลง          แบงก์พาณิชย์ 10 แห่ง กวาดกำไรครึ่งปีแรก 7.47 หมื่นล้าน ลดลง 1.52% เผย “กสิกรไทย” กำไรมากสุด 1.91 หมื่นล้าน           ด้าน ธปท. จับตา “เอ็นพีแอล” ใกล้ชิด ยอมรับแนวโน้มยังเพิ่มจากเศรษฐกิจที่โตกระจุก ชี้ยังไม่น่าห่วง ด้าน นักวิเคราะห์ มองครึ่งปีหลังกำไรแบงก์ฟื้น          จากการรวบรวมผลประกอบงวดครึ่งแรกปี 2560 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 7.47 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารกสิกรไทยมีกำไรมากที่สุด มีกำไร 1.91 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.44%รองลงมาคือธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิ 1.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9%          ส่วนธนาคารกรุงไทยมีกำไรสูงสุดเป็นอันดับ 3 โดยมีกำไร 1.17 หมื่นล้านบาท แต่มีอัตราการปรับลดลงมากที่สุด โดยกำไรปรับลดลงถึง 27.5 % ธนาคารที่มีกำไรปรับลดลงมากเป็นอันดับ 2 คือ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือ แอลเอชแบงก์ มีกำไร 1.2 พันล้านบาท ลดลง 12.4%          สำหรับธนาคารที่กำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด ได้แก่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีกำไร 477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.1% ตามมาด้วยธนาคารทิสโก้ มีกำไร 2.99 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.6% และธนาคารกรุงศรี มีกำไร 1.15พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5%          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 2 อาจจะมีบางรายการของธนาคารที่เป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่กลายเป็นหนี้เสีย และมีการตั้งสำรองเพิ่ม ทำให้ผลประกอบการของธนาคารบางแห่งปรับลดลง          ส่วนแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ต้องจับตาต่อเนื่องใกล้ชิด แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม จะฟื้นตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวที่ยังไม่กระจายตัว ทำให้บางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมา ก็อาจจะมีทิศทางของเอ็นพีแอลที่ขยับขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่น่ากังวล เพราะสถาบันการเงินมีเงินสำรองในระดับสูง          นายาโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่า เศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง จากสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เกื้อหนุน ธนาคารจึงยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีที่ 6-8%          นายพรเทพ ชูพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ครึ่งแรกปรับลดลง จากรายการพิเศษที่ทำให้ธนาคารบางแห่งต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ซึ่งหากตัดรายการดังกล่าวออกไป จะพบว่ากำไรของกลุ่มธนาคารยังเป็นไปตามเป้าหมาย          ทั้งนี้ครึ่งปีหลังมองว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะมีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งการตั้งสำรองหนี้เสียที่จะไม่เพิ่มขึ้นอย่างมากเหมือนกับช่วงครึ่งปีแรก การตั้งสำรองในปัจจุบันได้ครอบคลุมหนี้เสียทั้งหมดไปแล้ว ส่วนแนวโน้มของเอ็นพีแอลน่าจะมีทิศทางที่ลดลง เนื่องจากเอ็นพีแอลในเอสเอ็มอีในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจการส่งออก ซึ่งการส่งออกมีทิศทางที่ดีขึ้นชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 หากสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เอ็นพีแอลในส่วนดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นได้  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อสังหาฯปรับการตลาดใหม่ลุยฐานผู้ซื้อระดับกลาง-บน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนา "ทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจคอนโดมิเนียม การปรับตัวของผู้ประกอบการ ปี 2560" ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญต่างกล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ทุกบริษัทต้องหันมาเจาะตลาดกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมในระดับกลางและบนมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการทำธุรกิจตามภาวะเศรษฐกิจนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอลพีเอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า แอลพีเอ็นจะหันมาเจาะลูกค้าในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับ  1 แสนบาทขึ้นไป เพราะมองว่าปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่สนใจโครงการเริ่มเปลี่ยนเป็นอายุเฉลี่ย 25-35 ปี จากเดิมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ซื้ออายุ 35-55 ปี จึงทำให้ต้องปรับรูปแบบธุรกิจ แต่ยังคงรูปแบบความเป็นคอนโดเรียบง่าย ชุมชนน่าอยู่เหมือนเดิมด้าน นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมี่ยม บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มรายใหญ่ 13 บริษัท ที่ถือสัดส่วนตลาดคอนโดมิเนียมประมาณ 11-13% ส่วนใหญ่ปรับตัวไปร่วมทุน กับ พันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจของตนเองแล้ว ทั้ง การร่วมทุนทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ การร่วมทุนเพื่อเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าใหม่ เช่น จีน ญี่ปุ่น  เป็นต้น โดยในส่วนของพฤกษาเองได้ปรับธุรกิจด้วยการหันมาขยายลูกค้าไปเป็นระดับ พรีเมี่ยมขายคอนโดหลัก 10 ล้านบาทนายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท กล่าวว่า ภาพรวมตลาดกลุ่มคอนโดระดับล่าง-กลางในปีนี้คาดว่า จะเติบโต 7-10% โดยที่เติบโตมากที่สุดอยู่ในช่วงไตรมาส 2 จากกำลังซื้อดีขึ้นเพราะเป็นการซื้อจริง.  ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คอนโดหรูเริ่มเสี่ยง

จับตาดีมานด์เทียมป่วนโครงการหรู แนะเร่งหาทางป้องกันซื้อแล้วไม่โอน แต่ยังมั่นใจบริษัทอสังหาฯ พร้อมรับมือความเสี่ยงธุรกิจนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า อยากให้ระวังในเรื่องของดีมานด์เทียมโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับบนซึ่งเริ่มเห็นแล้วในบางโครงการ หากโอนไม่ได้จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมในระยะยาวควรมีการป้องกัน เช่น ห้ามเปลี่ยนมือก่อนโอนจะไม่ได้สิทธิส่วนลด เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ใน 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้ประกอบการได้มีปรับตัวทั้งเรื่องโครงสร้างและองค์กร มีการขยายตลาดในทุกเซ็กเมนต์ทำให้เกิดความยืดหยุ่นต่อการทำธุรกิจ รวมทั้งการร่วมจับมือกับพันธมิตรพัฒนาโครงการร่วมกันจำนวนยูนิตไม่มากเพื่อลดความเสี่ยงสำหรับทิศทางตลาดและรูปแบบการพัฒนา จะมีการเปลี่ยนแปลงในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเกิดจากการนำที่ดินเช่าระยะยาวซึ่งหลายแปลงได้มีการทำสัญญา และนำออกมาพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การพัฒนาแบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส ขณะเดียวกันรัฐกำลังผลักดันออกกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ ซึ่งจะสามารถนำสิทธิการเช่าไปค้ำประกันได้ สิ่งนี้จะเสริมให้ที่ดินเช่าออกสู่ตลาดมากขึ้นนางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 กล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยมีการฟื้นตัวอย่างช้า และไทยยังเผชิญปัญหาหนี้สินครัวเรือน ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแต่ ตลาดแข่งขันรุนแรง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อสังหาชิงดีมานด์ คอนโดสายสีน้ำเงิน

โชคชัย สีนิลแท้หลังจากที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพงบางแค มีความคืบหน้าในการก่อสร้างที่ชัดเจน จึงเริ่มเห็นผู้ประกอบการ อสังหาฯ ต่างทยอยเดินหน้าพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งธนบุรีที่ยังมีอุปทานของคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าค่อนข้างน้อยทั้งนี้ รายงานของบริษัท คอลลิ เออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า มีโครงการเปิดขายใหม่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างโดยเฉพาะสายสีเขียวตอนเหนือและสายสีน้ำเงินค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเปิดขายโครงการที่มีราคาไม่สูงเกินไปขณะที่ ปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้นยังน่าลงทุน เนื่องจากเป็นแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่อยู่ใกล้เมืองและอยู่ในเขตชุมชนเก่า มีจำนวนอุปสงค์กับอุปทานยังไม่มาก ขนาดตลาดอยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท และยังมีโอกาสเติบโตค่อนข้างมากตามสถานีที่เดินทางเชื่อมเข้าสู่เมือง"รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้นผ่านชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาแน่นสูง แต่ใช่ว่าการพัฒนาเกาะแนวรถไฟฟ้าจะปลอดภัยเสมอ จึงจำเป็นจะต้องเลือกสถานีและโซนที่สามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก โดยต้องมองว่าสถานีนั้นๆ มีความต้องการที่สูงพอ อย่างเช่น บริเวณจรัญสนิทวงศ์ และท่าพระ"ปิยะ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตได้สูงกว่าครึ่งปีแรกที่ 16% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการเริ่มลงทุนโครงการขนาดใหญ่ จึงมีโอกาสที่ทำให้อสังหาฯ ในปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 5% ส่วนยอดขายรวมของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 5.5 หมื่นล้านบาท มากกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 5.29 หมื่นล้านบาทสำหรับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ได้เปิดตัวคอนโดมิเนียม THE PRIVACY ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่จับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ในราคา 2-3 ล้านบาท บนเส้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 2 โครงการ ได้แก่ THE PRIVACY จรัญฯ-ราชวิถี สเตชั่น และ THE PRIVACY ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ และมีแผนจะเปิด THE PRIVACY พระราม 9 เพิ่มอีก 1 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 5,500 ล้านบาท ขณะที่ บริษัท ศุภาลัย เตรียมเปิดโครงการศุภาลัย เวอเรนด้า อยู่ห่างจากสถานีภาษีเจริญ 150 เมตร ในราคาขายเริ่มต้น 1.5 ล้านบาทรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้งสองช่วง มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2562 ซึ่งคาดว่าตลาดคอนโดเกาะแนวสายสีน้ำเงินจะยิ่งคึกคักขึ้นเป็นลำดับ  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไรมอนแลนด์อัด2หมื่นล.ลงทุน

นายเอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไรมอน แลนด์ เปิดเผยว่าแนวทางการลงทุนภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ไป บริษัทจะเน้นการลงทุนเพื่อหารายได้จากหลากหลายช่องทาง หรือเป็นการกระจายความเสี่ยง และยังเน้นพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์ โดยสัดส่วนรายได้ที่มาจากโครงการอสังหาริมทรัพย์คอนโดฯระดับไฮเอนด์ร้อยละ 40, รายได้จากบ้านเดี่ยวร้อยละ 20, จากสำนักงานออฟฟิศ โรงแรมร้อยละ 20-25 และรายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจอสังหาฯ และจากต่างประเทศร้อยละ 5-10 โดยการลงทุนในต่างประเทศจะเป็นการร่วมลงทุนเป็นหลัก"เงินลงทุนที่จะใช้ภายใน 3-5 ปีจะใช้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะโครงการอาคารสำนักงานที่เพลินจิต ใช้งบลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาทปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบเป็นเกรดพรีเมียม พื้นที่รวม 100,000-110,000 ตร.ม. โดยร้อยละ 90 เป็นพื้นที่ของสำนักงานและอีกร้อยละ 10 เป็นพื้นที่รีเทล คาดก่อสร้างเสร็จประมาณปี 2563 และจะเริ่มมีรายได้ของอาคารสำนักงานเข้ามาเลยในปีเดียวกัน"ส่วนแผนในปีนี้ ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการเดอะ ลอฟท์ สีลม เป็นคอนโดมิเนียม บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ สูง 37 ชั้น รวม268 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 3,500 ล้านบาท มีขนาดเริ่มต้น 34-354ตร.ม.ราคาขายเริ่มต้น 7 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราคาขาย 210,000 ต่อ ตร.ม. ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างช่วงไตรมาส 4 ปีนี้และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2563 และบริษัทเตรียมเปิดขายพรีเซลในวันที่ 23 ก.ค.60 ที่สมาคมสโมสรอังกฤษ กรุงเทพฯสำหรับเป้ารายได้ 3,000-4,000 ล้านบาท ไตรมาสแรก 1,000 ล้านบาทปัจจุบันยอดขายรอรับรู่รายได้อยู่ที่ 3,300-3,500 ล้านบาท ไม่รวมเดอะลอฟท์ สีลมแต่ถ้ารวมกับสินค้าเหลือขายจะอยู่ที่ 8,700 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายรายได้ภายใน 3-5 ปีหลังลงทุนเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่องคาดอยู่ที่13,000-15,000 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

มิกซ์ยูส บูมสุขุมวิทรอบนอก ซัมเมอร์ฮิลล์ ปักธงทำเลทอง

ทำเล "สุขุมวิทรอบนอก" กำลังเป็น จุดหมายดาวรุ่งในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายประเภทจาก "ดีมานด์" ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ "ซัพพลาย" ยังน้อยปรับ ทักราล ประธานและกรรมการ ผู้จัดการกลุ่ม บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ย่านพระโขนงลงไป ถึงสุขุมวิทรอบนอก เป็นทำเลที่ได้รับการพัฒนาน้อยมากในเชิงโครงการ"มิกซ์ยูส" ทั้งที่ แนวโน้มความต้องการของตลาดถีบตัวสูง จาก 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ที่พักอาศัย  จำนวนกว่า 9,500 ยูนิต  มีอยู่แล้ว 7,200 ยูนิต  กำลังเปิดใหม่อีก 2,300 ยูนิต  อาคารสำนักงาน รวมกว่า 1.6 แสนตร.ม. โรงเรียนและมหาวิทยาลัยในรอบรัศมี 9 แห่ง  โรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์อีก 5 แห่ง ตลอดแนวถนนสุขุมวิทและพระราม 4เป็นโอกาสในการลงทุนและเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย ศูนย์รวมร้านค้าเชิงไลฟ์สไตล์และอาคารสำนักงาน บนพื้นที่ 5 ไร่ หัวมุมถนนสุขุมวิทตัดพระราม 4 ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พระโขนง ภายใต้ การลงทุนของ บริษัท บูทิค พระโขนง วัน จำกัด  มูลค่า 550 ล้านบาท โดยงบ 250 ล้านบาทสำหรับการลงทุนพื้นที่ค้าปลีก และ 300 ล้านบาท สำหรับอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกส่วนเพิ่มเติม โดยเดือน ก.ย.นี้ จะเปิดตัวคอมมูนิตี้มอลล์ คาดอัตราการใช้พื้นที่ 70% คาดลูกค้าหมุนเวียน 1-1.2 หมื่นคนต่อวัน  "วางตำแหน่งทางการตลดของโครงการเป็นศูนย์รวมด้านไลฟ์สไตล์ รองรับการใช้ชีวิต  ซึ่งเป็นจุดแข็งของการพัฒนาโครงการเน้นการ เป็นแหล่งสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจมากกว่าพื้นที่ค้าขายสินค้าเหมือนศูนย์ค้าปลีกอื่นๆ"  ส่วนเฟส 2 เป็นอาคารสูง 5 ชั้น พื้นที่รวม 1 หมื่นตร.ม. ด้านบนเป็นอาคารสำนักงาน 5,000 ตร.ม. จะทำให้ซัมเมอร์ฮิลล์ มีความคึกคักมากขึ้นเมื่อเปิดบริการปี 2561การเกิดขึ้นของโครงการมิกซ์ยูสในโซนสุขุมวิทตอนกลางเป็นต้นไป ยังไม่อยู่ในภาวะ "ล้นตลาด" เหมือนพื้นที่อื่นๆ โดยความต้องการพื้นที่สำนักงานยังมีอยู่มาก"ประเมินว่าภาวะโอเวอร์ซัพพลาย อาจเริ่มเห็นภาพหลังจาก 3 ปีจากนี้มากกว่า ในการเปิดตัวออฟฟิศให้เช่า เชื่อว่าจะทำราคาใกล้เคียงกับอัตราประเมินของโซนนอกทำเลหลักที่ 800-1,000 บาทต่อตร.ม." ทั้งน ในทำเลสุขุมวิทรอบนอก ยังมีโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ 2 แห่งเตรียมเปิดตัวในอนาคต ได้แก่ เซ็นจูรี่ เดอะ มูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท 81 (สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อ่อนนุช) ประกอบด้วย ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ และโรงแรม ด้วยมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการวิสซ์ดอม  วัน-โอ-วัน ภายใต้การลงทุนของแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ที่จะมีพื้นที่ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์กว่า 4 หมื่นตร.ม.  บนทำเลใกล้สถานีบีทีเอส ปุณณวิถี และอยู่ในโซนเดียวกับคอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงานที่กำลังพัฒนาควบคู่กัน  เชื่อว่าปริมาณความต้องการของตลาดในย่านนี้ ยังมีสูงมาก ทำให้ซัพพลายที่จะเพิ่มเข้ามาสามารถดูดซับไว้ได้ทั้งหมด เพราะนอกจากคอนโดมิเนียมตลอดแนวรถไฟฟ้า ที่ทยอยเกิดใหม่แล้ว ยังมีผู้พักอาศัยหมู่บ้านทั้งเก่าและใหม่ตามซอยใหญ่ตลอดเส้นสุขุมวิท และหากมีสำนักงานให้เช่าเกิดใหม่ขึ้น โอกาสที่ประชากรจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในย่านนี้ก็จะเพิ่มขึ้นตามมา"ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำเลเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งซัมเมอร์ฮิลล์มีสิ่งที่ตอบโจทย์ตรงนี้ ด้วยการยึดทำเลที่ดีที่สุดไว้แล้ว คนที่มาทำงานตอนเช้าหรือเลิกงานกลับบ้าน สิ่งแรกที่ต้องเห็นโดดเด่นคือโครงการนี้ ประกอบกับ ที่ผ่านมาย่านพระโขนงมีการพัฒนาโครงการใหม่ต่ำมาก ทำให้เกิดการตอบรับที่ดี"ทั้งนี้ ภาพรวมในการลงทุนของบริษัทเตรียมงบประมาณ 600-800 ล้านบาทต่อปี โดยโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ สร้างรายได้เป็นสัดส่วน5% เทียบรายได้ทั้งหมด แม้ว่าจะมีโครงการ คอมมูนิตี้มอลล์แล้ว 2 แห่ง แต่ธุรกิจหลักที่ทำรายได้กว่า 80%  มาจากโรงแรม ปัจจุบันมี 1,217 ห้องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดสำหรับโรงแรมใหม่ที่จะเปิดตัวใน 2 ปีนี้ตั้งอยู่ใน 2 ทำเล ได้แก่ ป่าตอง ภูเก็ต ขนาด 200 ห้อง ใช้งบลงทุน 500 ล้านบาทและปักธงสร้างโรงแรมที่เชียงใหม่แห่งแรก ย่านนิมมานเหมินทร์  ใช้งบราว 600 ล้านบาท ซึ่งสองแห่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกแบรนด์เข้ามาบริหาร"ยังคงมองการลงทุนโรงแรมเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว"ในกรุงเทพฯ มีโรงแรมกว่า 6 แห่ง ยังเป็นจุดหมายที่ให้ความสำคัญ ทั้งในรูปแบบ โรงแรมหรือที่พักสำหรับระยะยาว แต่สำหรับภูเก็ตหรือเชียงใหม่ อาจจะมุ่งเป้าไปที่โรงแรมเพื่อรับนักท่องเที่ยวมากกว่า  ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

บอร์ดอีอีซีลุยพัฒนาคนผุดหลักสูตรเฉพาะ พร้อมดึงเทคโนโลยีสร้างอาชีพบุคลากรในพื้นที่

บอร์ดอีอีซีลุยพัฒนาคนบอร์ดอีอีซีเร่งเครื่องพัฒนา ทรัพยากรบุคคล ยกระดับเด็กอาชีวะ รับลงทุนเชื่อมภูมิภาค เปิดประตูเศรษฐกิจเอเชียนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์พัฒนากำลังคนเพื่อสนับสนุนพื้นที่อีอีซี ปี 2560-2564 โดยจะมีการพัฒนาและปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับพื้นที่อีอีซีโดยเฉพาะ มุ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนกลุ่มอาชีวศึกษา เพื่อสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ทั้งนี้ หลักสูตรอบรมระยะสั้นให้ กับบุคลากรให้สามารถทำงานได้ทันที เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำ จัดทำหลักสูตรการศึกษาในพื้นที่อีอีซีหลักสูตรแรก คาดแล้วเสร็จเดือนก.ย.นี้"หัวใจหลักของการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี คือ การสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วยมิติด้าน ดิจิทัล เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและถ่ายโอนความรู้ เน้นพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ดึงดูดการค้าและการลงทุน และพัฒนาภาคการขนส่ง" นายคณิศ กล่าวนอกจากนี้ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ เช่น จีนมีนโยบายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลังเข้าร่วมกับองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้ปัจจุบัน รายได้ 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จีนมาจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ มาเลเซียมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษกว่า 5 แห่ง เป็นต้นนายคณิศ กล่าวว่า ขณะที่ในภาพรวมของประเทศไทยเราได้ผลักดันพื้นที่อีอีซี เป็นประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคเอเชีย พื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสำคัญของโลก ซึ่ง 32% ของจีดีพีโลกมาจากพื้นที่ จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน โดยการเชื่อมโยง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ล่าสุดมีโครงการได้รับอนุมัติแล้วกว่า  7 หมื่นล้านบาทสำหรับเวทีการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ปี 2560 เป็นการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดใหม่ในการพัฒนาเอเชีย โดยมองว่าการเสวนาและแลกเปลี่ยนความรู้ระดับภูมิภาค เน้นสร้างมิติด้านการค้าและการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งต้องการให้เน้นด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันมากขึ้น ในภาวะกระแสโลกาภิวัตน์แบบตีกลับ  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฮวงจุ้ยคืออะไร และ สำคัญกับตัวคุณขนาดไหน

หลายคนคงเคยได้ยินว่า ฮวงจุ้ย มีผลต่อชีวิตของคน แต่ความหมายที่แท้จริงของฮวงจุ้ย อาจจะไม่รู้ว่าฮวงจุ้ยนั้นมีผลดี หรือ มีผลเสียหากไม่ทำตามอย่างไร วันนี้เราหาความหมายของคำว่าฮวงจุ้ยมาให้คุณรู้กันภาพจาก www.smeleader.com ศาสตร์ฮวงจุ้ย คือ ภาพจาก www.youtube.com ศาสตร์ฮวงจุ้ย คือ ศาสตร์ที่สามารถดึงเอาพลังงานรอบตัวเรา หรือ พลังงานธรรมชาติมาส่งเสริมให้เราดีขึ้น หรือ ลดทอนสิ่งที่ไม่ดีออกไป โดยอาศัยหลักการของการไหลเวียนของพลังงานบนผืนโลก หรือที่เรียกว่า ชี่ พลังงานไหลเวียนนั่นก็คือ ธรรมชาติของลมและธรรมชาติของน้ำฮวงจุ้ยสำคัญกับตัวเราอย่างไรภาพจาก xn--12cmd9dec2dvb0d2ai4fvkka.com ตามความเชื่อของชาวจีน เชื่อว่า มนุษย์จะมีชะตาฟ้าลิขิต ชะตาแห่งคนลิขิต และชะตาแห่งฮวงจุ้ย เป็นตัวกำหนดดวงชะตาของมนุษย์ ซึ่งแต่ละปัจจัยมีความหมายดังนี้1. ชะตาฟ้า (เทียน) คือ บุญวาสนา หรือ สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด อาจจะเป็นทรัพย์สมบัติ มรดกที่พ่อแม่ให้ไว้ รวมไปถึงโชคต่างๆที่แต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งชะตาฟ้าเป็นอะไรที่แก้ไขไม่ได้ เป็นผลกรรมจากชาติปางก่อน2. ชะตาคน (นั้ง) หรือชะตากรรม คือ การกระทำ กรรมที่เราสร้างขึ้นในชาตินี้ หากทำกรรมดีก็จะส่งผลดีต่อตัวเรา แต่ถ้าหากทำความชั่ว ผลชั่วก็จะสนอง รวมไปถึงความมุมานะที่ตั้งใจทำมาหากิน เพื่อสร้างฐานะ ก็ถือเป็นชะตาคนลิขิต3. ชะตาฮวงจุ้ย หรือชะตาดิน เป็นสิ่งที่จะสามารถส่งเสริมให้ชีวิตเราดีขึ้น ทำให้ความขยันทำมาหากินได้รับผลเร็วมากขึ้น หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมก็อาจจะเป็นตัวถ่วงหรือทำลาย เช่น การดูทำเลค้าขายให้ถูกหลักฮวงจุ้ย เพื่อส่งเสริมให้ทำมาค้าขึ้น เป็นต้นจากข้อมูลที่เราได้นำเสนอไปจะเห็นว่า ถึงแม้ฮวงจุ้ยจะมีผลต่อชีวต แต่การลงมือทำด้วยตัวเองก็สำคัญเช่นกัน ทุกสิ่งเกิดจากการกระทำของเราทั้งสิ้น   ขอบคุณแหล่งที่มา : th.wikipedia.org 

รวยไงใครแคร์ 4 วิธีจีบสาวแบบเปย์แรง

          การจีบสาวของสายเปย์นี่รวยอย่างเดียวไม่ได้นะฮะ ต้อง.. ด้วย คือว่าต้อง “คิด” ด้วยว่าเปย์อย่างไรถึงจะถูกใจสาว ไม่ใช่ว่าเปย์สุ่มสี่สุ่มห้าแล้วเธอจะเออออมาเป็นแฟนเรา เธออาจจะรับของกำนัลที่คุณให้แล้วลอยละล่องหายไปกับสายลมก็ได้ใครจะรู้ ลองมาดู 4 การเปย์แรงเอาใจสาวที่ได้ผลทางนี้ก่อน เครื่องประดับที่แวววาวหรือนาฬิกาที่ใส่ได้ทุกวัน            ถ้าหากคุณมั่นใจว่าคุณสามารถเลือกแบบเครื่องประดับที่สาวเจ้าน่าจะถูกใจได้ก็โอเค แต่หากคุณไม่มั่นใจก็ให้พนักงานเลือกให้น่าจะดีกว่า หรือสังเกตุจากเครื่องประดับที่เธอสวมใส่เป็นประจำก็ได้คุณต้องมั่นใจว่าของขวัญชิ้นนี้จะถูกใจเธอและเธอจะต้องหยิบมันมาสวมใส่บ่อย ๆ อาจเลือกเป็นสร้อยคอ ต่างหู หรือสร้อยคอมือเรียบ ๆ ที่ไม่เหมือนใครและสามารถใส่ได้กับทุกชุด การเลือกซื้อเครื่องประดับที่เธอสวมใส่อยู่เป็นประจำหรือเครื่องประดับแบรนด์ที่เธอชื่นชอบนั้นจะทำให้เธอสวมใส่เครื่องประดับชิ้นนั้นบ่อยและคิดถึงคุณทุกครั้งที่สวมมันภาพจาก Freepik.com ทานอาหารชมดาวบนภัตตาคารลอยฟ้า            ใคร ๆ ก็พาสาวสวยไปทานข้าวได้แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะพาเธอไปทานข้าวบนชั้นสูงสุดของโรงแรมหรือภัตตาคาร ชักชวนเธอชมวิวยามค่ำคืนภายใต้ร้านหรูบรรยากากาศโรแมนติก คุณต้องเทคแคร์และปรนเปรอเธอด้วยเครื่องดื่มชั้นดี ที่สำคัญเมนูที่เสิร์ฟต้องเป็นเมนูที่พิเศษที่ไม่ได้จะหาทานได้ทุกวันอย่างเนื้อที่หายากและมีราคาแพงเพื่อให้เธอจดจำอาหารค่ำคืนนี้ไปอีกนานแสนนานภาพจาก Freepik.com ล่องเรือสองต่อสอง            ระดับคุณแล้วไม่พาสาวไปเล่นน้ำในสระหรือริมทะเลหรอกน่า ต้องพาล่องเรือออกไปรับลมทะเลที่กลางทะเลเวิ้งว้างกันสองต่อสอง จิบแชมเปญและดื่มดำบรรยากาศเงียบสงบที่ได้ยินเพียงแค่เสียงลมและเสียงของเธอกับคุณเท่านั้น เป็นช่วงเวลาดีที่สุดที่จะทำให้เธอประทับใจในตัวคุณได้ บนเรือมีแค่เธอกับคุณแล้วและสายตาของเธอกำลังจับจ้องมาที่คุณอย่าทำพลาดล่ะ พาไปช็อปปิ้งที่ต่างแดน            พาเธอไปช็อปปิ้งกระเป๋าและเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่เธอโปรดปรานไกลถึงต่างประเทศ การมาเที่ยวต่างประเทศกันสองต่อสองโดยที่มีคุณเท่านั้นที่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดทุกคำโดยที่เธอไม่ต้องพยายามและคอยดูแลเธออย่างดีระหว่างทริปท่องเที่ยว การแนะนำสถานที่เลื่องชื่อและพาเธอไปรวมถึงไปเป็นเพื่อนเธอระหว่างช็อปปิ้งจะทำให้เธอมองว่าคุณช่างพึ่งพาได้จริง ๆ และใกล้ชิดกันมากขึ้นไปอีกภาพจาก Freepik.com                 สาวส่วนใหญ่อาจจะชอบผู้ชายสายเปย์ แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะจะบอกให้ สาวที่คุณหมายปองเองก็อาจจะเจ๋งพอจะเปย์ตัวเองได้ แต่หากเธอให้โอกาสคุณแล้วล่ะก็ อย่าดูแลเธอด้วยเงินเท่านั้นจงดูแลเธอด้วยพลังกายและความจริงใจ คุณก็จะได้ใจเธอมาครอบครองไม่ยากเย็น

เทคนิควิธีกำจัดคราบและป้องกันสนิมที่คุณก็ทำได้

            หากสังเกตดีดี เครื่องใช้และภาชนะต่าง ๆ ที่เราใช้สอยในชีวิตประจำวันนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะเกิดคราบสีเหลืองแดง ที่เรียกว่า “ สนิม ” เกาะอยู่ตามพื้นผิวของวัสดุ ยิ่งถ้าวัสดุนั้นเป็นโลหะหรือมีส่วนผสมของโลหะ ยิ่งจะก่อให้เกิดคราบสนิมได้ง่าย ๆ วันนี้เราจึงมีเทคนิคและเคล็ดลับดีดีในการกำจัดคราบสนิม และป้องกันการเกิดสนิมกับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน มาฝากกันครับภาพจาก moneyhub.in.th             สาเหตุของการเกิดสนิม นั่นเป็นเพราะว่า เครื่องใช้/ของใช้ ส่วนใหญ่นั้นมีส่วนผสมของโลหะเช่น เหล็ก เมื่อโลหะทำปฏิกริยาเคมีกับออกซิเจนในอากาศหรือโดนความชื้นจากน้ำบ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดการผุกร่อนกลายเป็นสนิมได้ในที่สุด ฉะนั้นการป้องกันการเกิดสนิม จึงไม่ควรให้เครื่องใช้ต่าง ๆ เปียกน้ำ หรือสัมผัสกับความชื้นเป็นเวลานาน ยิ่งความชื้นในอากาศสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งมีปริมาณของออกซิเจนมากขึ้นเท่านั้น  ถ้าหากเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น หม้อ กระทะ หลังจากการใช้งานแล้ว ควรรีบทำความสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง และเก็บในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยป้องกันการเกิดสนิมและยังสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย  แต่ถ้าหากเครื่องใช้เหล่านั้นเกิดสนิมแล้ว สามารถใช้วิธีการกำจัดคราบต่าง ๆได้ดังนี้ภาพจาก home.kapook.com             1. ขัดผิววัสดุด้วยน้ำยาล้างจาน  ไม่ว่าจะเป็นบริเวณก๊อกน้ำอ่างล้างจาน/อ่างล้างหน้า ที่มักจะเกิดคราบสนิมอยู่บ่อย ๆ ทำการขัดโดยใช้ใยสังเคราะห์หรือใยบวบผสมกับน้ำยาล้างจาน ค่อย ๆ ขัดให้คราบสนิมนั้นหลุดออกไปภาพจาก www.haaksquare.com             2. น้ำอัดลมช่วยกัดกร่อนและกำจัดสนิมได้ โดยการนำมาเทราดบริเวณที่เกิดสนิม จากนั้นก็ใช้แปรงขัดทำความสะอาด  หรือถ้าเป็นเครื่องใช้ชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถนำเอาไปแช่ลงในน้ำอัดลมได้ ทิ้งไว้จนคราบสนิมที่เกาะติดนั้นหลุดออก จากนั้นสามารถนำไปล้างทำความสะอาดได้ตามปกติ เช็ดให้แห้งก็เป็นอันเรียบร้อยภาพจาก pantip.com            3. น้ำส้มสายชู ตัวช่วยสารพัดประโยชน์ที่ควรมีติดครัวไว้เสมอ  น้ำส้มสายชูจะช่วยกัดกร่อนคราบสนิมให้หายไปได้ ด้วยการนำไปผสมกับผงซักฟอกจนเข้ากันดี จากนั้นนำไปขัดทำความสะอาดเครื่องใช้ที่เกิดสนิม ไม่ว่าจะเป็น ขาตู้ ขาโต๊ะ  จนสนิมหลุดออกแล้วนำผ้ามาเช็ดให้แห้ง  ภาพจาก www.jadeplus.co.th             4. ใช้น้ำยากำจัดสนิมโดยเฉพาะ  สามารถหาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วไป อาจจะมีราคาที่สูงขึ้นมา แต่ก็สามารถกำจัดคราบสนิมได้ทันที แต่ขอแนะนำว่าให้อ่านวิธีใช้ข้างบรรจุภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้จากใช้น้ำยาครับภาพจาก www.thaiplastic.co.th             นอกจากวิธีกำจัดสนิมข้างต้นแล้ว ยังมีการป้องกันสนิมอื่น ๆอีก อย่างเช่น การทาสีเคลือบบริเวณผิววัสดุ การหลีกเหลี่ยงความชื้น  โดยเฉพาะพาหนะเครื่องยนต์ต่าง ๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งให้ตากฝน โดนความชื้นบ่อย ๆ เพราะจะทำให้อุปกรณ์/อะไหล่ข้างในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และอาจจะส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาวได้. ภาพจาก www.newxtrailclubthailand.com

อสังหาโหมโปรฯเร่งยอดขาย

ตลาดอสังหาแข่งเดือดธุรกิจอสังหาฯ งัดสารพัดโปรโมชั่นลด แจก แถม กระตุ้นยอดขาย เร่งระบายสต๊อกบ้าน-คอนโด หวังชิงลูกค้ามีกำลังซื้อหลังยอดปฏิเสธสินเชื่อยังพุ่งสูงอสังหาฯ จัดหนัก กระหน่ำแคมเปญตลาด เจาะกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ เร่งระบายสต๊อกเก่า-บ้านกู้แบงก์ไม่ผ่านศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ จะเห็นได้ชัดว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินค้าเหลือขายจำนวนมากหลายราย ทั้งโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง ต่างเร่งอัดแคมเปญทางการตลาดอย่างหนักเพื่อต้องการให้เกิดการโอนและมีรายได้เข้ามาให้เร็วที่สุด เนื่องจากตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินในภาพรวมนั้นยังสูงกว่า 50%"ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินยังคงสูง โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ ระดับกลางลงล่าง ที่มีมากกว่า 50% เช่น หากโครงการเปิดขาย 100 ยูนิต จะกู้ผ่านเพียง 50 ยูนิต ส่วนที่เหลือผู้ประกอบการก็ต้องนำกลับมาทำการตลาดใหม่ เพื่อเร่งให้เกิดการรับรู้รายได้โดยยอมเฉือนกำไรลง ขณะเดียวกันก็ชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ หรือเมื่อเปิดขายโครงการใหม่ไปแล้ว บางบริษัทได้แนะนำลูกค้าที่จะซื้อโครงการใหม่ให้มาซื้อโครงการที่ยังมีหน่วยเหลือขายจากการกู้ไม่ผ่าน เพื่อให้โครงการที่สร้างแล้วเสร็จปิดการขายได้ก่อน โดยใช้ราคาและของแถมเป็นตัวจูงใจ" ศ.วิทวัส กล่าวสำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในครึ่งปีหลังยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง ขณะเดียวกันในปีนี้ก็มีช่วงเวลาในการทำตลาดที่จำกัด ซึ่ง ผู้ประกอบการรายใดที่มีสต๊อกหรือจำนวนยูนิตเหลือขายค่อนข้างมากจะทำการตลาดอย่างหนักในช่วงเวลานี้ทั้งนี้ จากการสำรวจของโพสต์ทูเดย์ พบว่าแคมเปญการตลาดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องทางด้านการเงิน เช่น บริษัท มั่นคงเคหะการ จัดแคมเปญผ่อนสบาย จ่ายเบา เบา คงที่ 3 ปี ด้วยเงื่อนไขผ่อนเบา เบา ล้านละ 4,500 บาท นาน 36 เดือน พร้อมส่วนลดและของแถมในกลุ่มบ้านและทาวน์โฮมพร้อมอยู่ราคา 2.49-7.59 ล้านบาทบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดแคมเปญแช่แข็งเงินผ่อนอัตราดอกเบี้ย 3.2% หรือผ่อนล้านละ 3,200 บาท สำหรับโครงการพร้อมอยู่ 7 โครงการ ราคาตั้งแต่ 1.79-3.39 ล้านบาท บริษัท แสนสิริ ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดแคมเปญ MOM-Moments of Miracle สำหรับลูกค้าที่ซื้อโครงการพร้อมอยู่ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียมทั่วประเทศกว่า 55 โครงการ โดยอัตราดอกเบี้ย 1.75% คงที่ 2 ปี ผ่อนเริ่มต้นล้านละ 2,300 บาท ระยะเวลา 2 ปีนอกจากนี้ แสนสิริยังร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดแคมเปญ Super Five สินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยคงที่ 3.99% นาน 5 ปีด้วย ขณะที่บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ร่วมกับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ออกแคมเปญสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยดี๊ดี ฟรีทุกอย่าง สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโด จะได้อัตราดอกเบี้ย 3.99% คงที่นาน 5 ปี บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ ให้ส่วนลดพิเศษ เช่น โครงการลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้าริเวอร์วิว จองวันนี้รับส่วนลด 20% โครงการลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก อาคารอี ลดสูงสุด 25% โครงการลุมพินี วิลล์ ราษฎร์บูรณะ- ริเวอร์วิว 2 ลดสูงสุด 2.7 แสนบาท เป็นต้น  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ริชี่เพลซฯ เร่งระบายสต็อกปรับแผนบุกตลาดแนวราบ

ริชี่ เพลซฯ เล็งดึงมือดีเสริมทีมหนุน ขยายตลาดแนวราบ พร้อมเร่งระบาย สต็อก 2.8 พันยูนิต มูลค่า 9 พันล้านนางสาวอาภา  อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า  บริษัท มีผู้บริหารใหม่เข้ามาเสริมทีมบริหาร โดยมีประสบการณ์จากบริษัทอสังหา ริมทรัพย์รายใหญ่ "ท็อป 5" ของตลาด เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของ ริชี่ เพลซฯ ที่มีการขยายการลงทุนคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะโครงการแนวราบ เป็นเป้าหมายหลักของการบุกตลาด สำหรับครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมระบายสต็อกสินค้าที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนรวมกว่า 2,800 ยูนิต มูลค่า 9,000 ล้านบาท จาก 12 โครงการในเครือ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ 4 โครงการ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 8 โครงการ ผ่านแคมเปญ 2 วันมหัศจรรย์ 5-6 ส.ค.นี้  ด้วยข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าพร้อมเข้าอยู่ คาดสร้างยอดขายกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ จากสินค้าในสต็อกหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 2-30 ล้านบาท  สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้หลายเซ็กเมนท์นอกจากนี้ ยังวางแผนซื้อที่ดินแปลงใหม่รองรับการโครงการใหม่ ล่าสุดซื้อที่ดินย่านเอกมัย ซอย 8 ขนาด 2 ไร่ เตรียมพัฒนาคอนโดมิเนียม มูลค่า 3,500 ล้านบาท เจาะลูกค้าชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก คาดเริ่มก่อสร้างปี 2562 แล้วเสร็จปี 2564 มีแผนเปิดขายต้นปีหน้า ราคาเฉลี่ย 2 แสนบาท ต่อตร.ม. ต่ำกว่าโครงการอื่นในบริเวณเดียวกันเปิดขายมากกว่า 2 แสนบาทต่อตร.ม. ปีนี้บริษัทจัดสรรงบซื้อที่ดินไว้ 1,600 ล้านบาท แต่ภาวะเศรษฐกิจผันผวนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ใช้งบไปเพียง 50% หรือ 800-900 ล้านบาท เท่านั้นพร้อมกันนี้  ยังมีแผนเจรจาร่วมทุนกับนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งจะเห็นความชัดเจนในอีก 2 เดือนข้างหน้า  บริษัทยังเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 2 ของปีนี้ อีก 540 ล้านบาท เสนอขายให้สถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ โดยจะนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่า 540 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดเดือน ก.ย.นี้ หลังจากการเสนอขายหุ้นกู้เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มูลค่า 334 ล้านบาท ได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุนและมียอดจองสิทธิ์เข้ามาเกินเป้าหมายสำหรับผลประกอบการไตรมาส2 เติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรก จากการทยอยโอนคอนโด เดอะ ริช สาทร-ตากสิน มูลค่า 2,100 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50% เหลือโอนในครึ่งปีหลัง โดยภาพรวมโครงการอื่น เช่น เดอะริช แอท นานา มูลค่า 3,700 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 30%  ริชพาร์ค แอท ทริปเปิ้ล สเตชั่น มูลค่า 2,700 ล้านบาท มียอดขาย 80%  ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย 1,600 -1,800 ล้านบาท  ครึ่งปีแรกทำได้ 800 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

คอนโดต่ำ 2 ล้านซึมยาว ตลาดอิ่มตัว สต๊อกเหลือขายกว่าหมื่นหน่วย

กูรูอสังหาฯเห็นพ้องตลาดคอนโดฯต่ำ 2 ล้านซบยาว เหตุเศรษฐกิจซบ ปัญหาหนี้ครัวเรือนรุมเร้า คอลลิเออร์ส เผยสต๊อกคงเหลือกว่าหมื่นหน่วย ที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุด ชี้ตลาดอิ่มตัว สินค้าเกินความต้องการ เผยในรอบ 10 ปีมีสินค้าสู่ตลาดกว่า 7-8 แสนหน่วยจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มกลางล่าง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมราคาต่ำ 2 ล้านบาทได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายประสบปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน จนกระทบมายังการพิจารณาปล่อยสินเชื่อบ้านของสถาบันการเงิน ซึ่งเห็นได้จากยอดปฏิเสธสินเชื่อที่มีอัตราเฉลี่ยสูงถึง 40-50% และดูเหมือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวเช่นนี้ต่อเนื่องนายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้ความสำคัญกับตลาดคอนโดมิเนียมราคาขายมากกว่า 70,000 บาทต่อตารางเมตร หรือราคาขายต่อหน่วยมากกว่า 2 ล้านบาทมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตรนั้น แทบจะไม่มีแล้วเนื่องจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการที่มีราคาขายระดับนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯได้ขณะเดียวกันโครงการที่เปิดขายใหม่ช่วงระดับราคา 50,000-70,000 บาทต่อตารางเมตร ก็มีจำนวนลดลงเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายเดินหน้าพัฒนาโครงการที่มีราคาขายในระดับนี้จำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อค่อนข้างดี แต่เมื่อโครงการเหล่านี้สร้างเสร็จและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้ซื้อส่วนหนึ่งไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ ห้องชุดเหล่านั้นจึงกลับมาเป็นภาระของผู้ประกอบการอีกครั้งทั้งนี้ จากการสำรวจคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในราคาต่ำกว่า 70,000 บาทต่อตารางเมตร ตั้งแต่ปี 2556 - ครึ่งแรกปี 2560 พบว่า มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 73,298 หน่วย ขายไปได้ประมาณ 85% โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกแนวเส้นทางรถไฟฟ้าปัจจุบัน แต่ก็ยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอยู่"แม้จะมีอัตราการขายที่ค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาจากหน่วยเหลือขายแล้ว ก็อาจจะยังเป็นที่น่ากังวลพอสมควร เพราะมีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 10,000 หน่วย ซึ่งคอนโดมิเนียมที่เหลือขายในกลุ่มนี้เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯประมาณ 48% ที่เหลือเป็นของผู้ประกอบการรายย่อย ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ขณะที่สถาบันการเงินเองก็ยังเพิ่มระดับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่างจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่องอย่างน้อยไปจนถึงปีหน้า"นายสุรเชษฐ กล่าวด้าน นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า หากดูตัวเลขการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่างในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2548-ปัจจุบัน) พบว่ามีสินค้าเข้าสู่ตลาดราว 7-8 แสนหน่วย ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ซื้อไปหมดแล้ว สำหรับกลุ่มเก็งกำไรก็ซื้อเพื่อการลงทุนกันหมดแล้ว และยิ่งในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันยิ่งทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ลดลง"ด้วยสภาพตลาดในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง อยู่ในภาวะอิ่มตัว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้เป็นหลัก เหตุเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่" นายธำรง กล่าวทั้งนี้ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง ยังหันไปพัฒนาโครงการระดับกลาง-บน แทน เพื่อลดความเสี่ยงจากกลุ่มกลางล่าง ที่มีปัญหาในเรื่องของการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยเมื่อตอนต้นปี 2560 บมจ.แอล.พี.เอ็น.ได้ชี้แจงว่าในปี 2560 บริษัทต้องเร่งระบายสต๊อกคอนโดมิเนียมที่มีอยู่จำนวน 13,000 หน่วย มูลค่า 14,000 ล้านบาท ให้มากที่สุด พร้อมกับเปิด 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

แสนสิริ แปลงร่างดักลูกค้าต่างชาติ

แสนสิริ จัดทัพใหม่ เดินหน้าสู่องค์กรระดับสากล คาดยอดขายต่างชาติปี 61 ทะยานสู่ 10,000 ล้านบาท พร้อมประกาศเกมรุกตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลังเต็มสูบนายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการปรับโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ภายใต้กลยุทธ์ "Sansiri Transformation" เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่ความเป็นองค์กรระดับสากล โดยรุกปรับองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ 4 ด้าน คือการเงิน, การบริหารโครงการ, กลยุทธ์การตลาดและเทคโนโลยี พร้อมกับดึงผู้บริหารที่มากประสบการณ์แต่ละด้าน มาช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยอย่างเต็มรูปแบบล่าสุดได้ลงทุนกว่า 3 ล้านบาท ในการพัฒนาหุ่นยนต์ "แสนดี" เพื่อมาให้บริการลูกค้า โดยนำร่องที่โครงการ "เดอะโมโนเม้นท์ สนามเป้า" เป็นโครงการแรกและในอนาคตมีแผนจะนำเข้าไปใช้ภายในโครงการอื่นๆด้วยนอกจากนี้ ตั้งเป้าสู่การเป็นองค์กรระดับสากล หลังจากเริ่มด้วยจากการนำโครงการไปขายให้กับลูกค้าต่างชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายจากลูกค้าต่างชาติที่ 3,700 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเป้ายอดขายต่างชาติที่วางไว้ 8,000 ล้านบาท ดังนั้นปีนี้บริษัทมีแผนจะขยายสำนักงานในต่างประเทศเพิ่ม เพื่อขยายฐานลูกค้า โดยตั้งเป้าจะขยายสู่เซี่ยงไฮ้ เสินเจิ้น และกวางเจา"หากอัตราการตอบรับจากชาวต่างชาติยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ก็เชื่อว่าเป้ายอดขาย 8,000 ล้านบาทก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในปี 2561 บริษัทอาจจะมีสัดส่วนยอดขายจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ 10,000 ล้านบาท" นายอภิชาติ กล่าวอย่างไรก็ตาม ในปี 2560 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่รวมจำนวน 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 44,460 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 9 โครงการ มูลค่า 19,400 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 8 โครงการ มูลค่า 24,200 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ มูลค่า 860 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 3 โครงการ ส่วนครึ่งปีหลังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 16 โครงการ มูลค่า 39,260 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 7 โครงการ มูลค่า 22,350 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 16,150 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ 1 โครงการ มูลค่า 760 ล้านบาทด้านแผนพัฒนาโครงการร่วมทุนกับกลุ่มบีทีเอส พบว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท และในปี 2560 นี้ บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการร่วมทุน 4 โครงการ มูลค่า 11,900 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกได้พัฒนาไปแล้ว 1 โครงการ มูลค่า 1,900 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังมีแผนพัฒนาโครงการเพิ่มอีกจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทยังมองหาโอกาสในการหาพันธมิตรธุรกิจเพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในอนาคตสำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวมแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท เติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามียอดขายรวม 36,000 ล้านบาท เติบโต 20% ส่วนตลาดต่างชาติมียอดขายแล้ว 3,700 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2561 จะมียอดขายที่ระดับ 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ที่ 37,500 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ไปถึงอีก 4 ปีข้างหน้า  ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

PF ดึงพลัสบริหารงานขาย

"พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค" ลั่น ครึ่งหลังปี 60 ได้เห็นการจับมือพันธมิตรใหม่เพียบ ประเดิมเจ้าแรก "พลัส พร็อพเพอร์ตี้"  พลัส เผยทำเลพหลโยธิน-สุทธิสารอนาคตสดใสนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)(PF) เปิดเผยว่า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตและเพื่อสร้างจุดแข็งให้กับบริษัท บริษัทจึงมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ในด้านต่างๆ ซึ่งในช่วงครึ่งหลังปี 2560 มีพันธมิตรที่เตรียมเปิดตัวอีกประมาณ 2-3 ราย ล่าสุด บริษัทจับมือกับ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในการเข้ามาดูแลงานบริหารการขายในโครงการเมโทร ลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร"ยุคนี้เป็นยุคของการซินเนอร์ยีคือควบรวมจุดแข็งเข้าด้วยกัน เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ และการร่วมมือกับพลัสในครั้งนี้ เป็นการนำจุดแข็งในการบริหารงานขายของพลัสมาช่วยเสริมการทำงาน ซึ่งการจะหาพันธมิตรเข้ามาร่วมธุรกิจ บริษัทนั้นๆต้องมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เหมือนกัน และพลัสมีหลักการทำธุรกิจเดียวกันกับบริษัท" นายวงศกรณ์ กล่าวทั้งนี้ ในไตรมาส 3 บริษัทได้เดินหน้าเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ตามแผนที่วางไว้ ได้แก่ โครงการ เมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร หลังประสบความสำเร็จจากการเปิดการขายคอนโดมิเนียมในทำเลสุทธิสาร ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี จึงได้ต่อยอดด้วยการเปิดโครงการต่อเนื่องเป็นโครงการที่ 2 ในทำเลดังกล่าว โครงการเมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร มีขนาดพื้นที่ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,070 ล้านบาท เป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น  2 อาคาร จำนวนรวม 317 หน่วยด้าน นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ยินดีที่ได้ร่วมเป็นผู้บริหารงานขายโครงการเมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร และถือเป็นความภาคภูมิใจของพลัส ด้วยเช่นกัน เนื่องจากพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้า ได้ให้ความไว้วางใจในการทำงานสำหรับทำเลย่านพหลโยธิน-สุทธิสารนี้ จากข้อมูลการทำวิจัยตลาดโดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบว่าได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอ แต่กลับมีโครงการใหม่ที่เปิดในช่วง 1-2 ปีมานี้ไม่มาก เนื่องจากที่ดินแปลงใหญ่มีจำกัดมากขึ้น ทั้งนี้ช่วงปี 2559 ถึงปัจจุบัน (กรกฎาคม 2560) มีโครงการเปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาด 2 โครงการ รวม 3,196 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม High Rise ราว 70% ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 160,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่คอนโดมิเนียม Low Rise มีราคาขายเฉลี่ยที่ 100,000 บาท/ตารางเมตร เป็นผลจากปัจจุบันที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้ามีราคาสูงมาก ทำให้ความนิยมเริ่มขยายไปสู่ที่ดินตามถนนสายรองแต่ยังถือว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า เช่น ทำเลสุทธิสาร เพราะไม่เพียงเป็นทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเชื่อมต่อได้หลายเส้นทางทั้งถนนวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน และรัชดาภิเษกจากราคาของโครงการ อื่นๆ ที่ขยับไปค่อนข้างสูง ในขณะที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค สามารถบริหารต้นทุนได้ดี ส่งผลให้ราคาขายของโครงการเมโทรลักซ์ โรสโกลด์ พหล-สุทธิสาร อยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยมีราคาขายเฉลี่ยเพียง 97,000 บาท/ตารางเมตร จึงเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจของโครงการ และหากย้อนหลังไปดูราคาเปิดตัวของคอนโดมิเนียม High Rise โซนใกล้เคียง เช่น ย่านสนามเป้า-อารีย์ฯ-สะพานควาย เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ราคาเฉลี่ยเปิดตัวอยู่ที่ 90,000-100,000 บาท/ตารางเมตร หากลงทุนในตอนนั้น ปัจจุบันราคาเฉลี่ยโครงการที่ถูกนำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ขยับสูงถึง 140,000-150,000 บาท/ตารางเมตร ส่วน Low Rise ราคาเฉลี่ยเปิดตัวอยู่ที่ 80,000 บาท/ตารางเมตร ปัจจุบันราคาเฉลี่ยโครงการที่ถูกนำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ขยับสูงถึง 93,000 บาท/ตารางเมตร เป็นทำเลที่มีการอยู่อาศัยหนาแน่นสูงถึง 80-90% และเป็นที่สนใจของผู้เช่า ตลอดจนราคาที่ดินรอบสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า-อารีย์ฯ-สะพานควาย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-25% ต่อปี  ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ชงรถไฟฟ้าสีน้ำตาล6หมื่นล. ผ่าตัดวิกฤตจราจรแคราย-ลำสาลี

คมนาคมทะลวงโซนเหนือ แก้รถติดวิภาวดีฯ-เกษตร-นวมินทร์ ดันโปรเจ็กต์ยักษ์ 6 หมื่นล้าน รถไฟฟ้าสายใหม่สีน้ำตาล "แคราย-ลำสาลี" ตัดผ่าน 6 รถไฟฟ้า 6 สี พ่วงตอม่อทางด่วนขั้นที่ 3 ประชาพิจารณ์นัดแรก 26 ก.ค.เคาะรูปแบบ พ.ย.ปีนี้ เผยเชื่อมโครงข่ายโทลล์เวย์-ด่วนศรีรัช-วงแหวนตะวันตก ชี้แลนด์ลอร์ดทุนใหญ่หน้าเดิมปักหมุดจอง เจ้าสัวเจริญมากสุดนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจร (สนข.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า วันที่ 26 ก.ค.นี้ จะรับฟังความคิดเห็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) ซึ่งเป็นโครงการมีแนวคิดจะมาทดแทนระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N1, N2 และ N3 บางใหญ่-งามวงศ์วานเกษตร-นวมินทร์-วงแหวนตะวันออก หลังตอน N1 บางใหญ่-รัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-แยกเกษตร ได้รับการคัดค้านจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้โครงการหยุดชะงักเมื่อปี 2556อีกทั้งเป็นการใช้ประโยชน์เสาตอม่อ 281 ต้นบนกึ่งกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ที่สร้างค้างมานานหลาย 10 ปี ล่าสุดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ปรับแผนการสร้างใหม่ จะเริ่มจาก N2เกษตร-วงแหวนตะวันออก ระยะทาง 11.9 กม. เงินลงทุน 14,382  ล้านบาทพ.ย.เคาะแก้รถติดแต่ สนข.ประเมินแล้วอาจจะเกิดปัญหาจราจรตรงแยกเกษตรศาสตร์ ทางคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ สนข.ศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลและระบบทางด่วนสายเหนือตอน N2-วงแหวนรอบนอกตะวันออก รูปแบบการลงทุนโครงการไหนจะตอบโจทย์การเดินทางเชื่อมกรุงเทพฯตะวันตกกับตะวันออก และแก้ปัญหาจราจรภาพรวมได้มากสุด ภายในเดือน พ.ย.นี้จะได้ข้อสรุป"ต้องดูการแก้จราจรภาพรวมและความคุ้มค่าการลงทุน ระหว่างการทางพิเศษฯจะสร้างทางด่วนแล้วมาด้วนอยู่ตรงแยกเกษตรจะส่งผลต่อการจราจรแค่ไหนกับสร้างรถไฟฟ้าที่มีแนวซ้อนทับกับทางด่วนช่วงเกษตร-นวมินทร์ แต่สามารถจะเป็นฟีดเดอร์ให้กับรถไฟฟ้าอีกหลายสาย อยู่ที่การสนับสนุนของคนในพื้นที่ ผลการศึกษาที่จะออกมาอีก 5 เดือน และนโยบายรัฐบาล" นายชัยวัฒน์กล่าวและว่าบริษัทที่ปรึกษาเสนอ 4 ทางเลือก คือ 1.สร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล 2.สร้างทางด่วนเกษตร-วงแหวนตะวันออก 3.สร้างทางด่วนจากบางใหญ่-วงแหวนตะวันออก และ 4.สร้างทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วนบนเส้นทางเดียวกันลงทุน 4.5 หมื่นล้านสายสีน้ำตาลรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อปี 2556 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลและผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. แล้ว เป็นระบบไรต์เรล มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 6 สาย แนวเริ่มจากแยกแคราย เชื่อมสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) และสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ไปตามแนวถนนงามวงศ์วาน เชื่อมกับสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่สถานีบางเขน ผ่านแยกเกษตร เชื่อมกับสายสีเขียว (หมอชิต-คูคต) ที่สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้วไปตามแนวถนนเกษตร-นวมินทร์ (ประเสริฐมนูกิจ) ถนนนวมินทร์และสิ้นสุดบริเวณถนนรามคำแหง เชื่อมกับสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) บริเวณแยกลำสาลี ระยะทางรวม 21.5 กม. เงินลงทุน 44,064 ล้านบาท แยกเป็นค่าก่อสร้าง 24,379 ล้านบาท งานระบบ 13,073 ล้านบาท ค่าเวนคืน 5,780 ล้านบาท และที่ปรึกษาคุมงาน 832 ล้านบาทเปิดโผที่ตั้ง 22 สถานีมี 22 สถานี ได้แก่ 1.ศูนย์ราชการนนทบุรี ตรงข้ามไทยคม 2.งามวงศ์วาน ใกล้ ซ.งามวงศ์วาน 3 3.บัวขวัญ ตรงชุมชนวัดบัวขวัญ 4.แยกพงษ์เพชร 5.ชินเขต หน้า ซ.งามวงศ์วาน 43 6.บางเขน หน้าเรือนจำคลองเปรม 7.คุณหญิงอิศรา หน้า ม.เกษตรฯ 8.เกษตร ทางแยก 9.กรมยุทธโยธาทหารบก 10.ลาดปลาเค้า 39 11.ประเสริฐมนูกิจ 25 12.เสนานิเวศน์ 13.สตรีวิทยา 2 14.ประดิษฐ์มนูธรรม บริเวณจุดตัดทางด่วน 15.คลองลำเจียก จุดตัด ถ.ลำเจียก16.รามอินทรา-นวมินทร์ จุดตัดนวมินทร์ 17.นวลจันทร์ แยกซอยนวลจันทร์ 11 18.โพธิ์แก้ว บน ถ.นวมินทร์ตัด ถ.โพธิ์แก้ว 19.นวมินทร์ 73 20.แฮปปี้แลนด์ จุดตัดนวมินทร์กับแฮปปี้แลนด์ 21.การเคหะแห่งชาติ และ 22.ลำสาลี บริเวณแยกลำสาลี จะใช้เวลาสร้าง 3 ปี มีปริมาณผู้โดยสารวันเปิดบริการปี 2564 อยู่ที่ 32,000 เที่ยวคน/วันรายงานข่าวกล่าวว่า ส่วนทางด่วนตอน N2-วงแหวนรอบนอกตะวันออกปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้บรรจุไว้ในแผนลงทุนเร่งด่วนปี 2560 ใช้เงินจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) คาดว่าจะเปิดใช้ปี 2564 มีปริมาณการจราจร 150,000 เที่ยวคัน/วัน แนวเริ่มจากแยกลาดปลาเค้าวิ่งตรงไปเชื่อมกับทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา แล้วสร้างซ้อนทับบนเกาะกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ถึงแยกนวมินทร์จากนั้นวิ่งตรงไปบนเกาะกลางถนนของกรมทางหลวง (ทล.) จนบรรจบกับวงแหวนตะวันออก ออกแบบเป็นทางยกระดับขนาด 4 ช่องจราจร ส่วนการเวนคืนที่ดินมีจุดใหญ่ตรงจุดตัดทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่ง กทพ.อยู่ระหว่างเคลียร์สัญญาเช่าพื้นที่สร้างทั้งทางด่วน-รถไฟฟ้า"มีแนวโน้มสูงจะสร้างทั้ง 2 ระบบ ดูตามความพร้อมของโครงการ อาจจะเริ่มจากสร้างทางด่วนก่อน เพราะการทางพิเศษฯยืนยันพร้อมจะเดินหน้าโครงการ ล่าสุดมีกระแสข่าวออกมาว่าผู้บริหารการทางพิเศษฯจะขอใช้มาตรา 44 เพื่อก่อสร้างทางด่วนสายนี้ด้วย ทั้งนี้ก็ต้องสร้างส่วนต่อขยายจากแยกลาดปลาเค้าออกไปอีกไม่ให้เกิดคอขวด และเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการทางพิเศษฯกำลังศึกษาแนวเส้นทางไปเชื่อมกับโทลล์เวย์และทางด่วน"จะสร้างเป็นทางยกระดับโดยเบี่ยงแนวอ้อมไปทางคลองบางบัวด้านหลังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชื่อมโทลล์เวย์ หรือสร้างต่อจากแยกเกษตรผ่านหน้าโรงพยาบาลวิภาวดีแล้วเลี้ยวซ้ายคู่ขนานไปกับถนนวิภาวดีจนถึงแยกรัชวิภาแล้วบรรจบกับทางเชื่อมที่กระทรวงคมนาคมจะให้เอกชนร่วม PPP วงเงิน 6,220 ล้านบาท สร้างทางยกระดับเชื่อมโทลล์เวย์กับทางด่วนศรีรัชวงแหวนตะวันตก ระยะทาง 2.6 กม."ส่วนสายสีน้ำตาลเมื่อศึกษาจบ สนข. จะบรรจุโครงการไว้ในแผนแม่บทรถไฟฟ้า จากนั้น รฟม.จะออกแบบรายละเอียดเพื่อก่อสร้างต่อไป"ทั้งนี้พื้นที่โซนนี้จะต้องมีโครงข่ายการคมนาคมใหม่ ๆ มารองรับการเดินทาง เนื่องจากปัจจุบันเมืองมีการขยายตัวมีบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมและคอมมิวนิตี้มอลล์เกิดขึ้นมาก ส่งผลทำให้ถนนเกษตร-นวมินทร์มีการจราจรหนาแน่น 100,000 เที่ยวคัน/วันปลุกที่เจ้าสัวเจริญผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ มีโครงการนวมินทร์ เฟส 1 ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี กำลังล้อมรั้วเตรียมก่อสร้างโครงการ แบบมิกซ์ยูส บนที่ดินกว่า 300 ไร่ ทำเลตรงข้ามโครงการนวมินทร์ซิตี้ อเวนิว ด้านหน้าติดถนนประเสริฐมนูกิจ หน้ากว้าง 300-400 เมตร และด้านชนกับถนนเสนานิคม มีแผนจะพัฒนาเป็นอาคารศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม 200 ห้อง และ ที่จอดรถกว่า 2,000 คันจะพัฒนา 2-3 เฟส ใช้งบฯลงทุนรวม 7,000-8,000 ล้านบาท เฟสแรกจะก่อสร้างอาคารศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า พื้นที่ 200,000 ตร.ม.บจ.เค.อี.แลนด์ของตระกูลเอี่ยมสกุลรัตน์ ผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรร "คริสตัล พาร์ค" และคอมมิวนิตี้มอลล์ "เดอะ คริสตัลและซีดีซี" มีที่ดินรอพัฒนาอยู่ติด ถ.เกษตร-นวมินทร์ 15 ไร่และบริเวณจุดตัด ทางด่วนกับถนนเกษตร- นวมินทร์อีกกว่า 100 ไร่ ขณะที่กระทรวงการคลังก่อนหน้านี้เคยมีแนวคิดจะนำที่ดินเรือนจำกลางคลองเปรม 500 ไร่ เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาโคงการ มิกซ์ยูสสร้างรายได้ระยะยาวล่าสุด บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ เข้าไปพัฒนาโครงการ "เดอะ ซีเล็คเต็ด เกษตร-งามวงศ์วาน" คอนโดฯ ไฮไรส์ 20 ชั้น บนที่ดิน 2 ไร่ 310 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท  ราคาเริ่มต้น 120,000 บาท/ตร.ม. หรือเริ่มต้น ยูนิตละ 2.9 ล้านบาท  ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

สิ่งชำรุดในบ้านที่ต้องรีบซ่อมตามหลักฮวงจุ้ย

เมื่อบ้านที่สร้างและอยู่อาศัยมาเป็นเวลานาน ก็เป็นไปได้ว่าจะต้องถึงช่วงเวลาที่มีสิ่งต่าง ๆ ชำรุดเสียหาย แต่ด้วยความที่ยังพออยู่และไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตและอยู่อาศัยของคนในบ้านมากนัก หลาย ๆ บ้านก็อาจจะยังนิ่งดูดายไม่ซ่อม หรือรอรวบรวมเงินก้อนแล้วค่อยทำการซ่อมทีเดียวเสียทั้งหมดหลาย ๆ รายการเลย สิ่งเหล่านี้ก็นับว่าสมเหตุสมผลและพอจะทำความเข้าใจได้   แต่ในหลักการของฮวงจุ้ยแล้ว ยังมีสิ่งของหลายประการที่ไม่สามารถรอระยะเวลาให้เนิ่นนานกว่าจะซ่อมได้ เพราะอาจจะเป็นความไม่มงคล หรือขัดขวางพลังความมั่งคั่ง ความก้าวหน้า และความเจริญ ส่งผลถึงสุขภาพของคนในบ้านได้  สิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้างที่หากเสียหาย หัก แตก พัง แล้วเราควรจะรีบซ่อมแซมปรับปรุง และเปลี่ยนใหม่ให้เร็วที่สุด  ภาพจาก sherasolution.com 1. ประตู  ประตูเป็นสิ่งที่ตามหลักฮวงจุ้ยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ทีเดียว เพราะประตูเป็นจุดเข้าออกของสรรพสิ่ง ทั้งพลังงานลมที่จะเกิดความสมดุลแห่งหยินหยางในบ้าน โชคลาภ เงินทอง ความสัมพันธ์ ทั้งประตูยังช่วยกันสิ่งร้ายต่าง ๆ โชคร้ายอันตราย และความอัปมงคล  เมื่อประตูบ้านโดยเฉพาะประตูทางเข้ารั้ว หรือประตูเข้าออกตัวบ้าน ทั้ง ด้านหน้า  ด้านหลัง  หรือบานใดก็ตามที่เข้ามาสู่ตัวบ้าน หากมีการขำรุดเสียหายอย่ารีรอ ควรจะรีบซ่อมให้เร็วที่สุด 2. เสาคานร้าวเสาและคนนั้นตามหลักฮวงจุ้ยเปรียบเสมือนสิ่งค้ำจุนอุ้มชู เป็นความมั่นคงของบ้าน เสาคานที่กร่อนร้าว  จะส่งผลให้ เกิดความคลอนแคลนขึ้นในครอบครัวและชีวิตของสมาชิกในครอบครัวขึ้นได้ ทำให้การงานไม่มั่นคง การค้าขายไม่มั่งคั่งรุ่งเรืองอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากมีคานหรือเสาบ้านร้าว จะเป็นการร้าวภายนอกที่ไม่เกี่ยวกับโครงสร้างหรือการร้าวที่โครงสร้างก็ตาม จะต้องรีบซ่อมแซม อาจจะเป็นการฉาบในจุดที่ร้าวก็ได้ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ภาพจาก sherasolution.com 3. หน้าต่างโหว่ หน้าต่างหลุดพังหน้าต่างบ้านเป็นตัวกรองพลังของลม และเป็นตัวปรับสมดุลหยินหยางให้กับพลังงานในบ้าน หากหน้าต่างพังการกรองกั้นและระบายลมจะผิดเพี้ยน ทำให้พลังในบ้านหมุนวนผิดเพี้ยนได้ จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องรีบซ่อมก่อน 4. หลังคารั่วหลังคาเป็นอีกจุดหนึ่งซึ่งในทางฮวงจุ้ยให้ความสำคัญ หากหลังคาเกิดมีรอยรั่วแล้วไม่ทำการแก้ไขซ่อมแซม จะทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพของคนในครอบครัวที่อยู่อาศัยในบ้านได้ 5. โคมไฟดับโคมไฟในบ้านและบริเวณต่าง ๆ ของบ้านเป็นพลังงานธาตุไฟ ให้ความโชติช่วงและให้ความรุ่งเรืองแก่บ้าน โคมไฟจึงไม่ควรเสียหรือดับ โดยเฉพาะจุดที่สำคัญต่าง ๆ ของบ้าน โคมไฟดับก็หมายถึงความเจริญก้าวหน้าของบ้านที่ลดลงด้วยเช่นกัน 

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน