ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


แสนสิริหวังเมกะโปรเจ็กต์รัฐ ดันอสังหาฯขอนแก่นโต-เดอะ เบส ไฮท์ฯรับอานิสงส์

แสนสิริ เผยโครงการเมกะโปรเจ็กต์รัฐ ช่วยดันตลาดอสังหาฯขอนแก่นคึก  ชี้ "เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพขอนแก่น" ได้รับอานิสงส์เต็มๆ เผยเหมาะลงทุนระยะยาว-อยู่อาศัยจริง หวังเจาะกลุ่มนักศึกษา เจ้าของกิจการ นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการ คอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นมีทิศทางที่ดีขึ้น จากปัจจัยบวกสนับสนุนของภาครัฐที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ทั้งทางบกและทางอากาศ ได้แก่ โครงการรถไฟรางคู่ เส้นทางช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าแล้วประมาณ 22% ถือว่าเร็วกว่าแผนงาน 0.47% เพื่อให้การก่อสร้างรวดเร็วเสร็จทันตามกำหนดภายในปี 2561-2562 ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการจะเปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่รางมากขึ้น เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการราว 27,200-38,800 คนต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็น 37,000-55,000 คนต่อวันในอนาคต ขณะที่ปริมาณขนส่งสินค้าที่ผ่านเส้นทางประมาณ 10,900-11,300 ตันต่อวัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 36,400 ตันต่อวัน ภายในปี 2577 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและขนส่งสินค้า รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ของประเทศ สามารถรองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าทางรถไฟในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังมีแผนเร่งขยายสนามบินขอนแก่นให้เร็วขึ้นภายในปี 2561 โดยจะสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ลานจอด อาคารจอดรถ เพื่อยกระดับเป็นสนามบินนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา (LRT) ที่จะพัฒนาขึ้น เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด และทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น นับเป็นจังหวัดแรกที่จะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนอกเหนือจากกรุงเทพฯ โดยจะเปิดใช้บริการในปี 2563 นำร่องเส้นทางแนวเหนือ-ใต้ ถนนมิตรภาพ ช่วงบ้านสำราญ-บ้านท่าพระ ระยะทาง 22.6 กิโลเมตร มีทั้งหมด 16 สถานี ซึ่งจะมีสถานีแยกประตูเมือง (เซ็นทรัล) ผ่านด้านหน้าโครงการเดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น ทำให้ลูกค้าโครงการเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น "จากอานิสงส์ของแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของรัฐในจังหวัดขอนแก่น จึงส่งผลให้ขอนแก่นมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ดันให้ "เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น" คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ของบริษัทที่ติดเซ็นทรัล พลาซา ขอนแก่น เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยและปล่อยเช่าลงทุน ปัจจุบันมีลูกค้าสนใจจำนวนมาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น แพทย์จากโรงพยาบาลในขอนแก่น และเจ้าของกิจการ" นายอุทัย กล่าว ทั้งนี้ โครงการ เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น มีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 2,100 ล้านบาท เป็นอาคารพักอาศัยสูง 36 ชั้น จำนวน 983 หน่วย ประกอบด้วยห้องพักขนาด 1-2 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 29-65 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.75 ล้านบาท จุดเด่นที่ทำเลศักยภาพตั้งอยู่ติดกับเซ็นทรัลพลาซา ในระยะที่สามารถเดินมาช็อปปิ้งได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสระว่ายน้ำบนชั้น 35, สวนส่วนกลางขนาดใหญ่, เป็นต้น นอกจากนี้โครงการยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ สถานศึกษา-มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลขอนแก่น ราม เป็นต้น เดินทางสะดวกสบายด้วยเส้นทางหลัก คือ ถนนมิตรภาพ ซึ่งยังสามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ศูนย์ราชการ สนามบิน หรือ ไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้ง่าย  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

บิ๊กเนมยิ้มยอดขายโต ไตรมาส2พฤกษาโกยกว่า2หมื่นล.-ออริจิ้นเล็งขยับเป้า

บิ๊กเนมอสังหาฯ ยิ้มได้ คาดยอดขายไตรมาส 2 เติบโตต่อเนื่อง พฤกษา แย้มยอดขายกว่า 2 หมื่นล้าน มั่นใจไตรมาส 3 ยังดี ออริจิ้น เล็งขยับเป้ายอดขาย-เปิดตัวโครงการใหม่ เอพี เผยยอดขายโต 50% สัมมากร ย้ำพอใจยอดขาย แม้ต่ำเป้าเล็กน้อย          แม้หลายฝ่ายจะมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แต่จากการคาดการณ์ยอดขายไตรมาส 2 ปี 2560 ของหลายๆบริษัท กลับพบว่ามีอัตราการเติบโตกว่าไตรมาสที่ผ่านมา           นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการประเมินยอดขายในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดว่าบริษัทจะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 27,000 ล้านบาท จากเป้ายอดขายรวมปี 2560 ที่ 52,900 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 2560 บริษัทมียอดขาย 13,303 ล้านบาท ในส่วนของยอดโอนครึ่งแรกปี 2560 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ  20,300 ล้านบาท จากยอดขายในไตรมาส 2 จำนวน 27,000 ล้านบาท เป็นยอดขายจากกลุ่มบ้านเดี่ยว 5,000 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ในกลุ่มทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 3 ปี 2560 คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวที่ดีขึ้นกว่าไตรมาส 2           ด้าน นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับยอดขายของบริษัทในไตรมาส 2 คาดว่าจะสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 4,000 ล้านบาทเล็กน้อย เนื่องจากในวันที่ 17 มิถุนายน 2560 บริษัทได้มีการเปิดขาย 4 โครงการใหม่พร้อมกัน มูลค่ารวมกว่า 8,400 ล้านบาทได้แก่ 1. เคนซิงตัน สุขุมวิท-เทพารักษ์ 2. นอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ 3. นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท 105 เฟส 2 และ 4. ไนท์บริดจ์ พหลโยธิน อินเตอร์เชนจ์ ซึ่งภายในงานดังกล่าวบริษัทมียอดขายกว่า  3,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับยอดขายของโครงการอื่นก็จะทำให้บริษัทมียอดขายในไตรมาส 2 มากกว่า 4,000 ล้านบาท           "หากตลาดยังคงให้การตอบรับเช่นนี้ ทำให้คาดการณ์ได้ว่ายอดขายครึ่งปีน่าจะมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วงปลายปีบริษัทอาจมีการปรับเพิ่มเป้ายอดขายที่ตั้งไว้เดิม 13,000 บาทอีกเล็กน้อย พร้อมทั้งปรับเพิ่มมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่จาก 15,000 ล้านบาทด้วยเช่นกัน เหตุที่บริษัทมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นมาจากการทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้นนั่นเอง" นายพีระพงศ์ กล่าว           ทั้งนี้ ในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวใหม่อีกประมาณ 3-4 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ในส่วนโรงแรมอีก 3 แห่งประกอบด้วย ทองหล่อ แหลมฉบัง และศรีราชา จะเริ่มทยอยดำเนินการก่อสร้าง โดยทำเลทองหล่อ เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปลายปี 2560, ทำเลแหลมฉบัง เริ่มก่อสร้างต้นปี 2561 และทำเลศรีราชา เริ่มก่อสร้างกลางปี 2561 ซึ่งใช้งบลงทุนแห่งละประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง           นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เผยว่า บริษัท มั่นใจปิดยอดขายไตรมาส 2 ปี 2560 โตขึ้นกว่าปีก่อนหน้า โดยจากการสรุปยอดขาย 5 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-พฤษภาคม 2560) บริษัทมียอดขายจากทั้งการเปิดโครงการใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา รวมทั้งสิ้นประมาณ 12,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลสำเร็จจากการเปิดขายคอนโดมิเนียม ไลฟ์ ลาดพร้าว มูลค่าโครงการ 7,600 ล้านบาท ที่สามารถกวาดยอดขายได้ถึง 80% ตั้งแต่ในช่วงพรีเซล           นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดขายในไตรมาส 2 ถือว่าต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 350 ล้านบาทเล็กน้อย โดยทำได้เพียง 300 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 100 ล้านบาทต่อเดือน ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ที่มียอดขาย 302 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ 275 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 27 ล้านบาท           "แม้ว่ายอดขายจะต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน เนื่องจากเราตั้งเป้าไว้สูง เพื่อให้พนักงานเกิดความกระตือรือร้น สำหรับแผนการเปิดขายโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนเปิดทาวน์เฮ้าส์ 2 โครงการ จากแผนเดิมจะเปิด 3 โครงการใหม่เป็นออฟฟิศอีก 1 โครงการ เนื่องจากมองว่าในช่วงไตรมาส 4 เป็นช่วงที่ไม่เหมาะจะทำกิจกรรมทางการตลาด" นายกิตติพล กล่าว  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

SENAเล็งหั่นเป้ายอดขายปี60 เปิดขายคอนโด 1.5 พันล้าน 1-2 ก.ค.นี้

“SENA” เตรียมเปิดขายคอนโดมิเนียม “นิช ไอดี แอท ปากเกร็ด สเตชั่น” มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 1-2 ก.ค.นี้ เล็งหั่นเป้ายอดขายปีนี้ลงจากเดิมคาดโต 20% เหตุเลื่อนเปิดคอนโดร่วมทุนฮันคิวฯ ไปปี 61 จากเดิมจะเปิดปีนี้ นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการ นิช ไอดี แอท ปากเกร็ด สเตชั่น มูลค่าโครงการกว่า 1,500 ล้านบาท ในวันที่ 1-2 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นการเปิดตัวโครงการที่ 3 ของปีนี้ สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นโครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 35 ชั้น จำนวน 1 อาคาร แบ่งเป็น ห้องพัก 857 ยูนิต และร้านค้า 7 ยูนิต รวมทั้งสิ้น 864 ยูนิต บนที่ดิน 2 ไร่ 3 งาน 64.1 ตารางวา ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในเดือนสิงหาคมนี้ จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 20 เดือน และคาดจะสร้างเสร็จในช่วงปลายปี 2562 โดยจะพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “ขยายทุกพื้นที่..ให้ชีวิตลงตัว” ราคาขายเริ่มต้นที่ 1.29 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วงวันเปิดขายบริษัทจะเปิดขายห้องชุด จำนวน 150 ยูนิต คิดเป็นประมาณ 20% ของโครงการ ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจจะสามารถขายห้องชุด จำนวน 150 ยูนิตได้หมดในวันเปิดขาย โดยปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนสนใจจองโครงการแล้วเกือบ 1,000 ราย “ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยย่านนี้ มีอัตราการเติบโตจากหลายปัจจัย เช่น เส้นทางคมนาคม, ศูนย์ราชการ, ห้างสรรพสินค้า, ศูนย์ประชุม ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมประมาณ 10 โครงการ มีสินค้าประมาณ 10,000 ยูนิต มีสินค้าเหลือขายประมาณ 25% ขณะที่ราคาขายต่อตารางเมตรปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูเริ่มการก่อสร้างไปจนสร้างเสร็จเปิดให้บริการ แต่ปัจจุบันต้นทุนที่ดินยังพอพัฒนาได้” นางสาวเกษรา กล่าว อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 9 โครงการ ลดลงจากแผนเดิมที่ประกาศจะเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 12,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทประเมินว่าภาวะตลาดในช่วงไตรมาส 4/60 ไม่เหมาะทำการตลาด ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมจะพิจารณาปรับลดเป้ายอดขาย (Presale) ปีนี้ลง จากเป้าหมายเดิมคาดเติบโต 20% จากปีก่อนที่มียอดขาย 4,000 ล้านบาท เนื่องจากการเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเบื้องต้นบริษัทจะเลื่อนเปิดโครงการ นิช ไพรด์ เตาปูน-อินเทอเชนจ์ มูลค่าโครงการประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่น คือ บริษัท ฮันคิว เรียลตี้ จำกัด ไปเปิดในปี 2561 จากเดิมที่คาดจะเปิดในช่วงปลายปีนี้ นางสาวเกษรา กล่าวอีกว่า บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโต 10% จากปีก่อน ซึ่งล่าสุดบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3/60 จะรับรู้รายได้มากที่สุด จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Niche Pride ทองหล่อ–เพชรบุรี ส่วนธุรกิจพลังงาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการจับฉลากโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ เฟส 2 ซึ่งบริษัทได้ผ่านคุณสมบัติหลายโครงการ คาดจะรู้ผลการจับฉลากในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ โดยปัจจุบันบริษัทกำลังการผลิตไฟฟ้าในส่วนของโซลาร์ฟาร์มอยู่จำนวน 75 เมกะวัตต์ (MW)  และในปีนี้จะจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) จำนวน 50 เมกะวัตต์  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

คอลัมน์ พร็อพเพอร์ตีโฟกัส: ย่านหมอชิต-สะพานควาย ทิศทางตลาดแนวโน้มดี

จากการสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมของฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย บริเวณสถานีบีทีเอสหมอชิต-สถานีสะพานควาย พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปในแง่ของการพัฒนาโครงการค่อนข้างมาก แต่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่ไม่รวดเร็วนัก โดยในช่วงก่อนหน้านี้ 2-3 ปี บริเวณรอบๆสถานีสะพานควายมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายหลายโครงการและขายได้เกือบหมดทุกโครงการ และในช่วงปี 2559 ก็มีโครงการใหม่เปิดขายเช่นกันและมีแนวโน้มในการขายที่ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ คอนโดมิเนียมในพื้นที่รอบๆ สถานีสะพานควายขึ้นไปถึงสถานีหมอชิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 7,300 หน่วย อัตราการขายค่อนข้างสูงคือประมาณ 88% อาจจะมีเฉพาะโครงการที่เปิดขายปีที่แล้วเท่านั้น ที่ยังมีหน่วยเหลือขายอยู่ ราคาขายเฉลี่ยก็ค่อนข้างสูงคือประมาณ 160,000 บาทต่อตารางเมตร และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ในปีนี้ เมื่อมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ แต่ก็ต้องดูเรื่องของการเปลี่ยนมือของหน่วยที่ไม่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ประกอบด้วย สำหรับปัจจัยเสริมให้ความต้องการคอนโดมิเนียมในทำเลนี้มากขึ้นในอนาคตก็คือ การพัฒนาโครงการสถานีกลางบางซื่อ ที่ดินหมอชิตเก่า  (บางกอกเทอร์มินัล) ที่อาจจะมีส่วนที่เป็นสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารของขนส่งหมอชิตและจุดซื้อ-ขายตั๋วโดยสารด้วย การพัฒนาในส่วนของพื้นที่พาณิชยกรรมภายในสถานีกลางบางซื่อที่ทางกระทรวงคมนาคมมีแผนจะเปิดประมูลภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้พื้นที่รอบๆ สถานีหมอชิตกลายเป็นศูนย์กลางคมนาคมหรือการเชื่อมต่อการเดินทางหลายรูปแบบของประเทศไทย และพื้นที่โซนอื่นๆ ในสถานีกลางบางซื่อก็มีการพัฒนาต่อเนื่องเช่นกัน  ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ธอส.อัด5หมื่นล.รับลูกคลังปล่อยกู้ลูกค้าแบงก์รีเจ็กต์

ธอส.รับลูกขุนคลัง ช่วยลูกค้าที่แบงก์ปฏิเสธให้สินเชื่อบ้าน ชูสินเชื่อบ้านสานรัก 5 หมื่นล้านบาท ผ่อนเงื่อนไข "DSR" สุด ๆ ถึง 50% กวาดทุกกลุ่มรายได้เข้าพอร์ต พร้อมปรับโปรดักต์สินเชื่อบ้าน For Home กระตุ้นยอดสินเชื่อปีนี้ให้เข้าเป้า 1.78 แสนล้านบาท นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้มอบนโยบายให้ ธอส. เข้าไปดูแลลูกค้าสินเชื่อบ้านกลุ่มที่ถูกธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) โดยเท่าที่รับรู้ข้อมูลจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ (ดีเวลอปเปอร์) ได้ปรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น ทั้งในแง่เอกสารที่ต้องครบถ้วนเต็มที่ และการขยับวงเงินรายได้ขั้นต่ำของผู้กู้ให้สูงขึ้นเป็น 25,000-30,000 บาท โดยในส่วนของ ธอส.ยังไม่ค่อยมีการปฏิเสธสินเชื่อดังกล่าว แต่หากจะมีก็เฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ใช้ค่าล่วงเวลา (โอที) ในการกู้ หรืออาชีพอิสระมาก ๆ จึงจะถูกปฏิเสธ อย่างเช่น มีรายได้ 2 หมื่นบาท รวมกับเงินจากโอทีอีก 1 หมื่นบาท ซึ่งอาจจะมีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ในข้างหน้าได้ เพราะโอทีไม่ได้รองรับตลอดระยะเวลายาว 25-30 ปี ตามที่ได้รับสินเชื่ออนุมัติ สำหรับสินเชื่อของ ธอส.ที่จะมารองรับลูกค้าที่ถูกแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อบ้านสานรัก กำหนดสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ (DSR) ที่ใช้คำนวณความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ไว้ที่ 1 ใน 2 หรือ 50% (โครงการทั่วไปจะคิด 1 ใน 3 หรือกว่า 33.3%) คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2 ปีแรก คิด 2.99% ต่อปี ซึ่งขยายวงเงินสินเชื่อเป็น 40,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งวงเงิน 8,000 ล้านบาท และวงเงินให้กู้ต่อราย ขยายเพิ่มเป็นไม่เกิน 3 ล้านบาท จากเดิมไม่เกิน 2 ล้านบาท "รมว.คลังบอกว่า ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ก็เลยให้นโยบายว่า ธอส.ต้องเข้าไปดูแลกลุ่มนี้ พอดีกับที่เรากำลังจะเพิ่มเป้าสินเชื่อบ้านสานรัก เป็น 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะกวาดหมดเลยทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งรายได้ระดับล่าง ระดับกลาง และระดับบน และนอกจาก 40,000 ล้านบาทนี้แล้วยังมีอีก 10,000 ล้านบาท ที่เตรียมไว้ในช่วงที่เหลือของปีด้วย" นายฉัตรชัยกล่าว นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าส่วนผลดำเนินงานในช่วง 5 เดือนครึ่งของปีนี้ได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้วราว 33% ของยอดเป้าหมายสินเชื่อใหม่ในปีนี้อยู่ที่ 178,224 ล้านบาท ซึ่งยอมรับว่ายังต่ำกว่าประมาณการ และคาดว่าจนถึงสิ้น มิ.ย.นี้ สินเชื่อใหม่จะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 35-37% จากปกติช่วงครึ่งปีแรกควรปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึง 45% และอีก 55% ในครึ่งปีหลัง ดังนั้น ธนาคารจึงได้จัดทำแผนกระตุ้นยอดสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลังออกมา ผ่านโครงการสินเชื่อที่สำคัญ 2 โครงการ คือ 1) สินเชื่อบ้านสานรัก และ 2) สินเชื่อบ้าน "FOR HOME" ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรกอยู่ที่ 2.96% ต่อปี ให้กู้ต่อรายตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งสินเชื่อตัวนี้ออกมาเมื่อเดือน พ.ค. ล่าสุดมียอดยื่นขอกู้เข้ามากว่า 5,000 ล้านบาทแล้ว นอกจากนี้ เมื่อวงเงินสินเชื่อบ้าน "FOR HOME" ครบ 10,000 ล้านบาท ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ ก็ยังจะมีการออกโครงการสินเชื่อตัวใหม่อีก 40,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี เพื่อช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์และกระตุ้นยอดปล่อยกู้ของธนาคารในช่วงที่เหลือของปีนี้ "เป้าสินเชื่อในปีนี้เรายังไม่ทบทวน แต่ได้ทบทวนแผนการปล่อยสินเชื่อ โดยจะมีการกระตุ้นยอดให้ได้มากขึ้น ขณะที่เป้าหมายกำไรปีนี้อยู่ที่ 10,115 ล้านบาท" นายฉัตรชัยกล่าว นายฉัตรชัยกล่าวด้วยว่า ส่วนสถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นจากที่ช่วงปลายปี 2559 อยู่ที่ 5.06% โดย ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2560 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.3% แต่ถือว่าเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาด ซึ่งทั้งปี ธอส.ตั้งเป้าจะคุมให้อยู่ที่ไม่เกิน 4.86% พร้อมกับจะมีการขายหนี้อีก 9,200 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้มีนักลงทุนสนใจลงทะเบียนเข้ามาแล้ว 5 ราย อยู่ระหว่างทำดิวดิลิเจนซ์  ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

เท212ล.ให้สนง.อีอีซีลุย8แผนงาน

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบให้จัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 60 จำนวน 212.27 ล้านบาทให้กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงานอีอีซี ค่าจัดทำแผนการลงทุน ค่าเสริมสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสาร ค่าจัดทำมาตรการชักชวนนักลงทุน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและดำเนินกิจกรรมในต่างประเทศ โดยให้เบิกจ่ายจากงบกลาง ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการจัดทำแผนการพัฒนาอีอีซีใน 8 แผนงานย่อย ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือสัตหีบและบริการโลจิสติกส์ต่อเนื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ การพัฒนาศูนย์กลางการเงิน การพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัยและเทคโนโลยี การพัฒนาเมืองใหม่ ฉะเชิงเทรา-พัทยา-ระยอง และการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ก่อนหน้านี้นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานอีอีซี ระบุว่า อีอีซีเป็นทางออกสำคัญที่จะนำไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 โดยสานต่อจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิมให้เป็นอีอีซี เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นที่ดึงโตเกียวเป็นศูนย์กลางแล้วดึงจังหวัดรอบ ๆ มาพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างกัน หรือเกาหลีใต้ที่ใช้อินชอนเชื่อมโยงกับกรุงโซล เช่นเดียวกับโครงการอีอีซี ที่ใช้กรุงเทพฯเชื่อมการพัฒนาออกไปยังจังหวัดรอบ ๆ เพื่อให้เมืองต่างจังหวัดเติบโตไปด้วย อีอีซีจึงเป็นฐานของการสร้างเทคโนโลยี ฐานของการสะสมการลงทุน อย่างไรก็ตามจากการศึกษาโครงการอีอีซีทั้งหมด มั่นใจได้ว่าอีอีซีจะทำให้โครงสร้างการลงทุนของไทยเปลี่ยนไปและทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 4.5-5% โดยมีเงินลงทุนเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท โดยภายในต้นปี 61 ทั้ง 5 โครงการที่สำคัญลำดับต้นจะมีความคืบหน้าเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้แน่นอน ทั้งสนามบินอู่ตะเภาที่จะเป็นเมืองการบินภาคตะวันออกรองรับระบบนักท่องเที่ยวสูงสุด 30 ล้านคน มีมูลค่าการลงทุนมากถึง 2 แสนล้านบาท ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุดระยะที่ 3 มูลค่าลงทุน 10,150 ล้านบาท ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 มูลค่าลงทุน 88,000 ล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูง 1.58 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ มีมูลค่า 64,300 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 

ญี่ปุ่นขนทัพลงทุนอีอีซี

เจซีซีแจงผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นสนใจแห่ลงทุนในอีอีซี 100 ราย  หวังใช้ไทยเชื่อมตลาดอาเซียนแข่งขันเวทีโลกนายอุตตม สาวนายน  รมว.อุตสาห กรรม เปิดเผยภายหลัง นายโซจิ ซาคาอิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (เจซีซี) เข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยทางเจซีซีได้รายงาน ผลการสำรวจบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทย พบว่าล่าสุดมีบริษัทญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) มากถึง 100 บริษัท จากเดิมก่อนหน้านี้ผลสำรวจออกมาว่ามีเพียง 50 บริษัทเท่านั้น ซึ่งเหนือความคาดหมายมาก นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ยังไม่เคยลงทุนในไทยมาก่อน สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีตามบริษัทแม่ที่ได้เข้ามาขยายการลงทุนก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน "นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจและให้ความสำคัญในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมาก เพราะนโยบายของญี่ปุ่นต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลก ดังนั้นจึงมองมาที่พื้นที่อีอีซี เนื่องจากเห็นถึงศักยภาพในการเป็นจุดเชื่อมโยงของญี่ปุ่นเข้าไปยังตลาดอาเซียน รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงเข้าไปตลาดโลกผ่านเส้นทางนี้" นายอุตตม กล่าว ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นที่แสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนอยู่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ จะมีการจัดงานใหญ่เพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่นครบรอบ 130 ปี ภายในงานมี รมว.เศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ) และองค์กรส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) รวมทั้งเชิญคณะนักธุรกิจจากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมงานด้วย เพื่อรับฟังรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในโครงการอีอีซีสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่น รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ในปี 2559 นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดวงเงิน 5.74 หมื่นล้านบาท โดยช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.) มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 99 โครงการ มูลค่าเงิน 1.53 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการของนักลงทุนญี่ปุ่น 36 โครงการ เงินลงทุนรวม 6,136 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

คุมเข้มแบงก์พ่วงขายประกันคปภ.ชี้ยอดร้องเรียนลด 77%

คปภ.คุมเข้มแบงก์ขายประกันพ่วง ธุรกรรมการเงิน ระบุเรื่องร้องลดวูบ 77% ในรอบ 1 ปี ล่าสุดยกระดับความเข้มข้นการกำกับดูแล ผนึกกำลังสมาคมธนาคารเสริมประสิทธิภาพการกำกับดูแลเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย           นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ( คปภ. ) กล่าวว่า คปภ. มีนโยบายให้ความสำคัญอย่างมากในการกำกับดูแลพฤติกรรมทางการตลาดของภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการขายประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในช่วงปี 2559 จนถึงปีนี้ ทาง คปภ. ได้ลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อติดตาม การขายประกันผ่านธนาคารพาณิชย์  ส่งผลให้ ปัจจุบันเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับซื้อประกันภัยร่วมกับธุรกรรมทางการเงินมีอัตราลดลงถึง 77% เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา           เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่องและยั่งยืนยิ่งขึ้น   คปภ.จึงได้ลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย ดำเนินงานร่วมกันใน 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย           (1) ส่งเสริมให้ธนาคาร สมาชิกสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งบุคลากรของธนาคารดังกล่าว เสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้กับลูกค้าถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นหลัก           (2) เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยประเภทต่างๆ  เช่น กรมธรรม์ประกันภัยทางไซเบอร์แก่ธนาคารสมาชิกสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งบุคลากรของธนาคารดังกล่าว           (3) ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ด้านการประกันภัย ด้านการเงิน และด้านการลงทุนระหว่างบุคลากรทั้งสำนักงาน คปภ. และธนาคารสมาชิกสมาคมธนาคารไทย           (4) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ หรือกิจกรรมอื่นๆ อันเป็นประโยชน์ต่อทั้งสำนักงาน คปภ. และธนาคารสมาชิกสมาคมธนาคารไทย และก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ           (5) ดำเนินการอื่นๆ ตามที่สำนักงาน คปภ. และสมาคมธนาคารไทย เห็นสมควร          นอกจากนี้ ในการประชุมร่วมกัน เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ได้หารือถึงแนวทางจัดทำ รายงานการประเมินระบบควบคุมคุณภาพ การขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยของธนาคาร (Market Conduct Annual Statement : MCAS) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดประเด็นสำคัญในการตรวจสอบร่วมกัน ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ คาดว่า จะเป็นประโยชน์ในการควบคุมมาตรฐานการขายที่ดีของธนาคารในระยะยาว           "การประชุมหารือการกำกับและควบคุมคุณภาพขายประกันภัยผ่านธนาคาร เพื่อติดตามปัญหา อุปสรรคและให้ สมาคมธนาคารไทยกระตุ้นเตือนสมาชิก ตระหนักถึงความสำคัญการควบคุมคุณภาพขายประกัน การจัดให้มีหน่วยงานและบุคคลที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ การเสนอขายกรมธรรม์ระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการ จัดให้มีกฎระเบียบ หรือแนวปฏิบัติ พร้อมบทลงโทษ กรณีพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม"          พร้อมทั้งยังได้ออกข้อเสนอแนะประชาชน 12 ข้อในการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านช่องทางธนาคาร ซึ่งติดประกาศเผยแพร่ในสาขาทั่วประเทศ  ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น ปลื้มยอดขาย 80% รับอานิสงส์จากรถไฟรางคู่ขอนแก่น

แสนสิริเผยคอนโดมิเนียมขอนแก่นคึกคัก รับอานิสงส์เมกะโปรเจ็กต์รัฐ ทั้งรถไฟรางคู่จิระขอนแก่น ที่จะแล้วเสร็จในปี 2562 โดยสร้างเพื่อรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าทางรถไฟในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการขยายสนามบินขอนแก่น สร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ลานจอด อาคารจอดรถ เพื่อยกระดับเป็นสนามบินนานาชาติ รองรับนักท่องเที่ยว รวมถึงโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา (LRT) ที่จะเปิดใช้บริการในปี 2563 ดัน "เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น" คอนโดฯ พร้อมอยู่ใจกลางเมืองขอนแก่น ติดเซ็นทรัลพลาซา เนื้อหอม  คาดอนาคตอสังหาฯ ขอนแก่นเติบโตต่อเนื่อง อุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการ คอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นมีทิศทางที่ดีขึ้น จากปัจจัยบวกสนับสนุนของภาครัฐที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ทั้งทางบกและทางอากาศ ได้แก่ โครงการรถไฟรางคู่ เส้นทางช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าแล้วประมาณ 22% ถือว่าเร็วกว่าแผนงาน 0.47% เพื่อให้การก่อสร้างรวดเร็วเสร็จทันตามกำหนดภายในปี 2561-2562 โดยคาดว่าหากโครงการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ จะเปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่รางมากขึ้น โดยมีผู้โดยสารใช้บริการ 27,200-38,800 คนต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็น 37,000-55,000 คนต่อวัน ขณะที่ปริมาณขนส่งสินค้าที่ผ่านเส้นทางประมาณ 10,900-11,300 ตันต่อวัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 36,400 ตันต่อวัน ภายในปี 2577 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและขนส่งสินค้า รวมทั้งระบบโลจิส ติกส์ของประเทศ สามารถรองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าทางรถไฟในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังมีแผนเร่งขยายสนามบินขอนแก่นให้เร็วขึ้นภายในปี 2561 โดยจะสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ลานจอด อาคารจอดรถ เพื่อยกระดับเป็นสนามบินนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา (LRT) ที่จะพัฒนาขึ้นเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด และทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น นับเป็นจังหวัดแรกที่จะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนอกเหนือจากกรุงเทพฯ โดยจะเปิดใช้บริการในปี 2563 นำร่องเส้นทางแนวเหนือ-ใต้ ถนนมิตรภาพ ช่วงบ้านสำราญ-บ้านท่าพระ ระยะทาง 22.6 กิโลเมตร มีทั้งหมด 16 สถานี ซึ่งจะมีสถานีแยกประตูเมือง (เซ็นทรัล) ผ่านด้านหน้าโครงการเดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น ทำให้ลูกค้าโครงการฯ เดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น จากอานิสงส์ของแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของรัฐในจังหวัดขอนแก่น จึงส่งผลให้ขอนแก่นมีดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ดันให้ "เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพขอนแก่น" คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ของแสนสิริที่สูงที่สุดใจกลางเมืองขอนแก่น ติดเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยและปล่อยเช่าลงทุน มีลูกค้าสนใจจำนวนมาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น แพทย์จากโรงพยาบาลในขอนแก่น และเจ้าของกิจการ  ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อสังหาฯฮึดลุยลงทุนใหม่ เตรียมแผนผุดโครงการบ้าน-คอนโดหวังปั๊มยอดขายช่วงครึ่งปีหลัง

เร่งลงทุนปั๊มยอดขายครึ่งปีหลังผู้ประกอบการอสังหาฯ เร่งผุดโครงการใหม่ ปั๊มยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเปิดโครงการใหม่กันมากขึ้น เพื่อเร่งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจาก ผู้ประกอบการหลายรายได้ชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก เพราะต้องการระบายสต๊อกที่ยังมีอยู่ออกไปก่อน ทำให้แนวโน้มในครึ่งปีหลังการเปิดโครงการและการแข่งขันในตลาดน่าจะคึกคักกว่าในช่วงครึ่งปีแรก นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่องอีกประมาณ 3-4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท จากเป้าหมายปีนี้ที่จะพัฒนาโครงการรวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นตลาดคอนโดมิเนียมราคา 2-5 ล้านบาท ครอบคลุมเส้นทางรถไฟฟ้า 5 สาย ทั่วทั้งกรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นนอก โดยมีที่ดินรอการพัฒนาแล้ว นายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทได้มีการลงทุน และเตรียมเปิดตัวโอ๊ควูด โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนท์ ศรีราชา โรงแรมระดับ 5 ดาว มูลค่า 7,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 12 ไร่ จำนวน 4 อาคาร จำนวน 1,414 ห้อง ซึ่งจะเปิดตัวเฟสแรก 458 ห้อง และอาคารจอดรถในเฟส 2 บางส่วนก่อนในปลายปีนี้ โดยมีลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มคนทำงานโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น คาดว่าปีนี้บริษัทจะโตขึ้น 30% ซึ่งจะทำให้อสังหาฯ ให้เช่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของรายได้รวม และจะเป็นการเพิ่มรายได้ในระยะยาว นายศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทได้ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวแบบบ้าน CAYLA และ ZOEY ในเฟสแรกของโครงการ The Proud พระราม 2-พันท้ายนรสิงห์ ล่าสุดได้เปิดแบบบ้านวีด้า ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวในสไตล์ โมเดิร์น คอนเทมโพรารี มีจำนวน 8 ยูนิต ขนาดเริ่มต้นที่ 50 ตารางเมตร หน้ากว้าง 11 เมตร สูง 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 146.56 ตารางเมตร ในราคา 3.99 ล้านบาท โดยจะเปิดขายในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ โครงการ The Proud พระราม 2-พันท้ายนรสิงห์ มูลค่าโครงการรวม 550 ล้านบาท ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวขนาดตั้งแต่ 50.4-94.5 ตารางวา จำนวน 110 ยูนิต บนเนื้อที่รวม 31 ไร่ก่อนหน้านี้ บริษัท อนันดา ดีเวลลอป เม้นท์ ได้เปิดแผนลงทุนในครึ่งปีหลัง โดยร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง ในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า โดยในไตรมาส 2 นี้ จะเปิดโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ากว่า 2.17 หมื่นล้านบาท ได้แก่ 1.แอชตัน อโศก-พระราม 9 จำนวน 593 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 6,367 ล้านบาท 2.ไอดีโอ คิว วิคตอรี่ จำนวน 348 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท มูลค่า 3,090 ล้านบาท 3.ไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่ จำนวน 994 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท มูลค่า 2,951 ล้านบาท 4.ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 จำนวน 449 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 4,264 ล้านบาท  และ 5.เอลลิโอ เดล เนสท์ จำนวน 1,459 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท มูลค่า 5,045 ล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง อนันดาฯ ยังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 1.66 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมอีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 1.43 หมื่นล้านบาท และโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 2,333 ล้านบาท  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อสังหาฯ ซึม กำลังซื้อไม่ฟื้นครึ่งปีพลาดเป้า

 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่ผู้ประกอบการคาดหวังเอาไว้ในช่วงก่อนหน้า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่โดยรวมแม้จะฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าชิ้นใหญ่อย่างที่อยู่อาศัยทำให้ยอดขายของหลายบริษัทยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้           "ใน 2 ไตรมาสแรกของปีตลาดยังไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่ได้แย่จนถึงขั้นอันตราย แต่ประเด็นคือยอดขายยังไม่แข็งแรง ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นอย่างนี้" อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าว           ปัญหาหลักที่ทำให้ตลาดยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรง เพราะเศรษฐกิจไทยซึ่งผูกติดอยู่กับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่แข็งแรงพอ การเข้าถึงสินเชื่อทำได้ยาก ผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นและไม่อยากจับจ่าย โดยเฉพาะสินค้าถาวรอย่างที่อยู่อาศัย           อธิป ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในครึ่งปีแรกยังถือว่าไปได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนซื้อคือเรียลดีมานด์ แต่สำหรับคอนโดมิเนียมในกลุ่มตลาดกลาง-ล่างยังไม่ดี เพราะไม่มีกำลังซื้อ และธนาคารเข้มงวด กลุ่มตลาดระดับกลางยังพอไปได้ ส่วนตลาดบนก็ไม่ดี เพราะเป็นตลาดซื้อเพื่อลงทุนซึ่งยังไม่ดี           ผู้ประกอบการจะต้องระวังเรื่องสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก ต้องลงทุนในตลาดที่มั่นใจว่าจะสามารถขายได้ การพัฒนาสินค้าและการทำตลาดจะต้องมีความแม่นยำสูง ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่แม้ว่าจะมีสายป่านยาว แต่การลงทุนที่มากเกินไปในสถานการณ์เช่นนี้ก็อาจจะมีปัญหาตามมาได้หากประมาท           "รัฐบาลพยายามที่จะปฏิรูปประเทศในระยะยาว แต่สถานการณ์ตอนนี้จะต้องกลับมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน โดยต้องเลือกว่าจะเอาเรื่องใดมาทำ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจ และทำอย่างไรการบริโภคภายในประเทศเกิดความเคลื่อนไหว อย่างไปหวังพึ่งแค่การส่งออก ซึ่งธนาคารรัฐจะต้องเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยกระตุ้นในเรื่องนี้" อธิป กล่าว           ขณะที่ ปริญญา เธียรวร ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 2 ยังคงชะลอตัว และไตรมาส 3 จะยังไม่มีการเติบโต เนื่องปัจจุบันสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอลในตลาดยังมีสูงถึง 6-7% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในปริมาณที่สูง การปฏิเสธสินเชื่อสำหรับตลาดระดับล่างมีถึง 70% ในบางโครงการ           การที่รัฐกระตุ้นภาคอสังหาฯ โดยการลดดอกเบี้ย รวมทั้งการเพิ่มวงเงินไม่ได้ช่วยทำให้ตลาดกลับฟื้นตัว ทั้งนี้หากสถาบันเงินยังเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อก็จะไม่เกิดผลอะไร โดยเฉพาะตลาดระดับล่างต่ำกว่า 6 ล้านบาทลงมา ทั้งนี้เห็นว่ารัฐควรออกมาตรการผ่อนปรนเกณฑ์และเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อก่อนจะดีกว่า           ในส่วนของการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นจะพัฒนาโครงการตามศักยภาพของทำเล ออกแบบโปรดักต์ให้เหมาะสมและตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งนี้บริษัทจะเน้นเรื่องของดีไซน์ นวัตกรรม ฟังก์ชั่น ครบ และการสร้างความโดดเด่นแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินงานมาโดยตลอด           "บริษัทไม่ได้ตั้งเป้าว่าแต่ละปีพัฒนากี่โครงการ แต่จะพัฒนาต่อเมื่อเห็นว่าเหมาะสมโดยจะไม่พัฒนาโครงการที่ใหญ่เกินตัว แม้พื้นที่ที่พัฒนาจะมีขนาดใหญ่ก็สามารถแบ่งเป็นโครงการ แยกเป็นเฟส มีหลายๆ โครงการอยู่ในที่เดียวกันได้เป็นการลดความเสี่ยง ซึ่งผู้ประกอบการหลายหลายเร่งพัฒนาแต่ไม่ได้คำนึงว่าถ้าขายไม่ออกจะทำอย่างไร การพัฒนาโครงการอสังหาฯ ในปัจจุบันต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะรายกลางและเล็กต้องปรับตัวอย่างมาก" ปริญญา กล่าว           ด้าน พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ภาครวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้น เพราะจะมีโครงการเปิดใหม่เป็นจำนวนมาก ขณะที่ไตรมาสแรกและไตรมาส 2 มีการเปิดตัวโครงการน้อย แต่ทางบริษัทกลับเห็นว่าเป็นช่องทางในการชิงส่วนแบ่งในตลาด จึงได้เปิดตัว 4 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 8,400 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังรุกทำตลาดผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ต่อเนื่อง รวมไปถึงการออกแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ           "ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวมากขึ้น จะต้องมีการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรม การดีไซน์รูปแบบห้องใหม่ๆ เป็นต้น โดยเชื่อว่าตั้งแต่ต้นปี 2561 คอนโดตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจะกลับมาคึกคักเนื่องจากราคาที่ดินเริ่มขยับ ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าเริ่มก่อสร้างและบางโครงการทยอยเปิดให้บริการ" พีระพงศ์ กล่าว          หากไม่มีปัจจัยลบมาซ้ำเติม คาดว่าตลาดในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าในครึ่งปีแรก แต่การแข่งขันในตลาดก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน            ยอดปฏิเสธสินเชื่อฉุดตลาดบ้าน          แม้จะมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ แย่ แต่ละบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังมีผลประกอบการเป็นบวก แต่ อนันต์ อัศวโภคิน อดีตประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็ยังกังวลปัญหาเรื่องยอดการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ทำให้ตลาดอสังหาฯ ไม่โตอย่างที่ควรจะเป็น และดูเหมือนว่ายอดการปฏิเสธสินเชื่อจะยังไม่ได้ลดลงเหมือนที่หลายคนต้องการ          "ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินยังไม่ได้ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการบางรายมียอดปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 70% ขณะที่ตลาดรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 40-50%" อธิป กล่าว          ปัญหาหลักคือ ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แม้ทุกครั้งธนาคารจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยเข้มงวดก็ตาม แต่ความจริงคือธนาคารได้ปรับเงื่อนไขที่เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้กู้ให้เข้มงวดกว่าเดิม เช่น กลุ่มที่เป็นเอสเอ็มอี เป็นสตาร์ทอัพ กลุ่มอาชีพอิสระ ตอนนี้ไม่ปล่อยเลย หรือปล่อยยากมาก ทั้งที่เป็นกลุ่มที่รัฐบาลสนับสนุนให้คนทำงานประจำออกมาทำ          นอกจากนี้ หลักเกณฑ์ของเครดิตบูโรที่ให้คงบัญชีผู้ที่เคยมีปัญหาเครดิตเอาไว้ 3 ปี แม้ว่า ธนาคารจะแจ้งว่าขอพิจารณาเป็นกรณีไป แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ปล่อยกู้ให้ ปัญหาเหล่านี้ทำให้จำนวนยอดปฏิเสธสินเชื่อยังคงอยู่ในระดับสูง และเป็นปัญหาเรื้อรังในตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในขณะนี้          ธนาคารรัฐที่ทำหน้าที่ปล่อย สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยตรงอย่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ควรจะเข้ามาช่วยเหลือ โดยการผ่อนเกณฑ์ที่เข้มงวดลงบ้าง หรือถ้ามองว่าผู้กู้มีความเสี่ยง ก็สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยที่บวกเพิ่มความเสี่ยงไปแล้วมาใช้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าดอกเบี้ยปกติ ถ้า 3 ปีแล้วไม่มีปัญหาค่อยปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยปกติ ก็จะช่วยให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เดินต่อไปได้  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จับตาโซนตะวันตก ทำเลอยู่อาศัยใกล้เมือง

โชคชัย สีนิลแท้จับตาโซนตะวันตก ทำเลที่อยู่อาศัย ใกล้เมืองบ้านเดี่ยว เริ่มต้น 4 ล้านบาทปัจจุบันทำเลตะวันตกของกรุงเทพมหานครขยายรวดเร็วมาก โดยเฉพาะพื้นที่ด้านซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา การเกิดขึ้นของถนนใหญ่ๆ หลายสายช่วยเปิดหน้าดินใหม่ จากที่ดินสวนและนา กลายเป็นชุมชนเป็นย่านอยู่อาศัย รวมถึงระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ก็เป็นอีกแรงที่ผลักดันให้ทำเลแถวนี้เจริญเติบโตในเวลาที่รวดเร็ว อย่างทำเลชัยพฤกษ์ และราชพฤกษ์ ถนนชัยพฤกษ์ คือเส้นที่ต่อจากถนนแจ้งวัฒนะบริเวณห้าแยกปากเกร็ด จากถนนแจ้งวัฒนะข้ามสะพานพระราม 4 ลงไปก็กลายเป็นถนนชัยพฤกษ์ เส้นนี้ก็จะตรงไปทางตะวันตกตัดกับถนนราชพฤกษ์จนเชื่อมกับถนนกาญจนาภิเษกหรือวงแหวนตะวันตก ส่วนถนนราชพฤกษ์คือ ถนนที่ตัดมาจากถนนตากสิน-เพชรเกษม เป็นเส้นยาวขึ้นไปทางเหนือ ตัดผ่านถนนหลักหลายสายจนไปเชื่อมถนนสะพานนนทบุรี-บางบัวทอง หรือถนนสาย 345 จากถนนที่เชื่อมต่อได้หลายสาย ทำให้การเดินทางเข้าเมืองสะดวก ไม่ว่าจะมาจากทางด้านดอนเมือง หลักสี่ หรือจากสาทร เพชรเกษม ตลิ่งชัน โดยเฉพาะจากทางด่วนศรีรัช มาลงแจ้งวัฒนะ วิ่งต่อเข้าชัยพฤกษ์ ถนนทั้งสองเส้นนี้ก่อสร้างเสร็จไม่นาน การออกแบบถนนจึงรองรับปริมาณการจราจรที่หนาแน่นไว้ล่วงหน้าแล้วและมีสะพานลอยกลับรถเพื่อแก้ปัญหาสภาพการจราจร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นทำเลใหม่ ชุมชนเพิ่ง เกิดถนนและการเดินทางอาจสะดวกก็จริง แต่ก็เหมาะเฉพาะการเดินทางด้วยรถส่วนตัวเป็นหลัก ขนส่งมวลชนหรือรถประจำทางอาจยังน้อยอยู่ แต่ก็ยังดีที่มีรถ ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทาง แม้จะไม่ใช่ทำเลที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่านโดยตรง แต่การมาใช้บริการก็ไม่ถือว่าลำบากจนเกินไป โดยจุดที่สะดวกที่สุดคือ สถานีราชพฤกษ์ ปัจจุบันถนนราชพฤกษ์ทั้งเส้นคึกคักมากตลอดทั้งเส้น มีทั้งโครงการบ้านจัดสรรราคาแพงๆ ริมถนนใหญ่ ร้านค้า ร้านอาหาร คอมมูนิตี้มอลล์ ฯลฯ โดยศูนย์กลางความเจริญที่รวมสิ่งอำนวยความสะดวกบนถนนเส้นนี้ จุดใหญ่บริเวณรอบๆ คอมมูนิตี้มอลล์ เช่น คริสตัล พีทีที และเพียวเพลส ซึ่งถือเป็นย่านช็อปปิ้งใกล้บ้านและแหล่ง จับจ่ายใช้สอย ขณะที่ถนนชัยพฤกษ์ เชื่อมต่อโดยตรงจากแจ้งวัฒนะ ซึ่งศูนย์รวมสิ่งอำนวยความสะดวกมีทั้งบริเวณเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และห้าแยกปากเกร็ด-เมืองทองธานี หรือหากจะขยับออกไปอีกหน่อยก็มีศูนย์กลางความเจริญอีกแห่งที่ครบและใหญ่กว่า คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ใกล้ๆ สามแยกบางใหญ่ (ถนนรัตนาธิเบศร์ตัดกับถนนวงแหวนตะวันตก) ก็ไม่ไกลจากทำเลมากนัก ส่วนบริการด้านอื่นๆ เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา ก็กระจายอยู่ในทำเลหลายแห่ง ส่วนถนนราชพฤกษ์เปิดใช้ไม่ถึง 10 ปี ก็วางแผนจะขยายเพิ่มช่องจราจรเป็น 10 เลน ปัจจุบันมีโครงการสร้างถนนเชื่อมราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ทำให้เชื่อมถนนสาย 345 ไป 346 ได้เลย จะแล้วเสร็จในปลายปี 2561 นี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูก็เตรียมจะก่อสร้างเร็วๆ นี้ เส้นทางเริ่มต้นที่บริเวณห้าแยกปากเกร็ด ทำเลราชพฤกษ์พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย นอกจากนี้โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแห่งใหม่ บนถนนชัยพฤกษ์ก็น่าจะเริ่มในอีกไม่นาน รอบๆ มหาวิทยาลัยก็คงจะมีการพัฒนาตามมาอีกมาก เพราะที่ดินนับพันไร่รอบมหาวิทยาลัยอยู่ในมือ ผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่เกือบหมดแล้ว ทำเลราชพฤกษ์ก่อนหน้านี้อาจถือเป็นทำเลบ้านราคาแพง เพราะช่วงแรกๆ บ้านจัดสรรจะขยายตัวรองรับกลุ่มเป้าหมายจากพื้นที่สาทร เพชรเกษม และปิ่นเกล้า โครงการส่วนใหญ่อยู่ติดถนนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ความเจริญจากหลายทิศทาง ทั้งจากทำเลแจ้งวัฒนะและรัตนาธิเบศร์ โครงการจึงมีให้เลือกค่อนข้างมากและหลากหลายระดับราคา บ้านจัดสรรย่านนี้ล้วนเป็นโครงการใหม่ เพราะทำเลเพิ่งเกิดไม่นาน บริเวณที่จะมีโครงการเกิดขึ้นค่อนข้างหนาแน่นเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นบริเวณสี่แยกใกล้ๆ จุดตัดถนนทั้งสองเส้น ถ้าเป็นโครงการที่อยู่บนเส้นชัยพฤกษ์ ช่วงก่อนข้ามสะพานพระราม 4 ราคาบ้านค่อนข้างสูงกว่า โครงการที่อยู่ช่วงปลายๆ ใกล้กับถนนวงแหวนตะวันตก คล้ายๆ กัน โครงการบนถนนราชพฤกษ์ที่อยู่ค่อนมาทางด้านถนนรัตนาธิเบศร์ ราคาจะค่อนข้างสูงกว่าโครงการที่อยู่ค่อนไปทางถนนสาย 345 อย่างไรก็ตาม ทำเลแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นโครงการจัดสรรภายใต้การพัฒนาของบริษัทใหญ่ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มต้นกว่า 4 ล้านบาท ทาวน์โฮม 2-3 ล้านบาท โครงการบ้านจัดสรรทั้งประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ แต่หลักๆ จะเป็นบ้านเดี่ยวเสียมากกว่า บริเวณใกล้แยกราชพฤกษ์-ชัยพฤกษ์ ที่เพิ่งเปิดขาย เช่น บ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ปากเกร็ด-ราชพฤกษ์ จากค่าย เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง ที่ดินโครงการขนาด 24 ไร่ มีจำนวน 206 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยขนาดตั้งแต่ 135-180 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นปัจจุบัน 4.47 ล้านบาท จากราคาเปิดตัวต้นปี 2559 ราคา 3.99 ล้านบาท สัมมากร ชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ โดยบริษัท สัมมากร บนที่ดินกว่า 35 ไร่ จำนวนเพียง 140 ยูนิต กับแบบบ้าน 3 แบบ ขนาด 168-270 ตารางเมตร ราคาตั้งแต่ 6.5-13 ล้านบาท บุราสิริ ราชพฤกษ์-345 บริษัท แสนสิริ บนที่ดิน 84 ไร่ จำนวน 339 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 135-294 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 5.3-15 ล้านบาท คาดว่า แล้วเสร็จทั้งโครงการในปลายปี 2563 ส่วนทาวน์โฮม เช่น เดอะทรัสต์ ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์ 2 บนถนนราชพฤกษ์ ของบริษัท เดอะ คอนฟิเด้นซ์ ขนาดโครงการค่อนข้างใหญ่เพราะมีบ้านเดี่ยวบ้านแฝดรวมอยู่ด้วย เดอะริชวิลล์@ราชพฤกษ์ ของบริษัท ริชี่ เพลซ 2002 ทาวน์โฮมติดถนนราชพฤกษ์ ซึ่งในโครงการมีทั้งบ้านแฝดและทาวน์โฮม รวม 173 ยูนิต บนที่ดินกว่า 20 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยเริ่ม 123-180 ตารางเมตร บัวทองธานี 5 ชัยพฤกษ์ราชพฤกษ์ ของบริษัท บัวทองธานี แมเนจเมนท์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น 42 ยูนิต ราคาเริ่ม 2.49 ล้านบาท ใกล้ปิดการขายแล้ว ทำเลนี้จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ที่น่าจับตามอง อัตราการขายเดือน พ.ค.เกิน 60%ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 345 เป็นถนนสายหลักที่เชื่อม จ.นนทบุรี และปทุมธานีเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากถนนวงแหวนรอบนอกตะวันตกใน จ.นนทบุรี ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปบรรจบกับถนนสายรังสิต-ปทุมธานีใน จ.ปทุมธานี แม้ว่าถนนเส้นนี้จะเปิดให้บริการมาหลายปีแล้ว แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ยังคงมีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ต่อเนื่องและได้รับความนิยมระดับหนึ่งมาต่อเนื่องเช่นกัน ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยผลสำรวจว่า อัตราการขายเฉลี่ยของโครงการบ้านจัดสรรในพื้นที่นี้อยู่ที่ประมาณ 62% โดยบ้านที่มีการ เปิดขายมากที่สุดในทำเลนี้คือ บ้านจัดสรรแบบบ้านเดี่ยวมีสัดส่วนประมาณ 53% และเป็นบ้านแบบทาวน์เฮาส์ประมาณ 38% จากจำนวนบ้านจัดสรรทั้งหมดที่เปิดขายอยู่ในพื้นที่นี้ประมาณ 7,950 ยูนิต โดยบ้านจัดสรรส่วนใหญ่ที่เปิดขายในพื้นที่มีราคาขายอยู่ที่ประมาณ 3-5 ล้านบาท เพราะส่วนใหญ่เป็นโครงการบ้านเดี่ยว ในขณะที่โครงการทาวน์เฮาส์จะมีราคาขายต่ำกว่า 3 ล้านบาท/ยูนิตลงมา อัตราการขายเฉลี่ยของบ้านเดี่ยวอยู่ที่ประมาณ 68% อาจจะไม่ได้สูงมากนัก แต่ก็ถือว่าสูงมากเมื่อพิจารณาจากจำนวนยูนิตของบ้านเดี่ยวที่มีเปิดขายอยู่ในตลาด ในขณะที่บ้านรูปแบบ อื่นๆ นั้นมีน้อยมากทั้งบ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ อาจจะเป็นเพราะว่าบ้านเดี่ยวยังสามารถพัฒนาได้อยู่ในทำเลนี้ เนื่องจากราคาที่ดินไม่ได้สูงเกินไป และทาวน์เฮาส์ยังเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับคนที่รายได้ยังไม่สามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้ บ้านแฝดจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ผู้ประกอบการเลือกมาพัฒนาในพื้นที่นี้ โครงการส่วนใหญ่ที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบันจะเปิดขายมาก่อนหน้านี้ 3-4 ปี เพิ่งมาลดลงในช่วงปี 2558-2560 พื้นที่นี้จะยังคงเป็นทำเลที่มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ต่อเนื่องในอนาคต เพราะการเดินทางที่สะดวกแต่เหมาะกับคนที่ทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือหรือในพื้นที่ จ.นนทบุรี และปทุมธานี นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่อาศัยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไม่นานอีกหลายพันยูนิต โดยเฉพาะบริเวณรอบมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแห่งใหม่ สืบเนื่องจากเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดิน (บางส่วน) ให้มหาวิทยาลัย แบ่งขายที่ดินบางส่วนจากแปลงใหญ่กว่า 900 ไร่รอบมหาวิทยาลัยให้กับบริษัทอสังหาฯ ใหญ่อีก 3 ราย ได้แก่ แสนสิริ พฤกษา และเอสซี แอสเสท การพัฒนาสินค้าจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เพื่อไม่ให้รูปแบบของสินค้าทับซ้อนกัน อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้นที่จะเกิดขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ต้องเกิดขึ้นตาม มาเพื่อรองรับการอยู่อาศัยอีกมาก ปัจจุบันบริเวณนี้ได้มีการก่อสร้างถนนหอการค้าไทย และได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สาเหตุที่ตั้งชื่อว่าถนนหอการค้าไทย เนื่องจากมีการกันพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ เป็นที่ดินเพื่อรอการพัฒนาให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนเชื่อมระหว่างถนนชัยพฤกษ์กับถนน 345 ขนาด 6 เลน ใช้เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท ใช้ที่ดิน 80 ไร่ ยาวประมาณ 4 กิโลเมตร เพื่อเปิดพื้นที่ ถนนเส้นนี้จะช่วยลดปัญหาการจราจรจากพื้นที่ภายนอก และจะมีรถไฟฟ้าสายสีชมพูใกล้กับบริเวณปากเกร็ดมารองรับ เป็นการผลักดันให้ทำเลนี้เป็นแหล่งที่อยู่ระดับบนได้ในอนาคต  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทิสโก้ร่วมวงปล่อยกู้บ้าน

ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์ธนาคารทิสโก้ ถือได้ว่าเป็นอีกธนาคารหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นหลักมาอย่างยาวนาน แต่หลังจากนี้ธนาคารทิสโก้ได้พุ่งเป้าหรือเริ่มเข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อบ้านเต็มตัวมากขึ้น แม้ปัจจุบันการแข่งขันปล่อยสินเชื่อบ้านจะรุนแรงอยู่แล้วก็ตาม ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ทิสโก้เชื่อว่าจะสามารถแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อบ้านได้ แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจนี้จากการซื้อพอร์ตสินเชื่อบ้าน รวมทั้งสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มา อีกทั้งทิสโก้เข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวในช่วงที่คาดว่าภาวะการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลง นำโดยธนาคารพาณิชย์ รายใหญ่ทั้ง 4 แห่ง ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในสินเชื่อบ้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทิสโก้ค่อนข้างมั่นใจความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อบ้าน เพราะได้อานิสงส์จากคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่ซื้อมาจากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่ฐานลูกค้าหลักอยู่ในกลุ่มระดับบน (Upper Segment) ที่มีรายได้และความรู้ค่อนข้างดี รวมทั้งมีแคมเปญสินเชื่อที่โดดเด่นและแตกต่างจากตลาด ส่วนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านก็อยู่ในระดับแข่งขันได้ โดยมีการคิดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านตามที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ซึ่งอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านชั้นดี (Minimum Housing Rate : MHR) ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ใช้เป็นดอกเบี้ยอ้างอิงของสินเชื่อบ้าน ทั้งนี้ เอ็นพีแอลสินเชื่อบ้านของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากฐานลูกค้ากลุ่มบนที่มีคุณภาพดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือน โดยอัตราวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าสินทรัพย์ (LTV) ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) อยู่ในระดับต่ำกว่าตลาดทั่วไป ทั้งนี้อัตราตลาดอยู่ที่ 90-120% นอกจากนี้ รูปแบบผลิตภัณฑ์ สินเชื่อบ้านที่โดดเด่นของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คือ MortgageOne ซึ่งเป็นโปรดักต์ที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าตลาดทั่วไป เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่มีความรู้ทางการเงินค่อนข้างดี และด้วยสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป จึงสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้ากลุ่มบนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เมื่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีแนวโน้มลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง ธนาคารจะเน้นการบริหารต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และความสามารถในการทำกำไรในธุรกิจดังกล่าวไว้ ทั้งต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรอง โดยเน้นการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก สำหรับแผนการโอนสินทรัพย์จากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจะเสร็จเรียบร้อยในสิ้นปีนี้ โดยในช่วง 3-6 เดือนแรก หลังจากโอนสินทรัพย์แล้ว ทิสโก้จะ ให้ความสำคัญกับการปรับกระบวนการทำงานภายในก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ หลังจากนั้นจึง จะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจ ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในครึ่งหลัง ของปีหน้า  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เกณฑ์ใหม่ธปท.คุมรูดปรื๊ดลดวงเงินรายได้ต่ำ 3 หมื่น

แบงก์ชาติเดินหน้าสกัดปัญหาหนี้ครัวเรือน ออกเกณฑ์คุมเข้มปล่อยกู้ "บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล" ลดวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อเดือน เตรียมประกาศใช้ กลางเดือน ก.ค.นี้ วงการแบงก์-น็อนแบงก์ป่วน ชี้ส่งผลให้มีการปฏิเสธสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นหวั่นกระทบกำลังซื้อผู้บริโภคทั้งระบบ           คุมหนี้กลุ่มรายได้ต่ำ 3 หมื่น บ.          แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เตรียมออกประกาศถึงธนาคารพาณิชย์ และบริษัทที่ดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (personal loan) ภายใต้กำกับ โดยจะกำหนดเกณฑ์ การอนุมัติสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันทุกประเภท อาทิ บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล สำหรับผู้สมัครบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด สินเชื่อผ่อนชำระ 0% ต่าง ๆ สำหรับกลุ่มผู้มี รายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน โดยจำกัดการอนุมัติสินเชื่อเหลือเพียง 1.5 เท่า ของรายได้ ต่อสถาบันการเงิน จากเดิมที่มีการกำหนดเกณฑ์การให้สินเชื่อไม่เกิน 5 เท่าของรายได้          การจำกัดวงเงินสินเชื่อดังกล่าวจะส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวด และปฏิเสธการให้สินเชื่อใหม่ กับผู้ที่มีสินเชื่อ กับสถาบันการเงินอื่น ๆ มากขึ้น เพราะนอกจากสถาบันการเงินจะต้องปรับเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อ ตามเกณฑ์ใหม่ของ ธปท.ที่ไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้แล้ว ธนาคาร หรือบริษัทบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลอาจจะต้องมีการปรับฐานการอนุมัติการให้สินเชื่อภายในธนาคารลงด้วย          อดีตเมื่อสถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อ จะใช้เกณฑ์ภายในของธนาคารเป็นมาตรฐานควบคู่นโยบายของ ธปท. เช่นพิจารณาว่า ผู้ขอสินเชื่อมีหนี้จากทุกสถาบันการเงินแล้วกี่เท่า ซึ่งปกติจะใช้เกณฑ์ไม่เกิน 6 เท่าของรายได้ที่กู้จากทุกสถาบันการเงิน แต่เมื่อ ธปท.ประกาศเกณฑ์ใหม่ ก็อาจส่งผลให้สถาบันการเงินปรับเกณฑ์ภายในต่ำลงด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของ ธปท. ที่ต้องการให้เกิดการลดการก่อหนี้ และการเกิดหนี้เสียในระยะยาว           เตรียมบังคับใช้กลาง ก.ค.นี้          แหล่งข่าวกล่าวว่า มาตรการนี้เป็นนโยบายของ ธปท.ที่ต้องการควบคุมปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มคนเริ่มต้นทำงาน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน มีการก่อหนี้ผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลเพิ่มมากขึ้น ทั้งมีปัญหาหนี้เสียสูง โดยคณะทำงานเรื่องดังกล่าวที่ประกอบไปด้วยฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. แบงก์ และน็อนแบงก์ต่าง ๆ จะมีการประชุมสรุปในสัปดาห์หน้า เพื่อเคาะเกณฑ์และแนวปฏิบัติออกมาเป็นรูปธรรม ก่อนออกประกาศใช้กับสถาบันการเงินทั้งแบงก์ และน็อนแบงก์ภายในกลางเดือน ก.ค.นี้          ทั้งนี้การนำเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้นั้น เป็นการศึกษาจากโมเดลของประเทศมาเลเซีย ที่มีการควบคุมการอนุมัติ สินเชื่อไม่มีหลักประกันมาใช้เมื่อปี 2015 โดยกำหนดการให้สินเชื่อสำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 3.6 แสนริงกิตต่อปีหรือราว 30,000 บาทต่อเดือน ไม่เกิน 2 เท่า ของรายได้          สำหรับการตรวจสอบข้อมูลการก่อหนี้ แบงก์ และน็อนแบงก์จะใช้ข้อมูลกลาง จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโรมาประกอบ เพื่อดูว่า ผู้กู้รายดังกล่าวมีประวัติการก่อหนี้เท่าไหร่ จากสถาบันการเงินใดบ้าง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการอนุมัติสินเชื่อแต่ละครั้ง           หวั่นกระทบมู้ดจับจ่าย          แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การออกประกาศฉบับนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยในประเทศให้ลดลงในระยะยาว โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ที่ปัจจุบันที่ประชาชนใช้นำมาทดแทนเงินสด ดังนั้นหากแบงก์ น็อนแบงก์ลดวงเงิน ก็จะกระทบต่อการใช้จ่ายให้ลดลงไปด้วย เพราะการออกเกณฑ์นี้ ครอบคลุมทั้งลูกหนี้ดีและลูกหนี้ เสีย ซึ่งอาจไปตัดโอกาสการใช้จ่ายสำหรับลูกหนี้ดี ที่มีการใช้จ่ายสูง ให้ได้ รับผลกระทบครั้งนี้ไปด้วย          "จุดบอดของโครงการนี้ คือ ครอบคลุมลูกหนี้ดีไปด้วย  เพราะกลุ่มนี้ผ่อนชำระดีมาโดยตลอด และแบงก์ก็ให้วงเงินเพิ่มเพราะใช้จ่ายดี แต่เกณฑ์ใหม่จะทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบด้วย ทำให้วงเงินที่ได้น้อยลงไปด้วย โดยผู้กู้เก่าที่ได้วงเงินไปแล้วเมื่อบัตรหมดอายุ แบงก์ก็จะลดวงเงินบัตรลงเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ใหม่ ก็เท่ากับลูกค้าเก่าก็กระทบไปด้วย ไม่ใช่แค่ลูกค้าใหม่เท่านั้น ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจของแบงก์และน็อนแบงก์อย่างแน่นอน"          อีกด้านที่คณะทำงานยังต้องหา คำตอบ คือ เวลาผู้กู้ต้องการวงเงินฉุกเฉิน อาทิ เดินทางไปต่างประเทศ เข้าโรงพยาบาล แบงก์สามารถอนุมัติวงเงินเพิ่ม นอกเหนือจาก 1.5 เท่าได้หรือไม่           ชี้สินเชื่อบุคคลปัญหาใหญ่          ทั้งนี้จากข้อมูลเครดิตบูโรพบว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2560 จำนวนบัญชีบัตรเครดิตอยู่ที่ 18.47 ล้านบัญชี เติบโต 0.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีบัญชีอยู่ที่ 18.40 ล้านบัญชี ขณะที่วงเงินสินเชื่อ บัตรเครดิตอยู่ที่ 3.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของบัตรเครดิตอยู่ที่ 5.53 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีเอ็นพีแอล 5.09 หมื่นล้านบาท           สำหรับสินเชื่อบุคคล พบว่าจำนวนบัญชีอยู่ที่ 15.4 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 14.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีบัญชี 13.4 ล้านบัญชี วงเงินสินเชื่อ 1.91 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จาก 1.73 ล้านล้านบาท ขณะที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 1.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% จากไตรมาส 1 ปีก่อนที่มีเอ็นพีแอลเพียง 1.30 แสนล้านบาท           แหล่งข่าวกล่าวว่า กรณีบัตรเครดิต ส่วนใหญ่เป็นการใช้ทดแทนเงินสดเพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระเงิน ซึ่งจากข้อมูลกลุ่มผู้ใช้บัตรเครดิตไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะแม้ว่าจะเปิดโอกาสให้ชำระขึ้นต่ำได้ แต่โดยรวม 70% เป็นการชำระเต็มวงเงิน ซึ่งการลดวงเงินเช่นนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจบัตรเครดิตไม่น้อย เพราะกลุ่มเริ่มทำงานถือเป็นฐานลูกค้าใหม่ของบัตรเครดิต และปัจจุบันบัตรเครดิตผ่อน 0% ถือเป็นเครื่องมือการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค           "สินเชื่อบุคคลคือจุดที่เป็นปัญหาของหนี้ภาคครัวเรือน เพราะเป็นการขอกู้เงินไปใช้จ่าย ซึ่งเกิดจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย กลุ่มที่สถาบันการเงินมองว่าเป็นปัญหาจริง ๆ น่าจะเป็นกลุ่มสินเชื่อบุคคลมากกว่า" แหล่งข่าวกล่าว           กำลังซื้อใหญ่รายได้ 3 หมื่นขึ้น          นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการ ผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ธนาคารก็มีการประชุมกันอยู่ว่าแบงก์ชาติจะประกาศเกณฑ์ใหม่เรื่องบัตรเครดิตอย่างไร อาจเป็นเกณฑ์ให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิตในลูกค้าบางกลุ่ม ทำให้บางกลุ่มรายได้อาจเจอเรื่องเกณฑ์ที่เข้มข้นขึ้น          ทั้งนี้กำลังซื้อในตลาดปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มที่มีการใช้จ่ายเยอะ รายได้เดือนละ 30,000 บาทขึ้นไป และกลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษา หรือมีรายได้เดือนละไม่ถึง 30,000 บาท หากมีเกณฑ์ออกมาเพิ่มเติมอาจทำให้กลุ่มนี้สมัครบัตรเครดิตหลายใบเหมือนในอดีตไม่ได้ ซึ่งก็ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น          "เรื่องการให้สินเชื่อต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.บัตรเครดิต ที่เป็นเรื่องสินเชื่อและความสะดวกในการใช้จ่าย ซึ่งคนก็นิยมใช้กัน 2.สินเชื่อส่วนบุคคล ถือเป็นการให้สินเชื่ออย่างเดียว ซึ่งทุกสถาบันการเงินก็ระมัดระวังกันอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ประวัติการเงินดีจะเป็นกลุ่มที่ธนาคารให้ความสำคัญ และอยากได้เป็นลูกค้า ทำให้ลูกค้าต้องปรับตัวไม่จับจ่ายเกินตัว และวินัยในการชำระเงินเพื่อดูแลเครดิตของตัวเองW           แบงก์รอลุ้นเกณฑ์ใหม่ ธปท.          นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) กล่าวว่า ธนาคารรอดูกฎเกณฑ์เรื่องการคุมบัตรเครดิตที่ทางการกำลังจะประกาศออกมา ซึ่งในรายละเอียดยังมีความไม่แน่นอน เช่น อาจจะออกมาดูแลกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 18% หรือก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะจำกัดจำนวนบัตรเครดิต คนละ 3 ใบ ก็จะไม่มีแล้ว เป็นต้น จึงต้องรอดูประกาศที่จะออกมาก่อน จึงจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น           ทั้งนี้การออกเกณฑ์มากำกับดูแลเรื่องบัตรเครดิตถือเป็นส่วนที่สร้างผลดีให้กับสังคม โดยฝั่งธนาคารพาณิชย์จะต้องให้ความรู้ประชาชนเรื่องการใช้บัตรเครดิตมากขึ้น โดยให้เน้นดูความจำเป็นในการใช้จ่าย ซึ่งช่วงที่ผ่านมาทุกธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว โดยปกติการให้วงเงิน สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ธนาคารจะพิจารณาจากภาระหนี้ของลูกค้าต้องไม่เกิน 40% ของรายได้รวม           ด้านนายนาโอยะ มิชิชิมะ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย )จำกัด กล่าวว่า จากที่ ธปท.จะมีประกาศเกณฑ์ใหม่เรื่องการอนุมัติ บัตรเครดิต ทางเจซีบีมองว่าสถาบันการเงินเป็นส่วนสำคัญที่จะปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงนี้ และเจซีบีพร้อมปฏิบัติตามเกณฑ์ของ ธปท.อย่างเคร่งครัด           กระทบสภาพคล่องลูกค้า          นายธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ต้องรอดูความชัดเจนของเกณฑ์ใหม่ แต่หากลดวงเงินเหลือ 1.5 เท่าซึ่งต่ำกว่า เดิมมาก น่าจะส่งผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากทำให้สภาพคล่องของผู้บริโภคลดลง โดยเฉพาะสินค้าราคาสูง ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมถึงกล้องดิจิทัลที่ปัจจุบันราคาเริ่มต้นประมาณ 1-1.5 หมื่นบาทขึ้นไป น่าจะได้รับผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มสินค้าเหล่านี้มีการผ่อน 0% และผ่อนนานถึง 24 เดือน เป็นโปรโมชั่นหลักเพื่อช่วยกระตุ้นการตัดสินใจได้มาก           นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการ บริษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ไม่ได้มีความกังวล เพราะว่าจะมีการพัฒนาสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าตลอดเวลา           ดร.ปิยะวรรณ ปิยะพงษ์ ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริการ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บิ๊กซีและอิออนซึ่งเป็นผู้ออกบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ยินดีที่จะสนองตอบนโยบายของ ธปท. ซึ่งถือว่า เป็นนโยบายที่ดีและมีผลระยะยาวในการ สร้างวินัยทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มคนเจนวายที่มีสัดส่วนภาระหนี้สูง หาก มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะพิจารณาร่วมกันอีกครั้งถึงผลกระทบและการให้บริการกับลูกค้าบิ๊กซี           ก่อนหน้านี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวในการเปิดโครงการ แก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลัก ประกัน (คลินิกแก้หนี้) ว่า ณ สิ้นปี 2559 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 79.9% ของจีดีพี แม้ว่าจะปรับลดลงแต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับสูงและน่าเป็นห่วง จากข้อมูลผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติพบว่า คนไทยเริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้น และเป็นหนี้เสียตั้งแต่อายุยังน้อย โดยพบว่าครึ่งหนึ่งของคนอายุประมาณ 30 ปี มีหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่ออุปโภคบริโภค หรือสินเชื่อบุคคล และหนี้บัตรเครดิต และพบว่าลูกหนี้ที่อยู่ช่วงอายุ 29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่มี ปัญหาเป็นหนี้เสียมากถึง 1 ใน 5  ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

อาคารชุดผู้มีรายได้น้อยเสร็จปี62

มื่อวันที่ 19 มิ.ย. นายสุภัคร ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการก่อสร้างโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยปี 59 ระยะที่ 1 จำนวน 14 โครงการ รวม 4,388 หน่วย เงินลงทุน 2,057 ล้านบาทนั้น การเคหะฯ ได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารชุดให้เช่าเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่ยังไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัย และไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยประเภทเช่าที่ได้มาตรฐาน โดยจะจัดสร้างในลักษณะอาคารชุดสูง 3-5 ชั้น ขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ประมาณ 28 ตารางเมตร โดยคิดอัตราค่าเช่าต่อเดือน คือ             คุณสมบัติของผู้เช่าอาคารชุดข้างต้น ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ที่มีรายได้ครัวเรือนละไม่เกิน 24,700 บาท หรือเป็นผู้มีรายได้น้อยในภูมิภาคที่มีรายได้ครัวเรือนละไม่เกิน 14,600 บาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในเดือน ก.ย.60 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 14-18 เดือน และสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ปี 62 ผู้สนใจแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานเคหะชุมชนที่ตั้งโครงการของการเคหะฯ (สช.) หรือที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่หมายเลข 1615 ทุกวันและเวลาราชการ ทั้งนี้การเคหะฯ เตรียมจัดงานมหกรรมบ้านเคหะประชารัฐ ครั้งที่ 2 โดยประชาชนผู้สนใจสามารถเลือกเช่าซื้อที่อยู่อาศัยของการเคหะฯ 128 โครงการ จำนวน 20,817 หน่วย โดยในกรุงเทพฯ จะจัดขึ้นที่การเคหะแห่งชาติ สำนักงานใหญ่ คลองจั่น ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-4 ก.ค. ในส่วนภูมิภาคจะจัดที่สำนักงานเคหะชุมชนที่ตั้งโครงการนั้น ๆ ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-9 ก.ค.  ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แบงก์ธอส.พร้อมปล่อยของ สินเชื่อดอกพิเศษมั่นใจยอดเข้าเป้า

เอ็มอี ธอส.พอใจผลงาน 1 ปีตามแผนมั่นใจปี 2560 ยอดเข้าเป้า วางแผนออกสินเชื่อใหม่ดอกพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่รวมได้ 163,382 ล้านบาท โดยมียอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 947,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 6.60 เงินฝากรวม 802,937 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.04%สินทรัพย์รวม 994,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.25 โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 50,872 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 5.37 ของยอดสินเชื่อรวมลดลงร้อยละ 0.40 หรือ 456 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 4,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ12.32 (เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน) กำไรสุทธิ (พ.ค. 59- พ.ค.60) 11,193 ล้านบาท ทั้งนี้ ธอส. ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2560 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 178,224 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลังธนาคารจะยังคงมีแผนจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ออกมารองรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการมีบ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมมั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายระยะยาวภายใต้การบริหารในปี 2563 โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เป็น 1 ใน 3 ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ มีสินเชื่อรวม1.15 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม1.2 ล้านล้านบาท โดย ธอส.สามารถดำเนินงานเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการวางแผนที่ถูกต้องด้วยกลไกหลักของธนาคารที่มีการจัดทำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย อาทิ โครงการบ้านธอส.เพื่อผู้สูงอายุ โครงการบ้าน ธอส.เพื่อข้าราชการ โครงการบ้านกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อข้าราชการครู โครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท โครงการสินเชื่อบ้านสบายใจ สำหรับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทขึ้นไป โครงการบ้าน ธอส. อุ่นใจ สำหรับลูกค้าวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทขึ้นไป และสินเชื่อบ้าน "FOR HOME" โครงการล่าสุดที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีต่ำสุดเพียงร้อยละ.43 ต่อปี และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ และค่าจดทะเบียนจำนอง นอกจากด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ธนาคารยังได้พัฒนากระบวนการทำงานภายในที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ อาทิ การจัดทำศูนย์วิเคราะห์สินเชื่อหรือ DATA ENTRY(DE) ซึ่งถือเป็นส่วนงานที่เป็นตัวกลางในการวิเคราะห์สิน เชื่อโดย DE จะทำหน้าที่บันทึกข้อมูล ของลูกค้าแทนเจ้าหน้าที่สินเชื่อ จึงช่วยเพิ่มความรวดเร็วและคุณภาพในการพิจารณาสินเชื่อได้ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งDE  แล้วหลายจุด อาทิ ศูนย์นครหลวงสมุทรสาคร และอมตะ(ชลบุรี) และยังมีแผนเพิ่มไปยังสาขาภูมิภาคต่างๆ ต่อไป  ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ธอส.ลั่นไม่ขึ้นดอกบ้าน

นายฉัตรชัย ศิริไล กก.ผจก.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้บ้านต่อไปได้ถึงสิ้นปี แม้ขณะนี้จะอยู่ช่วงธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด ทยอยขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ธนาคารยังสามารถบริหารต้นทุนเงินฝากและเงินกู้ไว้ในระดับเดิมได้ ยกเว้นแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับ ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจาก 1.5% ธอส.ก็จะมีการร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้ "ตอนนี้ประเมินกันว่าแบงก์ชาติยังไม่น่าปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วๆ นี้ แต่หากมีการปรับขึ้นจริงธนาคารก็จะขึ้นให้ช้าที่สุด โดยประเมินว่าในกรณีหากแบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งในปีนี้ ธนาคารจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากสุดเพียงแค่ครั้งเดียว 0.125% แต่ถ้าดอกเบี้ยนโยบายขึ้นปลายปีนิดเดียวธนาคารก็อาจไม่ขึ้นเลยในปีนี้ โดยปัจจุบัน ธอส.มีดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ที่ 6.25% เอ็มโออาร์ 7% เอ็มอาร์อาร์ 6.75% ซึ่งเฉลี่ยต่ำที่สุดในตลาดสินเชื่อ"  ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สีส้มยึดแบบสีเขียว-เริ่มจากนอกเมือง ตำรวจค้านรื้อสะพานลำสาลีพร้อมทำรถไฟฟ้า-เตรียมหารือกทม.

รฟม.นัดตำรวจ ถกแผนสร้างสายสีส้มแยกบ้านม้า-สุวินทวงศ์ ยึดโมเดลสายสีเขียวขุดจากนอกเมืองเข้ามาพล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น.เปิดเผยว่า วันที่ 22 มิ.ย. จะมีการประชุมหารือร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เรื่องแผนการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี บนถนนรามคำแหง ช่วงแยกบ้านม้าถึงสุวินทวงศ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้าที่โผล่ขึ้นจากอุโมงค์ทางวิ่งใต้ดินจากศูนย์วัฒนธรรมถึงแยกบ้านม้า สำหรับรูปแบบการก่อสร้างเบื้องต้น รฟม.แจ้งว่าจะใช้วิธีการก่อสร้างแบบเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยจะแบ่งการก่อสร้างออกเป็นช่วงๆทยอยเปิดพื้นที่จากนอกเมืองเข้ามาในเมือง ส่วนจะเริ่มเมื่อไหร่อย่างไร คงต้องหารือในรายละเอียดอีกครั้ง สำหรับแนวคิดการรื้อสะพานข้ามแยกลำสาลีเพื่อขยายสะพานข้ามแยกบ้านม้าและต่อเชื่อมกับสะพานรามคำแหงด้วยนั้น บช.น.ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนในช่วงระหว่างที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม จากการสอบถาม รฟม.เบื้องต้น ยืนยันไม่มีแผนที่จะรื้อเพราะงานก่อสร้างแยกลำสาลีเป็นโครงสร้างอุโมงค์ใต้ดิน ส่วนสะพานข้ามแยกอยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. ขณะนี้อยู่ระหว่างประสาน กทม.ขอทราบความชัดเจนเรื่องนี้เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและไม่ให้กระทบต่อการจราจรในภาพรวม.  ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สายสีม่วง-เมกะโปรเจกต์ขอนแก่นหนุนคอนโดฯ

อสังหาฯเดินเกมรุกตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง อีสเทอร์น สตาร์ฯ จัดโปรโครงการ AMBER กับส่วนลดพิเศษ 3 ต่อ รับข่าวดี ฉลองการเชื่อมต่อสถานีเตาปูน-บางซื่อ สายสีม่วงที่จะเปิดให้บริการ 12 ส.ค.นี้ "แสนสิริ" เผยคอนโดฯ ขอนแก่นคึกคัก รับอานิสงส์ เมกะโปรเจกต์รัฐ ทั้งรถไฟรางคู่จิระ-ขอนแก่น ที่จะแล้วเสร็จในปี'62 โดยสร้างเพื่อรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าทางรถไฟในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท อิสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เตรียมจัดโปรโมชันกับโครงการ AMBER by Eastern Star คอนโดฯ ติดสถานีรถไฟฟ้า MRT แยกติวานนท์ อาคารพักอาศัยสูง 37 ชั้น จำนวน 536 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท โดยจัดแคมเปญ "The Total Happiness Story" ฉลองการเชื่อมต่อสถานีเตาปูน-บางซื่อ รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่จะเปิดให้บริการ 12 ส.ค.นี้  กับส่วนลดพิเศษ 3 ต่อ ต่อที่ 1. ส่วนลดราคาพิเศษ 200,000-600,00 บาท ต่อที่ 2. รับเฟอร์นิเจอร์ Modernform ออกแบบเฉพาะโครงการแต่งครบ และต่อที่ 3. เปิดตัวห้อง Star Plus 1 ห้องนอนแบบพิเศษที่ใช้ พื้นที่ห้อง 35 ตร.ม.อย่างคุ้มค่าในราคาพิเศษ สุดๆ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมพิเศษช่วยผ่อนหลังโอน สำหรับพนักงานธนาคารและพนักงานบริษัทพันธมิตร เดือนละ 5,000 บาท นาน 12 เดือน นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการ ผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการ คอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นมีทิศทางที่ดีขึ้น จากปัจจัยบวกสนับสนุนของภาครัฐที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ทั้งทางบกและทางอากาศ ได้แก่ โครง การรถไฟรางคู่ เส้นทางช่วงชุมทางถนนจิระขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร ที่จะแล้วเสร็จในปี 2561-2562 โดยปริมาณผู้โดยสารใช้บริการจะเพิ่มเป็น 37,000-55,000 คนต่อวัน ขณะที่ปริมาณขนส่งสินค้าที่ผ่านเส้นทางจะเพิ่มขึ้นเป็น 36,400 ตันต่อวัน ภายในปี 2577 นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา (LRT) นับเป็นจังหวัดแรกที่จะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนอกเหนือจากกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 16 สถานี ซึ่งจะมีสถานีแยกประตูเมือง (เซ็นทรัล) ผ่านด้านหน้าโครงการเดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น ทำให้ลูกค้าโครงการฯ เดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น "จากอานิสงส์ของแผนการพัฒนาโครง สร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของรัฐใน จ.ขอนแก่น จึงส่งผลให้ขอนแก่นมีดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดฯ ใจกลางเมือง ดันให้ "เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น" ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยสูง 36 ชั้น มีจำนวน 983 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท เป็นโครงการพร้อมอยู่ของแสนสิริที่สูงที่สุดใจกลางเมืองขอนแก่น เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยและปล่อยเช่าลงทุน มีลูกค้าสนใจจำนวนมาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น แพทย์จากโรงพยาบาลในขอนแก่น และเจ้าของกิจการ"  ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ธนารักษ์ลุยสำรวจที่ดินเพื่อทำอีอีซี

กรมธนารักษ์จับมือกองทัพเรือ ลงพื้นที่ชลบุรี ระยอง เตรียมจัดระเบียบพื้นที่รองรับโครงการอีอีซีนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์เตรียมลงพื้นที่ร่วมกับกองทัพเรือ เพื่อสำรวจการใช้ที่ราชพัสดุรองรับกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ใน วันที่ 23 มิ.ย.นี้ ที่ ต.ข้างคอก อ.เมืองชลบุรี เนื้อที่ 333 ไร่ ต.สุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จำนวน 759 ไร่ และที่สนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง "กองทัพเรือครอบครองใช้พื้นที่เกือบทั้งหมดในซีกภาคตะวันออก ยาวตั้งแต่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งเบื้องต้นกองทัพเรือแจ้งว่า มี บางพื้นที่ที่ถูกบุกรุกโดยชาวบ้านทำที่อยู่อาศัย และนายทุนบุกรุกพื้นที่ไปทำประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ จึงอยากให้ทางกรมธนารักษ์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่เข้าไปสำรวจก่อนที่จะมีการเสนอโครงการให้กระทรวงการคลังและรัฐบาลพิจารณา" นายพชร กล่าว นอกจากโครงการอีอีซีแล้ว กรมธนารักษ์ยังต้องทำเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษควบคู่กันไป โดยแผนงานสนับสนุนการลงทุนของเอกชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการแล้ว และเตรียมเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษพิจารณาต่อไป เพื่อเร่งสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน  ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สรรพากรปิดช่องเลี่ยงภาษีมรดก

สรรพากรระบุ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่ยกเว้นภาษีการโอนสินทรัพย์จากบุคคลธรรมดาไปยังนิติบุคคลเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก ถือว่า ได้ไม่คุ้มเสียเพราะที่สุดแล้ว สินทรัพย์ดังกล่าวจะถูกเก็บภาษีจากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกปี           นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงกรณีที่ขณะนี้มีกระแสข่าวว่า ขณะนี้ มีการใช้โหว่ของกฎหมายการยกเว้น ภาษีการโอนทรัพย์สินบุคคลธรรมดาไปเป็นนิติบุคคล เพื่อใช้หลบเลี่ยงการเสียภาษีมรดกว่า ช่องทางดังกล่าว แม้จะหลบเลี่ยงการเสียภาษี มรดกได้ แต่ก็ยังหนีไม่พ้นที่จะต้องมีภาระจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ(สนช.)           การเสียภาษีมรดกนั้น จะเสียเพียงครั้งเดียว และในอัตราที่ต่ำ กล่าวคือ มรดกที่ได้รับมา หากไม่เกิน 100 ล้านบาท จะไม่มีภาระภาษีโดยกรมสรรพากรจะคิดภาษี เฉพาะมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น โดยคิดในอัตรา 10% แต่หากผู้รับมรดก เป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน จะเสียภาษีเพียง 5% แต่หากโอนทรัพย์สินอันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปไว้กับบริษัทแล้ว ก็จะต้องมีภาระในการจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกปี "บุคคลที่ต้องการโอนอสังหาริมทรัพย์ ไปยังนิติบุคคล ด้วยข้อยกเว้นภาษีดังกล่าวซึ่งต้องการสร้างต้นทุนไว้คอยในอนาคต และต้องการหลบเลี่ยงภาษีมรดกผมว่า เขามองไม่ครบ โดยมองถึงภาษีมรดกไปด้วย เพราะเราต้องปิดช่องอยู่แล้วโดยต้องไม่ลืมว่าต้องมีภาระจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกปี เพราะเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการธุรกิจ"           ก่อนหน้านี้กรมสรรพากร ได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 4 เมื่อเดือน มี.ค.2560ว่า ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษี มูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ กรณีที่บุคคล ต้องการโอนทรัพย์สินในกิจการ ธุรกิจ ไปยังบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถือเป็นมาตรการ ส่งเสริมให้บุคคล เข้ามาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้เข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง           ประกาศดังกล่าว กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ตามราคาตลาด จากบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียน จัดตั้งตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2559-31 ธ.ค. 2560 เพื่อใช้เป็นทุนจดทะเบียนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น           ต่อมาเดือนมิ.ย. 2560 ได้ออกประกาศฉบับที่ 5 เพิ่มเติม กำหนดให้ราคาที่รับโอนใช้ราคาตลาด เว้นแต่ทรัพย์สินประเภทที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องโอนด้วยราคาประเมินทุนทรัพย์ (ราคาประเมินที่ใช้เสีย ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม) ทั้งนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการแก้ไข ประมวลรัษฎากร ในมาตรา 49 ทวิที่กำหนดให้ ใช้ราคาประเมิน(ของกรมธนารักษ์) เป็นฐาน ในการประเมินภาษี เช่น แม้ราคาซื้อขายที่ดิน จะอยู่ที่ 50 ล้านบาท แต่ราคาประเมินที่ดินแปลงนั้นที่ 10 ล้านบาท จะต้องประเมินภาษี จากรายได้ที่ 10 ล้านบาทเท่านั้นซึ่งการแก้ไข ใหม่อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการ กฤษฎีกานั้น จะใช้ราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน  ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สิงห์ภูธรตะลุยลงทุนฝ่าเศรษฐกิจฝืด ผุดอสังหาแนวใหม่'โฮสเทลซิตี้'ยันวิลล่า-คอนโด

สิงห์ภูธรอสังหาฯ ลุยลงทุนสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว "บ้านสวยกรุ๊ป สุราษฎร์" ผุดอสังหาฯแนวใหม่คอนเซ็ปต์โฮสเทลซิตี้ แบรนด์ "วัน กระบี่" ทำเลใจกลางอ่าวนาง เปิดพรีเซล Q3/60 ยูนิตละ 10-20 ล้าน "คลังคาซ่า" โคราชผุดคอนโดฯใหม่ 2 ตึก เจาะตลาดเช่าลูกค้าญี่ปุ่นเดือนละ 15,000 บาท "พงษ์พิทยา พร็อพเพอร์ตี้" ทุนบุรีรัมย์ ข้ามฟากผุดบ้านตากอากาศใกล้สนามบินอู่ตะเภา เจาะลูกค้า EEC นายพิริยะ ธานีรณานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บ้านสวยกรุ๊ป (สุราษฎร์ธานี) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทมีที่ดิน 7 ไร่ ทำเลศักยภาพสูง ใจกลางอ่าวนาง มีโครงการรอพัฒนามูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท โดยแบ่งที่ดิน 4-5 ไร่ พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ดีไซน์เป็นโฮสเทลซิตี้ แบรนด์ "วัน กระบี่" มูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท ตั้งเป้าเปิดพรีเซลไตรมาส 3/60 นี้ "วัน กระบี่" จุดขายโฮสเทลซิตี้ รายละเอียด วัน กระบี่ ออกแบบเป็นอาคารโลว์ไรส์ สูง 5 ชั้น จำนวน 70 ยูนิต ขนาด 5x15 เมตร ชั้นล่างสามารถทำร้านค้า ชั้น 2-3-4-5 ดีไซน์รองรับการทำโฮสเทล (ที่พักค้างคืนราคาประหยัด) ชั้นละ 12 เตียง รวมเป็น 48 เตียง/ยูนิต รูปแบบการตกแต่งทำได้หลากหลายสไตล์จากทุกมุมโลก เช่น สไตล์หมิงของจีน เปอร์เชียน อินเดีย สแปนิช โมเดิร์น ฯลฯ ราคายูนิตละ 10-20 ล้านบาท "ทำเลอ่าวนางเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับโลก ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวกลุ่มแบ็กแพ็กจากยุโรปเป็นหลักซึ่งล้นมาจากภูเก็ต พฤติกรรมการท่องเที่ยวพักค้างคืนไม่ต่ำกว่า 7 วัน ใช้จ่ายเงินเยอะ แต่เลือกพักแบบโฮสเทล ในขณะที่ลงสำรวจพื้นที่พบว่า ผู้ประกอบการโฮสเทล ส่วนใหญ่ต้องเช่าพื้นที่ทำโฮสเทล ค่าเช่า ตกเดือนละ 6-7 หมื่นบาทเท่า ๆ กับค่าผ่อนงวด โครงการวัน กระบี่ เป็นอสังหาฯแนวใหม่ที่พัฒนารองรับการทำโฮสเทลโดยเฉพาะ จึงมั่นใจว่าเปิดพรีเซลแล้วจะมีผลตอบรับที่ดีแน่นอน" นายพิริยะกล่าว โคราชเจาะคอนโดฯให้ยุ่นเช่า นายวีรพล จงเจริญใจ กรรมการบริหาร บริษัท คลังคาซ่า จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทลงทุนคอนโดฯเพิ่ม 2 อาคารในโครงการซิตี้ลิงก์ คอนโด บนทำเลเดียวกับที่ดิน 250 ไร่ ริมถนนมิตรภาพ ใกล้ห้างเดอะมอลล์ ก่อนหน้านี้พัฒนาแล้ว 8 อาคาร ปีนี้ทำเพิ่มอาคารที่ 9-10 ใช้ชื่อแบรนด์ "เมลเบิร์น" กับ "แมดริด" รายละเอียด ออกแบบเป็นคอนโดฯ โลว์ไรส์ อาคารละ 79 ห้อง พื้นที่ใช้สอย 3 ขนาด เริ่มต้น 24 ตารางเมตรแบบสตูดิโอ, แบบ 1-2 ห้องนอน 33-52 ตารางเมตร ราคา 1.5-3 ล้านบาท โดยปีนี้กลยุทธ์การขายเพิ่มสัดส่วนลูกค้าซื้อลงทุนปล่อยเช่าจากเดิม 30% เป็น 40% เนื่องจากมีดีมานด์ลูกค้าต่างชาติคือผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง ค่าเช่าทำได้สูงถึง 15,000 บาท/เดือน ลูกค้าปกติเช่าอยู่ระหว่าง 10,000-12,000 บาท/เดือน คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5-7% สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเฉลี่ย 2% "ภาพรวมอสังหาฯโคราช 2-3 ปีนี้ไม่ดีมากนัก แต่ยังพอไปได้ ไม่ร้อนแรงเหมือนปี'53-54 มีบิ๊กแบรนด์จากกรุงเทพฯ อาทิ ศุภาลัย, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้, แสนสิริ, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นตัวเลือกของผู้บริโภค ส่วนตลาดคอนโดฯ ก็มีโครงการของกลุ่ม ซี.พี.แลนด์ และกำลังจะมีคอนโดฯไฮไรส์ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา เราเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องรักษาฐานลูกค้าเดิม โดยมีพันธมิตรธุรกิจคือ บริษัท IRM กับบริษัทวันดี พร็อพเพอร์ตี้ เป็นผู้รับบริหารการปล่อยเช่าให้กับลูกค้า" นายวีรพลกล่าว ทุนบุรีรัมย์บุกวิลล่าพัทยา นางปารดา พิทยาภรณ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท พงษ์พิทยา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทุนรับเหมาก่อสร้างและพัฒนาที่ดินจากบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ปีนี้เพิ่งเปิดตัวบ้านตากอากาศแบรนด์ "แกรนด์ วิลล่า พัทยา" ทำเลใกล้วัดเขาชีจรรย์ สวนสนุก ที่สำคัญใกล้สนามบินอู่ตะเภา ปัจจุบันเป็นทำเลมีศักยภาพรองรับนโยบายโปรโมตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC รายละเอียด ก่อสร้างบนที่ดิน 24 ไร่ ออกแบบให้มีพื้นที่ส่วนกลาง 50% จำนวนเพียง 43 ยูนิต ดีไซน์บ้านเดี่ยวชั้นเดียวกับ 2 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 90-221 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 314-343 ตารางเมตร ราคายูนิตละ 10.5-19.5 ล้านบาท จุดขายมีสระว่ายน้ำไซซ์ 40 ตารางเมตรทุกหลัง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ ระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดินทั้งโครงการ จ็อกกิ้งแทร็กสนามเด็กเล่น สวนสีเขียวในหมู่บ้าน มูลค่าโครงการรวม 500 ล้านบาท "เฟสแรก 17 ยูนิต เปิดตัวปลายปี'58 เราขายหมดแล้ว ตอนนี้กำลังเปิดขายเฟส 2 ราคาขยับเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20% จากเดิมเคยเริ่มต้นหลังละ 6 ล้านบาท มีการรีดีไซน์แบบบ้านใหม่ให้เหลือบ้านชั้นเดียวกับสองชั้น เพิ่มฟังก์ชั่นให้โอ่โถงและกว้างขวางขึ้น ซึ่งเฟสสองที่เปิดขาย 23% มียอดจองแล้ว 20% หรือ 5 ยูนิต" นางปารดากล่าวด้วยว่า เมืองพัทยาโซนใกล้สนามบินอู่ตะเภากลายเป็นทำเลศักยภาพสูงเพราะมี EEC เป็นตัวช่วย ในอนาคตหากโครงการมีการลงทุนภาครัฐเข้ามาเต็มพื้นที่ จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจพัทยาเติบโตมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ดีมานด์-ซัพพลายกลุ่มลูกค้าระดับบนไม่มีปัญหาด้านกำลังซื้อ ขึ้นกับทำโปรดักต์ได้ตอบโจทย์และสร้างความพึงพอใจก็จะมีผลตอบรับที่ดี สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้  ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

อสังหาฯเล็กอ่วมรวมตัวแชร์ข้อมูลหาทางรอดธุรกิจ

     พิษเศรษฐกิจเล่นงาน อสังหาฯ รายเล็กอ่วม ผู้ประกอบการรวมกลุ่มแชร์ความรู้ งานวิจัย หวังช่วยแนะทางรอด          นายอภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตร เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลาง-รายย่อย ประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ และต้องออกจากตลาดไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการมีธุรกิจหลักที่ทำอยู่แล้ว เมื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ดี ก็ชะลอการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หันไปดูแลธุรกิจหลัก ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่มีสัดส่วนตลาดมากกว่า 70%          สำหรับปัญหาหลักๆ ของผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยคือ การหาที่ดินสำหรับพัฒนายากขึ้น เพราะมีราคา ค่อนข้างสูงส่งผลต่อต้นทุนที่สูง ขณะที่การเข้าถึงแหล่งทุนทำได้ยากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดขึ้น และจุดอ่อนที่สำคัญ คือ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ยังมีความรู้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค่อนข้างน้อย หรือมีความชำนาญเฉพาะบางเรื่อง          ทั้งนี้ สมาคมมีแผนจะจัดทำวิจัยรวบรวมปัญหาในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั้งรายกลางและรายย่อยที่เป็นสมาชิกสมาคม เพื่อนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา หรือผลักดันให้เกิดข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ รวมทั้งได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างเครือข่ายเพื่อแบ่งปันความรู้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยควรจะต้องรู้จักเลือกนำเสนอจุดแข็ง และความได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวมาใช้  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ธอส.สั่งตรึงดอกเบี้ยกู้บ้าน อัดแคมเปญช่วยคนจนต่อ

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้บ้านต่อไปได้ถึงสิ้นปี แม้ขณะนี้จะอยู่ช่วงธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ทยอยขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ธนาคารยังสามารถบริหารต้นทุนเงินฝากและเงินกู้ไว้ในระดับเดิมได้ ยกเว้นแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% ธอส.ก็จะมีการร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นทิศทางเดียวกัน แต่นโยบายยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนผู้มีภาระผ่อนบ้านกับธนาคาร "ตอนนี้ประเมินกันว่าแบงก์ชาติยังไม่น่าจะปรับขึ้นนโยบายดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ แต่หากมีการปรับขึ้นจริง ธนาคารก็จะขึ้นให้ช้าที่สุดโดยประเมินว่าในกรณีหากแบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งในปีนี้ ธนาคารจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากสุดเพียงแค่ครั้งเดียว 0.125% แต่ถ้าดอกเบี้ยนโยบายขึ้นปลายปีนิดเดียว ธนาคารก็อาจไม่ขึ้นเลยในปีนี้ โดยปัจจุบัน ธอส.มีดอกเบี้ย เอ็มแอลอาร์ที่ 6.25% เอ็มโออาร์ 7% เอ็มอาร์อาร์ 6.75% ซึ่งเฉลี่ยต่ำที่สุดในตลาดสินเชื่อ" นายฉัตรชัยกล่าวว่า ธอส. ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 60 ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 178,224 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกปล่อยได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 10% โดยครึ่งปีหลังธนาคารยังคงมีแผนจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ รองรับผู้ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการมีบ้านต่อเนื่อง พร้อมมั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายระยะยาวภายใต้การบริหารในปี 63 โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็น 1 ใน 3 ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ มีสินเชื่อรวม 1.15  ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 1.2 ล้านล้านบาท สำหรับโครงการสินเชื่อที่ทำ อาทิ โครงการบ้าน ธอส.เพื่อผู้สูงอายุ โครงการบ้าน ธอส.เพื่อข้าราชการ โครงการบ้านกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อข้าราชการครู โครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท โครงการสินเชื่อบ้านสบายใจ สำหรับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทขึ้นไป โครงการบ้าน ธอส. อุ่นใจ สำหรับลูกค้าวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทขึ้นไป และสินเชื่อบ้านฟอร์โฮม โครงการล่าสุดที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีต่ำสุดเพียง 3.43% ต่อปี และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติ และค่าจดทะเบียนจำนอง 0.50% ของวงเงินกู้ตามสัญญากู้เงิน ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอย่างมาก ขณะเดียวกันจะมีการทำสินเชื่อรีไฟแนนซ์สำหรับผู้ผ่อนชำระครบสินเชื่อน้ำท่วม และกำลังแก้กฎหมายการออกสินเชื่อรีเวิร์สมอร์เกทโลนด้วย นอกจากด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ธนาคารยังพัฒนากระบวนการทำงานภายในที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ อาทิ การจัดทำศูนย์วิเคราะห์สินเชื่อ ถือเป็นส่วนงานที่เป็นตัวกลางในการวิเคราะห์สินเชื่อ ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลของลูกค้าแทนเจ้าหน้าที่สินเชื่อ จึงช่วยเพิ่มความรวดเร็วและคุณภาพในการพิจารณาสินเชื่อได้ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งแล้วหลายจุด อาทิ ศูนย์นครหลวง สมุทรสาคร และอมตะ (ชลบุรี) และยังมีแผนเพิ่มไปยังสาขาภูมิภาคต่าง ๆ ต่อไป ศูนย์ปฏิบัติการสินเชื่อนครหลวง เป็นศูนย์พิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างครบวงจรแบบ ในมาตรฐานเดียวกัน และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการแก่ลูกค้าที่ยื่นกู้กับ ธอส.  ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน!  ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน! ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

แบงก์รัฐอุ้มผู้มีรายได้น้อยถูกปฏิเสธสินเชื่อจากแบงก์พาณิชย์ ล่าสุดเปิดตัวสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2/60นี้ ธนาคาร ธอส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อย 3 โครงการโครงการที่ 1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ มือสอง รวมถึงรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ธอส. ซึ่งมีวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท โดยธอส.จะให้ลูกค้ากู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% แบ่งเป็น2 ปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.9% และปีที่ 3 คิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดให้ลูกค้ายื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโครงการที่ 2 โครงการขยายวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านสานรักวงเงิน 10,000 ล้านบาท หลังจากที่วงเงินเดิม28,000 ล้านบาท ได้ปล่อยกู้เต็มแล้ว ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท โดยลูกค้าในโครงการนี้ ธอส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 2 ปีแรก 2.99%โครงการที่ 3 ปล่อยกู้ลูกค้าเพื่อต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน โดยได้เตรียมวงเงินสินเชื่อจำนวน 5,000 ล้านบาท ไว้รองรับลูกค้าเก่า ที่ต้องการกู้เพิ่มเติมเพื่อนำเงินไปต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยกำหนดให้ลูกค้าเก่ากู้ได้ไม่เกินวงเงินเดิมที่ได้รับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยในโครงการนี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4%สำหรับโครงการที่ใหม่ ธอส.นี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน และเข้ามามาขอสินเชื่อหมดภายในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนโครงการบ้านธอส.เพื่อสานรัก ปัจจุบันมีผู้สนใจจำนวนมาก โดยในช่วงแรกที่มีการเปิดตัวโครงการไป ธอส.ได้เตรียมวงเงินไว้ 8,000 ล้านบาท และเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ปรากฎว่าวงเงินทั้งหมดเต็มแล้ว ดังนั้นในรอบนี้ ธอส.จึงได้ขยายวงเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้ามาขอกู้ในโครงการสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนโครงการสินเชื่อประชารัฐนั้น ในขณะนี้ ธนาคารได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้มีวงเงินเหลือค้างอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาททั้งนี้ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าวนี้ ธอส. มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ซึ่งทางธอส. มีนโยบายว่าต้องการจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์แล้วถูกปฏิเสธสินเชื่อ เพราะโครงการดังกล่าว ธอส.ไม่ได้มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ หรือใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อเดียวกับธนาคารพาณิชย์ โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือนก็สามารถกู้ได้ หรือในกรณีที่วงเงินไม่ถึง ลูกค้ายังสามารถหาผู้กู้ร่วมมาเพิ่มได้อีก 2 คน ซึ่งทางธอส. ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขพิจารณาสินเชื่อให้แก่ลูกค้า จากเดิมคิดความสามารถผ่อนชำระให้ 1 ใน 3 ของรายได้ เพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ ทำให้มีโอกาสกู้ผ่าน และได้รับวงเงินสูงจากเดิม ที่มา DDproperty.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน