ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


อสังหาฯจับมือลุยจัดงานใหญ่กระตุ้นตลาดโต

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยภายในการจัดงาน "อภิมหกรรมบ้านคอนโด และสินเชื่อแห่งปี 2017" ว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมาก จึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในทิศทางที่ดีได้ ซึ่งในไตรมาสแรกที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3.3%นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานกรรมการสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า สมาคมสินเชื่อฯ ได้ร่วมมือกับ บริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ จำกัด จัดงานดังกล่าวขึ้นภายในงานได้มีการนำโครงการคอนโดมิเนียม บ้านมือสอง บ้าน NPA รวมไปถึงสินเชื่อจากธนาคารมานำเสนอแก่ลูกค้า"การจัดงานในครั้งนี้จะ ช่วยให้ประชาชนผู้บริโภคสามารถ เลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เป็นทรัพย์สิน รอการขายได้ในราคาถูก และสามารถรับบริการสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล" นายกิตติกล่าวนายบริสุทธิ์ กาสินพิลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ จำกัด กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ได้มีการนำโครงการบ้าน คอนโดมิเนียมโครงการใหม่มานำเสนอแก่ผู้บริโภค พร้อมโปรโมชั่น ภายในงานกว่า 50 บริษัท รวมกว่า 300 โครงการ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการความคืบหน้าแผนที่โครงข่ายระบบรถไฟฟ้าต่างๆ มาเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน พร้อมทั้งมีการจัดงานเสวนาเกี่ยวกับทำ เลที่อยู่อาศัยอีกด้วย  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

กลุ่มธนบุรีปั้น'จิณณ์เวลบีอิ้ง'ต้นแบบเมืองสุขภาพวัยเกษียณ

นฤมล เกษมสุขโครงสร้างประชากรของไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบใน ปี 2561 โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 18% ก่อนขยับสู่ 21% ในปี 2568 ทิศทางดังกล่าว ทำให้ "ธนบุรีเฮลท์แคร์กรุ๊ป" ประกาศลงทุนใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปี จัดตั้งบริษัท พรีเมียร์โฮมเฮลท์แคร์ จำกัด ดำเนินโครงการเมืองแนวคิดใหม่เพื่อ วัยเกษียณ "จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้" เปิดตัว เฟสแรกด้วยงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท และจะพัฒนาต่อเนื่องอีก 2 เฟส ในระยะ 5 ปี วงเงินรวมกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมถึง โรงพยาบาล 2 แห่งอยู่ในอาณาจักรกว่า 140ไร่ ริมถนนพหลโยธินฐิตารี อยู่วิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาดโครงการกล่าวว่า จากการศึกษาตลาดแบบโฟกัสกรุ๊ปกลุ่มคนอายุ 45-75 ปี ทำให้วางแผนทางการพัฒนามากกว่า อสังหาทั่วไปด้วยการควบรวมจุดแข็งธนบุรี กรุ๊ป ด้านบริการสุขภาพ ทำให้มีเป้าหมายการสร้างรายได้ใน 2 ส่วนพร้อมกัน ได้แก่ ที่พักอาศัยในรูปแบบขายขาด และบริการบูรณาการด้านสุขภาพ ซึ่งจะตามมาหลังจากการเข้าอยู่อาศัยของลูกค้าแล้ว การรับรู้รายได้ช่วงแรกจะมาจากการขายที่พักอาศัย โดยเฟสแรกมี 1,380 ยูนิต แต่รายได้ที่จะต่อเนื่องระยะยาว คือ การ ให้บริการเชิงสุขภาพที่วางไว้ครบวงจรเหมาะกับผู้สูงอายุในทุกช่วงวัย  ที่จะเติบโต ต่อเนื่องเมื่อมีผู้พักอาศัยมากขึ้นและจะเต็มที่ในปี 2562 เป็นต้นไปสอดคล้องกับการขยายยูนิตที่พักอาศัยครบทุกเฟสจะมีราว 4,000 ยูนิตทั้งนี้ หลังจากเปิดการขายพบว่า ยอดจองกว่า 50% เป็นคนที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป และ 30% อายุ50-60 ปี จึงถือว่าได้ลูกค้าตามเป้าหมาย"อสังหาฯ ช่วงนี้อาจชะลอตัว แต่ด้วย การวางแผนธุรกิจที่ชัดเจนทำให้ไม่กังวล เพราะเป้าหมายของจิณณ์ฯ คือ คนสูงอายุ ที่มีเงินก้อนหรือเงินเก็บพร้อมสำหรับ การใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพ ซึ่งทำให้ไม่มีปัญหาในเชิงกำลังซื้อต่างจากกลุ่มอื่นๆ ที่อาจมีภาระหนี้สินจากการเป็นวัยที่ก่อร่าง สร้างตัว"และแม้ว่าบริษัทอสังหาฯ รวมถึง กลุ่มการแพทย์เริ่มปรับตัวจับตลาดที่พักอาศัยเชิงสุขภาพมากขึ้น แต่ยังมั่นใจว่าเนื่องจากตลาดอยู่ในช่วง "เริ่มต้น" จึงยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก และแต่ละรายเจาะ เซกเมนต์ที่ต่างกัน ส่วนจิณณ์ เน้นกลุ่มกลางบนหรือบีถึงบีบวกขึ้นไป ราคาขาย 9 หมื่นบาท/ตร.ม. ขึ้นไป และคาดว่าลูกค้าไทยจะมีสัดส่วน 80% ที่เหลือเป็นต่างชาติโดยมองญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียนายแพทย์กรณ์ ปองจิตธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการแพทย์โครงการจิณณ์เวลบีอิ้งเคาน์ตี้ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญของ กลุ่มธนบุรีโดยเลือกพัฒนาทำเลรังสิต ก่อนเนื่องจากใกล้กับ "คนกรุงเทพฯ" ที่เป็น กลุ่มเป้าหมายซึ่งสะท้อนผ่านยอดจองช่วงแรก ที่มีลูกค้าจากกรุงเทพฯกว่า 90% โครงการตอบสนองทั้งกลุ่มที่ยังแข็งแรงแต่ต้องการบริการดูแลในเชิง "ป้องกัน" ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ โดยมีอาคารสำหร้บผู้สูงอายุ (Aged Care Center) มี 60 ห้อง ที่มีบริการ รายวัน (Day Care) แบบพักค้างคืน (Nursing Home) และดูแลแบบระยะยาว (Long Term Care) คลินิกแพทย์ทั่วไป ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพรวมถึงบริการให้คำปรึกษาจากนักโภชนาการและนักจิตวิทยา"วางโครงการให้เหมาะสมกับสังคมไทยเน้นความเป็นครอบครัว ครอบครัวไหนที่มีผู้สูงอายุอยู่กับบ้านไม่สามารถดูแลด้วยตัวเองในช่วงกลางวันก็จะสามารถใช้บริการเดย์แคร์และช่วงเย็นก็ยังกลับมาอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวได้"นอกจากนี้ เตรียมนำโมเดลธุรกิจนี้ ไปเปิดตัวต่างจังหวัด เจาะทำเลแหล่ง ท่องเที่ยว รวมถึงจุดหมายยอดนิยมสำหรับวัยเกษียณจากต่างชาติเช่นเชียงใหม่ โดยอาจเริ่มการพัฒนาคู่กับโครงการใหญ่ที่รังสิตภายใน 5 ปี  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PFการันตีรายได้ครึ่งปีหลังเด้ง เล็งผุด 10 โครงการ มูลค่า 1.63 หมื่นล้าน

PF มั่นใจยอดขาย-รายได้ครึ่งปีหลังแจ่ม! หลังจ่อบุ๊คแบ็กล็อก 4,000 ล้านบาท ส่งซิกไตรมาส 4 รายได้นิวไฮรอบปีนี้ เหตุรับรู้รายได้โอนคอนโดฯ เพิ่มขึ้น เดินหน้าเปิดใหม่ 10 โครงการ มูลค่ารวม 16,368 ล้านบาทนายธีรธัชช์ สิงห์ณรงค์ธร ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มสนับสนุน บริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก ทั้งยอดขาย (Presale) และรายได้ โดยคาดว่าช่วงไตรมาส 4/60 จะเป็นไตรมาสที่มีรายได้เติบโตสูงสุด (นิวไฮ) ของปีนี้ เนื่องจากจะมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมมากขึ้นทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ในมือมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น จากโครงการคอนโดมิเนียมประมาณ 3,000 ล้านบาท และโครงการแนวราบประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนจะขายที่ดินให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายจะมีรายได้จากการขายที่ดินอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ล่าสุดบริษัทเตรียมขายที่ดินย่านลาดพร้าว มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งผู้ซื้อได้วางเงินมัดจำไว้แล้ว คาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้เข้ามาในช่วงที่เหลือของปีนี้สำหรับรายได้รวมปีนี้ บริษัทยังมั่นใจจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 18,860 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวมแล้ว 6,361.57 ล้านบาท จากการทยอยส่งมอบโครงการอย่างต่อเนื่องส่วนยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทคาดว่าจะเติบโตมากขึ้น ตามการเปิดตัวโครงการ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ 5,600 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีการเปิดตัวโครงการใหม่แล้ว จำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,740 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมั่นใจยอดขายปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 16,600 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 16,368 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ จำนวน 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 8,430 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 7,938 ล้านบาท“ในช่วงครึ่งปีหลังภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจจะเติบโตไม่มากนัก เนื่องจากมีปัจจัยกดดันในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ทำให้ความเชื่อมั่นยังไม่ฟื้นกลับมา และกำลังซื้อยังคงมีการชะลอตัวอยู่ ขณะที่การให้สินเชื่อยังคงมีความเข้มงวด หลังจากสถาบันการเงินมีแนวโน้มสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่ออัตราการปฏิเสธสินเชื่อของระบบสูงถึง 20%” นายธีรธชช์ กล่าวนอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ เพื่อร่วมพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งพันธมิตรจะเป็นผู้ที่มีเงินทุนและมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเตรียมนำบริษัท วีรีเทล จำกัด (มหาชน) หรือ WR กลับมาซื้อขาย (เทรด) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง โดยเบื้องต้นบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการพัฒนาโครงการค้าปลีกให้กับ WR โดยคาดจะใช้เวลาระยะหนึ่ง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับมาเทรดใหม่  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

ส่ง'ลลิล ทาวน์'ชิงแชร์คอนโด ผุด 4 โครงการแนวรถไฟฟ้า

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ "บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี" เปิดเผยถึงแนวโน้มภาคอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่เหลือ ปี 2560 ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้จากแผนงานการลงทุนของภาครัฐ หลังนโยบายการคลังโดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายโดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีแล้ว อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และมอเตอร์เวย์ ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและดึงการลงทุนจากภาคเอกชนได้ อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่ยังน่าเป็นห่วงจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์มองว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ซึ่งเป็นตลาด Real Demand ตลาดกลาง-ล่าง ยังขยายตัวได้อยู่ โดยภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะขยายตัวได้ 3-5%บริษัทฯ ได้ประเมินเศรษฐกิจโดยรวมแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี จึงมีการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ ช่วยให้บริษัทสามารถ Gain Market Share เพิ่มขึ้น และมีผลประกอบการที่เติบโตสวนทางกับตลาดโดยรวมที่ชะลอตัว โดยผลประกอบการในรอบ 6 เดือนแรก ปี 2560 บริษัทมียอดรับรู้รายได้รวม 1,545 ล้านบาท ขยายตัวราว 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 และมีผลกำไรสุทธิที่ 285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 17% ทั้งนี้บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.135 บาท โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 1 กันยายน 2560 (หรือขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 29 สิงหาคม 2560) และจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทุกท่านในวันที่ 8 กันยายน 2560 นี้สำหรับการขยายธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวอาณาจักร "ลลิล ทาวน์ (LALIN Town)" ไปแล้วทั้งสิ้น 5 โครงการ 5 ทำเลยุทธศาสตร์ มูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท อาทิ พุทธสาคร-ถนนเศรษฐกิจ บางนาสุวรรณภูมิ ลำลูกกาคลอง 4-5 และในต่างจังหวัด อาทิ อมตะนคร-ชลบุรี พัทยา-ชลบุรี เป็นต้น ซึ่ง ลลิล ทาวน์ นับเป็นโครงการใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และได้รับความสนใจอย่างมากจากลูกค้า เพราะกลยุทธ์ที่พัฒนาให้เป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ซีรีส์ใหม่ บ้านแนวคิดใหม่ ให้บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 140-175 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านกว่าบาท-5 ล้านบาท และทาวน์โฮม หน้ากว้างดีไซน์ใหม่ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 85-105 ตารางเมตร ในราคาสุดคุ้มเพียง 2-2.5 ล้านบาท ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ตอบทุกโจทย์ของผู้อยู่อาศัยได้ทุกกลุ่ม ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยทำเลนั้นๆอย่างไรก็ดี ในก้าวถัดไปของ ลลิล ทาวน์ เตรียมขยายโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่เหลือ ปี 2560 มีแผนเปิดโครงการใหม่อีกราว 3-4 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีการขยายตัวที่มั่นคงต่อไป โดยรวมแล้วทั้งปี 2560 บริษัท ตั้งเป้าหมายยอดขาย 3,650 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 3,100 ล้านบาท เติบโตราว 15% และเปิดโครงการใหม่ 8-10 โครงการ มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ในสัดส่วนทำเล กรุงเทพฯ และปริมณฑล 70% และต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว และแหล่งงานสำคัญ 30%  ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านชี้ตลาดแข่งดุ ต้องมุ่งนวัตกรรม-โซเชียลมีเดีย

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านชี้ตลาดแข่งดุ ต้องมุ่งนวัตกรรม- โซเชียลมีเดีย ยันโปรโมชั่นดันยอดขายนายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดรับสร้างบ้านมีการแข่งขันรุนแรงอย่างต่อเนื่องจาก 2 ปัจจัย คือ ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านต้องการสร้างยอดขายและหาลูกค้าใหม่เข้ามาชดเชยลูกค้าเก่าที่ครบกำหนดส่งมอบบ้าน อีกส่วนคือเริ่มมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่เดิมเป็นตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างขยายธุรกิจมาสู่รับสร้างบ้านทั้งนี้ เพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคตและเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมมาใส่ในแบบบ้านยุคใหม่ อาทิ แบบบ้านเพื่อประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงจะต้องวางแผนรับมือการตลาดยุคโซเชียลมีเดีย"ปัจจุบันวงการที่อยู่อาศัยได้มีการพัฒนาในทุกแง่มุมเพื่อรองรับการอยู่อาศัยทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้างที่มี นวัตกรรม" นายพิชิต กล่าวขณะที่การออกแบบบ้านรุ่นใหม่ๆ ของผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านอาจต้องหาข้อมูล หรือทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ หรือเทรนด์การอยู่อาศัยในอนาคตเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เช่น นวัตกรรมการจัดพื้นที่เพื่อรองรับกับผู้สูงอายุแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน ทางขึ้น-ลง เป็นต้นอย่างไรก็ตาม แม้การทำงานของธุรกิจรับสร้างบ้านในหลายๆ ส่วน เทคโนโลยียังไม่สามารถที่จะทดแทนได้ ยังต้องอาศัยมนุษย์เป็นคนทำ แต่ต้องยอมรับว่ากระแสยุคดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจรับสร้างบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นงานบริการที่รับปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของลูกค้า ดังนั้นความต้องการของลูกค้าแต่ละรายย่อมมีความแตกต่างกัน การให้ความสำคัญด้านการดีไซน์ และการบริการทั้งก่อนและหลังการขายอย่างต่อเนื่อง จึงน่าจะเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการในธุรกิจรับสร้างให้ความสำคัญ เห็นได้เด่นชัดคือคนเจเนอเรชั่นวาย หรือเจนวายที่เติบโตมากับยุคดิจิทัล ลูกค้ากลุ่มนี้ย่อมมีความต้องการที่แตกต่าง" นายพิชิต กล่าวสำหรับสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้จัดงานรับสร้างบ้านและวัสดุ 2017 ระหว่างวันที่ 17-20 ส.ค. ณ ห้องเพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีสมาชิกที่เข้าร่วมงานกว่า 30 บริษัท รวมถึงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและนวัตกรรมเกี่ยวกับบ้านและสถาบันการเงิน ภายในงานมีแบบบ้านให้เลือกมากกว่า 1,000 แบบ มุมที่รวมบ้านราคาพิเศษ 28 หลังนอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นปลูกสร้างบ้านภายในงานมีสิทธิลุ้นรับรถยนต์ซูซูกิ เซเลริโอ 1 คัน และทองคำหนัก 1 บาท 4 รางวัล เพื่อกระตุ้นตลาด  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รัฐชี้โอกาสลงทุนอสังหาฯ เกาะรถไฟฟ้า-เจาะสูงวัย

จากการขยายตัวของสังคมเมือง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ  ส่งผลให้ ตลาดที่อยู่อาศัย ยังมีโอกาสเติบโตทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงกระจายสู่ระดับภูมิภาคนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน "อภิมหากรรมบ้าน-คอนโดฯและสินเชื่อแห่งปี 2560" จัดโดยสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยและโฮมบายเออร์ไกด์ ว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลังจากนี้ ยังมีโอกาสลงทุนได้ต่อเนื่อง โดยพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑล มาจากการลงทุนในโครงการเมกะ โปรเจค ภาครัฐ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าเส้นต่างๆ ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ถือเป็นปัจจัยบวกที่มีความชัดเจน สำหรับการพัฒนาอสังหาฯ โดยเฉพาะการลงทุนในคอนโดมิเนียมและทาวน์โฮม ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ ที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างชัดเจน เริ่มเห็น ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทยอย เดินหน้าพัฒนาโครงการ คาดว่ารถไฟฟ้าช่วงหัวลำโพง -บางแค จะเปิดให้บริการเดือน ก.ย.2562  ส่วนช่วงเตาปูน-ท่าพระ จะเปิดให้บริการ เดือน มี.ค.2563ถือเป็นโอกาสของตลาดคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน คือ การเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เมือง และเป็นชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาแน่นสูง ในพื้นที่ฝั่งธนบุรียังมีอุปทานคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าไม่มาก จึงเป็นโอกาสเติบโตตามสถานีที่เดินทางเชื่อมเข้าสู่เมืองรวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงสำโรง-เคหะ สมุทรปราการ ที่ก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ คาดเปิดให้บริการในปี 2561 ส่วนสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่คูคต คาดเปิดบริการปี 2562 และช่วง ห้าแยก ลาดพร้าว-คูคต คาดเปิดบริการปี 2563ส่วนทำเลในอนาคตตามแนวรถไฟฟ้า สายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึ่งกุ่ม) จะเป็น จุดเชื่อมต่อใหม่ของคนกรุง จากจุดเชื่อมรถไฟฟ้า 6 สาย  เบื้องต้นกำหนด 22 สถานีจุดน่าสนใจของแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล คือย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ ที่เป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอสังหาฯ ในการพัฒนาที่พักอาศัย นอกจากนี้บริเวณ ดังกล่าวยังมีแผนพัฒนาเป็นศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม  ขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการนอกจากนี้ยังมีโอกาสการขยายตลาด อสังหาฯ ไปสู่ภูมิภาค เนื่องจากแผนการลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีความชัดเจน เป็นผลทำให้ทำเลสำคัญในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีการจับจองโดยเฉพาะ นักลงทุนและผู้ประกอบการรายใหม่ เป็นผล ให้ผู้ประกอบการบางราย เริ่มกระจายการลงทุนในพื้นที่ภูมิภาค  โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจและหัวเมืองสำคัญเช่น พื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจ ภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ซึ่งมีการพัฒนาในเชิงพื้นที่ที่ตั้งของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทำให้ชุมชนในพื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัว และอาจมีชุมชนใหม่เกิดขึ้นตามมา ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงงาน โครงการที่พักอาศัยรวมทั้งโอกาสการพัฒนาตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อนาคตการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย มีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงการคลัง มี นโยบายเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ มีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับภาคอสังหาฯ มีโครงการพัฒนา ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย โดยที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ และสถาบันการเงินของรัฐจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนแก่ผู้พัฒนาโครงการ (Pre Finance) และผู้อยู่อาศัยในโครงการ (Post Finance)อีกเทรนด์ที่น่าสนใจ สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ คือ การจับตลาดบ้านพักผู้สูงวัยระดับหรู สำหรับกลุ่มสูงวัยต่างชาติที่มีกำลังซื้อ ซึ่งในไทยยังมีตลาดขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพเติบโตสูง จากปัจจัยไทยมีค่าครองชีพไม่สูง รวมถึงบริการดูแลด้านการพยาบาลมีคุณภาพดี สามารถจูงใจ ผู้สูงวัยเข้ามาใช้ชีวิตหลังเกษียณได้มากอสังหาฯยังมีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการลงทุนเมกะโปรเจคขยายเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นต่างๆ  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

คอนโดฯชะอำ-หัวหินชะลอ โครงการรัฐปลุกไม่ขึ้น ผู้ประกอบการเลื่อนเปิดขายใหม่

คอลลิเออร์ส เผยผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยชะอำ หัวหิน ปราณบุรี ครึ่งแรกปี 2560 ชี้ตลาดยังชะลอตัวต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยบวกจากโครงการภาครัฐที่เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เหตุการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัว ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่กลับคืนนายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในชะอำ, หัวหิน และปราณบุรี รวมทั้งตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยา ในช่วงครึ่งแรกปี 2560 พบว่าตลาดที่อยู่อาศัยในชะอำ หัวหิน และปราณบุรี มีการชะลอตัวลงมาตั้งแต่ปี 2555 โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมที่เดิมขายปีละมากกว่า 9,000 หน่วย แต่ปัจจุบันลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากยังมีหน่วยเหลือขายในตลาดจำนวนมากโดยคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 390 หน่วย ลดลงจากช่วงครึ่งหลังปี 2559 ประมาณ 42% ซึ่งมีคอนโดมิเนียมเพียง 2 โครงการเท่านั้นที่เปิดขายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการหลายรายเลือกชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ ในช่วงที่ตลาดชะลอตัวและเลือกที่จะขายหน่วยที่สร้างเสร็จแล้วก่อนผู้ประกอบการโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้วเสร็จในชะอำ หัวหิน และปราณบุรี พยายามกระตุ้นให้ผู้ซื้อเข้ามาโอนกรรมสิทธิ์หน่วยที่ซื้อไป แต่ผู้ซื้อบางส่วนไม่มาโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากพวกเขาเป็นนักเก็งกำไรที่ต้องการลงทุนในระยะสั้นและส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมในการโอนกรรมสิทธิ์ เพราะว่าภาวะการเงินของพวกเขาต่ำกว่าที่ทางธนาคารกำหนด ดังนั้น คอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จแล้วจำนวนมากจึงยังเหลือขายอยู่ในตลาดและค่อยๆ ดูดซับในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในปี 2560 โครงการที่สร้างเสร็จแล้วบางโครงการซึ่งอยู่ในทำเลดี มีการออกแบบและรูปแบบโครงการที่น่าสนใจยังคงเป็นที่สนใจของผู้ซื้อ อัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 79%ด้านตลาดบ้านจัดสรรก็ยังอยู่ในสภาวะทรงตัวเช่นกัน โดยมีบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งมีเพียงแค่ 11 หน่วยเท่านั้นที่เปิดขายในครึ่งแรกปี 2560 และทั้งหมดอยู่ในพื้นที่หัวหินฝั่งภูเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายมากที่สุดในพื้นที่ชะอำ หัวหิน และปราณบุรี สำหรับอัตราการขายเฉลี่ยยังคงใกล้เคียงกับช่วงสิ้นปี 2559 ด้วยอัตราการขายเฉลี่ยประมาณ 78%ทั้งนี้ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บางโครงการ เช่น รถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ-หัวหิน และโครงการรถไฟรางคู่จากกรุงเทพฯ ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นและมีผลต่อราคาที่อยู่อาศัยในอนาคตแน่นอน แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวมากนักก็ตามในปัจจุบัน"เมืองท่องเที่ยวชายทะเลทั่วประเทศไทยพบกับช่วงเวลายากลำบาก เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของคนไทย บ้านและคอนโดมิเนียมในเมืองชายทะเลไม่ใช่ตัวเลือกแรกของผู้ซื้อหลายราย เพราะว่าอสังหา ริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวนั้นเป็นการซื้อ เพื่อเป็นบ้านพักผ่อนในช่วงวันหยุดหรือบ้านหลังที่สอง ดังนั้นตลาดที่อยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวชายทะเล จึงมีการขยายตัวช้าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา"  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

บ้านซูเปอร์หรูย่านซีบีดีบูมสนองนี้ดเศรษฐี

ตลาดบ้านหรูทำเลใจกลางเมืองดีมานด์ไม่ตก นายณ์เอสเตท+คูนแคปปิตอล ผุดบ้านหรู 46-55 ล้าน "ควอเตอร์ 39" มีแค่ 15 หลัง กลุ่มฮาบิแททซื้อที่ดินซอยร่วมฤดีผุดบ้านลักเซอรี่ 50-100 ล้าน นายสุธี ลิมปนชัยพรกุล ประธานอำนวยการ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวโครงการควอเตอร์ 39 ในซอยสุขุมวิท 39 ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 75%รายละเอียดเป็นทาวน์โฮม 4 ชั้น บนที่ดิน 2 ไร่เศษ 15 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 380-479 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนกลาง 50% ในรูปแบบยูนิเวอร์แซลดีไซน์ อาทิ มีชั้นจอดรถใต้ดิน 4-5 คันทุกยูนิต ลิฟต์ส่วนตัว ราคา 46-55 ล้านบาท/ยูนิตนายสรวิศ ชัยโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท คูน แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกแบบฟาซิลิตี้ต้องได้ ส่วนกลางต้องไม่เฟลเวอร์ใครจนเกินเหตุ ราคาต้องเหมาะสม โครงการใหม่ ๆ มีคนเสนอขายที่ดินเยอะ ต้องพยายามเลือกเพราะต้องการให้สิ่งที่เราเชื่อว่าดีที่สุดกับลูกค้านางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปกติการซื้อบ้านราคา 40-50 ล้านบาทต้องเห็นบ้านตัวอย่างก่อน โครงการนี้มีลูกค้าจองกระดาษตั้งแต่ยังไม่ได้ก่อสร้างถึง 75% จึงมั่นใจว่าเพียง 15 ยูนิต เฉลี่ยตารางเมตรละ 1 แสนบาทต้น ๆ แต่ลูกค้าได้โฉนด เป็นจุดขายสำคัญของโครงการนายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2560 บริษัทลงทุน 2,500 ล้านบาท เน้นทำเลพัทยา 6 โครงการ ก่อนหน้านี้ 12 ปีที่แล้วทำอสังหาฯ เพื่อการลงทุนมีสะสม 60 โครงการ โซนสุขุมวิท เอกมัย สาทร ช่องนนทรี จากนั้นแตกทำเลไปลงทุนในพัทยาครึ่งปีหลัง เตรียมลงทุนบ้านลักเซอรี่ ในซอยร่วมฤดี มูลค่า 250 ล้านบาท บนที่ดิน 1 ไร่ ราคา 50-100 ล้านบาท เฉลี่ยตารางเมตรละแสนบาทต้น ๆ"เราเป็นเพลเยอร์รายเล็กเข้าไปเจาะตลาดได้ โดยคลัสเตอร์โฮมหากอยู่ในโซนซีบีดีที่คอนโดฯ ตารางเมตรละ 2-3 แสนบาท ได้ไซซ์ 100 ตารางเมตร แต่ถ้ามองหาบ้านโครงการละ 6-8 ยูนิต ลูกค้าเจ้าของกิจการยังอยากอยู่บ้านในโซนไม่ไกลเพื่อทำธุรกิจ ใช้ชีวิตในตัวเมือง หาทำเลที่ดี ดีไซน์ตอบโจทย์เชื่อว่ายังไปได้ดี" นายชนินทร์กล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

อสังหาโหมชิงยอดท้ายปี จัดหนักส่วนลดเงินสด-ดอกเบี้ยคงที่-ราคาพิเศษ

สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ชี้ตลาดอสังหาฯ 4 เดือนสุดท้ายปี 60 ยังมีหวัง ดีเวลอปเปอร์เร่งอัดแคมเปญช่วงชิงกำลังซื้อ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จัดส่วนลดเงินสด-ผ่อนต่ำ เอ็น.ซี. ดอกเบี้ยคงที่ 0.75% นาน 1 ปี แอล.พี.เอ็น. จัดแคมเปญความสุข "รักแม่" เริ่ม 2.34 ล้านบาทใกล้โค้งสุดท้ายปี 2560 เข้าไปทุกขณะ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงเดินหน้าจัดโปรแรงๆ ดึงดูดลูกค้าออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเมื่อถึงช่วงโค้งสุดท้าย ทุกค่ายคงจัดหนัก เพื่อหวังผลักดันยอดขายและรายได้เข้าเป้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นบริษัทจดทะเบียน ในรายที่แจ้งผลประกอบการประจำไตรมาส 2 ปีนี้ ปรากฏ ว่าส่วนใหญ่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง เช่น ศุภาลัย ไตรมาสล่าสุดนี้ รายได้จากการขายอสังหาฯ ประมาณ 5,908 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ลดลง 5% ถ้ารวม 6 เดือนแรกปีนี้ทำได้ 5,652 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน หรือค่ายควอลิตี้เฮ้าส์ ไตรมาส 2 รายได้จากการขายอสังหาฯ 4,123 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 21% ส่วน 6 เดือนแรก ทำได้ 7,258 ล้านบาท ลดลง 28% สำหรับบริษัทอื่นที่ยังไม่ประกาศคาดว่าคงอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันนี้นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยถึงทิศทางอสังหา ริมทรัพย์ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี 2560 ว่า ตลาดน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเห็นสัญญาณจากสถาบันการเงินเริ่มอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยในกลุ่มราคาสูงกว่า 3 ล้านบาทมากขึ้น ด้านฝั่งผู้บริโภคยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่มีความเชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจ จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการต่างเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์ เฟค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าใน ภาวะปกติตลาดอสังหาริมทรัพย์จะคึกคักอย่างมากในไตรมาส 4 แต่ด้วยในปีนี้จะมีพระราชพิธีสำคัญ ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค ก่อนที่ตลาดจะไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้สำหรับบริษัทได้จัดแคมเปญให้กับสินค้าพร้อมอยู่ทั้งในส่วนของแนวราบและคอนโดมิเนียม อาทิ ราคาพิเศษ, ส่วนลดสูงสุด 200,000-400,000 บาท, ผ่อนล้านละ 2,000 บาทต่อเดือน นาน 2 ปี เป็นต้น ซึ่งแคมเปญดังกล่าวถือเป็นเครื่อง มือทางการเงินที่ได้ผลดีที่สุดในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และยอดขายไม่ดีเช่นนี้ เนื่องจากเป็นการช่วยลดภาระให้กับผู้บริโภค ขณะที่ในช่วงนี้ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับเรื่องของแถมมากกว่านายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาส 3 บริษัทจึงได้จัดแคมเปญ Stun ning Price ออริจิ้นผ่อนให้ ผู้ซื้ออยู่ฟรีถึง 3 ปี ราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท ในงานอภิมหกรรมบ้าน-คอนโดฯ และสินเชื่อแห่งปี 2017 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และงาน Think of Living Living Expo 2017 ณ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2560 โดยนำโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ 8 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1,000 ล้านบาท มาร่วมกิจกรรม"แม้หลายคนจะมองว่าแคมเปญดังกล่าวจะมีความรุนแรง เนื่องจากให้อยู่ฟรีถึง 3 ปี แต่ถ้าเทียบกับบริษัทอื่นในตลาด แคมเปญของเราคิดเป็นมูลค่าแค่เพียง 1 ใน 3 ของส่วนลดที่บริษัทอื่นลดให้เท่านั้น จึงไม่น่าเป็นกังวล"นายจรัญ เกษร กรรมการผู้จัดการ ในเครือ L.P.N. DEVELOPMENT GROUP ผู้พัฒนา "บ้านลุมพินี" กล่าวว่า ในเทศกาลวันแม่ปีนี้ บริษัทเตรียมจัดแคมเปญส่งเสริมความสุขระหว่างคุณแม่และคุณลูก ภายใต้บรรยากาศ "รักแม่" ด้วยการนำโครงการบนทำเล ราชพฤกษ์-นครอินทร์, แจ้ง วัฒนะ-ติวานนท์, เพิ่มสิน-วัชรพล, สุขสวัสดิ์-พระราม 2, รังสิต-คลอง 2, ราชพฤกษ์ปิ่นเกล้า, ลาดปลาดุก-บางไผ่ สเตชั่น, บางนา-ศรีนครินทร์, สวนหลวง ร.9 ในตำแหน่งดีของโครงการมาร่วมกิจกรรม ด้วยราคาเริ่มเพียง 2.34 ล้านบาท พร้อมรับฟรีทันที เครื่องปรับอากาศ 3 ห้องนอน, ปั๊มน้ำ, แท็งก์น้ำ, ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์, ค่าส่วนกลาง 1 ปี, ค่าประกันมิเตอร์ไฟ, ค่าประกันมิเตอร์น้ำ (เฉพาะโครงการและแปลงที่กำหนด) เพียงจองและโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 31 สิงหาคมนี้เท่านั้น มีจำนวนจำกัด  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

4อสังหาฯรวยอู้ฟู่กำไรพุ่งครึ่งปีแรกยอดขายสวนตลาดรวม

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2-ครึ่งปีแรก รายได้-กำไรพุ่งพรวดสวนทางตลาด แสนสิริรายได้ทะลุ 15,784 ล้าน เอสซีฯ ไตรมาส 2 กำไรพุ่ง 252% พฤกษา ยอดขายครึ่งปีแรก 26,150 ล้าน ส่วนออริจิ้น กำไรโตทะลุ 227%นายเศรษฐา ทวีสิน กก.ผจก.ใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 ที่มีกำไรสุทธิ 804 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 57.2% จากไตรมาสแรกกำไร 512 ล้านบาท มีรายได้รวม 8,660 ล้านบาท เติบโตขึ้น 21.6% จากไตรมาสก่อนรายได้รวม 7,124 ล้านบาทรวมบริษัทมีผลประกอบการครึ่งปีแรก 2560 กำไรสุทธิ 1,316 ล้านบาท มีรายได้รวม 15,784 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเป้ารวมในปีนี้ที่ 34,000 ล้านบาท ยอดขายปัจจุบัน ณ 9 ส.ค.2560 มียอดขายรวม 18,700 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 50% จากเป้าหมายล่าสุดที่มีการปรับใหม่เป็น 40,000 ล้านบาทแล้วนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 ผลดำเนินการมีรายได้ 2,860 ล้านบาท เติบโต 63% (QoQ) เป็นรายได้จากการขาย 2,640 ล้านบาท รายได้จากการเช่าและบริการ 218 ล้านบาท กำไรสุทธิ 264 ล้านบาท เติบโต 252% (QoQ)ณ วันที่ 30 มิ.ย.2560 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม และหนี้สินรวม 36,203 ล้านบาท และ 22,216 ล้านบาทตามลำดับ สำหรับครึ่งปีหลังมีแผนเปิดแนวราบทุกระดับราคา 9 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 11,450 ล้านบาทนายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 2560 ว่า บริษัท ทำยอดขายได้ 26,150 ล้านบาท เติบโต 20.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มียอดขาย 21,635 ล้านบาท บริษัท สามารถทำรายได้รวม 20,554 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,425 ล้านบาทณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัท มีโครงการอยู่ระหว่างการขาย (Active Projects) ทั้งหมด 183 โครงการ มูลค่า 94,901 ล้านบาท และมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ของกลุ่มธุรกิจแวลูอยู่ที่ 23,284 ล้านบาท จะรับรู้รายได้ในปีนี้ 11,629 ล้านบาทนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI คอนโดมิเนียมในแบรนด์เคนซิงตัน นอตติ้ง ฮิลล์ และไนท์บริดจ์ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2560 มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 550.7 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาส 2/2559 ถึง 145.2% คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 46.1% มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 238.7 ล้านบาท เติบโต 226.6%รวมครึ่งปีกวาดกำไรไปแล้ว 410.7 ล้านบาท สวนกับทิศทางของภาพรวมตลาด สำหรับรายได้ไตรมาส 2/2560 อยู่ที่ 1,176.4 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาส 2/2559 ถึง 140.6% โดยครึ่งปีกวาดรายได้รวม 2,054.4 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ลลิลฯลุยเปิดตัว3โครงการใหม่ปั๊มยอด3,650ล.

ลลิลฯ ชี้อานิสงส์รัฐเร่งลงทุนดันอสังหาฯ โต 3-5% ลุยเปิด 3 โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดขายสิ้นปี 3,650 ล้านบาทนายชูรัชฏร์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2560 มองว่ายังขยายตัวได้ดี เป็นผลมาจากภาครัฐมีความชัดเจนในการลงทุนมากยิ่งขึ้น ส่วนภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าปีนี้จะขยายตัวที่ 3-5%"อสังหาริมทรัพย์ปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ในทิศทางที่ดี ซึ่ง มีปัจจัยที่สนับสนุนในหลายด้าน โดยเฉพาะการลงทุนในโครง สร้างพื้นฐาน และยังมีการลงทุน ในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจมีความเจริญมากขึ้น เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวได้ดียิ่งขึ้นด้วย" นายชูรัชฏร์กล่าวส่วนแผนดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัว 3-4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท โดย ปีนี้มีแผนเปิดตัวรวม 8-10 โครง การ มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท เป็นการพัฒนาในทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 70% และ ต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ 30% ซึ่งครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 5 โครง การ มูลค่า 4,000 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม ปีนี้ตั้งเป้ามียอดขาย 3,650 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกมียอดขายแล้ว 2,100 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรกบริษัทมียอดรับรู้รายได้รวม 1,545 ล้านบาท เติบโต 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 และมีผลกำไรสุทธิ 285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ซันเพลย์ ลุยอสังหาฯพัทยา จับลูกค้าวัยเกษียณไฮเอนด์

ปักธง"บางเสร่" เจาะเศรษฐีรุ่นใหญ่ทุนไทยผนึกออสเตรเลีย ดัน "ซันเพลย์" ลงทุนอสังหาฯ พัทยา ฉีกแนวคู่แข่ง รุกเจาะกลุ่มเศรษฐีใหญ่วัย 50 ปี ขึ้นไป  จับมือผู้เชี่ยวชาญตลาดวัยเกษียณไฮเอนด์จากออสเตรเลียพัฒนาโครงการ เคาะราคาสูงกว่าเท่าตัวเทียบตลาดทั่วไปนายคริส ดีลานี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันเพลย์ เอเชีย จำกัด กล่าวว่า บริษัทเริ่มดำเนินการโครงการแรกในการพัฒนาที่อยู่อาศัยวางตำแหน่งทางการตลาดแตกต่างจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นภายใต้จุดขายจับตลาดคนวัย 50 ปี ขึ้นไป หรือผู้ที่ต้องการลงทุนและมีที่พักอาศัยพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณโดยพัฒนาโครงการบนที่ดินรวม 157 ไร่ ย่านบางเสร่ จ.ชลบุรี มูลค่าลงทุนกว่า 3,500 ล้านบาท แบ่งการเป็นพัฒนาออกเป็น 4 เฟส ประกอบด้วยเฟสแรก เดอะไฮสท์ คอนโดมิเนียม จำนวน 70 ยูนิต ที่เปิดตัวไปแล้ว มียอดขายกว่า 30% คาดแล้วเสร็จปี 2561 และมียอดขาย 80% เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์เฟส 2 เป็นพูลวิลล่า 50 หลัง ราคาขายเริ่มต้น 13.5-20 ล้านบาท  โดย 11 หลังเป็นวิลล่าขนาดใหญ่ราคาตั้งแต่ 40 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะทำการตลาดกับลูกค้าในไทย ภายในงาน Future Wealth & Luxury Expo 2017 ระหว่างวันที่18-20 ส.ค.นี้ เนื่องจากพบว่าหลังเปิดตัวเฟสแรกผลตอบรับของลูกค้าคนไทยดีเกินคาด จากเดิมตั้งเป้าลูกค้าต่างชาติ 90% แต่ยอดขาย ที่ได้ในปัจจุบันมาจากคนไทยกว่า 50%  ดังนั้นจึงปรับเป้าหมายใหม่เป็นลูกค้าคนไทย 50% จากยอดขายโครงการทั้งหมด"ซันเพลย์เป็นรายแรกที่พัฒนา โครงการเจาะกลุ่มคนวัยนี้ชัดเจน วางราคาขายเฉลี่ย 1.2 แสนบาท/ตร.ม. สูงกว่า คอนโดมิเนียมในพัทยาทั่วไป และมากกว่าบางโครงการในพัทยาใต้ 1 เท่าตัว ให้สอดคล้องกับการพัฒนาสินค้าเฉพาะที่แตกต่าง"ยกตัวอย่าง มีพื้นที่สีเขียวเพื่อการพักผ่อน หากวัดจากพื้นที่ 175 ไร่ จะเหลือที่ตั้งของโครงการเพียง 108 ไร่ อีก 70 ไร่ เป็นพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ สวนเชิงนิเวศ คลับเฮาส์ ที่มีพื้นที่รวม 5,000 ตร.ม. ลู่วิ่งในสวนธรรมชาติ และทะเลสาบ 3 แห่ง ขณะที่ตัวโครงการเน้นเพดานสูงแทนการเพิ่มจำนวนชั้นเพื่อให้มียูนิตการขายจำนวนมากเหมือนโครงการอื่นๆนอกจากนั้น การพัฒนาครั้งนี้ยังนาโมเดลการพัฒนาชุมชนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุระดับไฮเอนด์จากแม็คอาร์เธอร์สโปรเจกต์ส ผู้พัฒนาที่เชี่ยวชาญตลาดนี้โดยเฉพาะจากออสเตรเลีย เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้สูงอายุที่ต้องการใช้ชีวิตแอคทีฟมีกิจกรรมเอาท์ดอร์พร้อมเตรียมบริการแพทย์และพยาบาลมาตรฐานเทียบเท่าโรงแรมระดับ 5 ดาวเฟส 3 และ 4 จะทยอยพัฒนาใน 2-3 ปีจากนี้ เป็นพูลวิลล่าทั้งหมด เมื่อพัฒนาเต็มพื้นที่ คาดจะมีพูลวิลล่ารวมทั้งโครงการ ไม่เกิน 120 หลัง เน้นพัฒนาตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้มากที่สุดจึงไม่มีรูปแบบตายตัวเหมือนโครงการอื่นทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายทำตลาด 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในไทย ชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในเอเชีย ประชากรในเอเชีย และลูกค้าจากตะวันตกที่มีศักยภาพเติบโตสูง จาก 20 ประเทศที่มีประชากรอายุเกิน 50 ปี มากกว่า 50% ในอนาคตอันใกล้ โดยนำเสนอความคุ้มค่าในการลงทุนพัทยาที่ยังต่ำกว่ากรุงเทพฯ "3 เท่า" หากเทียบกับโปรดักท์ในรูปแบบเดียวกันสอดคล้องกับกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายที่ยุโรปบางประเทศไม่มีเงินบำนาญก้อนใหญ่ขณะเดียวกัน มองความได้เปรียบจากการที่รัฐบาลส่งเสริมเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) ซึ่งมีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น นวัตกรรมเทคโนโลยีและศูนย์กลางการบินที่สนามบินอู่ตะเภาจะส่งเสริมให้โครงการได้รับความสนใจสูงเนื่องจากที่ตั้งห่างจากอู่ตะเภา 20 นาทีเท่านั้นสำหรับโครงสร้างธุรกิจของซันเพลย์เอเชีย จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มีกลุ่มทุนรวม 7 ราย อาทิ ออสเตรเลีย โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ไทย ได้แก่ นางพรพรรณ พรประภา ประธานบริษัท และนักลงทุนอื่นๆอาทิ นายชาญ พีรโภคิน จากกลุ่มสยามเอ็กเปรสนายชาญ พีรโภคิน ประธานกรรมการ บริษัท สยามเอ็กเปรส จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นโครงการ กล่าวว่า หลังจากการขายโครงการแล้วเตรียมบริการหลังการขายเพื่อช่วยลูกค้าหารายได้เพิ่มเมื่อบ้านพักมีการปล่อยว่าง แต่ยังไม่ได้กำหนดรูปแบบที่ชัดเจน และหากพัฒนาโครงการสำเร็จจะนำโมเดลนี้ต่อยอดพัฒนาโครงการในคอนเซปต์นี้ในทำเลอื่นๆ ต่อไปซันเพลย์เป็นรายแรกที่เจาะกลุ่มคนวัยนี้ชัดเจน  วางราคาขายเฉลี่ย 1.2 แสนบาท/ตร.ม.  สูงกว่าคอนโดมิเนียมทั่วไปในพัทยา  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

แพลทินัม เร่งตุนที่ดินลุยอสังหาฯ

นายชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ปรับนโยบายใหม่โดยจะเน้นความเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ครบวงจร ซึ่งอยู่ในช่วงของแผนงาน5ปีจากนี้(2560) จากเดิมที่เป็นเพียงผู้พัฒนาศูนย์การค้าส่งเป็นหลัก และประสบความสำเร็จมาแล้วจากโครงการศูนย์ค้าส่งแพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ประตูน้ำทั้งนี้บริษัทฯต้องเริ่มมองหาที่ดินสะสมไว้เป็นของบริษัทฯเองเพื่อใช้ในการพัฒนา หรือทำตัวเป็นแลนด์ลอร์ด จากเดิมที่ผ่านมาจะเน้นการเช่าสิทธิ์ระยะยาวทั้งจากเอกชนและราชการที่เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีเพียงที่ดินทำเลงามศูนย์ค้าส่งแพลทินัม ประตูน้ำและโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ ที่เป็นที่ดินของบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทฯสนใจที่ดินในกรุงเทพฯเป็นหลัก โดยเฉพาะย่านใจกลางเมือง รวมทั้งโลเกชันสตราธิจี(Location Strategy) ย่านประตูน้ำด้วยกลยุทธ์หลักจะมีทั้งการพัฒนาเองและการหาพันธมิตรร่วมลงทุนในแต่ละกรณี ซึ่งสนใจตั้งแต่ ศูนย์การค้าส่ง ที่อยู่ระหว่างการมองหาว่าจะขยายธุรกิจค้าส่งกลุ่มอะไรได้อีก นอกจากแฟชั่นที่ทำอยู่แล้ว หรือแม้แต่โรงแรม อาคารสำนักงาน และที่อยู่อาศัยอย่างคอนโดมิเนียมที่จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นอย่างไรก็ตาม บริษัทฯตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ทางการค้ามากขึ้นในแต่ละปี โดยปัจจุบันปี 2560 มีพื้นที่พาณิชย์ค้าปลีกให้เช่า 33,268 ตารางเมตร ปี 2561 เพิ่มอีก 34,000 ตารางเมตรหรือ 102% เป็น 67,268 ตารางเมตร ปี 2562 เพิ่มอีก 6,000 ตารางเมตรหรือ 9% เป็น 73,268 ตารางเมตร ปี 2563 เป็น 68,242 ตารางเมตรเพราะมีการปรับเปลี่ยน และปี 2564 เพิ่มอีก 50,000 ตารางเมตร หรือ 73% เป็น 118,242 ตารางเมตร ขณะที่ธุรกิจโรงแรมในส่วนของห้องพัก นั้น ปี 2560 นี้มีจำนวน 283 ห้อง ปี 2561 เพิ่มอีก 5 ห้อง หรือ2 % เป็น 288 ห้อง ปี 2563 เพิ่มอีก 327 ห้องหรือ 114% เป็น 615 ห้อง และปี 2564 เพิ่มอีก 500 ห้องหรือ 81% เป็น 1,115 ห้องโดยพื้นที่เพิ่มนั้นมาจากโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเช่น เดอะมาร์เกตแบงคอก มูลค่า 5,800 ล้านบาท จะเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2561 โดยงานโครงสร้างคืบหน้า 30% และอยู่ระหว่างเจรจากับร้านค้าที่สนใจ, โครงการนิออนมาร์เกตจะมีการปรับพื้นที่และโซนใหม่ และเปิดบริการเพิ่มเป็น 7 วัน โครงการโรงแรมฮอลิเดย์อินน์เอ็กซเพรสสมุย และฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ต สมุย เป็นต้นผลประกอบการครึ่งปีแรก 2560 บริษัทฯมีรายได้รวม 997 ล้านบาท โต 9% กำไรสุทธิ 371 ล้านบาท โต 8% เทียบกับช่วงเดียวกันปี2559 เป็นการโตจากธุรกิจให้เช่าและบริการ 15% โตจากรายได้การขายอาหารและเครื่องดื่ม 14% รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรม 6%  และคาดว่าปี 2560 นี้จะมีรายได้รวมประมาณ 2,000 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

UVการันตีรายได้ปีนี้พุ่ง15%เร่งปั๊มยอดขายครึ่งหลัง-โชว์แบ็กล็อก 4,546 ล้าน

UV มั่นใจปีนี้รายได้โต 10-15% ย้ำเป้ายอดขาย 16,500 ล้านบาท อวดครึ่งปีแรกยอดโอนแตะ 6,987 ล้านบาท โชว์แบ็กล็อก 4,546 ล้านบาท พร้อมอัดแคมเปญ “แช่แข็งเงินผ่อนนาน 3 ปี” กระตุ้นยอดขายครึ่งปีหลังนายบัณฑิต ม่วงสอนเขียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจรายได้ปี 2560 เติบโต 10-15% จากปี 2559 ที่มีรายได้อยู่ที่ 17,366 ล้านบาท โดยจะมีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 15,800 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากโครงการแนวสูง (คอนโดมิเนียม) มูลค่า 4,600 ล้านบาท และโครงการแนวราบ (บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม) มูลค่า 11,200 ล้านบาท และรายได้ธุรกิจสังกะสีออกไซด์ประมาณ 1,500-1,600 ล้านบาทโดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 บริษัทมียอดโอนรวมอยู่ที่ 6,986 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวสูง มูลค่า 2,015 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 4,971 ล้านบาท และมียอดขายรอโอน (Backlog) รวมอยู่ที่ 4,546 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวสูง 1,017 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 3,529 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560อีกทั้งในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 8,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 7,400 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 272 ล้านบาทสำหรับสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น 3 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2.ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอสังหาริมทรัพย์ ประมาณ91% และ 3.ธุรกิจสังกะสีออกไซด์และอื่นๆ 9% โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แบ่งเป็น โครงการแนวสูง 2,015 ล้านบาท, โครงการแนวราบ 4,972 ล้านบาท และธุรกิจอาคารพาณิชย์ 817 ล้านบาท รวมมูลค่า 7,804 ล้านบาท, ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอสังหาริมทรัพย์ รวมมูลค่า 71 ล้านบาท และธุรกิจสังกะสีออกไซด์และอื่นๆ 9% แบ่งเป็น ธุรกิจสังกะสีออกไซด์ 724 ล้านบาท และธุรกิจอื่นๆ 12 ล้านบาท รวมมูลค่า 736 ล้านบาทด้านนางอัจฉริยา อังศุธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน และงบประมาณ UV กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 บริษัทมีสินค้าพร้อมโอน (สต๊อก) เหลืออยู่ที่ 5,500 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถทยอยขายได้อย่างต่อเนื่อง และมีการจัดแคมเปญ “แช่แข็งเงินผ่อนนาน 3 ปี” เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้ายอดขาย (Presales) ในปี 2560 อยู่ที่ 16,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 3,500 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 13,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกมียอดขายแล้ว 8,400 ล้านบาท คิดเป็น 51% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2560ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายเพิ่มอีก 49% ได้ตามเป้าหมาย หลังจากครึ่งปีแรกที่ทำยอดขายคิดเป็นสัดส่วน 51% แล้ว โดยได้นำโครงการคอนโดมิเนียม แบรนด์ ยู ดีไลท์ จำนวน 7 โครงการ มาออกแคมเปญ “แช่แข็งเงินผ่อนนาน 3 ปี” ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้นักลงทุน และลูกค้าที่มีฐานการเงินที่ดีเข้ามาซื้อ หรือปล่อยเช่า ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกสามารถปิดไปแล้ว 2 โครงการอีกทั้งจะมีการเปิดโครงการใหม่อีก 11 โครงการ ภายใต้แบรนด์ โกลเด้นแลนด์ ของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 3/60 จะเปิด 5 โครงการ แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 4 โครงการ และบ้านแฝด 1 โครงการ ส่วนในไตรมาส 4/60 จะเปิด 6 โครงการ แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 5 โครงการ และบ้านเดี่ยว 1 โครงการสำหรับปี 2560 บริษัทตั้งงบประมาณในการซื้อที่ดินไว้ที่ 2,750 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกได้ซื้อที่ดินแล้ว 4 แห่ง มูลค่า 2,116 ล้านบาท ได้แก่ 1.ทำเลถนนจรัญสนิทวงค์ (จรัญฯ 81), 2.ทำเลถนนพหลโยธิน (ศรีปทุม), 3.ทำเลถนนวิภาวดี (จตุจักร 2) และ 4.ทำเลถนนพหลโยธิน (รัชโยธิน) โดยเป็นทำเลที่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าประมาณ 300-400 เมตร เพื่อนำมาสร้างคอนโดมิเนียม ภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสร้างแบรนด์ใหม่ ส่วนงบที่เหลือ 634 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยซื้อได้หมดภายในครึ่งปีหลังนี้อย่างไรก็ตาม บริษัทมีนโยบายในการลดสัดส่วนรายได้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอสังหาริมทรัพย์ลงมาอยู่ที่ 80% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 91% เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และจะปรับรายได้จากธุรกิจสังกะสีออกไซด์เป็น 10% ส่วนอีก 10% จะมาจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยจะเป็นการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนส่วนธุรกิจสังกะสีออกไซด์ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 1,500-1,600 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีรายได้อยู่ที่ 723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีรายได้ 560 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายมีกำลังการผลิตในปี 2560 อยู่ที่ 19,100 เมตริกตัน หรือคิดเป็น 96% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทั้งนี้คาดว่าธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีบริษัทจากประเทศจีน เข้ามาตั้งโรงงานผลิตยางในประเทศมากขึ้น น่าจะส่งผลดีให้กับบริษัทในอนาคต“ปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.28 เท่า ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มี D/E อยู่ที่ 1.22 เท่า เนื่องจากบริษัทและ GOLD ได้ออกหุ้นกู้ โดย GOLD ออกหุ้นกู้จำนวน 1,000 ล้านบาท และบริษัทออกหุ้นกู้จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง” นางอัจฉริยา กล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

ธอส.ลุย3งานปล่อยสินเชื่อบ้าน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ร่วมออกบูธใน 3 งานที่จัดพร้อมกันระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประกอบด้วย งาน Home Loan 2017 งาน NPA Grand Sale 2017 และงาน Home Builder & Materials Expo 2017 โดยจัดทำบูธในรูปแบบ GHB Smart Booth ซึ่งลูกค้าสามารถจองสิทธิใช้บริการผลิตภัณฑ์พิเศษของธนาคารได้ง่ายๆ ด้วย สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตผ่าน Application : Ghbank Smart Booth ทั้งนี้ ในงานแบ่งเป็น 3 โซน ประกอบด้วย โซนสินเชื่อบ้าน ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.90% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR (MRR ปัจจุบันเท่ากับ 6.75% ต่อปี) ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องนายฉัตรชัยกล่าวว่า ในงานจะได้ยกเว้นค่าธรรมเนียม 3 ฟรี ได้แก่ 1.ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้ 2.ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม 1,000 บาท และ 3.ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติ ส่วนโซนบ้านมือสอง หรือทรัพย์เอ็นพีเอ ธนาคารนำทรัพย์คุณภาพดี ทำเลเด่น ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุด อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร จำนวน 242 รายการ มาออกจำหน่ายด้วยส่วนลด 10-20% จากราคาปกติ โดยทรัพย์ต่ำสุดเริ่มต้น 120,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโซนโครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน เจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะมาให้คำแนะนำ  ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

แบงก์รัฐอัดเงินกระตุ้นสินเชื่อ ธอส.-ธกส.แข่งให้ดอกต่ำ ช่วยคนไทยมีบ้านง่ายขึ้น

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมเปิดตัวสินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยพิเศษ โฮม ฟอร์ ออล ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ โดยคิดดอกเบี้ยคงที่ 2.9% นาน 3 ปี และปล่อยกู้สูงสุด 40 ปี เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และช่วยกระตุ้นยอดสินเชื่อของธนาคารในช่วงท้ายปี หลังจากที่ผ่านมาธนาคารยังปล่อยกู้ได้น้อยกว่าเป้าหมายอยู่ โดยช่วง 7 เดือน ปล่อยกู้ได้ 85,000  ล้านบาท ห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปี 178,000 ล้านบาท"ช่วงครึ่งปีแรกธนาคารยังปล่อยกู้ได้ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ ทำให้ในช่วงหลังจากนี้จะมีการอัดโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำเข้ามากระตุ้น ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเพราะ ธอส.ให้ดอกเบี้ยที่ต่ำสุดในตลาด เช่น สินเชื่อโฮม ฟอร์ ออล ที่เบื้องต้นได้วงเงินไว้ก่อน 20,000 ล้านบาท แต่ถ้าประชาชนให้ความสนใจมากก็พร้อมขยายเพิ่มวงเงินได้ถึง 40,000 ล้านบาท"นอกจากนี้ ธอส. ยังได้ตั้งจีเอชบี สมาร์ท บูธ  ในงานมหกรรมที่อยู่อาศัยที่จัดขึ้น 3 งาน ในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 17-20 ส.ค.นี้ เพื่อเปิดให้ประชาชนได้จองสิทธิใช้สินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 2.90% นาน 2 ปีแรก ปีที่ 3 คิด 4.50% ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้เอ็มอาร์อาร์ลบ 0.5-1%  อีกทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน ค่าจดทะเบียนสิทธิ และค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ช่วยจ่ายค่าจดทะเบียนจำนองให้ลูกค้า 0.50% ของวงเงินกู้ ตลอดจนสามารถกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ซ่อมแซมได้ด้วย แต่ต้องยื่นคำขอกู้เงินภายในวันที่ 29 ก.ย.60 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 ต.ค. 60ทั้งนี้ยังเปิดจำหน่ายเอ็นพีเอบ้านมือสอง ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ห้องชุด อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล  มีส่วนลด 10-20% ราคาเริ่มต้นเพียง 120,000 บาท และยังได้รับสิทธิผ่อนดาวน์ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 24 เดือน โดยลูกค้าสามารถเข้าอยู่อาศัยในช่วงผ่อนดาวน์ได้ทันทีเพียงชำระเงินประกันไม่ต่ำกว่า 1.5% ของราคาซื้อ หรือหากวางเงินดาวน์ 20% ของราคาซื้อขาย ส่วนที่เหลืออีก 80% รับสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 24 เดือน ผ่อนสูงสุดถึง 40 ปีนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ลูกค้าเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม  ในรูปแบบสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตและค่าใช้จ่ายจำเป็นฉุกเฉิน เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น ค่าซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สิน ค่าซ่อมเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรรอบใหม่อย่างไรก็ตามทั้งนี้ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 200,000 ราย วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท กำหนดวงเงินกู้สูงสุดตามความจำเป็นแต่ละรายไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 เดือน ในเดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ซึ่งในปัจจุบันเท่ากับ 7% ต่อปี กำหนดชำระคืนไม่เกิน 3 ปี นับตั้งแต่วันกู้ สามารถกู้ได้ถึง 30 พ.ย.60 ขณะที่การจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวละ 3,000 บาท ให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมตามมติ ครม.โดยใช้เงินงบประมาณจากภาครัฐนั้น ธ.ก.ส. ได้ทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ตามที่ได้รับ มอบหมาย"ก่อนหน้านี้ ธนาคารยังได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปให้สูงสุด 12 เดือน โดยไม่คิดดอกเบี้ยปรับ นอกจากนั้น สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 60 เมื่อดำเนินการสำรวจพื้นที่การเกษตรแล้วพบว่ามีความเสียหายเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ก็จะได้รับความคุ้มครองไร่ละ 1,260 บาท"  ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สายสีส้ม บูมชิงที่เวิ้งดินแดง

เหมาะพัฒนาคอนโด-มิกซ์ยูสบิ๊กเนมอสังหาฯรุมทึ้งที่ผืนใหญ่ 21 ไร่ โรงเรียนดรุณฯ เจ้าของตั้งขายเกิน 1,000 ล้าน รับผุดสถานีใหญ่ประชาสงเคราะห์ สายสีส้มตะวันตก ด้านกคช.ไล่ทุบทิ้งแฟลตดินแดง ผุดเมืองสมาร์ทซิตีทุนอสังหาริมทรัพย์ชิงไหวชิงพริบไล่กว้านซื้อที่ดินแนวรถไฟฟ้าฝุ่นตลบอีกครั้งเมื่อสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรมบางขุนนนท์ ปักหมุดสถานีชัด และเตรียมลงก่อสร้างทั้งนี้จากการสำรวจ "ฐานเศรษฐกิจ" พื้นที่บริเวณก่อสร้างสถานีประชาสงเคราะห์ของ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก บนที่ดินบริเวณด้านหน้าของโรงเรียนดรุณพาณิชยการและดรุณพิทยาเดิม ซอยประชาสงเคราะห์ 16 ซึ่งพบว่าเป็นที่ดินแปลงใหญ่ที่สุดเพียงแปลงเดียวที่ต้องยอมรับว่าหาได้ยากในปัจจุบัน อีกทั้งยังเชื่อมเส้นทาง ทั้งรถไฟฟ้าและถนน อาทิ รัชดาภิเษกพระราม 9 ห้วย ขวาง วิภาวดีฯ ดินแดง ซึ่งถือเป็นทำเลที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงการมากเมื่อสอบถาม นางอรพินผู้แทน นายสหะ ภาสะวณิช กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ.เค.เอส.แอสโซซิเอชั่น จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของ โรงเรียนดรุณฯ ได้รับการยืนยันว่า นายสหะ และครอบครัวตัดสินใจขายที่ดินแปลงดังกล่าว รวมเนื้อที่ 21 ไร่ ในนามบุคคล ให้กับบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ ที่สนใจพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร หรือโครงการรูปแบบมิกซ์ยูส โดยตั้งราคาขายยกแปลงมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท เนื่องจากโรงเรียนเลิกกิจการมานานแล้ว และแม้ว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเจรจาให้ นายสหะ เจ้าของที่ดินร่วมพัฒนาเชิงพาณิชย์โดยใช้รูปแบบจัดรูปที่ดิน แต่มองว่าการขายออกน่าจะเหมาะสมที่สุดราคาไม่ต่ำวาละ 1 แสนนางอรพิน เผยอีกว่า "ปัจจุบันมีผู้ประกอบการให้ความสนใจสอบถามเข้ามามาก ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์ฯแทบทุกค่าย อาทิ บมจ. แสนสิริ บมจ. ศุภาลัยบมจ. พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หรือแม้แต่ ค่าย เมเจอร์ เครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เอพี พฤกษา ฯลฯ ก็ให้ความสนใจ แต่ล่าสุดได้คัดเหลือเจรจาอยู่ 2-3 รายหากใครให้ราคาสูงสุด ก็ได้ที่ดินไป"อย่างไรก็ดี เมื่อสอบถามถึงค่ายอนันดา ว่าร่วมชิงดำหรือไม่ นางอรพิน กล่าวว่าได้ยกเลิกการเจรจากับบริษัทดังกล่าวออกไปแล้วเนื่องจากให้ราคาที่ดินต่ำ อย่างไรก็ดี ต้นปี 2561 จะประกาศชื่อผู้ประกอบการที่ตกลงซื้อได้ ส่วนพื้นที่เวนคืนและตั้งสถานีประชาสงเคราะห์จะอยู่ที่ส่วนหน้าของโรงเรียนหรือปากซอยประชาสงเคราะห์ 16 รวมทั้งบ้านหลังใหญ่ อาคารพาณิชย์ และอพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ติดกันที่อยู่ในข่ายถูกเวนคืน ซึ่งเชื่อว่าเอกชนที่ซื้อไปได้ศึกษาแล้วว่า เป็นทำเลที่มีศักยภาพด้านนายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่าขณะนี้ ที่ดิน โรงเรียนดรุณฯ หากมีการเปลี่ยนมือ ที่ดินทำเลดังกล่าวเหมาะที่จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ระดับราคา กว่า 1-2 ล้านบาท ขณะที่ราคาที่ดินอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทต่อตารางวา ส่วนการเคลื่อนไหวของบริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ มักใช้บริษัทลูกซื้อที่ดิน แบบเงียบๆ เพราะเป็นลักษณะชิงไหวชิงพริบทำเลทอง เพื่อจะได้ไม่ต้องแจ้งตลาด หลักทรัพย์ฯพลิก"ดินแดง"สู่สมาร์ทซิตีสอดรับกับนายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.)กล่าวว่า การเคหะฯเตรียมทุบอาคารแฟลตดินแดงต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเป็นเมืองสมาร์ทซิตี แห่งแรกของประเทศไทยสูงสุด 35 ชั้น จำนวน 2 หมื่นหน่วย รองรับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันตก ล่าสุดอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการระยะ 1 บนที่ดินแปลง "จี" หัวมุมถนนวิภาวดีฯ จำนวน 2 อาคาร 304 หน่วย คาดว่าเดือนสิงหาคม 2561 สามารถเข้าอยู่ได้ โดยสถานีรถไฟฟ้าจะอยู่หน้าศาลาว่า กทม. 2 ราว 300 เมตร จากนั้นจะทุบแฟลตดินแดงบริเวณหน้าโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์-โบสถ์แม่พระฟาติมา และระยะที่ 3 บริเวณประชาสงเคราะห์ซึ่งอยู่บริเวณแยกห้วยขวาง-ดินแดง กว่า 10 อาคาร จำนวน 1 หมื่นหน่วย ซึ่งห่างจากสถานีประชาสงเคราะห์ หรือ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินโรงเรียนดรุณฯเก่า ประมาณ 300-400 เมตรคาดว่าจะมีคนเข้ามาใช้ชีวิต 1 แสนคน โดยดึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และเปิดศูนย์โอท็อประดับชาติ สนับสนุนคนในพื้นที่ ผลิตสินค้าป้อนนักท่องเที่ยวต่างชาติครม.ไฟเขียวฟ้องทันทีนายธนา ชีรวินิจ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หาก รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ให้ก่อสร้างเมื่อใด จะ ช่วยสนับสนุนประชาชนชุมชนประชา สงเคราะห์ ร้องศาลปกครองทันที สาเหตุหลักคือ 1. เปลี่ยนแปลงมติบอร์ดรฟม. จากเดิม แนววิ่งอยู่ใต้ถนนพระราม 9-ดินแดง ซึ่งเวนคืนบ้านเรือนประชาชนเพียง 35 หลังคาเรือน ขณะที่ รฟม.เปลี่ยนแนวมาใช้เส้นทางเดิมคือประชาสงเคราะห์จะกระทบชุมชนมากถึง 184 หลังนายประทีป นิลวรรณ ประธานชุมชนซอยแม่เนี้ยว แยก  3 เขตดินแดงเสริมว่า ชุมชนไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อการปรับเปลี่ยนเส้นทางเอื้อประโยชน์ห้างเอสพลานาดและเจ้าของโรงเรียนดรุณฯ ซึ่งขณะนี้รวบรวมข้อมูลเพื่อฟ้องศาลปกครองแล้วขณะที่รฟม.ออกมาระบุว่า ที่ปรับ เปลี่ยนแนวเพราะสถานีพระราม 9 ไม่ได้เผื่อที่ดินไว้ ส่วนเอสพลานาด ได้ วาง แผน ทำอุโมงค์ใต้ดินไว้ตั้งแต่ต้น  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

'BSM'เทิร์นอะราวด์บุ๊กรายได้'แสนสรา'ปั๊มมาร์จิ้นแตะ32%

BSM โชว์ผลงานเทิร์น อะราวด์ ไตรมาส 2/2560 พลิกกำไรแรงที่ 26.80 ล้านบาท พุ่งขึ้น 28.20 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1.40 ล้านบาท หลังรับรู้รายได้โครงการอสังหา "แสนสรา" ยอดขายสินค้ามาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น หนุนมาร์จิ้นแตะ 32.21%นายสัญชัย เนื่องสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ BSM เปิดเผยว่า ผลประกอบการประจำไตรมาส 2/2560 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 บริษัท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 26.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.20 ล้านบาทโดยการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากการที่บริษัทสามารถรับรู้รายได้จากการขายสัญญาเช่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ "แสนสรา" รวมถึงบริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง คือผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมสำหรับตกแต่งภายใน หรือ Aluminium for Interiorsมาร์จิ้นพุ่ง 32.21%อีกทั้งบริษัทยังได้ปรับปรุงระบบการบริหาร และการจัดการบุคลากรให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร สำหรับไตรมาส 2 ที่ลดลง ส่งผลให้บริษัทมีอัตราส่วนการทำกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 26.62% เป็น 32.21%ในขณะที่ปีนี้บริษัทยังคงเป้ารายได้เติบโตอยู่ที่ระดับ 20% จากธุรกิจการผลิต และจำหน่ายอะลูมิเนียม อัลลอย และธุรกิจการผลิต และจำหน่ายประตู หน้าต่าง ซึ่งบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โครงการ "แสนสรา" คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากการขายสัญญาเช่าบางส่วนเข้ามาภายในปีนี้"ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เป็นสัญญาณที่ดีของเรา เนื่องจากเราเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการอสังหาฯ เข้ามาแล้วซึ่งหลังจากนี้รายได้ในส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเสริมให้ผลประกอบการของเราเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจหลักของเราก็มีทิศทางที่ดี ทำให้เรายังมองว่าภาพรวมของธุรกิจในปีนี้จะสามารถเติบโตจากปีก่อนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้" นายสัญชัยกล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์ทันหุ้น

เอสซีควงออริจิ้น กำไรโตทะลุ200% แสนสิริลุยโรดโชว์

ธุรกิจอสังหาฯ ครึ่งปีแรกอู้ฟู่ "เอสซี" โชว์กำไรโต 252% ขณะที่ "ออริจิ้น" แรงไม่แพ้กัน เพิ่มขึ้น 226% ด้าน "แสนสิริ" กวาดรายได้ 15,784 ล้านบาท ลุยโรดโชว์ต่างประเทศนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอ เรชั่น (SC) กล่าวว่า ในไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 2,860 ล้านบาท เติบโต 63% เป็นรายได้จากการขาย 2,640 ล้านบาท รายได้จากการเช่าและบริการ 218 ล้านบาท กำไรสุทธิ 264 ล้านบาท เติบ โต 252% โดยมียอดขายรอโอนประมาณ 9,330 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2560-2563 โดยในครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนเปิดแนวราบทุกระดับราคา 9 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 11,450 ล้านบาทนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) กล่าวว่า ผลดำเนินงานไตร มาส 2/60 กำไรสุทธิอยู่ที่ 238.7 ล้านบาท เติบโต 226.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีกำไรที่ระดับ 410.7 ล้านบาท และรายได้รวม 2,054.4 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ที่ระดับ 25,285 ล้านบาทนายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ บริษัทเตรียมเปิดการขายโครงการทากะ เฮาส์ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ภายใต้การพัฒนาของ บริษัท สิริ ทีเค วัน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัท และบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และมีแผนเปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ "เศรษฐสิริ แจ้งวัฒนะ ประชาชื่น 2" มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท โดยเตรียมจัดงานพรีเซลล์เปิดการขายอย่างเป็นทางการวันที่ 30 ก.ย.นี้ทั้งนี้ บริษัทมีแผนเดินหน้าโรดโชว์สิงคโปร์ วันที่ 20-22 ส.ค.นี้ และมาเลเซียวันที่ 14-15 ก.ย.นี้ เพื่อให้นักลงทุนทราบถึงแนวทางการทำธุรกิจ การสร้างแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง เพื่อตอบรับทุกความต้องการของลูกค้า รวมถึงการรุกทำการตลาดในตลาดต่างประเทศ เพื่อขยายฐานรายได้และสร้างผลกำไรที่เติบโตในอนาคตสำหรับครึ่งปีแรกบริษัทมีกำไรสุทธิ 1,316 ล้านบาท รายได้รวม 15,784 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเป้าหมายรายได้รวมปีนี้ 34,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายรวม ณ วันที่ 9 ส.ค.ที่ 18,700 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 50% จากเป้าหมายล่าสุดที่มีการปรับใหม่เป็น 40,000 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

หนี้ครัวเรือนกระทบตลาดบ้านกลาง-ล่าง PSรุกเซกเมนต์พรีเมียมแชร์มูลค่าแสนล.

ตลาดบ้านกลาง-ล่าง ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง "พฤกษา เรียลเอสเตท" รุกเข้าสู่ตลาดพรีเมียมดึงกลุ่มทุนด้านอสังหาฯ จากประเทศญี่ปุ่น ร่วมทุนนายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS สรุปผลการดำเนินธุรกิจช่วง 6 เดือนแรกของปี 60 บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้ 26,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 21,635 ล้านบาท หรือเติบโต 20.9% เนื่องจากมีการเปิดขายคอนโดมิเนียมใหม่ 3 โครงการ ขณะที่รายได้อยู่ที่ 20,554 ล้านบาท ลดลงจากครึ่งปีแรกของปี59 ที่มีรายได้รวม 23,888 ล้านบาท หรือ ลดลง 14% ส่วนกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่  2,425 ล้านบาท ลดลงจาก 3,073 ล้านบาท หรือ ลดลง 21.1%ด้านประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม กล่าวว่า สภาพตลาดตราสารหนี้ที่ยังผันผวน ส่งผลต่อการออกตั๋วแลกเงิน หรือ B/E และการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นของบริษัทเอกชน ทำให้บริษัทอสังหาฯที่ต้องการระดมเม็ดเงินเพื่อขยายการลงทุนในตลาดใหม่ๆ ต้องหาผู้ร่วมทุนในการขยายตลาด เพื่อลดภาระด้านต้นทุนทางการเงิน ซึ่งกลุ่มทุนญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนที่นำเงินสดเข้ามาลงทุนอย่างแท้จริง ไม่ได้เข้ามาร่วมทุนเพียงอาศัยแบรนด์หรือเทคโนโลยี จึงเป็นที่มาของการร่วมทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาทั้งนี้ ผลจากการร่วมทุนดังกล่าว ทำให้ปี 60 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจอสังหาฯ เพราะมีการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัทระดับท็อป 10 ที่ดึงกลุ่มทุนด้านอสังหาฯจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุน ซึ่งปัจจุบันขนาดการลงทุนของกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นในธุรกิจอสังหาฯเป็นรองเพียงอุตสาหกรรมรถยนต์ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในระยะต่อไป ดังนั้น การที่บริษัทพฤกษาฯเข้าสู่ตลาดพรีเมียม เป็นการเดินทางที่ถูกต้อง โดยสะท้อนจากตัวเลขในครึ่งปีแรกของตลาดรวมที่มีมูลค่าเติบโตถึง 16% ขณะที่จำนวนยูนิตขยายตัว 8% โดยเป็นตลาดบนที่มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตกว่า 56% หมายความว่าตลาดบนที่มีมูลค่า 198,562 ล้านบาทในครึ่งปีแรกนั้น เกิดจากการขยายตัวของตลาดบนซึ่งเป็นกลุ่มที่โตมากที่สุด"การเติบโตของตลาดบนที่แชร์อยู่ในตลาดรวมถึง 56% นี้ เป็นการเติบโตแบบกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเดียว "เรียกได้ว่าโตกระจุก แย่กระจาย" เพราะขณะที่กลุ่มบนโต ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ติดลบ หรือขยายตัวน้อยมาก โดยเฉพาะตลาดกลาง-ล่าง เนื่องจากได้รับปัจจัยลบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอยู่ ทั้งนี้กลุ่มที่จับตลาดบนนั้นยังเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับท็อป 5 หรือ ท็อป 10 เท่านั้น"  ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'โกลด์'เร่งหาแนวทางลดยอดรีเจคทะลัก 30% อสังหา'กลุ่มเจริญ'ถกแบงก์

"ยูนิเวนเจอร์" แจงกำไรครึ่งปีแรกโตเท่าตัวกรุงเทพธุรกิจ - กำไรบริษัทอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเจ้าสัวเจริญ 6 เดือนแรกพุ่ง "ยูนิเวนเจอร์" โต 128 % ด้าน "แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้"เดินหน้าหารือสถาบันการเงินหวังลดปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อหลังยอดพุ่ง 30% ยันพบสัญญาณการฟื้นตัวของกำลังซื้อ มั่นใจรายได้เติบโตตามเป้า เร่งวางแผนธุรกิจปี2561 คาดเปิดตัวโครงการใหม่ 20 โครงการมูลค่า2 หมื่นล้านจากการรวบรวมข้อมูลการรายงานกำไรช่วงครึ่งปีแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นของกลุ่ม เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ  จำกัด(มหาชน) พบว่า มีการเติบโตที่ดีขึ้น เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันปีก่อน โดยบริษัทแผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี  ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน) GOLD อยู่ที่ 599 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 7 % จากงวดเดียวกัน ปีก่อน บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) UV มีกำไรสุทธิ 618.61ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) TICON มีกำไรสุทธิ 139 ล้านบาท ลดลง 43.49 %นายสมบูรณ์ วศินชัชวาล  รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อหาแนวทางการลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบริษัทให้ลดลง จากปัจจุบันที่ระดับ 30 % โดยมองว่าศักยภาพของผู้กู้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว"บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับธนาคาร เพื่อหาแนวทางการปรับลดยอดการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ระดับ 30 % ให้ลดลง เพราะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น จากการที่ลูกค้าหมดภาระรถยนต์คันแรก รวมถึงราคาสินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัว รวมถึงให้คำปรึกษากับลูกค้าให้กู้เงินได้ง่ายขึ้นด้วย"อุตสาหกรรมอสังหาฯเริ่มมีการฟื้นตัว ที่ดีขึ้น เห็นได้จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวหลายพื้นที่ ซึ่งการขยายตลาดครึ่งปีหลัง  บริษัทคาดว่าจะเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทโดยโครงการแนวราบยังเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมากทั้งนี้บริษัทคาดการณ์ว่า ภาวะอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมียอดที่รอรับรู้รายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ไตรมาสที่ 3 ประมาณ 1 พันล้านบาท และจะรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 4 ประมาณ 4 พันล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมของ ปีนี้จะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาทซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนวงเงินการซื้อที่ดินในครึ่งปีแรก บริษัทได้ใช้ไปแล้ว 2 พันล้านบาท และยังมีวงเงินอีกเหลือ 5 พันล้านบาทขณะที่มีงบประมาณซื้อที่ดินปีละ 7.5 พันล้านบาท  ส่วนแนวทางการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนทรัสต์ เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ รีทนั้น คาดว่าจะได้รับความชัดเจนในปีหน้า โดยมีความเป็นไปได้ ที่จะขายทรัพย์สินในอาคารเอฟวายไอ โดยมีมูลค่าประมาณ 4 - 5 พันล้านบาทและบริษัทจะต้องเร่งยอดพื้นที่การใช้งาน ให้อยู่ที่ 90 -95 % จาก 85%สำหรับแผนธุรกิจปี2561 บริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำแผน เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดโครงการใหม่ ทั้งสิ้น 20 โครงการมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และมี การตั้งงบลงทุนในการซื้อที่ดินประมาณ 7.5 พันล้านบาท โดยบริษัทให้ความสนใจเข้าซื้อที่ดินในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เพื่อรับการเกิดขึ้นของ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  (อีอีซี)อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องพ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวที่บังคับใช้นั้น ส่งผลกระทบกับบริษัทเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น และเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทบ้างซึ่งบริษัทได้หารือกับผู้รับเหมาเพื่อหาทางออกปัญหา ดังกล่าว ทั้งนี้บริษัทมองว่าผลกระทบอาจจะมีแค่ในระยะสั้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบ ในระยะยาว  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

'เอ็นพีเอ' เปิดศึก ระบายทรัพย์ 5 แสนล้าน

สินทรัพย์รอการขาย  (Non-Perform ing Asset) หรือที่เรียกว่า เอ็นพีเอ ของสถาบันการเงินเป็นอีกหนึ่งทางของสถาบันการเงินเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุน แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในข่ายมือสองใช้แล้ว สภาพไม่ใหม่ หรืออาจจะชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ก็มีข้อดีในแง่ของราคาที่ถูกกว่าบ้านใหม่ และอยู่ในทำเลที่อาจจะหาซื้อบ้านใหม่ได้ยากสำหรับการซื้อขายอสังหาฯ เอ็นพีเอ มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผู้ขายซึ่งได้แก่ ธนาคารและสถาบันการเงิน หรือหน่วยงานรัฐอย่างกรมบังคับคดี ต่างมีกลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้ซื้อมากขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อเองก็ให้การยอมรับ ตลาดบ้านเอ็นพีเอมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้ตลาด เอ็นพีเอมีการแข่งขันช่วงชิงลูกค้าสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปีนี้และปีหน้า เนื่องจากแรงกด ดันจาก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะเพิ่มภาระภาษีให้กับผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงจำเป็นต้องรีบขายให้ได้มากที่สุดประกอบกับในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี ธนาคารจะมีการเร่งยอดขายเอ็นพีเอ เพื่อเร่งทำยอดรายได้ให้ตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ตามกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์สามารถถือครองสินทรัพย์รอการขายได้ไม่เกิน 5 ปี หากเกินระยะเวลาที่กำหนดจะต้องมีการตั้งสำรอง ทรัพย์กลุ่มนี้ธนาคารพาณิชย์จะต้องเร่งระบายออกมาก่อน เพื่อลดภาระการตั้งสำรอง ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้การเร่งขายเอ็นพีเอร้อนระอุมากยิ่งขึ้นทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า สินทรัพย์รอการ ขายมีอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท และมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นลือศักดิ์ สุขเกษม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายบริหารทรัพย์สินพร้อมขาย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แนวโน้มเอ็นพีเอในช่วงครึ่งปีหลังของธนาคารพาณิชย์ยังคงเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับอัตราการเพิ่มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่รัฐบาลประกาศเตรียมผลักดันให้มีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2562สำหรับธนาคารมีนโยบายที่จะเร่งลดปริมาณเอ็นพีเอที่เข้ามาใหม่ ด้วยการพยายามเร่งขายให้เร็วขึ้น เพื่อลดภาระการถือครองทรัพย์ ซึ่งทรัพย์กลุ่มที่เข้ามาใหม่จะมีการกำหนดเงื่อนไขและราคาเสนอขายเพื่อให้ลูกค้าสามารถยื่นเสนอ ซื้อได้เลย ไม่ต้องรอกระบวนการของธนาคาร โดยกลยุทธ์การตลาดจะมีการเปิดประมูลในต่างจังหวัด รวมทั้งจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการขาย เช่น ลดราคาสูงสุด 30% คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ปีแรก และชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์เพียง 1%ขณะที่ สมพร มูลศรีแก้ว รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มการแข่งขันธุรกิจเอ็นพีเอจะมีการแข่งขันกันสูงเป็นปกติ เพราะผู้ประกอบการก็ต้องเร่งทำยอดให้ถึงเป้าหมาย โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บสก.จะเน้นกลยุทธ์ด้านราคามีการปรับลดราคาสินทรัพย์ให้น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงจะหาพันธมิตรสถาบันการเงินให้มากขึ้น"แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะมีการเร่งขายเอ็นพีเอโดยมีโปรโมชั่นให้สินเชื่อเต็ม 100% และให้ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ ก็ไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งกับ บสก. เพราะการที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินทรัพย์นั้นขึ้นอยู่กับทำเลและความพอใจมากกว่า ไม่ใช่ว่าราคาถูกหรือดอกเบี้ยต่ำเท่านั้น" สมพร กล่าวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า ภายหลัง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับวันที่ 4 ก.ย.นี้ จะลดขั้นตอนการบังคับคดีได้กว่าครึ่งหนึ่ง รวมถึงการให้กรมบังคับคดีมีความคล่องตัวที่จะเปิดประมูลขายทอดตลาดสินทรัพย์นอกสถานที่ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลเป็นครั้งๆ ไป หรือถูกจำกัดการขายสินทรัพย์เฉพาะที่สำนักงานกรมบังคับคดีในพื้นที่ที่สินทรัพย์ตั้งอยู่เท่านั้น รวมถึงสามารถที่จะจัดการประมูลขายทอดตลาดสินทรัพย์ในงานมหกรรมขายอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้ อย่างเช่นในวันที่ 25 ส.ค.นี้ กรมได้ร่วมกับ ธอส.เปิดประมูลขายทอดตลาดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นอกจากนี้ กรมยังมีแผนที่จะมีการเปิดประมูลสินทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ได้ และเตรียมเปิดให้มีเอกชนมาทำหน้าที่ประมูลขายทอดตลาดแทนกรมบังคับคดี ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการซื้อทรัพย์และเร่งระบายสินทรัพย์จากกรมบังคับคดี นำไปใช้ให้ก่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยปีนี้กรมบังคับคดีตั้งเป้าหมายผลักดันสินทรัพย์ 1 แสนล้านบาท"ที่ผ่านมามีนักลงทุนหน้าใหม่และมีประชาชนที่ต้องการหาสินทรัพย์ ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ เข้ามาสนใจประมูลมากขึ้น ส่วนใหญ่จะสนใจทำเลมากกว่า โดยเฉพาะทำเลที่ติดรถไฟฟ้า และเขตพื้นที่เศรษฐกิจ 10 จังหวัด และพื้นที่อีอีซี ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาก และถือว่ากรมบังคับคดีมีพอร์ตสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ให้เลือกมากที่สุด" รื่นวดี กล่าวเชื่อว่า ตลาดเอ็นพีเอ จะแข่งขันกัน ดุเดือดเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่ราคาบ้านใหม่ขยับราคาขึ้นตามต้นทุนที่ดินที่เพิ่มขึ้นทุกวันโหมโปรโมชั่นปลุกคนซื้อ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคลดน้อยลง ประกอบกับความเข้มงวดต่อการปล่อยกู้ การระบายเอ็นพีเอ จึงต้องปรับกลยุทธ์ให้ผู้ซื้อบ้านได้บ้านง่ายขึ้น อย่างเช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีโปรโมชั่นให้อยู่ก่อนจากเดิม 1 ปี ก็ขยายเป็น 2 ปี โดยให้ผ่อน โดย ไม่คิดดอกเบี้ย 1-2 ปี หลังจากนั้นก็สามารถที่จะมายื่นกู้ขอสินเชื่อจากธนาคาร ทำให้ลูกค้ามีความสามารถในการ ยื่นขอเงินกู้ได้ขณะที่ บสก.มีโครงการสำหรับบ้าน ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยให้ลูกค้าสามารถผ่อนกับ บสก.ได้สูงสุด 5 ปี จากนั้นค่อยไปขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ ขณะเดียวกัน ยังได้จัดทำโครงการ คัดคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 4 แสนบาท เพื่อผู้มีรายได้น้อย ด้วยการชูแนวคิด ว่า "ผ่อนถูกกว่าเช่า" และผ่อนปรนให้ ผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือนสามารถที่จะซื้อบ้านได้นอกจากนี้ บสก.ยังมีกลยุทธ์ด้าน ราคาเพื่อจูงใจลูกค้า และการจับมือกับ ธนาคารให้ดอกเบี้ยพิเศษ เช่น ธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.50% นาน 3 ปี ธนาคารทหารไทย ดอกเบี้ย 4.25% นาน 3 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมสำรวจหลักทรัพย์ ฟรีค่าประกันอัคคีภัย ฟรีค่าธรรมเนียมการดำเนินสินเชื่อ เป็นต้นสำหรับโปรโมชั่นเอ็นพีเอครึ่งปีหลัง จากการสำรวจพบว่า มีการจัดโปรโมชั่น ทั้งด้านราคา ดอกเบี้ย ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) หรือ SAM จัดกิจกรรม กระตุ้นการขาย ด้วยการเปิดบูธจำหน่าย ทรัพย์ เอ็นพีเอ และการร่วมงานมหกรรมทรัพย์สินรอการขายต่างๆ การเปิดสำนักงานขายชั่วคราว พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นฟรีทุกค่าโอนกับ "SAM Smile Condo" สำหรับผู้ซื้อห้องชุดพักอาศัย และ SAM Light ผ่อนสบาย 2 ปี ไม่มีดอกเบี้ย  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สินเชื่ออสังหากว่าจะฟื้นอีกนาน

พรสวรรค์ นันทะสินเชื่ออสังหากว่าจะฟื้นอีกนานจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ ฟื้นตัวได้ช้า ภาคเศรษฐกิจในประเทศอย่างการลงทุนภาคเอกชนและกำลังซื้อในประเทศกลับโตแผ่วมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคชะลอเกือบทุกประเภทสินเชื่อ รวมทั้ง สินเชื่อเพื่อการจัดซื้อที่อยู่อาศัยเองก็ โตแผ่วจากข้อมูลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ล่าสุดในไตรมาส 2 ปี 2560 พบว่า สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเป็น ตัวดึงเศรษฐกิจโดยรวมให้ขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง แต่กลับขยายตัวชะลอลงมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลงเกือบทุกหมวดในปี 2557 สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยขยายตัว 12.1% ต่อมาปี 2558 ลดลงเหลือ 9.3% ถัดมาในปี 2559 ขยายตัว 6.9% มาปีนี้ไตรมาสแรกโต 6% และล่าสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ขยายตัวเหลือ 5% เป็นไปในทิศทางเดียวกับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคทุกประเภทที่ชะลอตัวลงตามกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง บวกกับสถาบันการเงินเองก็ระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น เห็นได้จากการยื่นขอกู้เพื่อการซื้อบ้านถูกปฏิเสธคิดเป็นสัดส่วน 50% ของคำขอยื่นกู้ และปีนี้ ธปท.คาดว่าสินเชื่อรวมน่าจะขยายตัวได้ที่ประมาณ 4-6% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งนี้ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลทั้งระบบโตได้ค่อนข้างน้อยรวมอยู่ที่ 3.95 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 5.52 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น การขยายตัวที่ 1.42% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพราะกำลังซื้อประชาชนไม่ขยับ เนื่องจากรายได้ของคนไม่ว่าจะในภาคเกษตร หรือคนทำงานนอกภาคเกษตรที่เป็นมนุษย์เงินเดือนรายได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เป็นธรรมดาที่สินเชื่อเพื่อการกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดจะแผ่วลงตามไปด้วยส่งผลให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพื่อการจัดการที่อยู่อาศัย ซึ่งมีสัดส่วนกว่าครึ่งของสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลโตต่ำตามไปด้วย ไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 1.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9 หมื่นล้านบาท หรือ 1.5%แถมสินเชื่อเพื่อการซื้อที่ดิน ทั้งที่ดินเปล่า ซื้อที่ดินเปล่าเพื่อสร้างบ้าน ซื้อที่ดินเปล่าเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ก็โตน้อย มีมูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท ลดลง  632 ล้านบาท หรือติดลบ 1.22%  การซื้ออสังหาฯ เพื่อการอื่นๆ  4,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24 ล้านบาท หรือ 0.6% เรียกว่าสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ขึ้นกับกำลังซื้อโตต่อทั้งกระดานนอกจากนี้ หากพิจารณาการให้ สินเชื่อประเภทอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล แต่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาฯ ก็มี แนวโน้มชะลอลงเช่นกัน เช่น สินเชื่อเพื่อกิจกรรมอสังหาฯ 6.86 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาท หรือ 9% ซึ่งขยายตัวต่ำกว่าในอดีต หรือจะแยกดูเฉพาะสินเชื่อที่ให้กับการก่อสร้างก็อยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาทข้อมูลเหล่านี้พอจะสะท้อนได้ว่าการปล่อยสินเชื่อในภาคอสังหาฯ ในระยะข้างหน้าไม่ได้สดใสนัก ไม่ว่าจะดูสินเชื่อในฝั่งผู้ซื้อบ้าน หรือสินเชื่อโครงการที่นักพัฒนาอสังหาฯ กู้ก็ตาม ตราบใดที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่คึกคักและเศรษฐกิจโตไม่ได้ตามศักยภาพ ผู้ซื้อและนักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นธปท.รายงานภาวะภาคอสังหาฯ  ในไตรมาส 2 ปีนี้ว่าทรงตัวจากไตรมาสแรก ทั้งด้านความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย (อุปสงค์) และด้านจำนวนการผลิตที่อยู่อาศัยออกสู่ตลาด (อุปทาน) โดยอุปสงค์ทรงตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด  ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม รวมถึงอาคารชุด เห็นได้จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่จากธนาคารพาณิชย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ค่อนข้างทรงตัวขณะที่ด้านอุปทานโดยรวม ทรงตัว เพราะแม้ว่าผู้ประกอบการจะเปิดขายโครงการใหม่ประเภทอาคารชุดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคา 2-5 ล้านบาท แต่กลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบเปิดขายชะลอลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนและหากดูในแง่จำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่จากธนาคารพาณิชย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 1.48 หมื่นยูนิต แบ่งเป็น ที่อยู่อาศัยระดับต่ำ (Low-rise residents) 8,000 ยูนิต และคอนโดมิเนียม 6,800 ยูนิต ขณะที่โครงการเปิดตัวใหม่โดยรวมอยู่ที่ 2.55 หมื่นยูนิต ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยระดับต่ำ 9,500 ยูนิต และคอนโดมิเนียม 1.6 หมื่นยูนิต ซึ่งบ่งบอกว่ามีอุปทานส่วนเกิน (โอเวอร์ซัพพลาย) ในตลาดดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า เฉพาะสินเชื่อในภาคธุรกิจอสังหาฯ ในไตรมาส 2 ที่โตแบบก้าวกระโดด เพิ่มจาก 1% ในไตรมาสแรก เพิ่มเป็น 11%นั้นเป็นการเพิ่มขึ้นชั่วคราว จากการที่ ผู้ประกอบการโยกจากการพึ่งตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) มาใช้ สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์แทน แต่การเข้ามากู้ส่วนใหญ่เป็นการจัดหาเงินทุน หมุนเวียนระยะสั้น (บริดจ์ ไฟแนนซ์) ทำให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นสูงชั่วคราว ในระยะต่อไปสินเชื่อส่วนนี้อาจหายไปทั้งหมด"ดังนั้น การโตสูงของสินเชื่อธุรกิจอสังหาฯ จากปัจจัยลักษณะนี้จึงไม่น่าห่วงว่าจะเป็นภาวะฟองสบู่" ดารณี ระบุผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวยอมรับว่ามีปริมาณที่อยู่อาศัยบางประเภทในบางพื้นที่มีโอเวอร์ซัพพลายจริง แต่ภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดในภาพรวม แต่เกิดขึ้นเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาต่ำที่อยู่นอกเมืองเป็นสำคัญ อีกอย่างผู้ประกอบการไม่ได้เร่งสร้างในทำเลที่โอเวอร์ซัพพลายอีก แต่มีการปรับตัวหันไปเน้นพัฒนาเพิ่มในทำเลที่มีตรงกับความต้องการอยู่อาศัยจริงตามแนวรถไฟฟ้าและในตัวเมืองมากขึ้น ผลกระทบจากโอเวอร์ซัพพลายที่อาจมีต่อเศรษฐกิจภาพรวมจึงไม่น่ากังวลอะไรสรุปจากกำลังซื้อที่โตได้น้อย โดย ธปท.คาดว่าปีนี้จะโตที่ 3.1% เท่ากับปีที่ผ่านมา ซึ่งไตรมาส 2 ปีนี้ กำลังซื้อโต 2.1% ลดลงจากไตรมาสแรกปีนี้ที่ 2.5% แถมมองไปข้างหน้ายังคาดว่าจะโตที่ระดับเดิมที่ 3.1% อีก จึงพอคาดได้ว่าสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านของประชาชนและการลงทุนในภาค อสังหาฯ ในระยะข้างหน้ายังไม่น่า กลับมาบูมได้ในระยะอันใกล้นี้ แน่นอนว่าภาวะเช่นนี้ย่อมมีผลต่อผลการดำเนินงานของระบบธนาคารด้วย เพราะสินเชื่อธนาคารเป็นรายได้ดอกเบี้ยที่กินยาว 10-30 ปี แนวโน้มน่าจะซบยาวไปอีกนานจนกว่ากำลังซื้อจะกลับมา  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ธอส.โชว์จัดเต็ม3งานซ้อน สินเชื่อดอกต่ำ-ชูผ่อน40ปี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ร่วมออกบูธ 3 งานพร้อมกัน ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขนสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เอาใจคนอยากมีบ้าน พร้อมด้วยทรัพย์สินรอการขายทำเลเด่น เขตกรุงเทพปริมณฑล ผ่อนนาน 40 ปี ดอกเบี้ย 0% กว่า 24 เดือนนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จั ดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. กล่าวว่า ธอส. ได้ร่วมออกบูธใน 3 งานที่จัดขึ้นพร้อมกันระหว่าง 17-20 ส.ค.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประกอบด้วย งาน Home Loan 2017 งาน NPA Grand Sale 2017 และงาน Home Builder & Materials Expo 2017ทั้งนี้ ธอส. แบ่งโซนจัดงานออกเป็น 3 โซนหลัก ประกอบด้วย 1.โซนสินเชื่อบ้าน ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.90% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปีกรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน 6.75%ต่อปี) ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์อยู่อาศัยพร้อมกับกู้เพื่อซื้อ หรือไถ่ถอนจำนอง เว้นค่าธรรมเนียม 3 ฟรี(1)ค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้(วงเงินกู้ต่ำกว่า 500,000 บาท คิดค่าประเมิน 1,900 บาท และวงเงินกู้ตั้งแต่ 500,001 บาท ค่าประเมิน 2,300 บาท) (2) ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (1,000 บาท) และ (3)ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติ)นอกจากนี้ ธอส.ชำระค่าจดทะเบียนจำนองให้ลูกค้า 0.50% ของวงเงินกู้ตามสัญญากู้เงินอีกด้วย เฉพาะลูกค้าที่จองสิทธิ์ ภายในงาน พร้อมยื่นคำขอกู้เงินภายในวันที่ 29 ก.ย.นี้ และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้2.โซนบ้านมือสอง หรือทรัพย์ NPAในพื้นที่ กรุงเทพฯ จ.สมุทรปราการ จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสาคร จำนวน 242 รายการ มาจำหน่ายด้วยส่วนลด 10-20% จากราคาปกติ โดยทรัพย์ที่มีราคาจำหน่ายต่ำสุดเริ่มต้น 120,000 บาท เป็นห้องชุด เนื้อที่ 22.75 ตารางเมตร ในโครงการพรอนันต์ 1 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีโดยผู้ซื้อทรัพย์ NPA ของ ธอส. ยังมีสิทธิรับแคมเปญ “ผ่อนดาวน์ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 24 เดือน” โดยลูกค้าเข้าอยู่อาศัยในช่วงผ่อนดาวน์ได้ทันทีเพียงชำระเงินประกันไม่ต่ำกว่า 1.5% ของราคาซื้อ หรือหากเทเงินดาวน์ 20% ของราคาซื้อขาย ส่วนที่เหลืออีก 80% รับสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 24 เดือน วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 80 % และให้ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 40 ปี3.โซนโครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะมาให้ คำแนะนำ และส่งเสริมความรู้ในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ หรือ Financial Literacy เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และเงื่อนไขที่ ธนาคารกำหนด จะช่วยให้มีโอกาสยื่นคำขอพิจารณาสินเชื่อกับธนาคารได้ ในอนาคต  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

ผู้ที่สามารถทำเรื่องขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?

          สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง หรือนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่าง บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์และที่ดิน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างนี้แน่นอนว่าต้องมีราคาสูงจึงมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ด้วยเงินสด (ที่เราเรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ) ส่วนใหญ่แล้วเรามักทำเรื่องขอกู้จากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินจากรายได้มาซื้อสินทรัพย์ได้ทันทีแทนที่จะใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บให้เป็นก้อนแล้วค่อยนำมาซื้อภายหลัง ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำเรื่องกู้ได้นั้นมีดังนี้ภาพจาก Freepik.com 1. อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่อยู่ในวัยทำงานและยังมีความสามารถในการทำงานซึ่งเป็นที่มาของรายได้ได้เป็นระยะเวลานานพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไว้กับธนาคารจนหมด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้กู้ที่มีอายุ 20 ปี เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อโดยให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปีเมื่อผ่อนหมดก็จะมีอายุ 50 ปีซึ่งยังคงอยู่ในช่วงวัยที่สามารถทำงานได้และยังมีรายได้ แต่หากผู้กู้มีอายุ 40 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อเป็นระยะเวลาสั้นลงเพื่อให้สามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้หมดก่อนที่ผู้กู้จะเกษียณอายุทำงาน เป็นต้นภาพจาก Freepik.com 2. มีรายได้ประจำ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าการกู้หรือการขอสินเชื่อนั้นก็คือการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินนั้นมาใช้เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการโดยมีสัญญาต่อกันว่าจะชดใช้เงินจำนวนนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าผู้กู้มีความสามารถในการทำงานและสามารถหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ที่ทำงานประจำกับบริษัทที่มีความมั่นคงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติจากธนาคารมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินจะดูรายการเดินบัญชีธนาคารประกอบว่ามีรายได้เข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอในเวลาที่ผ่านมาและประเมินศักยภาพของสินค้าหรือบริการของบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระว่ามั่นคงสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันหรือไม่ภาพจาก Freepik.com 3. เลือกสินทรัพย์ที่ราคาเหมาะสมกับรายได้ หากคุณเลือกสินทรัพย์ที่คุณมีความสามารถในการผ่อนชำระได้ก็ผ่านการอนุมัติชัวร์ หมายถึงเมื่อคำนวณยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนแล้วไม่เกิน 1 ส่วน 3 ของเงินเดือนโดยไม่มีภาระหรือหนี้สินส่วนอื่นที่หนักจนไม่สามารถนำเงินมาชำระส่วนหนี้ได้ ก็จะมีโอกาสผ่านการอนุมัติการขอสินเชื่อสูง หากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทแต่ต้องการขอสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทนั้นต้องขอบอกว่ายากจริง ๆนอกจากนี้หากคุณมีประวัติเครดิตที่ดีรวมถึงมีการเดินบัญชีธนาคารมีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเลือกสินทรัพย์ที่คุณสามารถผ่อนชำระได้ คุณก็น่าจะผ่านการอนุมัติจากธนาคารได้ไม่ยาก

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน