ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ความรู้อสังหาฯ


อสังหาน่ารู้...รู้แล้วจะหลงรัก

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกๆ ท่าน ในบทความนี้ผู้เขียนจะมาให้ความรู้ที่ยอดเยี่ยมและน่าสนใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับ”อสังหาริมทรัพย์”ด้วยการเขียน การอธิบายให้ท่านผู้อ่านทุกๆท่านสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายที่สุดครับและสนุก เพลิดเพลินไปพร้อมๆกันตามสไตล์ของผู้เขียนนะครับ ความจริงแล้ว “อสังหาริมทรัพย์”เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากๆเลยนะครับแต่บางท่านอาจจะยังไม่รู้เพราะยังไม่ได้ให้ความสำคัญหรือสนใจในด้านนี้มาก่อน ผู้เขียนจะพยายามอธิบายให้ท่านเข้าใจง่ายที่สุด เพราะท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังใหม่หรือเพิ่งเริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับด้านนี้นะครับ ผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านทุกๆท่านไปทำความรู้จักกับ”อสังหาริมทรัพย์”ให้เข้าใจกันอย่างกระจ่างแจ้งกันเลยครับ ไปกันเลยครับ อสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า (Real Estate)ได้แก่ที่ดินและทรัพย์ต่างๆที่ติดหรือตั้งอยู่บนที่ดินมีลักษณะถูกสร้างประกอบกันเป็นอันเดียว ถาวร ยกตัวอย่างเช่น บ้าน อาคารพาณิชย์ ตึก โรงแรม อพาร์ทเมนท์ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม โกดังเก็บสินค้า โรงงานและสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมาบนที่ดิน ที่สำคัญคือ มีหลักฐานยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ที่มีกฎหมายคอยคุ้มครองหรือเรียกง่ายๆว่า โฉนดที่ดินครับ ในบทต่อไปผู้เขียนจะอธิบายประเภทของอสังหาริมทรัพย์กันนะครับว่า มีกี่แบบ กี่ประเภท  ผู้เขียนจะขอแบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้นะครับ1. อสังหาริมทรัพย์ ที่ใช้เพื่ออยู่อาศัยนั้นก็คือ บ้านหรือคอนโดมิเนียมของเรานั่นเอง ประกอบด้วยต้นไม้ สระ หนอง คลอง บึง ห้วยและสิ่งต่างๆที่อยู่ในพื้นที่ดินหรือบริเวณบ้านของเราที่ไม่สามารถเคลื่อนที่เองได้จัดว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด รวมถึงทรัพย์สิน ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะตู้เตียงสิ่งต่างๆที่อยู่ภายในบ้านของเราที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เองก็จัดว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดเช่นเดียวครับ ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์ของเราจะสร้างขึ้นมาเองหรือซื้อมา ขอเพียงมีหลักฐานการยืนยันกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของโดยมีกฎหมายคุ้มครองหรือที่เรียกง่ายๆว่า “โฉนดที่ดิน” เท่านี้ก็ถือว่าเราคือเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ถือครองโดยสมบูรณ์แล้วครับ  2. อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เพื่อการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เพื่อการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายหลายประเภทครับ แต่ผู้เขียนจะขอหยิบหยกมาอธิบายให้ท่านผู้อ่านทุกๆท่านให้ได้เข้าใจ เป็นเฉพาะประเภทหลักๆเท่านั้นนะครับ ท่านผู้อ่านทุกท่านจะได้ไม่งงและสับสนกัน เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นค่อนข้างที่จะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เช่น ที่ดิน อาคารพาณิชย์ โรงแรม ศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ โกดังหรือคลังเก็บสินค้า หรือโรงงาน ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเก็งกำไรในอนาคตหรือปล่อยเช่า ก็จัดว่าอยู่ในหมวดของอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เพื่อการลงทุน ในมุมมองของผู้เขียน ผู้เขียนชอบและหลง ไหลในอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมากครับ เพราะผู้เขียนมองว่าในอนาคตข้างหน้าความต้องการในด้านอสังหาริมทรัพย์ บ้านที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆจะเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากและมีแนวโน้มของราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนคิดว่าถ้าเราเริ่มให้ความสนใจและเริ่มลงทุนในการลงทุนประเภทนี้ในอนาคตต้องสร้างผลตอบแทนให้เราได้อย่างน่าประทับใจและน่าพอใจอย่างแน่นอนครับ ในบทต่อไปผู้เขียนจะอธิบายลึกลงไปในลายละเอียดของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆกันครับ ท่านผู้อ่านทุกๆท่านเห็นไหมครับว่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ขอเพียงแค่ท่านเริ่มลงมือศึกษาก็สามารถเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆท่าน คงจะคันไม้คันมืออยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กันอย่างเต็มที่แล้วใช่ไหมครับ? ผู้เขียนอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านทุกท่านว่า...ช้าก่อนครับ ที่ผู้เขียนบอกให้ท่านผู้อ่านทุกท่านช้าก่อนไม่ใช่ว่าผู้เขียนไม่อยากให้ทุกท่านลงทุนกันนะครับ แต่ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านทุกๆท่านไปทำความรู้จักเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ กันให้เข้าใจลึกซึ้งกว่านี้ก่อนครับ ท่านจะได้รู้ว่าท่านชอบหรืออยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้านไหน ประเภทอะไร เพราะมีให้ท่านเลือกลงทุนกันอย่างมากมายกันเลย ถ้าท่านผู้อ่านทุกๆท่านพร้อมแล้ว เราไปทำความรู้จักให้เข้าใจกันอย่างลึกซึ้งกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆกันเลยครับ ไปกันเลยครับ              ในหัวข้อนี้ผู้เขียนจะขออธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆอย่างละเอียด ซึ่งผู้เขียนขอแบ่งเป็น  6 ประเภทหลักๆดังนี้ครับ 1. ที่ดิน  ในยุคสมัยที่มีปริมาณประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่ดินที่ใช้เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งที่มีความต้องการสูงเป็นอย่างมากครับ ในมุมมองของผู้เขียน ผู้เขียนมองว่าที่ดินก็คือทองคำ ทองคำก็คือที่ดินครับ ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าราคาชองที่ดินนั้นจะมีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้าความต้องการก็จะเพิ่มมากขึ้น สูงขึ้นเรื่อยและยิ่งเป็นที่ดินในเมืองราคาก็จะดีดตัวสูงขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเลยครับประกอบกับการมีทำเลที่ดีด้วยแล้วราคาไม่ต้องพูดถึงเลย ส่วนท่านผู้อ่านท่านใดที่มีความสนใจอยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ ผู้เขียนอยากแนะนำว่า สิ่งที่ท่านควรให้ความสำคัญที่สุดคือการคัดสรรแสวงหาที่ดินที่มีทำเลที่ดีครับ ท่านต้องศึกษาทำเลในพื้นที่ ที่ท่านสนใจให้ละเอียดรอบครอบ เพราะที่ดินที่จะสามารถทำกำไรหรือมูลค่าที่สูงขึ้นได้ในอนาคตนั้น จะต้องมีปัจจัยต่างๆ เช่น พื้นที่ตอนนี้ที่ราคายังไม่สูงมากและเรามองว่ามันสามารถรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคตที่กำลังขยายออกมาเรื่อยๆได้เพราะเมื่อเมืองขยายออกมาเรื่อยๆพื้นที่ ที่ดินของเราอาจจะถูกเช่าหรือซื้อขาดเพื่อการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น ตึกสำนักงาน อาคารพาณิชย์ อพาร์ทเมนท์ โรงงาน โกดังหรือคลังสินค้า เป็นต้นครับ การลงทุนในที่ดินเป็นการลงทุนในระยะยาว ฉะนั้นการเลือก การคัดสรรทำเล จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมากครับ ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดอยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ท่านหาบุคคลที่ท่านมีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในด้านนี้โดยเฉพาะเพื่อให้คำแนะนำให้ปรึกษาจะดีที่สุดครับ  2. ทาวน์เฮาส์  ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆเช่นเดียวกัน เพราะในยุคที่มีการเจริญเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็วอย่างในยุคปัจจุบันที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คนเมืองได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ ทาวน์เฮาส์ครับ เพราะนอกจากจะมีความเป็นส่วนตัวมากๆแล้วยังมีสวนขนาดย่อมๆรอบๆบ้านของเราด้วยครับ พื้นที่ใช้สอยก็กว้างขวางสะดวกสบายครับ อุ่นใจ สบายใจ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการอีกด้วยครับ ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือลงทุนก็น่าสนใจทั้งคู่เลยครับเพราะราคาของสินทรัพย์ของเรานั้นก็ยังมีราคาที่ดีอยู่เสมอถึงแม้ว่าจะผ่านไปหลายปี ซึ่งเป็นเพราะสิ่งที่เราซื้อมาคู่กันด้วยนั้นคือที่ดินครับ ซึ่งราคาของที่ดินจะไม่มีทางลดลงครับ มีแต่จะสูงขึ้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆครับ ผู้เขียนก็จะขออธิบายอีกเช่นเคยครับว่า ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดที่มีความสนใจในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้านนี้  ควรจะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ด้านนี้ให้ละเอียด รอบครอบเข้าใจอย่างลึกซึ้ง หาที่ปรึกษาที่ท่านมีประสบการณ์ความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะคอยให้คำแนะนำปรึกษากับท่านผู้อ่านทุกๆท่าน จะได้เกิดความมั่นใจในการลงทุนและสบายใจ ว่าจะได้ผลตอบแทนในอนาคตที่ดีอย่างแน่นอนครับ 3. อาคารพาณิชย์ ที่ใช้เพื่อทำการค้าหรือปล่อยเช่าต่างก็สร้างผลกำไรตอบแทนได้อย่างที่เรียกได้ว่ามากมายกันเลยทีเดียวเพราะนอกจากจะมีมูลค่าอยู่ในตัวเองแล้ว ยังทำกำไรจากการค้าได้อีกด้วย อาคารพาณิชย์หลายๆแห่งสร้างขึ้นมาเพื่อเปิดให้บริษัทการค้าต่างๆมาเช่าพื้นที่ก็สามารถทำเงินหรือสร้างผลตอบได้มากมายในแต่ละปีกันเลยทีเดียว อาคารสำนักงานบางแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ในเมืองที่เจริญก็จะมีบริษัทการค้าขนาดเล็กถึงขนาดกลางต่างๆมาเช่าพื้นที่เพื่อทำการค้าหรือเปิดเป็นออฟฟิศกันมากมายเลย เห็นไหมครับว่าอาคารพาณิชย์ก็เป็นอีกการลงทุนหนึ่งในด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีความน่าสนใจมากๆเลยนะครับ ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดสนใจอยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ ผู้เขียนก็อยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านทุกท่านศึกษาหาข้อมูลในการลงทุนให้ละเอียดรอบครอบที่สุดหรือหาที่ปรึกษาที่ท่านมีความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ด้านนี้โดยตรงคอยให้คำแนะนำ ปรึกษากับท่านท่านผู้อ่านทุกๆท่านจะได้มีความมั่นใจในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้านนี้อย่างไม่มีความกังวลใจครับและมั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างที่ต้องการอย่างแน่นอน 4. อพาร์ทเมนท์ ก็เป็นอีกการลงทุนหนึ่งด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เขียนว่าน่าสนใจมากพอๆ กับอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆเลยครับ เพราะสร้างหรือลงทุนเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำรายการจากผู้เช่าได้ยาวนานาหลาย10ปีเลย เราสามารถมีรายได้ในทุกๆเดือนซึ่งถ้าเรามีการตลาดที่ดึงดูดน่าสนใจ มีความโดเด่น สวยงาม น่าอยู่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการเดินทางและระบบขนส่งที่สะดวกสบาย อสังหาริมทรัพย์ของท่านก็จะมีผู้เช่ามากมายเลย ฉนั้นทำเลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆที่ท่านควรให้ความสำคัญในการเลือกสรรอย่างละเอียดรอบครอบที่สุด ผู้เขียนอยากจะขอแนะนำท่านผู้อ่านทุกๆท่านเช่นเคยว่า ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดที่มีความสนใจอยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ ควรหาที่ปรึกษาที่ท่านมีประสบการณ์ความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะคอยให้คำแนะนำปรึกษากับท่านจะดีที่สุด ท่านจะได้มั่นใจและมีความอุ่นใจ สบายใจ ในการลงทุนครับ 5. คอนโดมิเนียม เป็นอสังหาริมทรัพย์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีเสน่ห์และน่าลงทุนเป็นอย่างมากครับ ตอบโจทย์คนเมืองได้เป็นอย่างดีเลยครับ เพราะมักจะตั้งอยู่ในทำเลพื้นที่ที่มีระบบขนส่งที่สะดวกสบาย ตั้งอยู่ใกล้แหล่งการค้าหรือศูนย์การค้าที่ทันสมัยสะดวกสบายครบครันและอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ที่มี Life Style ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมีความต้องการเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะว่าปัจจุบันกระแสความนิยมการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองหรือซื้อไว้เพื่อการลงทุนปล่อยเช่า ส่วนท่านผู้อ่านท่านใดที่มีความชอบและสนใจในอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ ผู้เขียนอยากแนะนำให้ทุกท่านศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ให้รอบครอบและเข้าใจอย่างละเอียดลึกซึ้งมากที่สุดครับและสิ่งที่ดีที่สุดคือท่านควรหาที่ปรึกษาที่ท่านมีความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอยให้คำปรึกษาแนะนำท่านจะดีที่สุดครับ ท่านจะได้ลงทุนได้แบบสบายใจไร้กังวลครับ 6. โรงงานและโกดังเก็บสินค้า ส่วนอสังหาริมทรัพย์ประเภทสุดท้ายที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ นั่นคืออสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงงานและโกดังสินค้า อสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ จะมีอยู่ 2 แบบ มีทั้งสร้างขึ้นมาเพื่อให้บริษัทหรือนักลงทุนมาเช่าพื้นที่เพื่อทำการผลิตสินค้าและอีกแบบหนึ่งคือบริษัทการค้าขนาดใหญ่ลงทุนสร้างขึ้นมาเองเพื่อผลิตสินค้าส่งไปจัดจำหน่ายเอง การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่ต้องการกำลังการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่สูงเพื่อให้มีเพียงพอต่อความต้องการของตลาดครับขนาดของโรงงานก็จะมีตั้งแต่ขนาดที่ใหญ่มากไปจนถึงขนาดกลางและขนาดเล็กครับและมีการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างหลากหลายกันเป็นอย่างมาก        

การรีไฟแนนซ์บ้านดีจริงไหม?

          หลังจากสำเร็จการศึกษา มีงานประจำทำและเริ่มมองหาความมั่นคงให้กับชีวิตโดยตั้งใจว่าจะซื้อบ้านสักหลัง แน่นอนว่าน้อยคนนักจะสามารถซื้อบ้านหลังแรกได้ด้วยเงินสด ดังนั้นจึงส่วนใหญ่ต้องทำการขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านกับธนาคารซึ่งเป็นเงินก้อนโตที่มาพร้อมกับดอกเบี้ยซึ่งเมื่อคิดคำนวณแล้วก็เป็นเงินหลายบาททีเดียว แม้โชคดีที่ธนาคารส่วนใหญ่มีโปรโมชั่นลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้การผ่อนชำระใน 3 ปีแรกไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านสูงนักแต่เมื่อพ้น 3 ปีไปแล้วการผ่อนบ้านแบบจ่ายโหดก็เริ่มขึ้น หลายคนเลือกที่จะรีไฟแนนซ์ซึ่งก็มีคำถามว่าการรีไฟแนนซ์ดีจริงไหม? ดีอย่างไร? หรือไม่รีไฟแนนซ์ได้ไหม?ภาพจาก Freepik.com                 ไม่รีไฟแนนซ์ได้ไหม? ต้องบอกว่าไม่รีไฟแนนซ์ก็ได้โดยเราสามารถทำเรื่องขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิมที่เราทำเรื่องกู้บ้านได้ แต่การทำเรื่องนั้นก็ต้องเตรียมเอกสารคล้ายกับการขอกู้ใหม่และบางครั้งส่วนต่างเมื่อหักลบค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่ได้อะไร แตกต่างกับการรีไฟแนนซ์ที่หากคุณเจอช่วงที่ธนาคารจัดแคมเปญลดอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์คุณอาจสามารถลดค่าผ่อนบ้านที่ต้องเสียได้เป็นแสนเลยทีเดียว ถามว่าไม่รีไฟแนนซ์ได้ไหม? ได้แน่นอน แต่ว่าถ้ามันดีกว่าทำไมคุณไม่เลือกสิ่งที่ดีกว่าล่ะภาพจาก Freepik.com                 การรีไฟแนนซ์บ้านดีจริงไหม? ดีอย่างไร? ทุกสิ่งมีสองด้านการรีไฟแนนซ์ก็เช่นกันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องชั่งน้ำหนักว่าสามารถรับข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นเหล่านั้นได้ไหมเพราะการรีไฟแนนซ์นั้นจะทำให้คุณได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลง ยอดเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนที่ถูกลง แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยระยะเวลาการผ่อนชำระที่นานขึ้นและต้องเสียค่าธรรมเนียมในการจัดไฟแนนซ์และค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียให้กับกรมที่ดินในการถ่ายโอนซึ่งสูงขึ้นตามมูลค่าของวงเงินที่ได้รับอนุมัติมา นอกเสียจากบางธนาคารจะจัดโปรโมชั่นทำให้ไม่มีค่าธรรมเนียมในการรีไฟแนนซ์และค่าธรรมเนียมในการประเมินบ้าน เป็นหน้าที่ของคุณอีกนั่นแหละที่ต้องค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบให้ดีก่อนเลือกธนาคารที่จะขอยื่นรีไฟแนนซ์ด้วยภาพจาก Freepik.com                นอกจากจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้เราสามารถส่งเงินผ่อนชำระในอัตราที่น้อยลงในแต่ละเดือน ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้กู้ในกรณีมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้ภาระเบาบางลง นอกจากนี้ในขั้นตอนการประเมินบ้านหากบ้านของคุณมีราคาสูงขึ้นจากราคา ณ วันที่กู้ซื้อบ้านครั้งแรกทำให้คุณมีโอกาสที่จะได้วงเงินอนุมัติมากกว่ายอดหนี้ตามสัญญาเงินกู้เดิมและได้รับส่วนต่างจากการรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อนำไปใช้จ่ายตามต้องการซึ่งดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับการขอรีไฟแนนซ์นั้นถูกกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลแน่นอน บอกเลยงานนี้มีแต่ได้               

ขั้นตอนการทำรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน

          หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า” รีไฟแนนซ์” อาจคิดถึงยอดหนี้ที่มากขึ้น ระยะเวลาการผ่อนที่ยาวนานขึ้นทำให้หลายคนไม่กล้ารีไฟแนนซ์ แต่ไม่เสมอไปเพราะนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และพวกเราหลายคนที่ทำเรื่องกู้ซื้อบ้านต่างเลือกการรีไฟแนนซ์เพื่อมาช่วยแบ่งเบาลดภาระดอกเบี้ยและค่าผ่อนชำระให้ลดลง ซึ่งหากคุณโชคดีก็สามารถประหยัดเงินได้เป็นแสน ลองคิดดูเงินเป็นแสนทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ถ้าหากคิดคำนวณแล้วรีไฟแนนซ์ดีกว่าคุณจะไม่ทำเหรอ? หากคุณกำลังผ่อนบ้านเข้าปีที่ 4 ซึ่งอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นแล้วล่ะก็ลองทำตามเสต็ปนี้ดูเพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น 1. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ ลองนำอัตราดอกเบี้ยหรือโปรโมชั่นของบริการรีไฟแนนซ์ของแต่ละธนาคารมาคิดคำนวณค่าผ่อนชำระรายเดือนเพื่อเปรียบเทียบกับค่าผ่อนชำระเก่าแล้วเลือกธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยน้อยที่สุด มีค่าผ่อนชำระน้อยที่สุดหรือข้อเสนออื่น ๆ ดีที่สุดขึ้นมาภาพจาก Freepik.com 2. ขอรายการสรุปยอดหนี้จากธนาคารเดิม เมื่อตัดสินใจเลือกธนาคารที่ต้องการรีไฟแนนซ์ได้แล้วก็ให้ทำการขอรายการเดินบัญชีและสรุปยอดหนี้เก่าจากธนาคารเดิมที่เคยทำเรื่องกู้ไว้เพื่อเตรียมไว้แนบประกอบกับเอกสารขอรีไฟแนนซ์ 3. เตรียมเอกสารสำหรับขอรีไฟแนนซ์ เอกสารสำหรับขอรีไฟแนนซ์นั้นก็เหมือนกับเอกสารขอสินเชื่อที่เคยเตรียมตอนขอกู้บ้านมาแล้วนั่นเองซึ่งได้แก่ เอกสารยืนยันตัวตน เอกสารยืนยันรายได้ รายการเดินบัญชีธนาคารและเอกสารสำคัญเกี่ยวกับบ้านที่เราต้องการนำมาขอรีไฟแนนซ์ในครั้งนี้ภาพจาก Freepik.com 4. รอผล หลังจากธนาคารได้รับเอกสารแล้วก็จะนำไปสู่ขั้นตอนการประเมินบ้านที่เรานำมาขอรีไฟแนนซ์ซึ่งตรงส่วนนี้จะมีค่าธรรมเนียมในการประเมินบ้านด้วยประมาณ 2,000-4,000 บาทแต่หากขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิมก็อาจจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการประเมินก็ได้แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร หลังจากผ่านการอนุมัติแล้วธนาคารก็จะแจ้งวงเงินที่อนุมัติซึ่งอยู่ที่ 95%-100% และบางครั้งก็มีส่วนเกินยอดหนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นธนาคารจะทำเช็คแยกมา 2 ใบให้กับเจ้าของสัญญาเงินกู้เก่าและอีกใบที่เป็นยอดส่วนต่างมามอบให้กับคุณในวันจดจำนองและทำสัญญาใหม่ 5. ติดต่อธนาคารเดิม เมื่อธนาคารใหม่อนุมัติแล้วให้ติดต่อธนาคารเดิมเพื่อขอใบสรุปยอด ณ.วันนั้นอีกครั้งและทำเรื่องนัดวันไถ่ถอนที่สำนักงานที่ดิน โดยธนาคารเดิมจะส่งยอดสรุปเดิมและแจ้งชื่อผู้รับมอบอำนาจของทางธนาคารไปทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินแก่คุณภาพจาก Freepik.com 6. ติดต่อธนาคารใหม่ ถัดมาเป็นการนัดหมายวันทำสัญญาและโอนทรัพย์ที่ใช้จำนองกับธนาคารใหม่ที่อนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์ให้กับเราโดยต้องนัดเป็นวันเดียวกับวันที่นัดธนาคารเดิมเอาไว้ 7. ทำเรื่องโอน ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการทำเรื่องโอน ณ. สำนักงานที่ดินในเขตที่บ้านของเราตั้งอยู่ ควรเตรียมค่าธรรมเนียมในการถ่ายโอนมาให้เรียบร้อยโดยสามารถตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ธนาคารใหม่ได้ เพื่อให้การดำเนินการในขั้นตอนนี้มีความรวดเร็ว เมื่อเราทำการถ่ายโอน ทำสัญญาเสร็จและมอบโฉนดให้กับธนาคารใหม่แล้วก็เป็นอันเรียบร้อย การทำรีไฟแนนซ์บ้านจะช่วยให้คุณผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ลดลงถ้าคิดคำนวณแล้วคุ้มกว่าก็จัดเลยรออะไร

ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับยื่นกับธนาคารในการรีไฟแนนซ์บ้าน?

                เมื่อผ่านกระบวนการในการเฟ้นหาบ้านที่ถูกใจ จนทำเรื่องกู้กับธนาคารเพื่อซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้รับการอนุมัติผ่าน เชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกโล่งใจเหลือเพียงผ่อนชำระบ้านตามจำนวนเงินและจำนวนปีที่ธนาคารกำหนดเท่านั้น บ้านหลังนี้ก็จะเป็นของคุณในที่สุด แต่เมื่อผ่านช่วง 2-3 ปีแรกของการผ่อนบ้านไปดอกเบี้ยก็จะปรับตัวสูงขึ้นแล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร หลายคนจึงเลือกที่จะทำการรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียให้น้อยลงและลดภาระยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนให้น้อยลง จะได้หายใจหายคอได้คล่องขึ้นในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ส่วนเอกสารที่จะต้องใช้ในการรีไฟแนนซ์ก็คล้ายกับเอกสารที่ใช้ในการขอสินเชื่อบ้านดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. เอกสารยืนยันตัวตน เอกสารยืนยันตัวตนของผู้กู้และผู้กู้ร่วม บัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวข้าราชการ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรส (ถ้ามี) ใบมรณบัตรและทะเบียนสมรส (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต) ภาพจาก Freepik.com 2. เอกสารแสดงรายได้ เอกสารยืนยันว่าผู้กู้มีความสามารถที่จะชำระเงินที่กู้ได้สำหรับบุคคลที่ทำงานประจำและเป็นเจ้าของกิจการ  สำหรับบุคคลธรรมดาให้เตรียมสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนหัวจดหมายบริษัทที่ออกโดยฝ่ายบุคคลและมีลายเซ็นต์ผู้มีอำนาจลงนามพร้อมตราประทับ สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายประจำเดือน/ปี (50 ทวิ) หากเป็นบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวให้เตรียมหนังสือรับรองการจดทะเบียน/ใบทะเบียนการค้า สำเนาบัญขีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีชื่ผู้กู้และผู้กู้ร่วม สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือนทั้งของผู้กู้และของกิจการ สำเนาภ.พ. 30 (ถ้ามี) 3.เอกสารหลักประกัน เอกสารเกี่ยวกับบ้านที่ต้องการจะทำการขอรีไฟแนนซ์ สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หลักประกัน เช่น โฉนดที่ดินหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (ขนาดเท่าตัวจริงทุกหน้า) ใบอนุญาตปลูกสร้าง/ หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง เช่น สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ทด.13) หรือหสังสือสัญญาให้ที่ดิน (ทด.14) แผนที่ตั้งหลักประกันโดยสังเขป สำเนาสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงินเดิม สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน สำเนาใบเสร็จเงินกู้เดือนล่าสุดภาพจาก Freepik.com 4. ค่าธรรมเนียม ในการรีไฟแนนซ์จะมีค่าธรรมเนียมดังนี้ ค่าธรรมเนียมในการสำรวจและประเมินหลักทรัพย์ ค่าอากรแสตมป์ เบี้ยประกันอัคคีภัย (แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร) ค่าเบี้ยปรับกรณีปิดภาระหนี้ก่อนกำหนด (ภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญาเนื่องจากการรีไฟแนนซ์) ในกรณีที่ธนาคารอนุมัติต้องมีค่าธรรมเนียมในการดำเนินการและการจดจำนองที่กรมที่ดินซึ่งขึ้นอยู่กับวงเงินที่ทางธนาคารอนุมัติให้ด้วยเอกสารที่ต้องเตรียมคล้ายกับเอกสารที่ใช้ยื่นในการกู้บ้านซึ่งหากคุณเคยกู้บ้านผ่านและยังคงมีรายได้ประจำอยู่การขอรีไฟแนนซ์นั้นก็น่าจะผ่านการอนุมัติได้อย่างง่ายดาย 

การรีไฟแนนซ์บ้านมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร?

          “รีไฟแนนซ์” หลายคนคงพอเคยได้ยินคำนี้มาบ้างแต่อาจยังไม่มีประสบการณ์ในการทำรีไฟแนนซ์กันสักเท่าไหร่ “การรีไฟแนนซ์” ก็คือการยื่นขอสินเชื่อใหม่เพื่อมาปิดสินเชื่อระยะยาวเก่าของที่ดิน บ้าน อาคาร รถยนต์ ยกตัวอย่างเช่น การรีไฟแนนซ์บ้านโดยการขอทำรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเดิมหรือสถาบันการเงินอื่นเพื่อชำระหนี้เงินกู้บ้านโดยรับข้อเสนอที่แตกต่างจากสัญญาเงินกู้เดิมซึ่งผู้กู้พิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันของตนเองที่สุดหรือดีกว่าเดิม ซึ่งการรีไฟแนนซ์บ้านโดยทั่วไปนั้นมีข้อดีข้อเสียที่น่าสนใจดังนี้ภาพจาก Freepik.com ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้าน อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ก่อนที่จะทำการรีไฟแนนซ์นั้นคุณต้องตรวจสอบแคมเปญของแต่ละธนาคาร รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่แต่ละธนาคารให้ในการรีไฟแนนซ์สินเชื่อเพื่อเลือกข้อเสนอที่ดีและอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด เพราะตอนที่คุณกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ยเงินกู้ของบ้านส่วนใหญ่จะมีส่วนลดให้ในปีแรก ๆ และมีอัตราสูงในปีหลัง ๆ ซึ่งผู้กู้และนักลงทุนหลายคนก็เลือกที่จะสร้างความคุ้มค่าให้กับตนเองด้วยการรีไฟฟแนนซ์บ้านเพื่อรับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ชำระค่างวดน้อยลง เมื่อสถานการณ์ทางการเงินเปลี่ยนไปและคุณมีกระแสเงินสดไม่พอในการผ่อนชำระเงินกู้บ้าน การรีไฟแนนซ์ก็เป็นทางออกที่เข้าท่า เพราะช่วยให้คุณจ่ายน้อยลงด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงแต่อาจต้องผ่อนนานขึ้นตราบเท่าที่ณ. วันที่ส่งผ่อนชำระงวดสุดท้ายอายุของคุณยังไม่เกินกำหนดตามนโยบายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารซึ่งอยู่ที่ 65-70 ปีนั่นเองภาพจาก Freepik.com  ได้รับเงินส่วนต่าง บางครั้งสินทรัพย์ที่คุณนำไปรีไฟแนนซ์อาจได้รับการประเมินจากธนาคารสูงกว่ายอดเงินที่ค้างต้องผ่อนชำระในสัญญาเดิมหรือสถาบันการเงินเดิม คุณก็จะได้เงินส่วนต่างมาใช้จ่ายด้วย แต่ก็อีกนั่นแหละเป็นยอดเงินที่มาพร้อมดอกเบี้ยนะ ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์บ้าน มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ คุณต้องเตรียมตัวเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ หรือค่าจดจำนองใหม่ อากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียที่กรมที่ดินและค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียให้กับธนาคารซึ่งขึ้นอยู่กับวงเงินที่ขอรีไฟแนนซ์ด้วยเพราะยิ่งมาก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากขึ้นภาพจาก Freepik.com  ผ่อนนานขึ้น เมื่อทำการรีไฟแนนซ์ใหม่แต่เดิมคุณอาจผ่อนบ้านมาแล้ว 5 ปีเหลืออีก 25 ปีเมื่อคุณทำการรีไฟแนนซ์บ้านใหม่อาจต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่โดยส่งอีก 30 ปีเป็นต้น อาจมีค่าธรรมเนียมหากทำการไถ่ถอนก่อนกำหนด ควรศึกษาเงื่อนไขการขอรีไฟแนนซ์ของแต่ละธนาคารให้ดี เพราะบางธนาคารอาจมีค่าธรรมเนียมเมื่อมีการขอไถ่ถอนก่อนกำหนดและเมื่อนำอัตราค่าธรรมเนียนมไปคูณราคาบ้านแล้วอาจเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย การรีไฟแนนซ์บ้านหรือสินทรัพย์อื่น ๆ นั้นช่วยให้เราเสียดอกเบี้ยในการผ่อนชำระน้อยลงและเสียค่าผ่อนชำระในแต่ละงวดต่ำลง อย่างไรก็ดีควรศึกษาเงื่อนไขและเปรียบเทียบความคุ้มค่าของแต่ละธนาคารให้ดีก่อนตัดสินใจ

4 เหตุผลว่าทำไมเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้วแต่กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน?

            เชื่อว่าเราเกือบทุกคนใฝ่ฝันว่าจะมีบ้าน คอนโด หรือทาวเฮาส์เป็นของตัวเองสักหลังไว้พักอาศัยใช้เวลาพักผ่อนนอนหลับและบ้านยังเป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งผ่านเวลาไปนานยิ่งทวีมูลค่าเป็นมรดกที่เก็บไว้มอบให้ลูกหลานได้สืบต่อไป แต่ส่วนใหญ่แล้วการที่จะได้มาซึ่งสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์อย่างที่ดิน บ้าน คอนโดหรืออาคารพาณิชย์ก็ต้องซื้อโดยการขอสินเชื่อกับธนาคารและผ่อนชำระซึ่งใช้เวลาหลายสิบปีทีเดียว ดังนั้นกว่าที่ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อก้อนนี้ให้ก็ต้องพิจารณาหลายส่วนด้วยกันและหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กู้ไม่ผ่านมาลองดูว่าคุณมีข้อใดข้อหนึ่งในนี้หรือไม่?ภาพจาก Freepik.com 1. มีภาระหนี้กับสถาบันการเงินอื่น เป็นไปได้ว่าที่คุณกู้ไม่ผ่านเพราะมีภาระหนี้กับสถาบันการเงินอื่นในจำนวนเงินที่มากกว่าหนึ่งในสามของรายได้ เพราะการพิจารณาการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารจะพิจารณาว่าคุณมีรายได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน การผ่อนชำระเงินกู้และผ่อนชำระหนี้ที่เคยมีมาก่อนกับสถาบันการเงินอื่นหรือไม่ หากคำนวณแล้วไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายและหนี้สินได้ก็อาจเป็นเหตุที่ทำให้ไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อนั่นเอง 2. ข้อมูลเครดิตไม่ดี หากคุณเคยมีการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินอื่นในอดีตและมีประวัติการชำระหนี้ล่าช้า หรือไม่ชำระหนี้ที่เคยกู้มาจากสถาบันการเงินอื่น ประวัติเครดิตของคุณจะถูกบันทึกไว้โดยสำนักงานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งเมื่อคุณทำเรื่องขอสินเชื่อกับธนาคาร ธนาคารจะให้คุณเซ็นต์ชื่อในเอกสารยินยอมให้ตรวจสอบข้อมูลเครดิตโดยแต่ละธนาคารก็มีนโยบายในการพิจารณาแตกต่างกันไปซึ่งอาจมีการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของคุณย้อนหลังไป 1-5 ปีเลยทีเดียวภาพจาก Freepik.com 3. สถานะและศักยภาพของผู้ขอเครดิต ธนาคารจะมีการขอประวัติเบื้องต้นของผู้สมัครในแง่ของความสามารถในการสร้างรายได้ เช่น การศึกษา ที่อยู่อาศัย สถานภาพ บริษัทที่ผู้กู้ทำงานอยู่นั้นมีความมั่นคงหรือไม่ รวมถึงสุขภาพอาจขอข้อมูลสุขภาพของผู้กู้ด้วยแล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร นอกจากนี้ในส่วนของรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วต้องมากพอที่จะผ่อนชำระหนี้ในระยะเวลาที่ธนาคารกำหนดด้วย ถ้าหากว่าคุณไม่ผ่านการอนุมัติก็เป็นไปได้ว่าธนาคารอาจประเมินว่าคุณอาจไม่สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้นั่นเองภาพจาก Freepik.com 4. หลักประกันความเสี่ยง  ในการการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านนั้นต้องมีผู้ค้ำประกันซึ่งอาจเป็นญาติหรือคนในครอบครัวที่เป็นผู้ที่มีรายได้ประจำที่มั่นคงเช่นกัน นอกจากนี้บางสถาบันการเงินก็นำสินทรัพย์ที่ผู้กู้ครอบครองมาพิจารณาร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็นเงินสดในมือ สินทรัพย์อย่างบ้าน ที่ดิน รถยนต์เป็นต้น เพราะส่วนใหญ่แล้วธนาคารอาจไม่ได้อนุมัติเงินกู้ให้คุณเต็ม 100% ก็ได้คุณจึงต้องมีเงินสำรองไว้บางส่วนซึ่งหากสิ่งเหล่านี้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดก็อาจไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้ส่วนใหญ่แล้วหากคุณมีความพร้อมที่จะซื้อบ้านในแง่ของเงินสำรองและรายได้จริง ๆ อย่างไรก็ต้องกู้ซื้อบ้านผ่านแต่หากมีข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อนี้ไม่เข้าเกณฑ์ก็อาจเป็นเหตุให้กู้ไม่ผ่านได้ อย่างไรก็ดีแนะนำให้ลองยื่นเอกสารก่อนได้ไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที

อายุ 50 แล้วกับยื่นกู้ธนาคารซื้อบ้านจะผ่านไหม?

          สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านโดยยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารในขณะที่เริ่มมีอายุมากแล้ว ส่วนใหญ่จะกังวลว่าเมื่อมีอายุมากแล้วสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อให้หรือไม่เพราะอายุการทำงานก็เหลืออีกไม่มากแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ใครหลายคนไม่กล้าซื้อบ้านเพราะคิดเอาเองว่าน่าจะกู้ไม่ผ่าน เช่น เงินเดือนน้อย ไม่มีเงินสำรองสำหรับวางเงินเดาวน์ มีภาระหนี้สินกับธนาคารอื่น ๆ ซึ่งในการอนุมัติสินเชื่อนั้น นอกจากการนำข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้มาพิจารณาแล้ว ประเภทของสินทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาขอกู้กับธนาคารก็กำหนดอัตราเป็นอนุมัติในวงเงินที่แตกต่างกันด้วยซึ่งอาจไม่ได้รับอนุมัติเต็ม 100% และหากนายหน้าหรือตัวแทนขายไม่ได้การันตีว่าคุณจะสามารถกู้ได้เต็มหรือไม่ นี่เป็นไอเดียเล็กน้อยที่ควรพิจารณาก่อนยื่นกู้กับธนาคารภาพจาก Freepik.com ประเภทของอสังหาริมทรัพย์และวงเงินที่น่าจะได้รับ หากใครพอจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเยี่ยมชมบ้านในโครงการสร้างใหม่ที่เป็นพันธมิตรกับธนาคารมาบ้างก็น่าจะพอทราบว่า พนักงานขายจะพยายามเชื้อเชิญด้วยประโยคที่ว่า “กู้ได้ 100% และมีส่วนลดเงินสดให้ลูกค้าสามารถนำไปใช้ตกแต่งบ้านได้ นั่น นี่ นู่น” ซึ่งโครงการบ้านจัดสรรส่วนใหญ่สามารถกู้ได้ 95% – 100% จริงหากคุณมีเงินเดือนและความสามารถในการชำระเงินสอดคล้องกับราคาของบ้านที่คุณเล็งไว้ นอกจากนี้ในการซื้อบ้านมือสองประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านจัดสรรที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับธนาคารคุณยังคงได้วงเงินอนุมัติระหว่าง 80% - 90% ส่วนคอนโดมิเนียมและอาคารพาณิชย์นั้นวงเงินอนุมัติจะอยู่ระหว่าง 70% - 90% ภาพจาก Freepik.com  อายุของผู้กู้ ธนาคารส่วนใหญ่ให้ผู้กู้สามารถผ่อนชำระในระยะเวลาสุงสุดไม่เกิน 30 ปีและผู้กู้อายุไม่เกิน 65-70 ปีในวันที่ผ่อนงวดสุดท้ายซึ่งหมายความว่าหากคุณมีความสามารถในการส่งผ่อนชำระค่างวดมากขึ้นอาจย่นระยะเวลาให้สั้นลงจนอยู่ในระยะเวลาที่คุณอายุไม่เกิน 70 ปีได้ เท่านี้ก็สามารถซื้อบ้านได้อีกหลังภาพจาก Freepik.com  อาชีพของผู้กู้ เป็นการพิจารณาอาชีพของผู้กู้ว่ามีความมั่นคงและสามารถรับชำระค่างวดได้แน่นอนหรือไม่ โดยอาชีพที่ได้รับความเชื่อถือจากสถาบันการเงินมากที่สุดก็คืออาชีพข้าราชการที่ส่วนใหญ่จะได้วงเงินอนุมัติเต็ม รองลงมาคือบริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงขนาดใหญ่เป็นที่รู้จักและมีความมั่นคงและสุดท้ายคืออาชีพพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป อย่างไรก็ดีสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญในการนำมาพิจารณาอนุมัติสินเชื่อบ้านก็คือรายได้ของผู้กู้ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่ายิ่งรายได้สูงมีภาระหนี้น้อยก็ยิ่งมีโอกาสที่จะผ่านการพิจารณามากขึ้นนั่นเอง               

ความรู้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์

          สำหรับคนที่กำลังวางแผนจะลงหลักปักฐานและกำลังมองหาบ้านหรือที่ดินเป็นของตัวเองเพื่อปลูกบ้านหรืออยู่อาศัยรวมถึงนักลงทุนที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์มาเพื่อเก็งกำไรในการขายต่อและซื้อมาเพื่อให้เช่าและสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์นี้ ควรศึกษาหลักเกณฑ์ในการประเมินอสังหาริมทรัพย์เพื่อประเมินความสามารถในการทำกำไรของอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ รวมถึงในแง่ของผู้ที่ต้องทำเรื่องขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อนำมาซื้อบ้าน ซึ่งทางธนาคารเองก็ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ก่อนจะนำไปคิดคำนวณว่าสามารถอนุมัติวงเงินได้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น  90%, 80%, 100% เป็นต้น หมายความว่าหากผู้ซื้อนั้นมีความสามารถไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้รับอนุมัติวงเงินกู้ 100% ก็อาจต้องมีเงินสดบางส่วนเพื่อทำการซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ด้วย สำหรับแนวคิดทั่วไปที่นำมาใช้ในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์มีดังนี้ภาพจาก Freepik.com  คำนวณโดยอ้างอิงจากต้นทุน ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์โดยอ้างอิงจากต้นทุนซึ่งเป็นราคาดั้งเดิม บวกกับต้นทุนในการก่อสร้างและบวกค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนในการได้มาของสินทรัพย์ หักลบกับค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น มูลค่าของที่ดินที่สนใจเท่ากับ 500,000 บาทบวกกับต้นทุนในการก่อสร้างบ้านหรืออาคารอีก 500,000 บาทบวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก 100,000 บาทเท่ากับมูลค่าของบ้านและที่ดินเท่ากับ 1,100,000 บาท หักด้วยอายุการใช้งาน 5 ปีเท่ากับ 25,000 (ค่าเสื่อมอมอาจไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับวิธีคิดค่าเสื่อมของแต่ละคน) จึงได้ราคาประเมินบ้านและที่ดินเท่ากับ 1,075,000 บาท เป็นต้นภาพจาก Freepik.com  ประเมินจากราคาตลาด วิธีการประเมินอสังหาริมทรัพย์จากราคาตลาดนั้นจะอ้างอิงกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันบริเวณใกล้เคียงโดยเปรียบเทียบสัดส่วนหรือลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ที่มีความใกล้เคียงกันแล้วนำมาคำนวณมูลค่าที่น่าจะเป็นของอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น อ้างอิงราคาตลาดของที่ดินที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงขายในราคาไร่ละ 1,000,000 บาท ที่ดินผืนที่ต้องการประเมินอยู่ใกล้ถนนสายหลักมากกว่าอาจประเมินให้มีราคาสูงกว่าเป็น 1,200,000 บาทเป็นต้นภาพจาก Freepik.com  ประเมินจากความสามารถในการทำรายได้ วิธีนี้ใช้กับอสังหาริมทรัพย์ที่มีความสามารถในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ครอบครองได้ ยกตัวอย่างเช่น ที่ดินที่เคยเป็นตลาดนัดให้เช่า ที่ดินเพื่อทำการเกษตร ที่ดินพร้อมอาคารหอพักให้เช่า อาคารพาณิชย์สามารถประกอบธุรกิจได้ ซึ่งนอกจากประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วยังบวกศักยภาพหรือความสามารถในการสร้างรายได้ของอสังหาริมทรัพย์นั้นเข้าไปด้วยทำให้อสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก นอกจากวิธีประเมินมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ดังที่กล่าวมาข้างต้น อีกปัจจัยหนึ่งที่มักถูกนำมาใช้ร่วมคำนวณด้วยคืออัตราการเติบโตของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการประเมินในอนาคตรวมถึงมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะได้รับการพัฒนาในอนาคตโดยวิธีการคำนวณนี้ต้องศึกษาและใช้ประสบการณ์ในการประเมินด้วยแนวคิดนี้จึงจะได้ผลที่แม่นยำ               

การขอสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลต้องเตรียมอะไรบ้าง?

          สำหรับบุคคลทั่วไปนั้นการยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านหรือที่ดินกับธนาคารเพียงแค่เตรียมเอกสารยืนยันตัวตนและที่อยู่อาศัยพร้อมเอกสารรับรองรายได้ที่สอดคล้องกับวงเงินที่ต้องการจะขอสินเชื่อก็สามารถผ่านการอนุมัติได้ไม่ยากเย็นถ้าประวัติเครดิตของคุณดี ในส่วนของการขอสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลนั้นก็คือการซื้อสินทรัพย์ในนามบริษัทที่ดำเนินการโดยกรรมการหรือหุ้นส่วนหลายคนซึ่งเป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์มาเพื่อใช้ในกิจการอย่างเป็นที่ตั้งสำนักงาน หรือซื้อมาเพื่อให้เช่าหรือเพื่อปลูกสร้างบ้านหรืออาคารแล้วนำออกขายหรือให้เช่าเพื่อสร้างรายได้ให้กับกิจการ การเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอสินเชื่อนั้นจึงแตกต่างจากการยื่นขอสินเชื่อโดยบุคคลธรรมดา ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอสินเชื่อในนามนิติบุคคลมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทและใบทะเบียนการค้า เตรียมหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทและใบทะเบียนการค้าที่ได้รับตอนจัดตั้งบริษัท ซึ่งในใบทะเบียนการค้าจะระบุชื่อบริษัท วันที่จัดตั้ง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล เช่นเดียวกันกับในหนังสือรับรองแต่ในหนังสือรับรองบริษัทนั้นจะมีเพิ่มเติมในส่วนของรายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในหนังสือหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทุนจดทะเบียนและวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัทซึ่งมีอายุตั้งแต่วันที่ลงรับรองหนังสือไม่เกิน 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือนแล้วแต่นโยบายของแตละธนาคาร 2. สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและของผู้กู้ร่วมสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือ บอจ.5 :เป็นเอกสารที่แสดงรายชื่อของผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท ในเอกสารสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจะแสดงชื่อ นามสกุล อายุเลขที่บัตรประชาชน ที่อยู่และสัดส่วนของหุ้นที่ถือครองซึ่งมีอายุหรือลงวันที่รับรองสำเนาไม่เกิน 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือนแล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร ภาพจาก Freepik.com 3. สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันธ์ในนามบริษัทเพื่อยืนยันตัวตน 4. สำเนาบัญชีของกิจการย้อนหลังสำเนารายการเดินบัญชีธนาคารของกิจการย้อนหลัง 6 เดือน โดยเป็นบัญชีธนาคารของกิจการที่มีรายรับรายจ่ายของกิจการ เพื่อพิจารณาสภาพคล่องของกิจการว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ในวงเงินที่ขอยื่นกู้หรือไม่  ภาพจาก Freepik.com 5. หลักฐานแสดงการเสียภาษีหรืองบการเงินปีล่าสุด สำเนาใบเสร็จจากกรมสรรพากรว่าได้มีการยื่นเสียภาษีนิติบุคคลประจำปีที่ผ่านมาหรือจัดเตรียมงบการเงินของบริษัทฯ แนบกับเอกสารอื่น ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณา การยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัทกับสถาบันการเงินนั้นอาจต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่แตกต่างจากการกู้ในนามบุคคลธรรมดา ดังนั้นผู้กู้ควรพิจารณาก่อนว่าแบบใดเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับแผนการในใช้อสังหาริมทรัพย์นี้ของท่านในอนาคต 

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

อยากมีบ้านสักหลังต้องเตรียมตัวอย่างไรจึงจะกู้ผ่าน?

          ในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนต้องการก็คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคและแน่นอนบ้านที่พักอาศัย ในตอนเริ่มต้นทุกคนอาจยังไม่ได้มีบ้านเป็นของตัวเองเพราะอาศัยอยู่ภายในบ้านของพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง จนเมื่อเรียนจบสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองได้ อยากวางรากฐานที่มั่นคงให้กับชีวิตจึงมองหาบ้านที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองสักหลัง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหากเราไม่ได้มีเงินเก็บมากพอจะซื้อด้วยเงินสดได้ก็ต้องยื่นกู้กับธนาคารและผ่อนชำระเป็นรายเดือนนั่นเอง แต่การกู้เงินผ่อนบ้านกับธนาคารนั้นก็ไม่ได้ง่ายเลย ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนดังนี้ภาพจาก Freepik.com  เอกสารยืนยันตัวตน สำเนาบัตรประชาชน (ที่ยังไม่หมดอายุ) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้กู้และผู้กู้ร่วม เซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง สำเนาทะเบียนสมรส (ในกรณีที่สมรสแล้ว ถ้ายังไม่สมรสก็ไม่ต้องใช้)  หลักฐานที่มาของรายได้ หากเป็นพนักงานประจำสามารถใช้สลิปเงินเดือนแบบคาร์บอนที่เป็นกระดาษต่อเนื่องย้อนหลัง 6 เดือนได้ แต่หากไม่ใช่สลิปคาร์บอนเป็นใบแจ้งว่าเดือนนี้มีรายได้และโดนหักเท่าไหร่ในรูปของกระดาษธรรมดานั้นแล้วแต่ดุลยพินิจของทางธนาคาร บางธนาคารก็สามารถใช้ได้แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ แนะนำให้ขอหนังสือรับรองเงินเดือนกับฝ่ายบุคคลมาแนบจะมีโอกาสในการผ่านการอนุมัติมากกว่า ภาพจาก Freepik.com  หากไม่ได้ทำงานประจำ หากคุณประกอบอาชีพอิสระหรือทำงานค้าขายให้แนบเอกสารใบสั่งซื้อสินค้าหรือบริการรวมถึงภาพถ่ายของสถานทำงานอย่างภาพร้านค้าหรือภาพที่สามารถอธิบายได้ว่าคุณประกอบธุรกิจหรือทำงานใดที่เป็นที่มาของรายได้เพื่อให้ธนาคารมีความเชื่อมั่นว่าคุณมีความสามารถในการชำระหนี้ได้เพื่อให้มีโอกาสในการผ่านการอนุมัติมากขึ้น  บัญชีเงินฝากที่มีรายได้เข้า สำเนาบัญชีเงินฝากที่แสดงรายการเดินบัญชีมีรายได้จากบริษัทที่คุณทำงานอยู่และรายได้อื่น ๆ เข้าสม่ำเสมอย้อนหลัง 6 เดือน หากอัพสมุดบัญชีธนาคารแล้วรายการไม่ต่อเนื่องให้ขอรายการเดินบัญชีจากทางธนาคารที่ใช้บริการได้ซึ่งมีค่าธรรมเนียมไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเองหรือขอรายการเดินบัญชีออนไลน์แต่ให้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อก่อนว่าสามารถใช้รายการเดินบัญชีออนไลน์ที่นำมาปรินท์เองได้หรือไม่ภาพจาก Freepik.com นอกจากเอกสารเหล่านี้แล้วทางธนาคารจะมีเอกสารอนุญาติให้ตรวจสอบข้อมูลเครดิตมาให้คุณเซ็นต์ยินยอม ซึ่งก็อนุญาติให้ธนาคารสามารถดูประวัติการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตต่าง ๆ ว่ามีประวัติบัญชีปกติหรือไม่ หากมีประวัติปกติและมีรายได้นอกเหนือจากส่วนที่ต้องชำระหนี้ที่สามารถผ่อนชำระวงเงินกู้ที่คุณกำลังจะขอกู้นี้ได้ การขอสินเชื่อก็น่าจะผ่านได้อย่างไม่ยากเย็น แต่หากคุณมีประวัติผิดนัดชำระหรือมีประวัติเป็นหนี้เสียไม่ได้ชำระคืนนั้นอาจทำให้ผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้ยากสักหน่อย

อะไรเป็นสิ่งที่บอกว่าคุณเหมาะกับเส้นทางการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์?

          หลายคนก้าวเข้าสู่การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ด้วยความทะเยอทะยานอาจจะเพราะเห็นนายหน้าหลายคนสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากการทำงานนี้ บ้างมีความใฝ่ฝันจะจับเสือมือเปล่าทำเงินล้านจากอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และบางคนทำด้วยใจรักและเพราะมีความสุขในการทำงานนี้ สำหรับบางคนที่ยังเป็นหน้าใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์และกำลังสงสัยว่าคุณเหมาะกับการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ ลองมาเช็คดูก่อนว่าคุณมีสิ่งเหล่านี้หรือไม่?ภาพจาก Freepik.com  มีความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์แน่นปึ้ก เรียกว่าเป็นคนที่รักและชอบเรื่องราวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง หมั่นศึกษาเรียนรู้และสนใจข่าวสารใหม่ ๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อยู่เสมอ อาจมีหรือไม่มีทรัพย์เป็นของตนเองแต่มีความสุขในการประเมินราคาและกำไรที่คาดว่าน่าจะทำได้ในการขายหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ แสดงว่าคุณมีแววเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แล้วล่ะ อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในมือทำรายได้ไม่ทันใจ อย่างที่บอกในข้อแรกบางคนมีอสังหาริมทรัพย์อยู่ในมือแล้วซึ่งอาจกำลังปล่อยให้เช่าหรือประกาศขายอยู่แต่ก็รู้สึกว่ายังสามารถทำอะไรได้อีกเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง จึงเลือกเป็นนายหน้าให้กับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์คนอื่นเพื่อรับค่าตอบแทนที่เรียกว่าค่านายหน้าเป็นรายเสริมไปด้วยภาพจาก Freepik.com  ชอบพูดคุย มีความสุขในการนำเสนอและการเจรจาต่อรองเก่งอสังหาริมทรัพย์บางแห่งอยู่ในทำเลที่ดีมีราคาเหมาะสมน่าจับจองแต่ขายไม่ได้สักทีเพราะเจ้าของอาจไม่มีทักษะในการนำเสนอเท่าใดนัก จึงเป็นหน้าที่ของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่มีทักษะในการนำเสนอทรัพย์ให้น่าสนใจและเข้าใจงานงานอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีที่จะมาช่วยเจ้าของทรัพย์ให้ขายอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จจะรักงานขายและมีความสุขในงานที่ทำนั่นเองภาพจาก Freepik.com  ไม่มีความสุขกับการทำงานประจำ เป็นเรื่องปกติของใครหลายคนที่เมื่อทำงานประจำไปสักพักก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวและมองหาช่องทางทำธุรกิจอะไรที่ได้เป็นนายของตัวเอง ได้วางแผนได้ขบคิดและตัดสินใจลงมือทำด้วยตนเอง การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นคุณไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แต่คุณต้องมิวินัยในการหาทรัพย์และขยันโทรหาเจ้าของทรัพย์พร้อมสอบถามฟีดแบคจากผู้ที่เคยโทรเข้ามาเพราะสนใจอสังหาริมทรัพย์ที่คุณดูแลอยู่ นอกจากนี้ยังชอบลงพื้นที่ไปดูทรัพย์ที่น่าสนใจและสามารถพาผู้ที่สนใจทรัพย์ไปชมและนำเสนอขายอย่างกระตือรือร้นไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้ก็มีหลายคนที่ทำงานเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปกับงานประจำเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น เพราะงานนี้ไม่ต้องเข้าออฟฟิศขอเพียงมีความตั้งใจและความพยายามก็สามารถเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้เช่นกัน 

4 เทคนิคการติดป้ายประกาศขายบ้านให้เตะตาของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

            นายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นก็เปรียบเสมือนกับผู้จัดการฝ่ายการตลาดของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีหน้าที่คอยประชาสัมพันธ์ข่าวเกี่ยวกับทรัพย์ที่ต้องการขายให้กับเจ้าของทรัพย์เพื่อรับผลตอบแทนเป็นค่านายหน้า ซึ่งช่องทางการประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันนั้นการลงประกาศในเว็บรับลงประกาศอสังหาริมทรัพย์ก็มีหลายเว็บที่ให้ลงประกาศฟรี รวมถึงการเผยแพร่ใน Facebook Page และใน Facebook ส่วนตัวหรือในสื่อ Social media ต่าง ๆ ก็ได้ผลตอบรับที่ดี แต่วิธีสุดคลาสสิคอีกวิธีที่ยังได้ผลก็คือการติดป้ายประกาศนั่นเอง การปิดป้ายประกาศขายนั้นสามารถเข้าถึงผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมาได้เป็นอย่างดี เมือเห็นป้ายก็สามารถรับรู้ได้ว่าบริเวณใกล้เคียงมีอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังประกาศขาย ซึ่งในการติดป้ายนั้นมีเทคนิคดังนี้ภาพจาก Freepik.com  แต่งกายทะมัดทะแมงเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่าการออกไปติดป้ายนั้นอันดับแรกคุณต้องออกไปเดินหาหรือสำรวจจุดติดป้ายที่คนน่าจะหยุดดูหรือผ่านตามากที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นระดับสายตาหรือสูงกว่านั้นนิดหน่อยซึ่งบางครั้งอาจจะอยู่สูงจนคุณอาจต้องปีนป่ายเพื่อนำป้ายของคุณขึ้นไปติด ดังนั้นจึงแนะนำให้แต่งตัวทะมัดทะแมงโดยอาจจะสวมเสื้อยืดกางเกงพอดีตัวและรองเท้าผ้าใบเพื่อความสะดวก นอกจากป้ายประกาศแล้วควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ปากกาเมจิคพร้อมเชือกหรือลวดสำหรับขึงป้ายประกาศจะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นหาเมื่อขาดเหลือ เลือกปากกาเมจิคแบบกันน้ำ การออกไปติดประกาศของคุณอาจจะต้องเสียเปล่าเพราะฝนตกและป้ายประกาศของคุณโดยน้ำฝนชะตัวอักษรเสียเลือนไปหมดจนมองไม่เห็นอะไร ดังนั้นควรใช้เมจิคแบบกันน้ำสีเข้มโดยเวลาเขียนให้เขียนตัวหนาชัดเจนตัดกับพื้นป้ายประกาศเพื่อให้ดูโดดเด่นสะดุดตา อ่านง่ายและไม่ลบเลือนเมื่อโดนความชื้นอีกด้วยภาพจาก Freepik.com  เนื้อหากระชับได้ใจความน่าสนใจ เนื่องจากบางคนอาจจะได้เห็นป้ายประกาศของคุณเพียงไม่กี่วินาทีขณะนั่งรถหรือเดินผ่านเท่านั้นดังนั้นคุณอาจต้องใช้คำย่อที่สื่อความหมายชัดเจนบ้าง เช่น ท.ด. หมายถึง ที่ดิน 2.5 ล. หมายถึง 2ล้านห้าแสนบาท และควรเขียนสถานที่ตั้งของทรัพย์ให้ชัดเจนเช่น บ้านเดี่ยว 2 ชั้น 2 นอน 2 น้ำ ขาย 1.9ล. หมู่บ้านสุขสันต์ โทร… เพื่อให้คนที่ได้เห็นสามารถเก็บรายละเอียดได้หมดและถ้าสนใจเขาก็สามารถจะยกหูโทรหาคุณได้ทันที ติดประกาศไม่ไกลจากตำแหน่งของทรัพย์ เลือกจุดติดป้ายในรัศมีที่ไม่ไกลจากทรัพย์ที่กำลังประกาศขายนักเพราะหากมีผู้ซื้อที่สนใจจะซื้อที่ในบริเวณดังกล่าว ผู้ซื้อหรือนายหน้าเองก็น่าจะออกมาลงพื้นที่และมองหาป้ายประกาศขายซึ่งจะได้พบกับป้ายของคุณที่จะนำไปสู่การติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่คุณดูแลและเป็นโอกาสดีที่จะชักชวนออกมาดูทรัพย์ในที่สุดภาพจาก Freepik.com การติดป้ายประกาศนั้นเป็นวิธีที่ยังใช้ได้ผลอยู่เสมอ ดังนั้นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไม่ควรมองข้ามการติดป้ายประกาศเพราะอาจทำให้คุณได้ลูกค้าที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่นั้นนั่นเอง 

ข้อควรรู้ของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในการทำสัญญานายหน้ากับเจ้าทรัพย์

          การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นงานที่ลงทุนน้อยแต่ผลตอบแทนดีงามตั้งแต่สามเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเลยทีเดียว แต่หากคุณไม่ได้ทำสัญญานายหน้าไว้กับเจ้าทรัพย์คุณอาจต้องเหนื่อยฟรี ดังนั้นเมื่อคุณเจอทรัพย์ที่กำลังประกาศขายโดยเจ้าของแล้วเมื่อทำการติดต่อเพื่อขอเป็นนายหน้าและได้รับการตอบรับจากเจ้าทรัพย์แล้ว ให้นัดพบกับเจ้าของทรัพย์เพื่อดูทรัพย์และตกลงเงื่อนไขกันให้เรียบร้อยจากนั้นจึงทำสัญญานายหน้าเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งกับตัวท่านเองและเจ้าของทรัพย์ด้วย ซึ่งสิ่งที่ควรทำในการทำสัญญานายหน้ามีดังนี้ภาพจาก Freepik.com  ทำสัญญานายหน้ากับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เท่านั้น นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควรทำสัญญานายหน้ากับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ประกาศขายเท่านั้นเพื่อป้องกันปัญหาการถูกแอบอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์โดยผู้อื่นและปัญหาเบี้ยวค่านายหน้าโดยอ้างว่าไม่ได้ทำสัญญากับเจ้าของทรัพย์เอง นอกจากนี้หากเป็นการที่เจ้าของทรัพย์มอบอำนาจให้ผู้อื่นมาเพื่อมาทำสัญญา นายหน้าต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้มีการมอบอำนาจมาจริงไม่ได้ปลอมแปลงเอกสารซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก ให้เจ้าของทรัพย์อ่านและกรอกเอกสารด้วยตัวเอง เมื่อเจ้าทรัพย์ตกลงให้เราเป็นนายหน้าในการจัดการขายทรัพย์ให้แล้ว การทำสัญญานายหน้าโดยให้เจ้าของทรัพย์ได้อ่านให้ละเอียดเพื่อตรวจทานและส่วนที่ต้องกรอกตัวอักษรนั้นควรให้เจ้าของทรัพย์เป็นผู้กรอกเอง นายหน้าหลายคนอาจคิดว่าควรอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของทรัพย์แต่การให้เจ้าของทรัพย์ได้กรอกข้อมูลเองนั้นจะทำให้เจ้าของทรัพย์ได้อ่านเงื่อนไขและมีความเข้าใจในสัญญา นอกจากนี้หากเกิดปัญหาบิดพลิ้วในภายหลังก็สามารถแสดงหลักฐานสัญญาได้ว่าเจ้าของทรัพย์เป็นผู้กรอกสัญญานี้ด้วยตนเองภาพจาก Freepik.com  เงื่อนไขเพิ่มเติมหรือแก้ไขให้ลงลายมือในสัญญา หากมีข้อตกลงเพิ่มเติมระหว่างนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของทรัพย์ ควรทำการเขียนด้วยลายมือเพิ่มเติมลงไปและหากมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในสัญญาเดิมควรทำการขีดฆ่าหรือแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปท้ายสัญญาแล้วลงนามรับทราบโดยทั้งสองฝ่ายให้เรียบร้อย มีพยานในการทำสัญญา ต้องมีพยานในวันทำสัญญานายหน้าระหว่างนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของทรัพย์ โดยให้ลงนามเป็นพยานในสัญญาด้วย และในกรณีที่เจ้าของทรัพย์ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ให้ประทับลายนิ้วมือแทนและให้พยานเซ็นต์กำกับโดยพยานในการทำสัญญาครั้งนี้ควรมีสองคนขึ้นไปภาพจาก Freepik.com  แนบสำเนาบัตรประชาชน เมื่อมีการจัดทำสัญญานายหน้าขึ้นและมีการลงนาม ต้องขอสำเนาบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่ายพร้อมเซ็นสำเนาถูกต้องด้วยลายเซ็นต์เดียวกันกับที่เซ็นในสัญญานำมาแนบกับสัญญานี้ด้วยเพื่อการทำสัญญาครั้งนี้เรียบร้อยสมบูรณ์ นอกจากนี้ควรตรวจสอบสาระสำคัญสัญญาอีกครั้งเพื่อความถูกต้องก่อนร่ำลากับเจ้าของทรัพย์เพื่อไปทำงานขายต่อไป เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว

4 เทคนิคการโน้มน้าวใจให้ “ซื้อ” ของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

          หลายคนประสบความสำเร็จจากการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่านายหน้าครั้งละหลายหมื่นบาทและในบางครั้งก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นหลักแสนทีเดียว แน่นอนว่ามากกว่ารายได้จากการทำงานประจำ ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นนอกจากต้องศึกษาและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้ว ชั่วโมงบินหรือประสบการณ์นั้นเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารวมถึงช่วยพัฒนาการขายของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์จนประสบความสำเร็จในที่สุด ซึ่งเทคนิคที่จะช่วยโน้มน้าวใจให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อทรัพย์ที่คุณเสนอขายนั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com  นายหน้าอสังหาริมทรัพย์พกความมั่นใจไปเต็มร้อย เมื่อลูกค้ามานัดชมบ้านหรือที่ดินคุณต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าโดยแสดงความเป็นมืออาชีพของคุณให้เห็น ความมั่นใจในการตอบคำถาม การพาชมบ้านหรือที่ดินต้องลื่นไหล คุณต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกคำถามของลูกค้า เพราะหากลูกค้าถามอะไรมาแล้วคุณบอกว่ารอสักครู่นะขอถามเจ้าของก่อน แบบนี้อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่มั่นใจได้ ที่สำคัญหากเป็นที่ดินเปล่าคุณต้องจำหมุดที่ดินให้แม่นว่าหมุดปักจากจุดใดไปจุดใดเพื่อตอบคำถามของลูกค้าอย่างฉะฉาน นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของนายหน้าก็สำคัญเช่นกัน ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อยถูกกาลเทศะก็จะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าด้วย เว้นระยะให้ลูกค้าได้พิจารณา การมาดูทรัพย์ก็เหมือนกับการไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า หากมีพนักงานขายคอยเดินตามติดระหว่างเลือกสินค้าก็อาจทำให้รู้สึกอึดอัดได้ ดังนั้นควรแนะนำภาพรวมของบ้านหรือที่ดินแล้วเว้นระยะให้ลูกค้าได้เดินชมและได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับทรัพย์ที่กำลังสนใจ โดยเว้นระยะห่างกับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าเกิดความสบายใจแต่พร้อมเสมอที่จะตอบคำถามเมื่อลูกค้ามีคำถามเกี่ยวกับทรัพย์ด้วยภาพจาก Freepik.com  รักษามารยาทเพิ่มความรู้สึกทางบวก การให้ความเป็นกันเองกับลูกค้านั้นช่วยให้ลูกค้ารู้สึกสบายและเปิดใจพูดคุยกับคุณมากขึ้นแต่ควรเลือกคำพูดให้เหมาะสมกับกาลเทศะและรักษาความสุภาพเอาไว้เสมอ นอกจากนี้หากลูกค้าเป็นคู่สามีภรรยา และคุณเป็นนายหน้าชายควรเลือกเปิดประโยคกับผู้ซื้อที่เป็นสามีและสบตากับทั้งคู่ขณะอธิบาย แต่หากคุณเป็นนายหน้าหญิงควรเลือกเปิดประโยคกับผู้ซื้อที่เป็นภรรยาและสบตากับทั้งคู่เช่นเดียวกันเพื่อความเหมาะสมและเป็นการรักษามารยาทที่ดีอีกด้วย มองในมุมของผู้ซื้อ ในฐานะนายหน้านั้นแน่นอนว่าความอยากขายจะทำให้คุณพูดแต่ด้านดีของทรัพย์ที่กำลังเสนอขาย แต่โดยธรรมชาติแล้วผู้ซื้อต้องมองหาข้อเสียของทรัพย์นั้น ๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแน่นอน ดังนั้นคุณควรยกข้อเสียซึ่งพิจารณาแล้วว่าไม่น่าจะกระทบการตัดสินใจของผู้ซื้อขึ้นมาพูดบ้างเพื่อให้ผู้ซื้อรู้สึกเป็นธรรมชาติและรู้สึกว่าคุณมีความจริงใจในการขายทรัพย์แห่งนี้และไม่ได้กำลังโดนหลอกภาพจาก Freepik.com สิ่งสำคัญในการเสนอขายทรัพย์นั้นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควรทำการบ้านเกี่ยวกับทรัพย์มาเป็นอย่างดี เพือให้การเสนอขายลื่นไหลและสามารถปิดการขายได้ในที่สุดนั่นเอง

เงินทองไม่รั้วไหล ลงทุนกับกองทุนไหนดี ได้กำไรแบบฟินๆ

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” เป็นประโยคที่คุ้นหูมาแต่ไหนแต่ไร  ก็เพราะว่าการลุงทุนนี้ล่ะที่ทำให้หลายรายเจ๋งกันไม่เป็นท่า บางรายถึงกับหมดเนื้อหมดตัวกันเลยทีเดียว  ทว่าทางกลับกันหากเราศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ดี ก็สามารถลดความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุน ทำให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมา  เสมือนเงินที่งอกเงยคืนนั่นเองค่ะ  คราวนี้ก็เป็นหน้าที่นักลงทุนทุกท่านที่จะต้องทำการบ้านก่อนการลงทุนเพื่อผลกำไรที่งอกเงยกันแล้วล่ะค่ะ ซึ่งคุณเคยคิดไหมว่าเราควรลงทุนกันแบบไหนเพื่อสร้างเงินให้งอกเงยและเห็นผลกำไรที่งอกงาม ตอบโจทย์ความเสี่ยงกับการลงทุนน้อยที่สุด  โดยวันนี้ yimsu.com จึงขอนำทุกท่านมารู้จักกับกองทุนดีๆ ที่ช่วยให้เงินทองไม่รั่วไหล ได้กำไรแบบฟินๆ เพื่อใช้ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมลงทุนกับกองทุนไหนดี มาฝากกันค่ะ  1. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)มีชื่อย่อมาจาก Retirement  Mutual Fund  นับเป็นประเภทของการลงทุนที่น่าสนใจตัวหนึ่งที่สามารถนำมาลดหย่อยภาษีได้  เป็นการลงทุนที่สามารถนำส่วนต่างของราคา (กำไร) เอาไว้ใช้หลังจากเกษียณเพื่อการเลี้ยงชีพยามชรา นับเป็นกองทุนรวมที่สร้างขึ้นมาเพื่อวินัยการออมเงินที่แท้จริง  ซึ่งกองทุนนี้เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการมีเงินเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ  เงื่อนไขการลงทุน  ลงทุนขั้นต่ำอย่างน้อย 3% ของรายได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท  สามารถซื้อหน่วยลงทุนเป็นปี  และต้องถือหน่วยลงทุนจนอายุครบ 55 ปี ซึ่งต้องลงทุนมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี  ถึงแม้ว่าอายุจะเกิน 55 ปีก็ตาม  และสามารถซื้อหน่วยลงทุนสูงสุด 15% ของเงินที่ได้ในแต่ละปี หรือไม่เกิน 500,000 บาท ของเงินสะสมเข้ากองทุนเลี้ยงชีพค่ะ  ทีสำคัญกองทุนนี้สามารถนำมาลดหย่อยภาษีได้อีกด้วยนะคะ 2. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว  (LTF) มีชื่อย่อมาจาก Long-Term Equity  Fund   เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนในหุ้น  เนื่องจากกองทุนได้คัดเลือกหุ้นดีจากผลประกอบการมาไว้ให้นักลงทุนได้เลือกลงทุน  ซึ่งจุดประสงค์หลักของกองทุนนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบันที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญสามารถนำมาลดหย่อยภาษีได้อีกด้วยค่ะ เงื่อนไขการลงทุน  เป็นหุ้นที่ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีแต่ต้องถือหุ้นอย่างน้อย 7 ปี    และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่างของราคา (กำไร)  จากการขายหน่วยลงทุน  โดยยอดซื้อ LTF ที่ซื้อในปีนั้นๆ สามารถนํามาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง  สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้นๆ แต่ต้องไม่ เกิน 500,000 บาทต่อปี  3. กองทุนหุ้นปันผล เป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีผลตอบแทน (กำไร) กลับมาในระหว่างการลงทุน ส่วนวิธีการซื้อหน่วยลงทุน เช่น สมมติว่าเรามีเงินลงทุน 100 บาท ราคาของกองทุน หน่วยละ 10 บาท ถ้าเราซื้อกองทุนเราจะได้หน่วยลงทุนทั้งหมด 10 หน่วย และถ้ากองทุนปันผลหน่วยละ 1 บาท เราก็จะได้เงินปันผลหรือผลตอบแทน (กำไร) = 10 บาท นั้นเองค่ะ  4. กองทุนแบบ  Passive Fundเป็นกองทุนที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แต่การลงทุนแบบนี้จะไม่สามารถทำกำไรได้มากกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์  สำหรับข้อดีของการลงทุนของกองทุนแบบ Passive Fund คือ ค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขาย ถูกมาก เพราะผู้จัดการกองทุนไม่ต้องมาเสียเวลาในการดูแลกองทุน  เพียงแค่ผู้จัดการกองทุนลงทุนด้วยสัดส่วนแบบเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั้นเอง  เช่น  4.1 กองทุนเปิด K-SET50   เป็นกองทุนที่น่าสนใจอีกกองทุนหนึ่งเนื่องจากเป็นกองทุนที่ลงทุนโดยใช้กลยุทธ์บริหารเชิงรับ โดยส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นสามัญจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี SET50  เป็นจำนวนเฉลี่ยในรอบระยะเวลาบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน  อีกทั้งเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีรวมอีกด้วยค่ะ  4.2 กองทุน SCBSET50นับเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัว  ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว  เป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเป็นกองทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET50 มากที่สุด 5. กองทุน  MMF  มีชื่อย่อมาจาก Money Market Fund เป็นกองทุนรวมตลาดเงิน  ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้, พันธบัตรต่างๆ,  ตั๋วเงินในคลัง,  พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ  ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี,  บัตรเงินฝากธนาคาร  หรือบัตรเงินฝากตามสถาบันต่างๆ  รวมทั้งตั๋วสัญญาที่ครบการชำระเงินไม่เกิน 1 ปี  หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น  ดั้งนั้น  กองทุนนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักเงินชั่วคราว รอเงินไปลงทุนเพื่อทำธุรกิจอื่นๆ ในอนาคต  ซึ่งกองทุนนี้เป็นกองทุนเปิด ผู้ที่ลงทุนสามารถซื้อขายหน่วยลุงทุนได้ทุกวันในเวลาราชการ  นับเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อย  และได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารค่ะ  6. กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น  มีชื่อภาษาอังกฤษ คือ Short-Term Fixed-Income Fund เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ  ซึ่งจะเป็นการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะสั้น และต้องมีอายุเฉลี่ยในการถือครอง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งไม่เกิน 1 ปี   7. กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาวมีชื่อภาษาอังกฤษ คือ Long-Term Fixed-Income Fund เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลาง  ซึ่งจะเป็นการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ สามารถลงทุนในระยะยาวได้ และต้องมีอายุเฉลี่ยในการถือครอง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเกิน 1 ปี  (ส่วนนี้อย่าสับสนนะคะ!! เพราะระยะเวลาการถือครองจะตรงกันข้ามกับข้อที่ 6 ค่ะ) 8. กองทุนรวมผสม มีชื่อภาษาอังกฤษ คือ Balanced Fund เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินได้ทุกประเภท อาทิ ตราสารทุน  ตราสารหนี้ หรือตราสารอื่นๆ โดยสัดส่วนการลงทุนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและนโยบายการลงทุนในตราสารแต่ละประเภท  9. กองทุนคุ้มครองเงินต้น มีชื่อภาษาอังกฤษ คือ Principle or Capital Protection Fund เป็นการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ  เพื่อคุ้มครองเงินต้นของผู้ถือหน่วยลงทุน  โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าเงินลงทุนที่ซื้อไป ซึ่งส่วนนี้เท่ากับว่าคุณได้รับส่วนต่างของราคา (กำไร) นั่นเองค่ะ  ซึ่งกองทุนคุ้มครองเงินต้นจะมีนโยบายการบริหารการลงทุน 2 แบบ คือ แบบ Passive เป็นการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มีความเสียงต่ำ  โดยถือครองได้สูงถึง 90% สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในตราสารทุนที่มีความเสี่ยงมากกว่า หากการลงทุนในตราสารทุนเกิดกรณีขาดทุน กองทุนก็ยังคุ้มครองเงินต้นให้ได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเพื่อนำมาชดเชยในส่วนของเงินต้นที่ขาดทุนไปนั่นเองค่ะ *แบบ Activeจะมุ่งลงทุนในตราสารทุนเพิ่มขึ้น และลดการถือครองพันธบัตรหรือตราสารหนี้ลง หรืออาจไม่ถือครองเลยก็ได้เมื่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น โดยต้องไม่ให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่ำกว่ามูลค่า ณ เริ่มต้น และในทางกลับกันจะมุ่งลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้เพิ่มขึ้นและลดการถือครองตราสารทุนลงหรืออาจไม่ถือครองเลยก็ได้เมื่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ลดลง โดยไม่ให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่ำกว่ามูลค่า ณ เริ่มต้นเช่นกัน  (*แบบ Active : อ้างอิงข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558)   เป็นอย่างไรกันบ้างคะ  กับ 9 กองทุนทั้งหมดที่เราได้กล่าวมา หวังว่าคงเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านได้ไม่น้อยทีเดียวนะคะ  แต่ก่อนการตัดสินใจลงทุนก็อย่าลืมวิเคราะห์ความพร้อมด้านการเงิน รายละเอียดกองทุน และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากกองทุนแต่ละประเภทกันนะคะ  ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงหลังจากการลงทุนนั้นเองค่ะ          

เมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควรทำอย่างไรต่อไป?

           หลังจากผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานในการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข้อมูลข่าวสารของอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่สนใจ, ราคาตลาดและแนวโน้มในการทำราคาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อรวมถึงการศึกษาช่องทางในการทำการตลาดเพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ที่คุณเป็นผู้ดูแลในการขายได้มากที่สุดแล้ว จนในที่สุดเมื่อคุณสามารถชักจูงลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อทรัพย์ที่คุณเป็นนายหน้าได้แล้ว  ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเอกสารเพื่อทำการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนายหน้าควรศึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและสามารถปิดงานเพื่อรับค่านายหน้าได้อย่างรวดเร็วภาพจาก Freepik.com   การเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอเงินกู้กับสถาบันการเงิน หลังจากพาลูกค้าไปดูทรัพย์ สอบถามข้อมูลจนเป็นที่พึงใจและคุณสามารถโน้มน้าวให้ผู้ที่สนใจมาดูทรัพย์นั้นตัดสินใจซื้อได้ในที่สุด ขั้นตอนถัดไปคือการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นกู้กับธนาคารกรณีที่ผู้ซื้อกู้เพื่อซื้อซึ่งได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบทะเบียนสมรสกรณีที่ผู้ซื้อสมรสแล้ว รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนของผู้ซื้อ ทางฝั่งนายหน้าเองก็ต้องเตรียมสำเนาโฉนดหน้าหลัง ใบอนุญาติก่อสร้าง(ถ้ามี) และสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้เพื่อนำไปรวมกับเอกสารของผู้ซื้อและส่งให้ธนาคารประเมิน เงิมมัดจำและค่าธรรมเนียมในการประเมินราคาทรัพย์ หากในสัญญาจะซื้อจะขายที่ได้ทำการตกลงกับเจ้าของทรัพย์นั้นระบุว่าต้องมีการวางมัดจำคุณต้องแจ้งผู้ซื้อให้เตรียมเงินมัดจำและในการยื่นกู้เพื่อซื้อสินทรัพย์นี้กับธนาคาร ต้องมีค่าใช้จ่ายในการประเมินบ้านหรือที่ดินที่ต้องจ่ายคิดเป็นรายครั้งครั้งละประมาณ 3-4 พันบาท ซึ่งหากทางลูกค้ามีความประสงค์อยากยื่นเอกสารทำเรื่องกู้หลาย ๆ ธนาคาร คุณต้องอธิบายกับลูกค้าให้เข้าใจว่าสามารถเตรียมเอกสารยื่นให้ได้แต่จะมีค่าใช้จ่ายในการประเมินในแต่ละครั้งซึ่งเมื่อนำมาบวกลบคูณหารแล้วอาจเป็นเงินจำนวนมากภาพจาก Freepik.com  หาตัวช่วยให้ลูกค้ากู้ผ่าน นอกจากการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อให้ธนาคารสามารถทำงานได้ทันทีและแจ้งผลอนุมัติโดยเร็วที่สุด หากคุณมีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เคยทำงานร่วมกันจากงานที่ผ่านมาซึ่งราบรื่นและให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ คุณอาจลองแนะนำเจ้าหน้าที่ธนาคารคนนี้ให้กับลูกค้าของคุณเพื่อให้งานนี้เป็นไปอย่างราบรื่นด้วยเช่นกัน และหากผู้ซื้อของคุณไม่ใช่ผู้มีรายได้ประจำควรแนะนำให้ลูกค้าทำการเดินบัญชีธนาคารให้มีความสม่ำเสมอน่าเชื่อถือหรือเลือกบัญชีที่มีการเดินบัญชีสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมามาใช้ในการยื่นแบงค์ เพื่อให้มีโอกาสสูงที่จะผ่านการอนุมัติภาพจาก Freepik.com  ค่าใช้จ่ายในวันโอนเมื่อธนาคารอนุมัติ ปกติแล้วธนาคารจะแจ้งยอดเงินที่ได้รับอนุมัติแก่ลูกค้าและอาจไม่ได้แจ้งยอดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของนายหน้าที่ต้องสอบถามเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ว่าต้องเตรียมค่าใข้จ่ายอะไรบ้าง เช่นค่าอากรให้ทางธนาคาร, เบี้ยประกันชีวิต, เบี้ยประกันอัคคีภัยและยอดค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายที่สำนักงานที่ดิน เพื่อให้ผู้ซื้อเตรียมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ติดตัวมาด้วยเพื่อความรวดเร็วหลังจากช่วยลูกค้าในการดำเนินการจนการซื้อขายผ่านไปด้วยดีแล้ว คุณก็จะได้รับค่านายหน้าเป็นการตอบแทนให้หายเหนื่อยนั่นเอง

อยากเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?

          การสร้างรายได้จากการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้น คุณแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยเพียงแค่ติดต่อกับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพื่อขอเป็นนายหน้าในการขายหรือหาผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เพื่อรับค่าตอบแทนในอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งทำให้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์หลายคนสามารถทำรายได้ก้อนใหญ่จากงานนี้ได้อย่างง่ายดาย คิดเล่น ๆ ว่าหากที่ดินราคา 1 ล้าน ค่านายหน้าขั้นต่ำ 3% เมื่อขายที่ดินได้หมายความว่าคุณจะได้รับค่าตอบแทนจากงานนี้ขั้นต่ำ 3 หมื่นบาทซึ่งอาจจะมากกว่ารายรับจากงานประจำเสียอีก แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ประสบการณ์และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญในการก้าวมาเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และควรเริ่มจากสิ่งเหล่านี้ภาพจาก Freepik.com  เริ่มต้นที่ทำเลที่สนใจ หลังจากศึกษาและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้ว ให้เลือกทำเลที่สนใจเพื่อลงพื้นที่และมองหาทรัพย์ที่ติดประกาศ โดยให้กำหนดขอบเขตเป็นทำเลใดทำเลหนึ่งเพื่อให้เข้าใจถึงกลไกราคา, ราคาตลาดของทรัพย์และความต้องการซื้อ ระยะเวลาที่น่าจะสามารถปิดขายได้ โดยต้องศึกษาติดตามข่าวสารเกี่ยวกับพื้นที่หรือทำเลนั้น ๆ เป็นประจำเพื่อทำให้ทราบว่าราคาขายควรเป็นเท่าใดและใครที่น่าจะสนใจอสังหาริมทรัพย์นี้ จนเมื่อมีความชำนาญจึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่ในการขายไปยังทำเลอื่น ๆ ภาพจาก Freepik.com  รู้จักหาอสังหาริมทรัพย์มาขาย งานขายแรกอาจจะยากและใหม่สำหรับคุณเพราะช่วงแรก ๆ ของการเป็นนายหน้าคุณยังไม่รู้จักเจ้าของทรัพย์หรือนายทุนมากนัก การหาเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีความประสงค์จะขายในช่วงแรกจึงอาจหาจากญาติพี่น้อง คนรู้จักที่กำลังต้องการขายทรัพย์นั้น, ตามป้ายประกาศที่ติดอยู่ ณ. อสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ นอกจากนี้ก็ยังสามารถหาได้จากประกาศตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เจ้าของมาลงประกาศเอง และเมื่อเจออสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจก็ให้ทำการติดต่อเจ้าของเพื่อขอเป็นนายหน้าต่อไปซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในลำดับถัดไป ศึกษาการทำสัญญาแต่งตั้งนายหน้า สัญญาการแต่งตั้งนายหน้านั้นมี 2 แบบคือแบบเปิดและแบบปิดซึ่งความแตกต่างก็คือ แบบเปิดนั้นจะเปิดโอกาสให้นายนายคนอื่นและเจ้าของนั้นสามารถขายทรัพย์นี้ได้ด้วย ซึ่งนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบสัญญาแบบนี้เท่าใดนักเพราะอาจเสียเวลาไปฟรี ๆ หากมีคนที่สามารถขายทรัพย์ได้ก่อนตน สัญญาอีกแบบคือสัญญาแบบปิดซึ่งให้นายหน้าที่มีรายชื่อในสัญญามีสิทธิ์ในการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เท่านั้นและแม้ว่าเจ้าของทรัพย์เองสามารถขายทรัพย์นั้นได้ด้วยตัวเองแต่ยังอยู่ในระยะเวลาที่สัญญากำหนดนายหน้าที่มีรายชื่ออยู่ในสัญญาแบบปิดนั้นก็จะได้รับค่านายหน้าด้วย สัญญาแบบปิดนี้จึงเป็นสัญญาแบบที่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปชอบและมีความกระตือรือร้นในการหาผู้ซื้อมากกว่าแบบเปิดภาพจาก Freepik.com การตกลงเงื่อนไขในการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นสำคัญมาก ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเอกสารสำคัญของทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคต         

4 เทคนิคของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มือใหม่

          การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นหลายคนมองว่าเป็นการจับเสือมือเปล่าอย่างง่ายดายและก้าวเข้ามาทำ ซึ่งมีทั้งคนที่ล้มเหลวและคนที่ประสบความสำเร็จในการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพราะการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นประกอบด้วยหลายปัจจัยนอกจากต้องมีความขยันและหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อยู่เสมอแล้วยังต้องค้นหาวิธีการพัฒนาการทำงานเพื่อให้เติบโตในสายงานและสามารถหารายได้ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดนิ่งอีกด้วย สำหรับมือใหม่นั้นควรเริ่มต้นตามเสต็ปเหล่านี้ภาพจาก Freepik.com 1. เช็คประกาศขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์อยู่เสมอ ออกไปดูพื้นที่และทำเลที่น่าสนใจ มองหาป้ายประกาศขายบ้านหรือที่ดิน รวมถึงตรวจสอบในเว็บไซต์ที่รับลงประกาศขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ว่ามีแห่งใดประกาศขายอยู่บ้าง แล้วทำการโทรติดต่อไปยังเจ้าของที่ว่ารับนายหน้าหรือไม่ หากเจ้าของที่ตกลงให้คุณเป็นนายหน้าให้ทำการพูดคุยเงื่อนไขในการเป็นนายหน้าและจัดการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรให้เรียบร้อย แต่หากเจ้าของที่ไม่สนใจ ก็มองหาบ้านหรือที่ดินแห่งถัดไปไม่ต้องวิตกกังวลเพราะการถูกปฏิเสธสำหรับนายหน้านั้นเป็นเรื่องปกติ 2. มองเห็นโอกาสและคว้าเอาไว้ เมื่อคุณมองเห็นโอกาสในการได้เสนอตัวเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์หรือมองเห็นโอกาสในการขายที่ดินที่ดูแลอยู่ ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่หรือแม้แต่งานที่ยากควรฉวยโอกาสนั้นไว้เพราะถึงแม้งานนี้คุณอาจไม่สามารถปิดได้แต่จะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับคุณรวมถึงเป็นโอกาสได้สร้างเครือข่ายผู้ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของคุณไปด้วยในตัวภาพจาก Freepik.com 3. เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ สิ่งที่คุณต้องพบเจอเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นมีร้อยแปดพันเก้า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี รวมถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วย ดังนั้นหากคุณมีคนรู้จักที่มีประสบการณ์ในการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มาก่อนให้หาโอกาสพูดคุย สอบถามและเรียนรู้จากเพื่อนคนนี้ให้มากหรือไปเข้าคอร์สอบรมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ก็จะทำให้คุณไปได้เร็วขึ้นอีก 4. รู้จักใช้เทคโนโลยี โลกในปัจจุบันเป็นยุคของเทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสารกันแบบนาทีต่อนาทีด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่าวมือถือทำให้การทำธุรกิจและการซื้อขายไปได้เร็วขึ้น แต่ก้ยังมีเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายท่านที่มีอายุนั้นยังไม่ค่อยได้ใช้วิธีนี้ในการลงประกาศนัก ดังนั้นคุณควรใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ในการเสนอตัวเข้าไปเป็นนายหน้าให้เจ้าของทรัพย์เหล่านั้นแล้วนำไปลงในเว็บไซต์รับลงประกาศซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายให้กับตัวคุณเองภาพจาก Freepik.com                 ข้อดีของการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นคือเป็นงานที่ค่อนข้างอิสระไม่ต้องเข้าออฟฟิศเป็นประจำ เพราะงานของคุณคือการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร การลงพื้นที่เพื่อดูทรัพย์ การพาผู้ที่สนใจไปยังพื้นที่และพยายามปิดการขายซึ่งสามารถทำไปควบคู่กับงานประจำที่สำคัญเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนสูงอีกด้วย                              

ข้อดีของการเลือกเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

          ปัจจุบันการสร้างรายรับเสริมนอกเหนือจากงานประจำถือเป็นเรื่องปกติเพราะค่าครองชีพสูงมากขึ้นและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไป หลายคนเลือกสร้างรายได้จากการขายของออนไลน์ เลือกลงทุนในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอีกช่องทางการสร้างรายได้ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ “การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์” นั่นเอง หลายคนเข้ามาเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์พร้อมกับทำงานประจำควบคู่ไปด้วยและพาผู้สนใจดูบ้านและที่ดินในเวลาที่นอกเหนือจากเวลางานประจำหรือไปดูบ้านหรือที่ดินในวันหยุด ซึ่งการเข้ามาสู่วงการนี้คุณต้องขยันและเร็วเพราะการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มีข้อดีหลายข้อที่ได้เปรียบกว่าการหารายได้พิเศษแบบอื่น ๆภาพจาก Freepik.com                 จับเสือมือเปล่า เพราะคุณไม่ต้องใช้เงินลงทุนในการซื้อบ้านและที่ดินเพื่อนำมาประกาศขายต่อ คุณเพียงเป็นนายหน้าให้กับผู้ที่ต้องการขายบ้านและที่ดินแห่งนั้นโดยเป็นตัวกลางในการพูดคุย นำเสนออสังหาริมทรัพย์และชักชวนให้ผู้ที่สนใจจะซื้อตัดสินใจซื้อ เมื่อสามารถปิดการขายได้คุณก็จะได้รับค่านายหน้าจากเจ้าของที่ไปเลย สิ่งที่ต้องทำเพียงแค่คุณต้องลงทุนกับเวลาและลงแรงในการนำเสนอรวมถึงศึกษาความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นเอง                 ไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย เมื่อคุณไม่ต้องลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วยตนเอง คุณก็ไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณหรือเงินในบัญชีอีกต่อไปรวมถึงไม่ต้องไปกู้ยืมสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการซื้อบ้านและที่ดินนั้น ๆ ไม่ต้องนอนเอามือก่ายหน้าผากขณะที่กำลังคิดถึงภาระดอกเบี้ยที่งอกเงยขึ้นทุกวันในขณะที่รอผู้เช่าหรือผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบางครั้งเมื่อเลยช่วงเวลาที่เหมาะสมไปแล้วก็ทำให้ประสบปัญหาขาดทุนเพราะดอกเบี้ยได้ด้วยภาพจาก Freepik.com                 ไม่เครียด อย่างที่บอกคือคุณรับหน้าที่เป็นตัวกลางเท่านั้นหากขายได้คุณก็ได้รับค่านายหน้าไปแต่หากขายไม่ได้คุณก็ไม่ต้องเสียอะไร การทำงานเป็นนายหน้านั้นอาจจะเหนื่อยสักหน่อยแต่คุณก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหาผู้เช่าไม่ได้, เรื่องที่ดินราคาตกลงมากกว่าตอนที่ซื้อมา, ที่ดินโดนน้ำท่วม ปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้อสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองอยู่นั้นราคาตก รวมถึงไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณในการดำเนินงานและการตกแต่งต่าง ๆ เพราะหน้าที่ของคุณคือการปิดการขายและรับค่านายหน้าเท่านั้น                 เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ การเป็นด่านหน้าของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นแน่นอนว่าเป็นงานที่ทั้งเสียเวลาหากขายไม่ได้และเหน็ดเหนื่อยแต่เป็นการสั่งสมประสบการณ์ที่ดี การที่คุณได้เจอผู้ซื้อที่หลากหลายรวมถึงมีประสบการณ์ในการขายที่ดินและบ้านที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันไป เมื่อประสบปัญหาและต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่คุณต้องเจอระหว่างนำเสนอที่ดินและการเจรจาต่อรองนั้นจะช่วยลับไหวพริบปฏิภาณของคุณให้เฉียบคมยิ่งขึ้นทุกครั้งที่คุณทำหน้าที่เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และทำให้คุณเก่งขึ้นเรื่อย ๆภาพจาก Freepik.com                 ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย ทุกอย่างล้วนต้องอาศัยความพยายาม ความมุมานะและเชาว์ในการแก้ปัญหา ซึ่งหากคุณสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ สิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็ไม่มีอะไรยาก

อยากเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

          เส้นทางการลงทุนนั้นไม่ง่าย การทำกำไรในอสังหาริมทรัพย์นั้นนอกจาการซื้อมาเพื่อสร้างรายได้จากการให้เช่าและนำมาตกแต่งเพื่อเก็งกำไรไว้ขายต่อแล้วยังมีอีกวิธีที่ลงทุนน้อยใช้แรงมากแต่สามารถสร้างผลกำไรได้มากเช่นเดียวกัน คือการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง หลายคนเลือกการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เพราะไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดินนั้นเองแค่นำไปขายได้ก็ได้รับค่านายหน้าเป็นผลตอบแทนและหากโชคดีก็จะได้มีเครื่อข่ายที่แข็งแกร่งรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่และนายทุนที่สามารถนำทรัพย์ที่ประกาศขายไปเสนอกับผู้ที่น่าจะสนใจบ้านหรือที่ดินแห่งนี้ได้ก่อนใคร การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้นควรเริ่มต้นตามเสต็ปนี้ภาพจาก Freepik.com                 ศึกษาและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แน่นอนว่าก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือทำอะไร คุณต้องศึกษาข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับสิ่งนั้นก่อน ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบ้านและที่ดิน การเลือกที่ดิน การตรวจสอบบ้านเพราะอย่างน้อยคนที่จะมาติดต่อซื้อบ้านและที่ดินก็ต้องมีคำถามที่ต้องถามคุณเกี่ยวกับบ้านแน่นอน การศึกษาสิ่งที่จำเป็นเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้เตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง เพิ่มความมั่นใจและสามารถปิดงานขายได้อย่างรวดเร็ว                 เรียนรู้การประชาสัมพันธ์และการตลาดเบื้องต้น เมื่อเจ้าของที่ดินมอบหมายหน้าที่ให้คุณเป็นนายหน้าเพื่อช่วยขายบ้านหรือที่ดินนั้นแล้วหมายความว่าคุณคือฝ่ายการตลาดของเค้านั่นเอง การเรียนรู้ว่าควรปิดป้ายประกาศอย่างไร ประกาศที่ไหน หรือลงประกาศในเว็บใดจึงจะมีผู้สนใจรวามถึงต้องใช้ถ้อยคำหรือข้อความแบบใดเพื่อดึงดูผู้ซื้อเข้ามาเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพื่อให้งานของคุณง่ายขึ้น ไปได้เร็วขึ้นและลงทุนน้อยที่สุด ทางที่เร็วที่สุดคือสังเกตุว่านายหน้าคนอื่นเค้าทำอย่างไรกันนั่นแหละถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มอย่างไรภาพจาก Freepik.com                 สั่งสมประสบการณ์ เมื่อเรียนรู้ข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ แล้วก็ถึงเวลาลงมือทำและสั่งสมประสบการณ์ในการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้เลย ไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าประสบการณ์ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ สิ่งสำคัญคือเมื่อคุณเจอปัญหาคุณต้องนำปัญหานั้นมาขบคิดและนำมาแก้ไขอย่าท้อถอยถอดใจเพราะมีคนอีกมากมายที่เจอปัญหาเช่นเดียวกันกับคุณและผ่านพ้นจนประสบความสำเร็จได้ในท้ายที่สุด                 ไปเข้าคอร์สเรียนลัด โชคดีที่โลกนี้มีอินเตอร์เน็ตและช่องทางให้ศึกษามากมาย การศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จเป็นหนทางที่เร็วที่สุดที่จะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีกูรูหลายคนเปิดคอร์สสอนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์รวมถึงคอร์สสอนการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคการปิดการขาย แถมทำให้เรารู้จักผู้คนมากขึ้นซึ่งบางคนสามารถแนะนำผู้ซื้อและผู้ขายที่น่าสนใจให้คุณได้ด้วย ซึ่งน่าจะทำให้คุณไปได้เร็วขึ้นในเส้นทางการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นี้ภาพจาก Freepik.com                 ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามการเริ่มต้นนั้นมักยากเสมอ แต่เมื่อคุณสามารถขายได้หนึ่งครั้ง ครั้งถัด ๆ ไปก็จะตามมาเองขอเพียงมีความพยายาม

4 วิธีการสร้างกำไรจากการลงทุนในที่ดิน

          ปัจจุบันพนักงานประจำหลายคนมักหาช่องทางที่จะเพิ่มรายรับให้กับตัวเองเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว ซื้อของที่ตนเองอยากได้ สำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินและเก็บออมไว้ใช้เมื่อยามเกษียณ ซึ่งในปัจจุบันก็มีช่องทางการลงทุนที่หลากหลายเปิดให้ทุกคนสามารถร่วมลงทุนได้ง่ายขึ้นและสามารถเลือกลงทุนตามงบประมาณและเป้าหมายของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น การลงทุนในกองทุนรวมและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อบ้าน ซื้อทาวน์เฮ้าส์ ซื้ออาคารพาณิชย์และซื้อที่ดินซึ่งสามารถสร้างกำไรมหาศาลให้กับนักลงทุนหลายคน โดยสไตล์การทำกำไรจากที่ดินของแต่ละท่านก็แตกต่างกันไปภาพจาก Freepik.com 1. ซื้อมาให้เช่า คุณคงจะเคยเห็นกันมาบ้างกับป้ายขนาดใหญ่บนที่ดินทำเลดีติดถนนที่ประกาศไว้ว่าให้เช่าที่ดินแปลงนี้ แน่นอนว่าหากขายก็คงได้เงินมหาศาลเพราะเป็นที่ติดถนนซึ่งมีคนพลุกพล่านผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา แต่ด้วยราคาที่สูงก็อาจทำให้ขายยากและในหมู่นักลงทุนด้วยกันก็ไม่นิยมซื้อที่ดินเหล่านี้ นอกเสียจากจะซื้อเพื่อมาประกอบธุรกิจซึ่งก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้นจึงปล่อยให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจที่ต้องการทำเลติดถนนเช่าแทน บ้างก็ให้เช่าเป็นตลาดนัดซึ่งหากได้รับความนิยมก็สามารถเก็บค่าเช่ากันได้ยาว ๆ เลยทีเดียว 2. ซื้อมาขายไป การซื้อมาเพื่อเก็งกำไรไว้ขายต่อนั้น นักลงทุนนิยมถือครองที่ดินไว้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปเพื่อให้ราคาที่ดินปรับขึ้นสูงและเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีเมื่อทำการขายและโอนที่ดินให้กับผู้ซื้อนั่นเอง การซื้อมาขายไปนั้นการติดตามข่าวสารและตามเทรนด์อยู่เสมอเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะช่วยให้คุณคาดคะเนได้ว่าที่ดินแปลงนี้จะสามารถทำกำไรให้คุณได้เท่าไหร่และคุ้มค่ากับงบประมาณที่คุณจะลงทุนหรือไม่เพราะหากกู้ธนาคารมาเพื่อลงทุนแล้วขายไม่ได้ราคาที่ตั้งใจล่ะก็สุ่มเสี่ยงจะขาดทุนมากทีเดียวภาพจาก Freepik.com 3. เป็นนายหน้า คือการเป็นคนกลางหรือเป็นนายหน้านั่นเอง หากคุณมีประสบการณ์ในการซื้อขายที่ดินและติดตามข่าวสารในวงการอสังหาริมทรัพย์อยู่เป็นประจำอยู่แล้วรวมถึงรู้จักนักลงทุนและนายทุนหลายคน การเป็นนายหน้านั้นจะทำให้คุณไม่ต้องลงทุนและแบกรับความเสี่ยงอะไรเลย แถมยังได้รับผลตอบแทนเป็นค่านายหน้าจากเจ้าของที่ดินเมื่อขายที่ดินได้ เหนื่อยหน่อยแต่คุ้มแน่นอน 4. เพิ่มมูลค่า ในกรณีที่คุณมองว่าที่ดินนี้มีอนาคตและจะเป็นแหล่งชุมชนที่จะมีผู้คนอาศัยหนาแน่นแน่นอน คุณอาจพิจารณาลงทุนหรือหานายทุนที่จะมาร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์หรือหอพักบนที่ดินผืนนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าแล้วประกาศขายหรือหากปล่อยให้เช่าก็สามารถเก็บค่าเช่าเป็นรายเดือน รายปีได้อีกภาพจาก Freepik.com นอกเหนือจากการเลือกทำเลที่ดีแล้วการวางแผนและการมองเห็นโอกาสในการพัฒนาหรือสร้างกำไรสูงสุดในการลงทุนครั้งนี้ก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จเช่นกัน 

5 ข้อมูลที่ควรศึกษาเกี่ยวกับที่ดินที่สนใจก่อนตัดสินใจซื้อ

           การลงทุนซื้อที่ดินในทำเลที่มีแนวโน้มจะเป็นพื้นที่ที่มีความเจริญและเป็นแหล่งชุมชนในอนาคตมาเก็บไว้เพื่อให้เช่าหรือขายต่อในราคาที่สูงกว่าเดิมเพื่อกินส่วนต่างผลกำไรนั้นได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เรียกได้ว่าเมื่อเห็นที่ดินทำเลดีประกาศขายต้องรีบเข้าไปติดต่อจับจองและขอซื้อกับเจ้าของที่แบบด่วน ๆ เลยทีเดียว แต่ก็มีหลายสิ่งที่ควรตรวจสอบให้ถ้วนถี่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อที่ดินเหล่านั้นซึ่งได้แก่1. ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงหรือไม่ ที่ดินที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่มีสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านนั้นต้องเว้นระยะห่างจากสายไฟฟ้านั้นในระยะรัศมี 40 เมตร จึงจะสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ ทำให้สายไฟฟ้าแรงสูงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนที่มองหาที่ดินสำหรับปลูกบ้าน สร้างอาคาร หรือทำหมู่บ้านจัดสรรไม่เลือกที่ดินของคุณภาพจาก Freepik.com 2. ที่ดินรกร้าง เป็นห้วย หนอง บึง หากที่ดินนั้นมีหน้าดินเป็นหลุมเป็นบ่อไม่เสมอกันและเคยเป็นป่ารกกร้าง ห้วย หนอง บึงซึ่งเป็นจุดที่มีน้ำขังมาก่อน ให้ลองบวกลบคูณหารค่าปรับปรุงพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นไม้ในบริเวณดังกล่าว การนำดินมาถมเพื่อปรับหน้าดินนั้นอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากจนไม่สามารถทำกำไรกับที่ดินผืนนี้ได้อีก 3. ที่ดินติดริมแม่น้ำหรือไม่ หากที่ดินที่คุณสนใจมีด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำ อยู่ริมคลอง ริมทะเลหรือคุ้งน้ำให้ลองสังเกตุและประเมินทางที่น้ำไหลผ่านดูว่าน้ำที่ไหลผ่านนั้นจะเซาะตลิ่งส่วนที่เป็นที่ดินของคุณไปด้วยหรือไม่เพราะอาจทำให้ที่ดินของคุณหายไปหลายสิบเมตรเลยก็ได้ในอนาคตซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณขาดทุนได้ภาพจาก freepik.com 4. รูปทรงที่ดินไม่ได้สัดส่วน รูปทรงที่ดินไม่สวยงาม คดงอ หรือมีมุมแหลมที่เมื่อสร้างบ้านหรืออาคารแล้วไม่สามารถทำอะไรกับเศษที่เหลือได้ ยิ่งหากผู้ซื้อดูฮวงจุ้ยประกอบแล้ว ที่ดินที่มีลักษณะมีส่วนที่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้เต็มที่เหลือเหลี่ยมหรือมุมไว้เรียกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ซึ่งอาจส่งผลให้ที่ดินผืนนี้ขายยากเพราะนำไปสร้างบ้านหรือทำธุรกิจได้ยากนั่นเอง 5. ที่ดินอยู่ในเขตเวนคืนหรือไม่ หากคุณเห็นที่ดินทำเลเมืองขายถูกแสนถูกคงรีบติดต่อซื้อไว้ แต่แนะนำให้เช็คให้ดีก่อนว่าในบริเวณนั้นมีโครงการจะสร้างถนนหรือเวนคืนส่วนที่เป็นที่ดินที่คุณสนใจด้วยหรือไม่ เพราะมีเจ้าของที่ดินหลายคนเช่นกันที่เมื่อที่ดินกำลังจะถูกเวนคืนก็รีบนำมาประกาศขายถูก ๆ เพราะผู้ซื้ออาจไม่รู้เรื่องเวนคืนและยอมจ่ายเพื่อให้ได้ที่ดินผืนนั้นโดยไม่รู้ตัวว่าไม่สามารถทำกำไรกับที่ดินได้​​​​​​​ภาพจาก Freepik.com ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อที่ดินให้ศึกษาข้อมูลของที่ดินนั้น ๆ ให้ถี่ถ้วนว่าสามารถบรรลุเป้าหมายที่คุณวางแผนไว้ได้หรือไม่ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับในการลงทุนครั้งนี้               

4 สาเหตุที่ทำให้ที่ดินราคาตกที่นักลงทุนควรรู้

          ว่าด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นหัวใจสำคัญคือการเลือก “ทำเลที่ตั้ง” เพราะถ้าบ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์หรือที่ดินที่คุณสนใจอยู่ในทำเลที่ดีอย่างไรก็มีแต่ได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อมาเพื่อให้เช่าต่อหรือซื้อมาเพื่อขายต่อก็ตาม ยิ่งเป็นการลงทุนในที่ดินนั้นหากอยู่ในพื้นที่ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาการถือครองไว้เป็นระยะเวลานานยิ่งทำให้ที่ดินมีราคาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็มีปัจจัยที่อาจทำให้ที่ดินไม่สามารถขายได้หรือขายได้แต่ไม่ได้ในราคาที่ต้องการอยู่หลายปัจจัยด้วยกันภาพจาก Freepik.com1. ที่ดินเป็นที่ตาบอด ที่ตาบอดหมายถึงที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออกเชื่อมกับทางสาธารณะทำให้ต้องผ่านที่ดินของผู้อื่นก่อนจึงจะสามารถเข้าไปถึงที่ดินผืนนั้นได้ ส่งผลให้ถึงแม้จะเป็นที่ดินที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเจริญมีการคมนาคมสะดวกสบายแต่เมื่อไม่มีทางเชื่อมเข้าออกสู่ทางสาธารณะจากที่ดินผืนนั้นก็ทำให้ที่ดินขายยากถึงขายไม่ออกได้ และคุณอาจต้องเป็นธุระไปติดต่อกับเจ้าของที่ดินใกล้เคียงที่มีด้านหนึ่งเชื่อมกับทางสาธารณะเพื่อซื้อหรือเช่าที่ของผู้อื่นเพื่อเป็นทางเชื่อมจากที่ดินของคุณสู่ทางสาธารณะนั้นด้วย 2. มีมลภาวะภายนอก เมื่อบริเวณรอบที่ดินที่คุณซื้อไว้เต็มไปด้วยมลภาวะ ยกตัวอย่างเช่น มีมลภาวะทางเสียงเพราะอยู่ใกล้สถานที่ซึ่งมีเสียงดังตลอดเวลา หรือมลภาวะทางกลิ่นซึ่งอาจเป็นเพราะที่ดินของคุณอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์อบอวล รวมถึงมีสารเคมีอันตรายลอยระเหยไปทั่ว ซึ่งเราอาจไม่ทราบเรื่องนี้หรือมีสิ่งก่อสร้างที่ก่อมลภาวะเกิดขึ้นภายหลังจากได้ตัดสินใจซื้อที่ไปแล้วนั่นเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขายที่ดินได้ยากภาพจาก Freepik.com 3. ฮวงจุ้ยไม่ดี หลายคนอาจมองว่าฮวงจุ้ยเป็นเรื่องของความเชื่อและถึงแม้ที่ดินของคุณจะฮวงจุ้ยไม่ดีก็สามารถแก้เคล็ดได้ แต่ในมุมของผู้ซื้อแล้วหากฮวงจุ้ยไม่ถูกฉโลกกับดวงของผู้ซื้อจริง ๆ และมีตัวเลือกที่ดีกว่าก็อาจทำให้ลูกค้าไม่เลือกที่ของเราก็เป็นได้ 4. ที่ดินมีประวัติ เป็นอีกข้อที่เป็นเรื่องความเชื่อว่าหากเป็นที่ ๆ มีคนตายหรือมีเจ้าที่เจ้าทางแรงจะส่งผลให้ขายที่ดินไม่ได้ ถ้าพูดกันตามหลักเหตุผลเรื่องที่ดินหรือบ้านที่มีคนตายนั้นออกจะเป็นเรื่องปกติที่หลายคนรับได้ แต่ก็มีหลายคนที่ประสบปัญหาไม่สามารถขายที่ดินที่เคยมีศาลเจ้าที่คนนับถืออยู่ได้หรือหากทำการรื้อถอนก็อาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นจนต้องตั้งใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เชื่ออย่าลบหลู่จะดีกว่า การที่เราจะหลีกเลี่ยงที่ดินที่มีประวัติลักษณะแบบนี้ได้คือคุณต้องศึกษาข้อมูลและความเป็นมาของที่ดินที่สนใจให้ดีนั้นเองภาพจาก Freepik.com การซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรนั้นบางครั้งเมื่อต้องถือครองเป็นเวลานานก็ทำให้มีสิ่งก่อสร้างหรือสถานที่ที่ไม่คาดฝันผุดขึ้นมา ๆ ข้างที่ดินของคุณ ซึ่งถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ส่งเสียงดังก็อาจต้องทำใจว่าบุคคลภายนอกอาจไม่สนใจที่ดินของคุณสักเท่าไหร่ แต่ที่ดินของคุณอาจเป็นที่หมายปองของคนที่มองหาที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันก็เป็นได้                

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน!  ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน! ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

แบงก์รัฐอุ้มผู้มีรายได้น้อยถูกปฏิเสธสินเชื่อจากแบงก์พาณิชย์ ล่าสุดเปิดตัวสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2/60นี้ ธนาคาร ธอส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อย 3 โครงการโครงการที่ 1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ มือสอง รวมถึงรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ธอส. ซึ่งมีวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท โดยธอส.จะให้ลูกค้ากู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% แบ่งเป็น2 ปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.9% และปีที่ 3 คิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดให้ลูกค้ายื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโครงการที่ 2 โครงการขยายวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านสานรักวงเงิน 10,000 ล้านบาท หลังจากที่วงเงินเดิม28,000 ล้านบาท ได้ปล่อยกู้เต็มแล้ว ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท โดยลูกค้าในโครงการนี้ ธอส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 2 ปีแรก 2.99%โครงการที่ 3 ปล่อยกู้ลูกค้าเพื่อต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน โดยได้เตรียมวงเงินสินเชื่อจำนวน 5,000 ล้านบาท ไว้รองรับลูกค้าเก่า ที่ต้องการกู้เพิ่มเติมเพื่อนำเงินไปต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยกำหนดให้ลูกค้าเก่ากู้ได้ไม่เกินวงเงินเดิมที่ได้รับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยในโครงการนี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4%สำหรับโครงการที่ใหม่ ธอส.นี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน และเข้ามามาขอสินเชื่อหมดภายในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนโครงการบ้านธอส.เพื่อสานรัก ปัจจุบันมีผู้สนใจจำนวนมาก โดยในช่วงแรกที่มีการเปิดตัวโครงการไป ธอส.ได้เตรียมวงเงินไว้ 8,000 ล้านบาท และเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ปรากฎว่าวงเงินทั้งหมดเต็มแล้ว ดังนั้นในรอบนี้ ธอส.จึงได้ขยายวงเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้ามาขอกู้ในโครงการสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนโครงการสินเชื่อประชารัฐนั้น ในขณะนี้ ธนาคารได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้มีวงเงินเหลือค้างอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาททั้งนี้ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าวนี้ ธอส. มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ซึ่งทางธอส. มีนโยบายว่าต้องการจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์แล้วถูกปฏิเสธสินเชื่อ เพราะโครงการดังกล่าว ธอส.ไม่ได้มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ หรือใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อเดียวกับธนาคารพาณิชย์ โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือนก็สามารถกู้ได้ หรือในกรณีที่วงเงินไม่ถึง ลูกค้ายังสามารถหาผู้กู้ร่วมมาเพิ่มได้อีก 2 คน ซึ่งทางธอส. ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขพิจารณาสินเชื่อให้แก่ลูกค้า จากเดิมคิดความสามารถผ่อนชำระให้ 1 ใน 3 ของรายได้ เพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ ทำให้มีโอกาสกู้ผ่าน และได้รับวงเงินสูงจากเดิม ที่มา DDproperty.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน