ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน! ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

แบงก์รัฐอุ้มผู้มีรายได้น้อยถูกปฏิเสธสินเชื่อจากแบงก์พาณิชย์ ล่าสุดเปิดตัวสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2/60นี้ ธนาคาร ธอส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อย 3 โครงการโครงการที่ 1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ มือสอง รวมถึงรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ธอส. ซึ่งมีวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท โดยธอส.จะให้ลูกค้ากู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% แบ่งเป็น2 ปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.9% และปีที่ 3 คิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดให้ลูกค้ายื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโครงการที่ 2 โครงการขยายวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านสานรักวงเงิน 10,000 ล้านบาท หลังจากที่วงเงินเดิม28,000 ล้านบาท ได้ปล่อยกู้เต็มแล้ว ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท โดยลูกค้าในโครงการนี้ ธอส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 2 ปีแรก 2.99%โครงการที่ 3 ปล่อยกู้ลูกค้าเพื่อต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน โดยได้เตรียมวงเงินสินเชื่อจำนวน 5,000 ล้านบาท ไว้รองรับลูกค้าเก่า ที่ต้องการกู้เพิ่มเติมเพื่อนำเงินไปต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยกำหนดให้ลูกค้าเก่ากู้ได้ไม่เกินวงเงินเดิมที่ได้รับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยในโครงการนี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4%สำหรับโครงการที่ใหม่ ธอส.นี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน และเข้ามามาขอสินเชื่อหมดภายในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนโครงการบ้านธอส.เพื่อสานรัก ปัจจุบันมีผู้สนใจจำนวนมาก โดยในช่วงแรกที่มีการเปิดตัวโครงการไป ธอส.ได้เตรียมวงเงินไว้ 8,000 ล้านบาท และเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ปรากฎว่าวงเงินทั้งหมดเต็มแล้ว ดังนั้นในรอบนี้ ธอส.จึงได้ขยายวงเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้ามาขอกู้ในโครงการสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนโครงการสินเชื่อประชารัฐนั้น ในขณะนี้ ธนาคารได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้มีวงเงินเหลือค้างอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาททั้งนี้ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าวนี้ ธอส. มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ซึ่งทางธอส. มีนโยบายว่าต้องการจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์แล้วถูกปฏิเสธสินเชื่อ เพราะโครงการดังกล่าว ธอส.ไม่ได้มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ หรือใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อเดียวกับธนาคารพาณิชย์ โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือนก็สามารถกู้ได้ หรือในกรณีที่วงเงินไม่ถึง ลูกค้ายังสามารถหาผู้กู้ร่วมมาเพิ่มได้อีก 2 คน ซึ่งทางธอส. ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขพิจารณาสินเชื่อให้แก่ลูกค้า จากเดิมคิดความสามารถผ่อนชำระให้ 1 ใน 3 ของรายได้ เพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ ทำให้มีโอกาสกู้ผ่าน และได้รับวงเงินสูงจากเดิม ที่มา DDproperty.com

อุ้มคนจนมีบ้านพักอาศัย ธอส.ปล่อยกู้หมื่นล้านเคาะดอกเบี้ยต่ำ

ธอส.ขานรับคลัง ปล่อยกู้คนจนซื้อบ้าน 1 หมื่นล้านบาท เคาะดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เฉลี่ย 3.43% ต่อปีต่ำสุดในระบบ กู้เงิน 1 ล้านบาท ปีแรกผ่อนแค่เดือนละ 4,000 บาท จากเดิม 6,000 บาท ด้านศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แย้มบ้านสร้างเสร็จเหลือในสต๊อก 7.7 หมื่นหน่วย นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.เปิดโครงการสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพื่อผู้มีรายได้น้อย ภายใต้ชื่อ "For Home" วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% ต่อปี โดยในช่วง 2 ปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2.9% ต่อปี และปีที่ 3 คิดอัตราดอกเบี้ย 4.5% หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือเอ็มอาร์อาร์ ซึ่งถือว่าต่ำสุดในตลาดขณะนี้ โดยกู้ได้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาทในการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่หรือมือ 2 หรือรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ ธอส.ได้ นอกจากนี้ในโครงการดังกล่าว ธนาคารยังเพิ่มสัดส่วนความสามารถในการชำระต่อราย (Debt Service Ratio : ดีเอสอาร์) จากปัจจุบันอนุมัติ 1 ใน 3 ของรายได้ แต่ในโครงการนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ โดยเบื้องต้นโครงการนี้หากผู้ขอกู้มีรายได้ 12,000 บาทต่อเดือน จะกู้ได้มากกว่า 1 ล้านบาท จากเดิมกู้ได้ไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งจะผ่อนชำระเพียงเดือนละ 4,000 บาท และสามารถกู้ร่วมได้ด้วย "อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและการขยายดีเอสอาร์จะทำให้ผู้กู้สามารถกู้บ้านได้ง่ายขึ้นและมีภาระในการส่งเงินงวดลดลงซึ่งสูตรในการคำนวณของโครงการนี้ หากกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระในการผ่อนส่งเงินงวดเดือนละ 4,000 บาท จากเดิมหากกู้เงิน 1 ล้านบาทเท่ากัน จะต้องผ่อนเงินงวดเดือนละ 5,800-6,000 โดยมีสาเหตุมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และดีเอสอาร์ที่ให้มากขึ้น โดยผู้มีรายได้สุทธิเดือนละ 12,000 บาท ก็สามารถกู้เงินได้1 ล้านบาทแล้ว" สำหรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในช่วง 5 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 50,000 ล้านบาท จากเป้าหมายปล่อยสินเชื่อตลอดทั้งปี 178,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ประมาณ 6% ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเป้าหมายมาก แต่ธนาคารก็มีแผนที่จะกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อจากหลายๆโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน          ส่วนยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไตรมาสแรกอยู่ที่ 49,000 ล้านบาท หรือ 5.3% ของยอดสินเชื่อประมาณ 980,000 ล้านบาท โดยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นประมาณ 354 ล้านบาท เนื่องจากมีการเลื่อนจ่ายหนี้ เพราะในช่วงต้นปีมีวันหยุดยาวปีใหม่ เดือน เม.ย.มีเทศกาลสงกรานต์และมีเรื่องค่าเทอมบุตร ด้านนายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์ 2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2559 โครงการบ้านจัดสรรที่อยู่ในระหว่างการขายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 1,107 โครงการทุกโครงการรวมประมาณ 203,829 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 891,251 ล้านบาท บ้านเหลือขายในตลาด 77,834 หน่วย มูลค่าประมาณ 331,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งหลังปี 58 มีบ้านเหลือขายประมาณ 78,500 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 345,500 ล้านบาท "พื้นที่สร้างคอนโดมิเนียมมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี เขตบางซื่อ อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอธัญบุรี และเขตบางนา ส่วนเขตหรืออำเภอที่มีหน่วยห้องชุดเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอธัญบุรี เขตห้วยขวาง และเขตบางซื่อ"  ขอบคุณแหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 

ธอส.ปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยพิเศษ แบบเปิดกว้างไม่จำกัดวงเงิน

 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในเดือนสิงหาคม 2560 นี้ธนาคารเตรียมออกโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับประชาชนทั่วไป แบบไม่จำกัดวงเงินปล่อยกู้ต่อราย โดยจะพิจารณาบนพื้นฐานที่มาของรายได้ของผู้กู้เป็นหลัก และผลจากการคิดดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี แบบมีส่วนลด ในช่วง 3 ปีแรก ทำให้ค่าเฉลี่ยดอกเบี้ย 3 ปี น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 3%          สำหรับเป้าหมายการออกสินเชื่อครั้งนี้ ต้องการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารได้ออกโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมาหลายโครงการ เช่น ล่าสุดออกโครงการสินเชื่อบ้าน FOR HOME วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ ปีที่ 1-2 เท่ากับ 2.90% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.50% เฉลี่ยดอกเบี้ย 3 ปี อยู่ที่ 3.43% วงเงินให้กู้ต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 3 ล้านบาท เริ่มเปิดให้กู้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 คาดว่าจะปล่อยกู้หมดทั้งวงเงินภายในเดือนเดียว          "เป้าหมายปล่อยกู้ครั้งนี้ ต้องการทำหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ จึงเปิดให้คนที่ต้องการกู้ซื้อบ้านทำได้แบบ ไม่จำกัดวงเงิน ถ้ามีความพร้อม รวมถึงรายที่ถูกแบงก์พาณิชย์ปฏิเสธการปล่อยกู้ โดยธนาคารยังคงดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยลูกค้าในกลุ่มทั่วไปบ้าง เพราะ ธอส.ได้ช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมาหลายโครงการแล้ว"นายฉัตรชัย กล่าว          ส่วนเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปี 2560 นี้อยู่ที่ 1.78 แสนล้านบาท โครงการที่จะออกมาใหม่ เป็นโครงการดอกเบี้ยต่ำ มีวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการธนาคารเห็นชอบแล้ว คาดว่าจะเริ่มโครงการได้เดือนสิงหาคม 2560 ภาพรวมโครงการนี้อาจกระทบต่อรายได้ของธนาคาร เพราะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ธนาคารจะ ไม่เสนอขอกระทรวงการคลังให้ชดเชยให้ ซึ่งจะขอใช้วิธีการปรับลดเป้าหมายในการประเมิน (เคพีไอ) ของธนาคารลงบางตัว  ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สถานีรถไฟใต้ดินสุดแปลกในประเทศจีน สุดหรู แต่ดันไปโผล่ในป่าซะงั้น!

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุดแปลกของประเทศจีน หรูหรา ใหม่เอี่ยม ถ้าดูในสถานีรถไฟอาจจะไม่แปลก ความแปลกอยู่ที่ทางเข้าสถานีรถไฟ ไม่น่าเชื่อว่าสถานีรถไฟสุดหรู จะมีทางออกอยู่กลางป่ารก เรียกได้ว่าตอนกลางคืนคงไม่มีใครกล้าออกจากสถานีรถไฟเลยทีเดียว ซีจีทีเอ็น (CGTN) สื่อประเทศจีน รายงานว่า ชาวเน็ตในประเทศจีนได้ขนานนามให้สถานีรถไฟใต้ดิน Caojiawan ของรถไฟใต้ดินในเขตเทศบาลนครฉงชิ่งว่าเป็น "สถานีรถไฟที่แปลกที่สุด"โดยสถานีรถไฟใต้ดินดังกล่าวเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2015 มีทางเข้า-ออก 3 จุด แต่เปิดให้บริการเพียง 1 จุดเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ง่ายนักที่จะหาทางเข้าเจอ เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณที่ล้อมรอบไปด้วยพุ่มไม้และดินโคลนส่วนจุดเข้าออกอีก 2 จุดนั้นก็หาทางเข้ายากกว่าเดิมเสียอีก เพราะเหมือนมันจะตั้งอยู่แบบเดี่ยวๆ เป็นเอกเทศ ที่ชาวบ้านจะสามารถมองเห็นทางเข้าสถานีได้ก็ต่อเมื่อยืนอยู่หน้าจุดเข้า-ออกเท่านั้น ไม่มีถนนสายหลักที่มาถึงหน้าจุดเข้า-ออก นอกจากนี้ยังมีลิฟต์ 1 ตัวที่อยู่ใกล้กับจุดเข้า-ออกที่ไม่เปิดให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินในฉงชิ่งระบุว่า สถานีดังกล่าวมีผู้โดยสารจำนวนไม่มาก และเป็นเรื่องปกติธรรมดาเลยด้วยซ้ำที่จะไม่เห็นผู้โดยสารที่นี่ ภาพประกอบจาก Designyoutrust

เวนคืนที่ดินโซนกรุงเทพฯตะวันออก 1พันไร่ รับนํ้าทั่วกรุง

สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมออกพระราชกฤษฎีกา (พรฎ.) เวนคืนที่ดินก่อสร้างโครงการบึงรับนํ้า หรือแก้มลิงป้องกันและบรรเทานํ้าท่วมระยะยาวจำนวน 6 แห่ง พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ ได้แก่1. ครงการบึงรับนํ้าบริเวณคลองลำหม้อแตก เขตสายไหมรองรับปริมาณนํ้า 1 ล้านลบ.ม.2. โครงการบึงรับนํ้าบริเวณคลองพระยาสุเรนทร์ คลองสามวาตะวันออก รับนํ้าได้ 1.9 ล้านลบ.ม.3. โครงการบึงรับนํ้าบริเวณคลองคู้บอน เขตคันนายาว รับนํ้าได้ 8.7แสนลบ.ม.4. โครงการบึงรับนํ้าบริเวณคลองบางชัน เขตมีนบุรี รับนํ้าได้ 2.6แสนลบ.ม.5. โครงการบึงรับนํ้าบริเวณคลองสามวา 1 เขตคลองสามวา รบนํ้าได้ 8.5 แสนลบ.ม.6. โครงการบึงรับนํ้า บริเวณคลชองสามวา 2 เขตคลองสามวา รองรับนํ้าได้ 8.9 แสนลบ.ม.ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน คาดต้นเดือนกรกฎาคม 2560 จะเสนอโครงการจัดกรรมสิทธิ์ให้พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม.เห็นชอบลำดับต่อไป พื้นที่เวนคืนเฉลี่ยแต่ละบึงประมาณกว่า 100-200 ไร่ ค่าชดเชยตามราคาตลาดประมาณไร่ละ 15-20 ล้านบาท คาดเวนคืนได้กลางปีหน้า ปัจจุบันกทม.มีบึงหรือแก้มลิงรับนํ้า 25 แห่ง เนื้อที่ 20,704 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของเอกชน เช่น สนามกอล์ฟฯลฯ แยกเป็น ฝั่งธน 2 แห่ง ฝั่งพระนคร 23 แห่ง เก็บนํ้าได้ กว่า 13 ล้านลบ.ม.ส่วน 6 พื้นที่ที่กทม.จัดหาพื้นที่ใหม่ เนื้อที่ 885 ไร่ รองรับนํ้า 4.9 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ดี งบประมาณยังไม่สามารถกำหนดได้ ต้องลงพื้นที่ประมาณราคา เพราะแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน เช่น บางบึงต้องมีสถานีสูบนํ้า 2-3 แห่ง คาดว่าจะก่อสร้างได้ในปีงบ ประมาณปี 2562 ส่วนความคืบหน้านั้น ขณะนี้การประชาพิจารณ์ยังไม่ยุติ คาดว่าจะสิ้นสุดได้ปลายปีนี้เพราะบางพื้นที่ยังไม่เห็นด้วย. ขอบคุณที่มา DDproperty.com

'ฟอร์โฮม'ธอส. ...แคมเปญให้คนมีบ้าน

หลังจากเมื่อเดือน พ.ค.ที่ ผ่านมา เหล่าธนาคารพาณิชย์ ต่างพากันทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน เอ็มอาร์อาร์ หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งก็ส่งผลให้ใครที่กู้บ้านอยู่และอ้างอิงกับดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ได้รับผลดี ผ่อนชำระค่างวดลดลงตาม ไปด้วย ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยแคมเปญกู้บ้านที่แต่ละธนาคารโปรโมทออกมาก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย อย่างล่าสุดธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวโครงการสินเชื่อบ้าน ตัวใหม่ "For Home" (ฟอร์โฮม) เป็นที่ เรียบร้อยไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา และมั่นใจว่าภายใน 1 เดือนจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าได้ถึง 1 หมื่นล้านบาท สำหรับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ "ฟอร์โฮม" นั้น เริ่มจาก 2 ปีแรกคิดดอกเบี้ย 2.9% ปีที่ 3 คิดดอกเบี้ย 4.5% หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยลอยตัวตามประกาศของธนาคาร ซึ่งโดยภาพรวมแล้วดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกจะอยู่ที่ 3.43% ถือว่าต่ำสุดในตลาดขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ธอส.ให้กู้ได้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท  โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังแรก สามารถรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ ธอส.ได้ แต่ไม่ให้ลูกหนี้เก่าของ ธอส.รีไฟแนนซ์วงเงินกู้เดิม ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า โครงการนี้ ธอส.จะผ่อนเกณฑ์ในการพิจารณาปล่อยกู้ช่วยให้ลูกค้าสามารถกู้ขอสินเชื่อได้มากขึ้น เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกทำให้ภาระของผู้กู้ลดลง เช่น เดิมถ้าผู้กู้มีรายได้เดือนละ 1.2 หมื่นบาท สามารถกู้บ้านได้ราคา 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนค่างวดตกเดือนละ 6,000 บาท แต่คนที่กู้ในโครงการนี้จะมีค่างวด ถูกลงเหลือเดือนละ 4,800 บาท นอกจากนี้ ในส่วนของผู้มีรายได้ น้อยและกลุ่มอาชีพอิสระ ธอส.ได้เตรียมพิจารณาขยายโครงการบ้านสานรัก จากเดิมที่มีวงเงินปล่อยกู้ 8,000 ล้านบาท และได้ขยายไปอีก 2 หมื่นล้านบาท ล่าสุดมียอดขอสินเชื่อ เต็มวงเงิน 2.8 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้น ธอส.จึงเตรียมขยายวงเงินเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของผู้มีรายได้น้อยสามารถกู้ซื้อบ้านได้ในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เท่ากับ 2.99% ปีที่ 3-4 เท่ากับ 4% อย่างไรก็ตาม ธอส.ยังได้ออกโครงการสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายเดิม ให้สามารถกู้เพิ่มได้ตามวงเงินหลักประกันเดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปซ่อมแซมบ้าน มีวงเงินให้ 5,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน  4% อีกด้วย ก็ต้องถือว่าโครงการ "ฟอร์โฮม" นี้ มีเงื่อนไขที่จูงใจและเพิ่มโอกาสให้กับ ผู้ที่ต้องการมีบ้านหลังใหม่หรือต้องการรีไฟแนนซ์มีโอกาสได้รับประโยชน์มากขึ้น  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 

ธอส.ปล่อยกู้คนจนรอบ2

นายฉัตรชัย ศิริไล กก.ผจก.ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ในเดือนส.ค. 2560 นี้ ธนาคารเตรียมออกโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ประชาชนทั่วไปแบบไม่จำกัดวงเงินปล่อยกู้ต่อราย พิจารณาพื้นฐานที่มาของรายได้ของผู้กู้เป็นหลัก และผลจากการคิดดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดีแบบมีส่วนลดในช่วง 3 ปีแรก ทำให้ค่าเฉลี่ยดอกเบี้ย 3 ปี น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 3% ช่วยผ่อนเกณฑ์การจ่ายค่างวด ส่งผลให้การพิจารณาขอสินเชื่อได้วงเงินที่มากขึ้น "เป้าหมายครั้งนี้ ธอส.ต้องการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ เปิดให้คนต้องการกู้ซื้อบ้านทำได้แบบไม่จำกัดวงเงิน ถ้ามีความพร้อม รวมถึงรายที่ถูกแบงก์พาณิชย์ปฏิเสธการปล่อยกู้ โดยธนาคารคงดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยลูกค้าในกลุ่มทั่วไปบ้าง เพราะ ธอส.ได้ช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมาหลายโครงการแล้ว" นายฉัตรชัยกล่าวเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีนี้ 1.78 แสนล้านบาท โครงการออกใหม่ดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท คณะกรรมการธนาคารเห็นชอบแล้ว คาดว่าจะเริ่มโครงการได้เดือนส.ค.นี้  ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ธอส.สั่งตรึงดอกเบี้ยกู้บ้าน อัดแคมเปญช่วยคนจนต่อ

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้บ้านต่อไปได้ถึงสิ้นปี แม้ขณะนี้จะอยู่ช่วงธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ทยอยขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ธนาคารยังสามารถบริหารต้นทุนเงินฝากและเงินกู้ไว้ในระดับเดิมได้ ยกเว้นแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% ธอส.ก็จะมีการร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นทิศทางเดียวกัน แต่นโยบายยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนผู้มีภาระผ่อนบ้านกับธนาคาร "ตอนนี้ประเมินกันว่าแบงก์ชาติยังไม่น่าจะปรับขึ้นนโยบายดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ แต่หากมีการปรับขึ้นจริง ธนาคารก็จะขึ้นให้ช้าที่สุดโดยประเมินว่าในกรณีหากแบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งในปีนี้ ธนาคารจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากสุดเพียงแค่ครั้งเดียว 0.125% แต่ถ้าดอกเบี้ยนโยบายขึ้นปลายปีนิดเดียว ธนาคารก็อาจไม่ขึ้นเลยในปีนี้ โดยปัจจุบัน ธอส.มีดอกเบี้ย เอ็มแอลอาร์ที่ 6.25% เอ็มโออาร์ 7% เอ็มอาร์อาร์ 6.75% ซึ่งเฉลี่ยต่ำที่สุดในตลาดสินเชื่อ" นายฉัตรชัยกล่าวว่า ธอส. ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 60 ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 178,224 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกปล่อยได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 10% โดยครึ่งปีหลังธนาคารยังคงมีแผนจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ รองรับผู้ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการมีบ้านต่อเนื่อง พร้อมมั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายระยะยาวภายใต้การบริหารในปี 63 โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็น 1 ใน 3 ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ มีสินเชื่อรวม 1.15  ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 1.2 ล้านล้านบาท สำหรับโครงการสินเชื่อที่ทำ อาทิ โครงการบ้าน ธอส.เพื่อผู้สูงอายุ โครงการบ้าน ธอส.เพื่อข้าราชการ โครงการบ้านกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อข้าราชการครู โครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท โครงการสินเชื่อบ้านสบายใจ สำหรับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทขึ้นไป โครงการบ้าน ธอส. อุ่นใจ สำหรับลูกค้าวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทขึ้นไป และสินเชื่อบ้านฟอร์โฮม โครงการล่าสุดที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีต่ำสุดเพียง 3.43% ต่อปี และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติ และค่าจดทะเบียนจำนอง 0.50% ของวงเงินกู้ตามสัญญากู้เงิน ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอย่างมาก ขณะเดียวกันจะมีการทำสินเชื่อรีไฟแนนซ์สำหรับผู้ผ่อนชำระครบสินเชื่อน้ำท่วม และกำลังแก้กฎหมายการออกสินเชื่อรีเวิร์สมอร์เกทโลนด้วย นอกจากด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ธนาคารยังพัฒนากระบวนการทำงานภายในที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ อาทิ การจัดทำศูนย์วิเคราะห์สินเชื่อ ถือเป็นส่วนงานที่เป็นตัวกลางในการวิเคราะห์สินเชื่อ ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลของลูกค้าแทนเจ้าหน้าที่สินเชื่อ จึงช่วยเพิ่มความรวดเร็วและคุณภาพในการพิจารณาสินเชื่อได้ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งแล้วหลายจุด อาทิ ศูนย์นครหลวง สมุทรสาคร และอมตะ (ชลบุรี) และยังมีแผนเพิ่มไปยังสาขาภูมิภาคต่าง ๆ ต่อไป ศูนย์ปฏิบัติการสินเชื่อนครหลวง เป็นศูนย์พิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างครบวงจรแบบ ในมาตรฐานเดียวกัน และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการแก่ลูกค้าที่ยื่นกู้กับ ธอส.  ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

ครม. จัดทำโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ค่าเช่า 1,400-2,400 บาทต่อเดือน

ครม. ไฟเขียวจัดทำโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2559 ระยะที่ 1 จำนวน 14 โครงการ รวม 4,388 หน่วย วงเงินลงทุนรวม กว่า2พันล้าน ระบุค่าเช่า 1,400 บาท ไม่เกิน 2,400 บาทต่อเดือนพ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติก่อสร้างโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 1 ตามที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ ประกอบด้วย 14 โครงการ รวมทั้งหมด 4,388 ยูนิต วงเงินลงทุนรวม 2,057 ล้านบาท และให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวนดังกล่าวให้แก่การเคหะแห่งชาติ (กคช.) โดยแบ่งเป็น ปีงบประมาณ 2560 จำนวน 711 ล้านบาทเศษ, ปีงบประมาณ 61 จำนวน 1,279 ล้านบาทเศษ และปีงบประมาณ 62 จำนวน 66 ล้านบาทเศษ ทั้งนี้ให้ กคช.สามารถก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณได้“โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยนี้ เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) รวมทั้งเป็นไปตามแผนการลงทุนโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของ กคช. ปี 58-60 มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศที่ไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง หรือไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยประเภทเช่าที่ได้มาตรฐานในตลาดได้” พ.อ.อธิสิทธิ์ระบุสำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการดังกล่าว จะเป็นครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยที่มีขนาดครัวเรือนละประมาณ 3-4 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป พนักงานบริษัท ผู้ค้าหาบเร่/แผงลอย และมีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ซึ่งคิดเป็นจำนวนผู้มีรายได้น้อยประมาณ 15,000 คน ทั้งนี้โครงการทั้งหมด 14 โครงการ รวม 4,388 ยูนิตนั้น ประกอบด้วย โครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 โครงการ จำนวน 1,029 ยูนิต และโครงการในพื้นที่ภูมิภาค 13 โครงการ จำนวน 3,359 ยูนิต ซึ่งจะคิดอัตราค่าเช่าเดือนละประมาณ 1,400-2,400บาทโดยรูปแบบโครงการ จะเป็นอาคารสูง 3-5 ชั้น ลักษณะห้องเป็นห้อง 1 ห้องนอน ขนาดประมาณ 28 ตารางเมตร อย่างไรก็ดี ห้องพักอาศัย 10% ของอาคารชั้นล่าง จะต้องจัดสรรให้เป็นห้องพักสำหรับการอยู่อาศัยของครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุหรือผู้พิการ และมีการออกแบบตามแนวทาง Universal Designทั้งนี้ ทางกคช.คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2560 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 จำนวน 2,771 ยูนิต และปี 2562 อีก 1,677 ยูนิต ที่มา DDproperty.com

งบเวนคืน ที่ดินมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรีพุ่ง4เท่า

ทล.เร่งเคลียร์เวนคืนมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง ดึงทั้งงบปกติและงบกลางไปดำเนินการ ล่าสุดเส้นบางใหญ่-กาญจนบุรีได้งบกลางอีกกว่าพันล้านเร่งมอบพื้นที่ให้นำออกประมูลได้เร็วขึ้น พบเจ้าของที่ดินบางรายขุดหัวดินออกขายก่อนเจอเวนคืน สั่งสำรวจก่อนดัดหลังกำหนดค่าเวนคืนให้น้อยลง โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร งบประมาณเวนคืนที่ดิน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จากเดิม 5.9 พันล้านบาท ซึ่งที่ปรึกษาได้ประเมินราคาไว้เมื่อ 7-8 ปี ก่อน เพิ่มขึ้นเป็น 2.19 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มจากเดิมถึง 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเกือบ 4 เท่า ราคาประเมินราคาใหม่ใช้เกณฑ์ เทียบเคียงกับการจ่ายเวนคืนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง และอิงราคาที่ดิน ช่วงจ.นนทบุรีและนครปฐมในปัจจุบันส่งผลให้วงเงินโครงการดังกล่าวจะอยู่ที่ 6.56 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4.37 หมื่นล้านบาท และ ค่าเวนคืนที่ดิน 2.19 หมื่นล้านบาทนายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดี กรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร ยังต้องขยายวงเงินเป็น 7.25 หมื่นล้านบาทหรือ เพิ่มขึ้น 13% แบ่งเป็นงบประมาณการก่อสร้างและบริหารที่พักริมทาง จำนวน 5.45 หมื่นล้านบาท และงบประมาณเวนคืนที่ดินอีก 1.8 หมื่นล้านบาท หลังพบว่า ค่าเวนคืนที่ดินในโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิมที่ราว 9.48 พันล้านบาทส่วนปัญหาเรื่องพ.ร.บ.เวนคืนที่ดินซึ่งขัดกับกฎหมายร่วมทุนนั้น ได้เสนอ ไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเปลี่ยน รูปแบบโครงการจากทางหลวงพิเศษเป็นทางหลวงสัมปทาน โดยยกให้เอกชน ดำเนินการเรื่องเวนคืนและก่อสร้าง เพื่อ ไม่ให้ขัดกับหลักกฎหมาย คาดว่าจะสามารถออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนได้ในช่วงเดือน มิ.ย. 2560"โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำนั้น จะเร่งรัดการเวนคืนพื้นที่ให้เริ่มต้นก่อสร้างได้ตามแผนในปี 2562 โดยจะเสนอสัมปทานให้เอกชนราว 25-30 ปี มั่นใจว่า ยังเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ทั้งสองสายตามแผน แม้ว่าการประเมินราคาเวนคืนที่ดินล่าช้า ตลอดจนปัญหาข้อพิพาทการเวนคืน ที่ดินโดยเฉพาะมอเตอร์เวย์สายนครปฐมชะอำ แต่ก็คาดว่าเอกชนจะเริ่มดำเนินการเวนคืนที่ดินช่วงนครปฐม-ชะอำได้ใน ช่วงปลายปี 2560 ก่อนลงนามสัญญา ภายในปี 2561และเริ่มก่อสร้างในปี 2562"ด้านแหล่งข่าวจากกรมทางหลวงกล่าวว่า การเวนคืนที่ดินมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงิน 7.66 หมื่นล้าน ปัจจุบัน ดำเนินการคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% โดยจะเร่งรัดจ่ายเงินให้กับเจ้าของ ที่ดินซึ่งไม่ติดปัญหาด้านกฎหมาย ภายในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนจะทยอยเวนคืน ที่ดินให้ครบทั้งหมดในเดือนมี.ค.2560 เช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์สายพัทยา- มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร ซึ่งจะมี การเร่งรัดเวนคืนให้ครบ 100% ภายในเดือนม.ค.2560 ขอบคุณแหล่งที่มา www.thansettakij.comwww.reic.or.th

โจนส์ แลง ลาซาลล์ มองอสังหาฯคอนโดยังคงอืดในปี 60     

นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ JLL เปิดเผยว่า ภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำเลกรุงเทพมหานครในปี 2560 คาดจะมีทิศทางการเติบโตไม่ต่างจากปี 2559 ที่ผ่านมามากนัก โดยเฉพาะในตลาดคอน โดมิเนียม ที่เชื่อว่าอัตราการขายจะยังคงชะลอตัว เนื่องจากจำนวนซัพพลายใหม่ในตลาดยังมีเพิ่มเข้ามาในตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการใช้เวลาในการตัดสินใจได้นานขึ้น ในส่วนของผู้ซื้อเพื่อปล่อยเช่า ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในการหาผู้เช่า รวมไปถึงแรงกดดันในเรื่องราคาค่าเช่า   ภาพจาก www.manager.co.thส่วนตลาดอาคารสำนักงานและศูนย์การค้า คาดว่าจะมีซัพพลายเกิดใหม่จำกัด แต่ยังคงมีดีมานด์ขยายตัวต่อเนื่อง"แม้โครงการคอนโดมิเนียมจะมียอดขายชะลอไปบ้าง แต่สำหรับตลาดโดยรวม พบว่ามีการขายช้าลง ซึ่งจากข้อมูลสำรวจพบว่า ณ สิ้นปี 2559 มีคอนโดมิเนียมเฉพาะที่สร้างเสร็จแล้ว คิดเป็นจำนวนรวมกว่า 445,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ ยังมีที่กำลังจะทยอยก่อสร้างอีกกว่า 127,000 ยูนิต และผู้ซื้อหลายรายรับรู้ว่าตลาดมีซัพพลายเพิ่มมากขึ้น และโครงการต่างๆ ขายได้ช้าลง จึงคาดหวังว่าเจ้า ของจะปรับลดราคา แต่ในความ เป็นจริง แม้การขายจะช้าลง แต่ราคาคอนโดมิเนียมยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" นางสุพินท์กล่าวสำหรับราคาที่ดินในเขตศูนย์กลางธุรกิจที่เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ขณะนี้มองว่ามีปริมาณจำกัด มีความไปเป็นไปได้มากว่าผู้พัฒนาโครงการจะให้ความสนใจในการเลือกทำเลมากขึ้นสำหรับการเช่าที่ดินระยะยาว จากเดิมที่ต้องการซื้อกรรมสิทธิ์ขาดเป็นหลักอย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก จะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้พัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ ภาคธุรกิจคอนโดมิเนียม ซึ่งจะต้นทุนในด้านราคาที่ดินที่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคาขาย  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

กฟน. เตือนระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเก็บค่าไฟ แจ้งตัดไฟฟ้า เปลี่ยนมิเตอร์ ล้างแอร์ และตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เตือนผู้ใช้ไฟฟ้าให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นพนักงานของการไฟฟ้านครหลวง พร้อมปลอมแปลงบัตรพนักงานเพื่อใช้ในการแสดงตนออกให้บริการรับชำระค่าไฟฟ้า แจ้งเอกสารเตือนตัดไฟฟ้าใบเสร็จปลอม เปลี่ยนเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า (มิเตอร์) ล้างแอร์ และตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือหลอกลวงทำให้เสียทรัพย์นายชาญ ปัทมะวิภาค ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า ตามที่มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นพนักงานของ กฟน. พร้อมปลอมแปลงบัตรประจำตัวพนักงานเพื่อใช้ในการแสดงตนให้บริการรับชำระค่าไฟฟ้านอกสถานที่ แจ้งเอกสารเตือนตัดไฟฟ้าออกใบเสร็จปลอม หรือแจ้งเปลี่ยนเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า (มิเตอร์) แอบอ้างเป็นตัวแทนให้บริการล้างเครื่องปรับอากาศ รวมถึงดำเนินการตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านนั้น ขอแจ้งให้ทราบว่าทาง กฟน. ไม่มีบริการให้พนักงานรับชำระค่าไฟฟ้า เก็บเงินค่าเปลี่ยนเครื่องวัดฯ รวมถึงไปดำเนินการตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้านอกสถานที่แต่อย่างใด ในส่วนโครงการล้างแอร์ลดโลกร้อนในราคาพิเศษ ประจำปี 2560 ได้เสร็จสิ้นโครงการแล้ว ยกเว้นกรณีที่ กฟน. จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์กับชุมชน หรือโครงการต่างๆ ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบผ่านช่องทางสื่อสารทางการของ กฟน. หรือสื่อมวลชนทราบก่อนทุกครั้งสำหรับช่องทางรับชำระค่าไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถชำระค่าไฟฟ้าได้ที่การไฟฟ้านครหลวงเขต และสาขาย่อย หรือชำระค่าไฟฟ้าผ่านบริการอื่น ๆ อาทิ MEA Smart Life Application ผ่านตัวแทนรับชำระค่าไฟฟ้า เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) หักบัญชีธนาคาร ชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารและผ่านตู้ ATM หรือช่องทางอื่น ๆ ได้โดยสะดวก ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถศึกษาช่องทางรับชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mea.or.thทั้งนี้ หากผู้ใช้ไฟฟ้าพบกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างหลอกลวงทำให้เสียทรัพย์ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีปัญหาข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ MEA Call Center โทร 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่มา mea.or.th

รับสร้างบ้านปี 60 มีแนวโน้มเติบโต 10% 

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านหวังแรงหนุนการลงทุนภาครัฐ-GDP โต-ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่คนต่างจังหวัดนิยมให้บริษัทรับสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น หนุนตลาดรับสร้างบ้านปี 60 มูลค่าแตะ 11,000 ล้านบาท จากปี 59 อยู่ที่ 10,200 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ภาพจาก www.matichon.co.th นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในปี 2560 ยังผันผวน โดยคาดว่าหากเศรษฐกิจจะมีอัตราการเติบโต 3.2-3.4% ทำให้ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นไปในทิศทางบวกได้บ้าง โดยเติบโตประมาณ 10% หรือมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท จากปี 2559 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 10,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 ก่อนหน้าที่มีมูลค่า 10,080 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งมีมูลค่ารวม 44,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ในสมาคม 7,260 ล้านบาท บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้อยู่ในสมาคม 2,860 ล้านบาท และบริษัทรับเหมา ผู้รับเหมาอิสระ 33,880 ล้านบาท ปัจจัยบวกในปีหน้าจากการลงทุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้า ส่งผลดีต่ออสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมอนาคตอาจทำให้เจ้าของที่ดินตามแนวรถไฟฟ้ามีความต้องการสร้างบ้าน ตลอดจนนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะเร่งให้เกิดการตัดสินใจสร้างบ้านของเจ้าของที่ดินเร็วขึ้น ด้าน นายธีร์ บุญวาสนา อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมงาน “Home Builder Focus & Expo” พบว่า ส่วนใหญ่เข้ามาศึกษาเพื่อหาข้อมูล 41.9% เพื่อว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน 21.89% ศึกษาข้อมูลและเทคโนโลยี 19.98% มาเพื่อต้องการหาผู้ออกแบบบ้าน 8.86% และอื่นๆ 7.31% ขณะการวางแผนจะออกแบบ และก่อสร้างบ้านนั้น ใช้เวลานานขึ้นเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน 53.38% จากเดิน 50% โดยมีการตัดสินใจโดยใช้เวลามากขึ้นในช่วงเวลาเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา      ส่วนความต้องการรับสร้างบ้านจากลูกค้าต่างจังหวัดมีเพิ่มขึ้นในปีนี้อยู่ที่ 25% จากปี 2558 มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้านเครือข่ายโทรคมนาคมทำให้สามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น จึงทำให้ความนิยมปลูกสร้างบ้านในต่างจังหวัดมีเพิ่มขึ้นประกอบกับที่ดินในเขตกรุงเทพฯ และพื้นที่ชานเมืองมีจำกัด และราคาขยับสูงขึ้น ปัจจุบัน การปลูกสร้างบ้านระดับกลาง-ล่างไม่เกิน 5 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 72% กลุ่มบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาท สัดส่วน 13% กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท สัดส่วน 3.87% และกลุ่มราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 1.16%      สำหรับตลาดรวมบ้านสร้างเองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ในสมาคม 7,260 ล้านบาท บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้อยู่ในสมาคม 2,860 ล้านบาท และบริษัทรับเหมา-ผู้รับเหมาอิสระ 33,880 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 10,200 ล้านบาท  ขอบคุณแหล่งที่มาwww.reic.or.thwww.manager.co.th 

ลงทุนรัฐหนุน ทำเลมหาชัย ราคาที่ดินพุ่ง

อีเอ็มซี ระบุการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐหนุน ทำเล"มหาชัย"ศักยภาพแห่งใหม่ตลาดอสังหาฯ ชี้ราคาที่ดินพุ่งตร.ว 7-8 หมื่นบาท นายเศรษฐวัจน์ ตั้งวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายงานอสังหาริมทรัพย์ บริษัทอีเอ็มซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทำเล มหาชัย จ.สมุทรสาคร เป็นอีกพื้นที่ ที่มีการขยายลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น พบว่าการลงทุนกระจุกตัวบริเวณถนนสายหลัก คือ ถนนพระราม 2 และมหาชัย เนื่องจากเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของจังหวัด   ภาพจาก bpsthai.org/BPS_Images ขณะที่ภาครัฐมีนโยบายลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย (กทพ.) มีโครงการก่อสร้างทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนองวงแหวนรอบนอกฯ ระยะทาง 19 กม. งบประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท  ส่วนสะพานข้าม แม่น้ำเจ้าพระยาจะสร้างสะพานใหม่ขนานสะพานพระราม 9 ใช้เวลาก่อสร้าง 39 เดือน เริ่มก่อสร้าง พ.ค.2560-ก.ค.2563 ซึ่งทางด่วนสายใหม่นี้จะทำให้การเดินทางระหว่างพื้นที่รอบนอกกับกรุงเทพฯ   ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาที่ดิน เมืองมหาชัย ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง อาทิ ที่ดินติดถนนท่าปรง เนื้อที่ 16 ไร่ ราคา 20 ล้านบาทต่อไร่ หรือตร.ว.ละ 5 หมื่นบาท ที่ดิน ซอย 8 หลังวัดเจษฎาราม ถนนเจษฎาวิถี เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 83 ตร.ว. ราคากว่า 12 ล้านบาท หรือตร.ว.ละ 1.6 หมื่นบาท และที่ดิน ติดถนนเอกชัย เนื้อที่ 2 ไร่ ราคา 26 ล้านบาทต่อไร่ หรือตร.ว.ละ 6.5 หมื่นบาทสำหรับบริเวณมหาชัย ซึ่งเป็น แยกเศรษฐกิจสำคัญของจ.สมุทรสาคร ราคาที่ดินอยู่ที่ 7-8 หมื่นบาทต่อตร.ว.  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.bangkokbiznews.com 

เตรียมเปิดพื้นที่สีเขียวให้คนกรุง 3 แห่ง ในปี 60

ชาวกรุงเตรียมเฮ ต้อนรับพื้นที่สีเขียวอีก 3 แห่งในปี 60 และ กทม. เตรียมโครงการสวนสาธารณะเพิ่มอีก 7 แห่ง เนื้อที่รวม 364 ไร่ ในอนาคต นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ว่า โครงการก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ ก่อสร้างบนพื้นที่ 78 ไร่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ให้สำนักสิ่งแวดล้อมกทม.ดำเนินการสร้างสวนสาธารณะ เพื่อการใช้ประโยชน์ส่วนรวม และดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 สิ้นสุดสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาในเดือนธันวาคม นี้ แต่งานมีความคืบหน้าเพียงร้อยละ 30  เนื่องจากติดปัญหาผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะจำนวน 4 รายไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ จึงสั่งการให้สำนักงานเขตมีนบุรีดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการขยายเวลาสัญญาจ้าง ซึ่งผู้รับเหมาแจ้งว่าจะใช้เวลาหลังจากนี้ประมาณ 120 วัน ในการดำเนิานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย คาดว่าเดือนเมษายน 2560 และปัจจุบัน กทม.มีสวนสาธารณะที่เปิดให้บริการแล้วจำนวน 32 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 2,922 ไร่ ขณะเดียวกันมีสวนสาธารณะที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2560 อีก 3 แห่งประกอบด้วย 1. สวนราษฎร์ภิรมย์ 2.สวนพระยาภิรมย์ และ 3.สวนป่าเบญจกิติ รวมเนื้อที่ 79 ไร่  นอกจากนี้ มีสวนสาธารณะที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 3 แห่ง รวมเนื้อที่กว่า 248 ไร่ คือ 1.สวน 9 เนิน เดินตามรอยพ่อ 2. สวนบริเวณซอยเพชรเกษม69 และ 3.สวนสาธารณะบึงลำไผ่ซึ่งในอนาคต กทม.มีโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะเพิ่มเติมอีก 7 แห่งรวมเนื้อที่กว่า 364 ไร่ ดังนี้ 1. สวนสาธารณะภายในสถานีพัฒนาที่ดินกทม. 2. ที่สาธารณะประโยชน์บริเวณเชื่อมคลองมอญ เขตลาดกระบัง 3. ที่สาธารณะประโยชน์แขวงท่าแร้ง (หนองจระเข้บัว) เขตบางเขน 4.ที่สาธารณะประโยชน์ ซ.อ่อนนุช 46 เขตสวนหลวง 5.ที่ดินบ่อฝั่งกลบขยะ 6. สวนสาธารณะ ซ.สุขสวัสดิ์ 30 แยก 8 และ 7. ที่สาธารณะบริเวณโคกบ่าวสาวด้วย ขอบคุณแหล่งที่มาwww.matichon.co.thwww.ddproperty.com

กะเทาะเปลือก "Life Asoke" : จับมาวิเคราะห์คอนโดมูลค่าสูงสุดของ APในปีนี้

ช่วงหลังๆ มานี้คอนโดใหม่ๆ เวลาเปิดตัวขึ้นมาแถวย่าน "อโศก" มักจะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ และในเวลาอีกไม่นานนี้ AP ก็เตรียมเปิดคอนโดใหม่แถวนี้อีกโครงการหนึ่งเหมือนกันประมาณเดือน มิ.ย. 58 คาดว่าจะใช้ชื่อ "Life Asoke" ซึ่งเท่าที่รู้มาก็คืออยู่ตรงข้าม Airport Link สถานี Hub มักกะสันเลย และจะเป็นโครงการที่มีมูลค่ามากที่สุดของ AP ประจำปีนี้ด้วย แต่น่าเสียดายข้อมูลอื่นๆ ยังไม่ค่อยมีมากนัก แต่ด้วยความที่กองบก. ของ Checkrakaหลายคนอยากได้คอนโดในพื้นที่แถบนี้ เพราะว่าการเดินทางสะดวกมากเป็น Hub Transit โดยมีการเชื่อมต่อระหว่าง Airport Link สถานีมักกะสัน และ MRT สถานีเพชรบุรี อีกทั้งยังใกล้ห้างสรรพสินค้าไม่ว่าจะเป็นฝั่งพระราม 9 ก็จะมีเซ็นทรัลพระราม 9 ฟอร์จูนทาวน์ และเอสพลานาด รัชดา ส่วนฝั่งอโศกก็จะมี Terminal 21 ค่ะ หรือจะเป็นแหล่ง Hangout ย่านนี้ก็มีใกล้ๆ ที่ย่านรัชดา และ RCA น่าสนใจขนาดนี้ทีมงานเราจึงลองวิเคราะห์โครงการนี้กันเล่นๆ ดู และคาดคะเนความน่าจะเป็นในหลายๆ เรื่องของโครงการนี้มาให้ดูกันค่ะชัวร์หรือไม่? ข้อมูลที่ดิน-อาคาร-การเดินทาง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 1 ก้าว? ของ "Life Asoke"ขนาดที่ดินใหญ่แค่ไหน ? ตัวตึกจะตั้งยังไง ?ได้ยินมาว่าโครงการนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดของ AP ประจำปีนี้เลย ทั้งในแง่มูลค่า และจำนวนยูนิต ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลของจริงมากที่สุด ทีมงานเราจึงได้ลงสำรวจพื้นที่จริงกันให้เห็นว่าพื้นที่โครงการจะใหญ่แค่ไหน ซึ่งพอไปถึงก็พอเดาได้ว่าอยู่ประมาณไหนและก็ได้เก็บรูปมาฝากกัน แต่ปัญหาคือเส้นขอบเขตโครงการยังดูงงๆ เช่น จะกินบริเวณตึกแถวด้านหน้าด้วยหรือไม่? ตัวโครงการจะรูปร่างแบบไหน? จากกระแสใน Social ก็พอจะเห็นภาพคร่าวๆ ว่า ตัวตึกคล้ายๆ จะเป็นตัว U หรือ ตัว I ค่ะ ซึ่งเราคงต้องรอดูกันตอนช่วงเปิดตัวว่าแปลงที่ดินจะเป็นแบบไหน และดีไซน์สุดท้ายของตัวอาคารจะออกมาเป็นอย่างไรภาพจาก http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1803503จากภาพตัวอาคารที่เปิดเผยในวันแถลงข่าวในมุมนี้ Checkrakaมองว่าพื้นที่โครงการและรูปทรงอาคารน่าจะเป็น 2 แบบค่ะคาดการณ์รูปร่างที่ดินและตัวอาคารกันไปแล้วลงมาดูพิ้นที่จริงกันบ้างค่ะ ทางทีมงานได้ลงไปเดินสำรวจพื้นที่กันมาแล้ว พบว่ากำลังปรับพื้นที่กันอยู่ จากพื้นที่ของโครงการที่ทางทีมงานเห็นนั้นประมาณนี้ค่ะ แต่เดิมเป็นพื้นที่ชุมชนแออัดที่รื้อถอนไปเรียบร้อยแล้วกว่า 80%ภาพถ่ายของพื้นที่โครงการตอนนี้ มีล้อมรั้วก่อสร้างอยู่ค่ะ ซึ่งน่าจะเป็น sales galleryเข้า-ออกโครงการได้มากกว่า 2 เส้นทางไหม ?ดูจากแปลงที่ดินแบบคาดเดาคร่าวๆ แล้ว ตัวโครงการ "Life Asoke" น่าจะใหญ่พอสมควร และน่าจะมีทางเข้า-ออกมากกว่า 1 ทาง ส่วนจะเข้า-ออกทางไหนได้บ้างนั้น เรายังไม่แน่ใจแต่ก็ได้ลองวาดภาพเส้นทางเข้าออกโดยใช้ Google Map และคาดการณ์เป็นเปอร์เซ็นต์ว่าแต่ละเส้นทางจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนี้ค่ะเส้นทางที่ 1 - ความเป็นไปได้ 100 %เส้นทางแรกจากถนนใหญ่อโศก-ดินแดงเลย ถ้าเริ่มจากแยกพระราม 9 วิ่งเข้าถนนอโศก-ดินแดง จะมีซอยเล็กๆ ที่อยู่ติดโรงพยาบาลผิวหนังอโศก ซึ่งทางนี้ก็น่าจะทะลุเข้า-ออกโครงการได้แน่นอนถ้าดูจากภาพพื้นที่ปัจจุบันเส้นทางที่ 2 - ความเป็นไปได้ 50 %เส้นทางที่ 2 ใช้ถนนรองคือถนนกำแพงเพชร 7 (Local Road) พื้นที่โครงการดูแล้วติดถนนกำแพงเพชร 7 (Local Road) แน่นอน เราคาดว่าตรงนี้น่าจะเป็นทางเข้า-ออกที่มีความเป็นได้ได้ ประมาณ 50% ค่ะเส้นทางที่ 3 - ความเป็นไปได้ 100 %เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เราวิเคราะห์เพิ่มเติมนะคะ ถ้าขนาดที่ดินใหญ่ก็จะทำให้สามารถเข้า-ออกถนนสาธารณะด้านข้างได้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า AP ต้องไม่พลาดเส้นทางนี้และต้องเป็นอีกจุดขายของโครงการนี้แน่นอนค่ะ ทางนี้อาจเข้าโครงการได้โดยเริ่มจาก "ทางด่วนศรีรัช (ด่านอโศก 2)" แต่ไม่ต้องขึ้นทางด่วน วิ่งชิดซ้ายสุดเลย เลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่จะไป "การทางพิเศษแห่งประเทศไทย" จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่มีทาวน์เฮ้าส์ น่าจะทะลุบริเวณโครงการได้ค่ะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเพียง 1 ก้าว ได้จริงหรือ ?จากที่ AP ได้โฆษณาว่าโครงการ "Life Asoke" ห่างจากรถไฟฟ้าเพียง "1 ก้าว" คำถามผุดขึ้นมาในใจทันทีว่าคำโฆษณาประมาณนี้มาอีกแล้ว!! "ติดรถไฟฟ้า", "ใกล้รถไฟฟ้า", "10 ก้าวจากรถไฟฟ้า" แต่คราวนี้แค่ 1 ก้าวเท่านั้น เท่าที่เราไปดูพื้นที่ของจริง ต้องบอกตรงๆ ว่า "เป็นไปได้ยาก" แต่ถ้าจะขึ้นป้ายแบบนี้คงต้องมีการเจาะทางเดินลอยฟ้าเพื่อไปลงหน้าโครงการ ซึ่งถ้าทำแบบนั้น ก็เป็นไปได้ คำถามคือจะเจาะตรงไหน? เท่าที่เราไปลองเดินดู เราเห็นว่ามีความเป็นไปได้ 2 ช่องทางดังนี้ค่ะนี่คือรูปของทางเชื่อมรถไฟฟ้าค่ะ จากที่ดูพื้นที่ของโครงการและทางเชื่อมในปัจจุบันแล้วจุดขึ้น-ลงของโครงการที่บอกว่า 1 ก้าวจากรถไฟฟ้า จะเป็นไปได้ 2 ช่องทางตามที่วงไว้ค่ะ ซึ่งเราเดาว่าน่าจะต้องมีการเจาะทางเชื่อมนี้ค่ะ ส่วนจะเจาะตรงไหน? หน้าตาจะเป็นอย่างไร? Checkrakaลองทำรูปขึ้นมาให้ชม ลองไปดูกันค่ะภาพด้านบนเป็นเพียงภาพจินตนาการที่ทางทีมงานคาดการณ์เอาไว้ ต้องรอดูกันค่ะว่า ตอนสร้างจริงแล้วจะเป็นอย่างไร สำหรับใครที่สนใจโครงการ Life Asokeตอนนี้สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้แล้ว ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลยค่ะจบไปแล้วสำหรับตอนแรกของบทวิเคราะห์คอนโดโครงการใหม่ "Life Asoke (ไลฟ์ อโศก)" ในตอนหน้าเราจะเข้ามาเรื่องของราคา มูลค่าโครงการ การเปรียบเทียบราคาคอนโดในย่านนั้นกันค่ะ ซึ่งประเด็นนี้คงอยู่ในความสนใจของใครหลายๆ คน อย่าลืมติดตามกันนะคะ  "Life Asoke" : จับมาวิเคราะห์คอนโดมูลค่าสูงสุดของ AP ในปีนี้

โมเดิร์น พร็อพเพอร์ตี้ฯ คาดราคาที่ดินกลางกรุง เลาะรถไฟฟ้าแพงหูฉี

โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ฯ คาดคาดราคาที่ดินกลางกรุง เลาะรถไฟฟ้าแพงหูฉี่ ซึ่งเป็นเพราะปัจจัยหลายอย่าง บวกกับ ทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดี หนุนอสังหาฯฟื้น เชื่อราคาที่ดินCBDพุ่งสูงเกินจริง ดีเวลลอปเปอร์สู้ราคาไม่ไหว ลูกค้ากำลังซื้อไม่พอ ส่งผลผู้ประกอบการขยับออกไปเจาะทำเลรอยต่อเมืองแทน เผยแนวโน้มราคาที่ดินปี60 ยังปรับตัวต่อเนื่อง แนวรถไฟฟ้าใหม่-เก่ายังได้รับความนิยมสูง  ภาพจาก www.ddproperty.com นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการเมือง ราคาสินค้าเกษตรในปีนี้ แม้จะปรับตัวดีขึ้น และส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมให้มีโอกาสในการฟื้นตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวหรือขยายตัวของตลาดอสังหาฯ อาจจะยังไม่รวดเร็วนัก เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก ที่อาจจะส่งผลกระทบตลาดอสังหาฯในประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจโลก วิกฤติฟองสบู่อสังหาฯในประเทศจีน วิกฤติดอยซ์แบงก์ ปัญหาทางการเมืองในอเมริกา ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดเพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯได้อยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยข้างต้นและทิศทางตลาดอสังหาฯที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จะทำให้ในปี2560นี้ มีการซื้อขายที่ดินคึกคักมาขึ้น จากทั้งกลุ่มนักลงทุนซื้อที่ดิน และผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะการซื้อที่ดินในกทม. ตามแนวเส้นทางโครงการเมกกะโปรเจกต์รถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ในพื้นที่ในเมืองที่จะเริ่มก่อสร้าง เช่น สายส้ม สายสีชมพูสายสีเหลือง ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม ในการซื้อที่ดิน ผู้ประกอบการและนักลงทุน ต้องไม่ลืมบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นกับการซื้อที่ดินในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งทำให้หลายๆรายประสบความล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมาส่วนทําเลสําคัญที่ได้รับความนิยม จะขยับออกจากเขตเมืองชั้นใน inner area ในย่านธุรกิจ CBD ออกไปในทำเลเมืองชั้นนอกหรือรอยต่อระหว่างเมืองมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาราคาที่ดินใจกลางเมือง หรือ ย่านCBD นั้น ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงมากในบางทำเลราคาปรับตัวสูงถึงตารางวาละ 2 ล้านบาท ซึ่งราคาดังกล่าวขยับสูงจนเกินไป ทำให้ต้องพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าและราคาขายสูงถึงตารางเมตรละ 300,000-400,000 บาท ซึ่งกําลังซื้อส่วนใหญ่ซื้อไม่ไหว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯจําเป็นต้องขยับออกไปพัฒนาโครงการใหม่ๆในทำเลรอบนอกออกไป เช่น ในเขตรอยต่อเมือง (Intermediate Area) ย่านรัชดา ลาดพร้าว พหลโยธิน บางซื่อ บางกะปิ บางนา จรัญสนิทวงศ์ รัชดา-ท่าพระ เป็นต้น เนื่องจากทำเลเหล่านี้สามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก และถือว่าเป็นทำเลที่ใช้เวลาในการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจและแหล่งงานไม่มากนักขณะที่ทําเลในเขตชั้นนอกของเมือง คาดว่าจะเริ่มเห็นความจริงจาก ประสบการณ์การซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาที่ดินพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้มากอย่างที่ตั้งเป้าไว้ อย่างไรก็ตามในทำเลอื่นๆนั้น คาดว่าราคาที่ดินยังคงเพิ่มได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากฐานราคาที่ดินที่ตํ่า เช่น สถานีคูคต ก่อนมีรถไฟฟ้าตารางวาละ 50,000 บาท ปัจจุบันขยับเป็น 100,000 บาทต่อตร.ว.แล้ว แต่ราคาจะปรับขึ้นไปได้อีกมากหรือน้อยเท่าไหร่นั้น นักลงทุนต้องระวังให้มาก เพราะราคาอาจจะปรับตัวได้ไม่มากอย่างอดีตที่ผ่านมา  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.ddproperty.com

SMPP พร้อมช่วงชิงก้อนเค้กอสังหาฯในปี 60 ลุยพัฒนาอาคารสำนักงานแบบ Luxury

นายเอกรัฐ จำปา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็ม พรอพเพอร์ พลัส จำกัด หรือ เอสเอ็มพีพี (SMPP) กล่าวถึงความพร้อมของกลุ่มในการเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ว่า เอสเอ็มพีพี ก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 200 ล้านบาท เมื่อปี 2558 แม้จะเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ แต่ด้วยศักยภาพของทีมผู้บริหาร ความพร้อมด้านการลงทุน รวมถึงพื้นที่ทำเลทองที่เตรียมไว้สำหรับจัดทำโครงการ ทำให้คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดและกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ซึ่งนโยบายสำคัญในการพัฒนาโครงการของบริษัทฯ คือ ต้องพัฒนาโครงการที่ดีมีคุณภาพในเวลาที่รวดเร็ว มีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสมกับการใช้งาน มีการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และ ต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดกับการลงทุน สำหรับทิศทางของตลาดอสังหาฯ ในปี 2560 นั้น เอสเอ็มพีพี มองว่ายังมีการขยายตัว แต่ระดับของการขยายตัวและการเติบโตนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยภายในประเทศที่มีการลงทุนของภาครัฐเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ว่าจะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจโลกให้มีการฟื้นตัวได้เร็วขึ้นได้อย่างไร ถือได้ว่าเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสมและเป็นโอกาสอันดีของ เอสเอ็มพีพี ในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปพร้อมกับทิศทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางและแนวโน้มที่ฟื้นตัว พร้อมกันนั้น เอสเอ็มพีพี ยังได้มีการเปิดตัวโครงการแรก วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ เทพารักษ์ (Valerie Office Center Thepharak) ขึ้น ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่าพันล้านบาท ส่วนแผนงานในปี 2560 นั้น เบื้องต้นทางกลุ่มจะมีการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการ คือ โครงการบ้านเดี่ยว สไตล์อเมริกัน คลาสสิค ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มูลค่าโครงการประมาณ 700 ล้านบาท และ โครงการโรงแรมระดับ 5 ดาว จังหวัดนครพนม มูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านบาท ด้านนายพงษ์ศักดิ์ เปลี่ยนผดุง ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอสเอ็ม พรอพเพอร์ พลัส จำกัด กล่าวถึงความน่าสนใจของโครงการ วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ ว่า เป็นอาคารสำนักงานไฮเอนด์แห่งแรก บนถนนเทพารักษ์ บริเวณ กม. 7.5 ซึ่งสามารถเดินทางสะดวกทั้งรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ศรีด่าน และ ทางด่วนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันออก) รวมถึงยังเป็นพื้นที่ทำเลธุรกิจแห่งอนาคตเพราะแวดล้อมไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และ อยู่ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยโครงการ วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ เฟสแรกมีขนาดพื้นที่ 7 ไร่ 17งาน 11 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 17 อาคาร สูง 5 ชั้น การออกแบบภายนอกเป็น เรเนซองส์ (Renaissance) แบบอังกฤษ ผสมโมเดิร์น คลาสสิค สไตล์ (Modern Classic Style) ให้มีความทันสมัยและความโอ่โถงแบบอาคารสไตล์ยุโรป ภายในมีการตกแต่งใน 2 ลักษณะ คือ โมเดิร์น คลาสสิค สไตล์ (Modern Classic Style) และ ลัคซูรี (Luxury) โดยบริษัทฯรับบริหารและจัดการหาผู้เช่าให้ ซึ่งในกรณีที่ลูกค้าซื้อบริษัทรับประกันหาผู้เช่าให้1ปี อัตราค่าเช่าละ 500,000 บาทต่อ คืนทุนภายใน14ปีโดยบริษัทฯคิดค่าบริการ 15% ตั้งเป้าปิดการขายโครงการทั้งหมดประมาณเดือนสิงหาคม ปี 2560  ขอบคุณที่มา หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์www.reic.or.thwww.prop2morrow.com

บริษัทศุภาลัยยิ้มปลื้ม อสังหาฯแนวราบเติบโตต่อเนื่อง 4 ปี ติด

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ อย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และทาวน์โฮม เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยปัจจุบันยอดขายโครงการแนวราบ 12,500 ล้านบาท แซงคอนโดมิเนียมไปแล้ว และปิดปีนี้ยอดขายน่าจะประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท เติบโต 20% มาจากบริษัทปรับตัวสินค้าบ้านใหม่ และการเปิดตัวโครงการที่เพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะโครงการในตลาดต่างจังหวัดเติบโตดีขึ้นอย่างชัดเจนสำหรับหนึ่งในโครงการที่ขายดีที่สุดในปีนี้ คือ โครงการบ้านเดี่ยวศุภาลัยวิลล์ เพชรเกษม 69 ซึ่งวันแรกที่เปิดขายทำยอดได้ถึง 200 ล้านบาท และขณะนี้ยังทำยอดขายได้ดีต่อเนื่อง บริษัทจึงเลือกมานำร่องแนวคิดสวนอิ่มใจ-บ้านอิ่มสุขนายไตรเตชะกล่าวว่า ในส่วนของยอดขายโครงการคอนโดมิเนียมปีนี้น่าจะประมาณ 11,000 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายที่วางไว้ 12,000 ล้านบาท เพราะโครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 เลื่อนเปิดขายจากปีนี้ไปเป็นปี 2560 โดยเตรียมจะเปิดขายในวันที่ 13-18 ม.ค. และโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทด้วยมูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ยูนิต ราคาเริ่มต้นต่อยูนิต 4.5 ล้านบาท และสูงสุด 53 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโครงการไฮไลต์ในปีหน้าส่วนปีนี้บริษัทเปิดโครงการใหม่ทั้งหมดรวม 23 โครงการ น้อยกว่าแผนที่วางไว้ 27 โครงการ โดยมี 4 โครงการที่เลื่อนเปิดไปปีหน้า  ขอบคุณแหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสดwww.reic.or.th

ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่เดือนพฤศจิกายน 2557 วันไหนบ้าง

สำหรับใครที่ซื้อบ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ลองดูครับว่าวันไหนที่คุณจะได้ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ได้บ้างครับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันศุกร์ แรม 1 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : อำมฤคโชค (ความสมปรารถนาที่ยิ่งใหญ่) ชัยโชค (จะได้โชคที่ดี) ราชาโชค (ความสะดวกสบาย)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 13.14 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งผลให้เจ้าบ้านมีเงินไหลเข้ามาไม่ขาด ฐานะดี หากเจ้าบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าไอที หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้านับว่าต้องโฉลก แม้ว่าอาชีพอื่นก็ใช้ได้*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอาทิตย์ใช้วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันศุกร์ แรม 15 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : วันปลอด (ปลอดสิ่งไม่ดีทั้งปวง)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 11.59 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งผลให้เจ้าบ้านมีเงินไหลเข้ามาไม่ขาด ฐานะดี หากเจ้าบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าไอที หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้านับว่าต้องโฉลก แม้ว่าอาชีพอื่นก็ใช้ได้*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอาทิตย์ใช้วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 1 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : อำมฤคโชค (ความสมปรารถนาที่ยิ่งใหญ่) ชัยโชค (จะได้โชคที่ดี) ราชาโชค (ความสะดวกสบาย) ฤกษ์บนเป็น ภูมิปาโลฤกษ์ (เหมาะสมกับการดำเนินการเรื่องที่อยู่อาศัย)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 11.06 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งเสริมให้เจ้าบ้านมีอำนาจและบารมี  มีงานไหลมาไม่ขาดสาย  มีหลักทรัพย์มั่นคง เหมาะสมกับบุคคลทั่ว ๆ ไป*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอังคารใช้ขอบคุณข้อมูลจาก HoroWorld ขอบคุณรูปภาพจาก Kapook ครับ

บริษัทณุศาศริริ เล็งกระแสสุขภาพมาแรง มุ่งขายอสังหาฯพ่วงศูนย์สุขภาพ

นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า ทางบริษัทจะมุ่งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยควบคู่กับศูนย์สุขภาพครบวงจร ที่ ประกอบไปด้วย บ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ท และ ศูนย์สุขภาพแบบองค์รวม จะไม่เน้นพัฒนาเพียงอสังหาฯเพื่อการพัก อาศัยอย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อรองรับเทรนด์การท่องเที่ยวของโลกและ พฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น  ภาพจาก i.ytimg.com"จากผลการสำรวจและวิจัยของ Global Wellness Institute ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้ว่ารีสอร์ทเพื่อ สุขภาพ (Wellness resort) จะ โตขึ้นถึง 50% ของตลาดโลกภายในปี 2560 ซึ่งเรามองเห็นโอกาสและ ศักยภาพตลาดมีการเติบโตสูง และมีช่องว่างในตลาดที่ยังไม่มีใครลง ทุนในประเทศไทย "นายวิษณุ กล่าวนายวิษณุกล่าวตอ่ไปว่า โดยในปี 2560 บริษัทฯวางแผนเปิดโครงการใหม่รูปแบบดังกล่าว ทั้งหมด 10 โครงการ มูลค่ารวม 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทมีที่ดิน รอการพัฒนาไว้ทั้งหมดแล้ว โดยเป็นโครงการที่อยู่ในกรุงเทพ 1 โครงการย่านพระราม 2 ,พัทยา 2 โครงการ, เขาใหญ่ 2 โครงการ, เชียงใหม่ 2 โครงการ และภูเก็ต 3 โครงการ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ บนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและไม่มีปัญหาการขอสินเชื่อของธนาคาร โดยโครงการที่จะเปิดใหม่ในปีหน้า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่าง การทยอยยื่นขอใบอนุญาตวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า ซึ่งโครงการใหม่ในปีหน้า จะเป็นคอนเซปต์ที่ควบคู่ไปกับสุขภาพตาม โมเดลธุรกิจไหม่ของบริษัท อีกทั้งบริษัทจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน มากขึ้น โดยมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และไม่มีปัญหาการขอสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงน้อย ในเรื่องการรับรู้รายได้ในอนาคตสำหรับในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 5,500 ล้านบาท ขณะที่เป้ารายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่ามีรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2560 บริษัทจะมีการทยอยรับรู้รายได้จาก มูลค่ายอดขายรอโอน (แบ็คล็อก) กว่า 1 ,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากการโอนโครงการ ณุศา ศรีราชา ที่มีการทยอยโอนมากขึ้นและ เป็นแบ็คล็อก ส่วนใหญ่  โดยปัจจุบันบริษัทมี แบ็คล็อก รวมทั้งสิ้นกว่า 3 ,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปถึงปี 2561 นอกจากนี้บริษัทจะเน้น การระบายสต็อกออกในปีหน้าอย่างจริงจัง หลังจากที่ปัจจุบันบริษัทมี มูลค่าสต็อกของโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมขายอยู่เป็นมูลค่ารวมราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งการเร่งระบายสต็อกให้ลดลงในปีหน้าจะช่วยให้ บริษัทมีรายได้กลับเข้ามามากขึ้นส่วนผลการดำเนินของบริษัทในปีนี้คาดว่ายอดขายจะทำได้อยู่ที่ 1 ,000 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ซึ่งต่ำ กว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 30% โดยเป็นผลมาจากปัญหาตลาดกลาง-ล่างมีกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง จากปัญหาหนี้ครีวเรือนที่สูง ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และสถาบันการเงินมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์เกิด การชะลอตัวขณะที่ปัจจัยภายในประเทศในช่วงไตรมาส 4 ทำให้ กิจกรรมทางการตลาดและการส่งเสริมการขายต้องชะลอออกไป ทำ ให้บริษัทต้องเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ออกไปเป็นปีหน้าจำนวน 4 โครงการ  ขอบคุณแหล่งที่มาหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์www.reic.or.thwww.propertyinsight.co

บริษัทศุภาลัย ประเมินอสังหาฯ ปี 2560 ตลาดคอนโดจะฟื้นตัว หลังจากติดลบมา 3 ปี

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 จะไม่มีการขยายตัวหรืออาจจะทรงตัว เพราะเป็นการปรับสมดุลจากตลาดในปี 2559 ที่หดตัว โดยปัจจัยหลักที่จะทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัวได้ เนื่องจากตลาดคอนโดมิเนียมติดลบติดต่อกันในช่วง 3 ปี ได้ปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ขณะที่ตลาดแนวราบยังเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะมีความต้องการอยู่อาศัยจริง ในด้านของผู้ประกอบการจะต้องมีการบริหารสภาพคล่องให้มีประสิทธิภาพ ในภาวะที่ตลาดอสังหาฯยังมีการชะลอตัวอยู่ ซึ่งสภาพคล่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจสามารถไปต่อได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กที่ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องค่อนข้างมาก อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ต่างๆยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อทั้งผู้ประกอบการและลูกค้า ส่งผลต่อการบริหารจัดการ   สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นปี 2561 ส่งผลให้ราคาที่ดินไม่ปรับลงและมี แนวโน้มจะปรับสูงขึ้นในปี 2560 เนื่องจากเจ้าของที่ดินยังไม่เห็นผลกระทบ ส่วน ผลประกอบการบริษัทปีนี้คาดจะมียอดขายรวมเกินเป้าที่ตั้งไว้ แต่ในด้านการเปิดตัวปี 2559 ติดลบ เพราะเดิมตั้งเป้าจะเปิดตัว 27 โครงการ รวมมูลค่า 3.4 หมื่นล้านบาท แต่เปิดตัวได้ 23 โครงการ รวมมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท โดย 4 โครงการที่ยังไม่เปิดตัว จะเลื่อนไปเปิดตัวในไตรมาสแรกปี 2560 ทั้งหมด รวมมูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาททั้งนี้ บริษัทได้เลื่อนเปิดโครงการ ศุภาลัย โอเรียลทอล สุขุมวิท 39 จากเดิมจะเปิดตัวในเดือน พ.ย. 2559 แต่ได้เลื่อนไปเปิดต้นปี 2560 โครงการมีราคาขาย เริ่มต้น 1 แสนบาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดขายให้กับลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ก่อนเท่านั้นปัจจุบันยอดลงทะเบียนประมาณ 1,000 ราย โดยจะเปิดขายในวันที่ 13-18 มกราคม 2560 ณ เอ็มควอเทียร์ ด้านการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายปี2560 เนื่องจากยังติดเรื่องสัญญาเช่าอยู่   ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดขายในปีนี้จะอยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านบาท และปัจจุบันมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 2.2 หมื่นล้านบาท ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์www.reic.or.thprop2morrow.com

บิ๊กอสังหาฯเล็งซื้อที่ดินแนวรถไฟฟ้า 3 สาย คาดเป็นทำเลทอง

บิ๊กอสังหาฯ เล็งที่ดินทำเลทอง เกาะตามแนวรถไฟฟ้า คาดว่าจะผุดคอนโดขึ้น 3 สายใหม่สีชมพู เหลือง ส้ม ฟากแนวราบเกษตร-นวมินทร์ สาทร แจ้งวัฒนะมาแรง นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า ทำเลที่ผู้ประกอบการสนใจซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการในปี 2560 หากเป็นโครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายใหม่ที่รัฐบาลเปิดประมูลไปแล้วและเตรียมจะเปิดประมูล โดยเฉพาะรถไฟฟ้า 3 สายใหม่ ได้แก่ สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ในช่วงที่อยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง และสาย สีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี มีทำเลที่น่าสนใจอยู่ในช่วงถนนพระราม 9 ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ทำเลที่น่าสนใจจะอยู่บริเวณถนนพหลโยธิน 50 หรือช่วงตอนกลางขึ้นไปใกล้สายสีเขียวช่วงพหลโยธิน-คูคต และทำเลวงแหวนรอบนอกที่ใกล้กับทางด่วน เป็นต้น"ที่ดินที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายใหม่ที่มีการก่อสร้างจริงถือว่าเป็นทำเลเด่น โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้กับแหล่งงาน ขณะที่ราคาที่ดินนั้นไม่ได้ปรับลดลง หลังจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เดิมมีแผนจะประกาศใช้ในปี 2560 แต่เลื่อนออกไปเป็นปี 2561 จึงทำให้ที่ดินแปลงใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างเจรจานั้นราคาไม่ได้ลดลง เชื่อว่าหากรัฐบาลประกาศใช้ภาษีที่ดินจริงจะทำให้ราคาที่ดินปรับลดราคาลงได้" นายไตรเตชะ กล่าวอย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2560 ตลาดคอนโดมิเนียมจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่ไม่เติบโตมานาน 3 ปี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ตลาดแนวราบนั้นมีการปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากบริษัทได้มีการปรับรูปแบบสินค้าให้มีความเหมาะสมกับการอยู่อาศัยจริง ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกด้านนายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า ทำเลทองของการพัฒนาโครงการแนวราบ มี 3 บริเวณเด่น ได้แก่ บริเวณเกษตร-นวมินทร์, สาทร-กัลปพฤกษ์ และแจ้งวัฒนะ โดยทั้ง 3 แปลงไม่ได้เป็นที่ดินที่ติดกับถนนใหญ่ แต่มีศักยภาพที่ดีในการพัฒนาโครงการรูปแบบคอนโดมิเนียมได้แต่เลือกที่จะพัฒนาโครงการแนวราบ"รูปแบบการพัฒนาโครงการของบริษัทจะต้องมีอย่างน้อย 5 โครงการย่อยอยู่ในโครงการเดียว โดยแปลงที่ดินที่ซื้อจะต้องเป็นที่ดินขนาดใหญ่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป พัฒนาโครงการรวมตั้งแต่ 1,000 ยูนิต จากก่อนหน้านี้ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาขนาด 20-30 ไร่ แต่เนื่องจากตลาดแนวราบความต้องการยังค่อนข้างสูงหากซื้อที่ดินแปลงเล็กจะไม่ทันกับการเปิดขายโครงการในเฟสใหม่ ขณะเดียวกันต้องมีการปรับฟังก์ชั่นของแบบบ้านให้มีประโยชน์ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น เช่น บ้านแฝด ให้เทียบเท่ากับบ้านเดี่ยว" นายแสนผิน กล่าว  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บทความที่แนะนำ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธอส. เปิด ปชช.โหลดแบบบ้านฟรี มาขอกู้สร้าง รับดอกเบี้ยพิเศษ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศผลการตัดสิน 6 สุดยอดแบบบ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกคว้ารางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท ตามโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดพิมพ์เขียวแบบบ้านไปปลูกสร้างเองได้ฟรี!! หรือนำมายื่นกู้ปลูกสร้างกับ ธอส.รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ และดำเนินการตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างถือเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่ประชาชนทั่วไปต้องการมาใช้บริการกับธนาคาร และแบบแปลนการปลูกสร้างถือป็นส่วนหนึ่งของเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการยื่นกู้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำกิจกรรม CSR โครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” โดยมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และพฤติกรรมการ อยู่อาศัย รวมทั้งเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานจากองค์กรพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร อาคารลามิน่า เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 1,100,000 บาท โดยกำหนดให้การออกแบบบ้านเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ก่อสร้างไม่เกิน 40 ตารางวา และแบ่งวงเงินก่อสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบบบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 2.แบบบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านที่อยู่อาศัยจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สภาสถาปนิก และผู้แทนของธนาคาร ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดของนักศึกษา ภายหลังจากธนาคารเปิดให้ผู้ที่สนใจส่งผลงานได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 พบว่ามีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวดมากกว่า 60 ผลงาน ซึ่งคณะกรรมการตัดสินได้คัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวันทุนการศึกษา ทั้ง 2 ประเภท ประกอบด้วย 1. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 1,000,000.-บาทอันดับ 1 นายชานนท์ จาดตานิม ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นายวิชญะ วิภูษณวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 3 นายศักดิสรรพ์ ทองตัน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2. รางวัลประเภทแบบบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000.-บาทอันดับ 1 นายพชร ดีเลิศทวีทรัพย์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 300,000.-บาท (จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)อันดับ 2 นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000.-บาท (จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี)อันดับ 3 นายพีรพล สุทธิมรรคผล ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000.-บาท (จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) การประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการที่ดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ซึ่ง ธอส. ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 64 ปีที่ได้สานฝันทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองมาแล้วกว่า3 ล้านครอบครัว ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนสามารถยังดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของสุดยอดแบบบ้านที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 แบบ นำไปปลูกสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานได้ฟรี!!และสามารถนำมายื่นขอกู้ปลูกสร้างบ้านกับ ธอส. โดยจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษด้วยคลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบบ้านฟรีที่นี้   ขอบคุณที่มาของข่าว money.sanook.com

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน!  ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ธอส. ประกาศช่วยคนกู้ไม่ผ่าน! ปล่อย 3 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

แบงก์รัฐอุ้มผู้มีรายได้น้อยถูกปฏิเสธสินเชื่อจากแบงก์พาณิชย์ ล่าสุดเปิดตัวสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2/60นี้ ธนาคาร ธอส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อย 3 โครงการโครงการที่ 1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ มือสอง รวมถึงรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ธอส. ซึ่งมีวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท โดยธอส.จะให้ลูกค้ากู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% แบ่งเป็น2 ปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.9% และปีที่ 3 คิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดให้ลูกค้ายื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโครงการที่ 2 โครงการขยายวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านสานรักวงเงิน 10,000 ล้านบาท หลังจากที่วงเงินเดิม28,000 ล้านบาท ได้ปล่อยกู้เต็มแล้ว ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท โดยลูกค้าในโครงการนี้ ธอส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 2 ปีแรก 2.99%โครงการที่ 3 ปล่อยกู้ลูกค้าเพื่อต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน โดยได้เตรียมวงเงินสินเชื่อจำนวน 5,000 ล้านบาท ไว้รองรับลูกค้าเก่า ที่ต้องการกู้เพิ่มเติมเพื่อนำเงินไปต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยกำหนดให้ลูกค้าเก่ากู้ได้ไม่เกินวงเงินเดิมที่ได้รับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยในโครงการนี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4%สำหรับโครงการที่ใหม่ ธอส.นี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน และเข้ามามาขอสินเชื่อหมดภายในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนโครงการบ้านธอส.เพื่อสานรัก ปัจจุบันมีผู้สนใจจำนวนมาก โดยในช่วงแรกที่มีการเปิดตัวโครงการไป ธอส.ได้เตรียมวงเงินไว้ 8,000 ล้านบาท และเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ปรากฎว่าวงเงินทั้งหมดเต็มแล้ว ดังนั้นในรอบนี้ ธอส.จึงได้ขยายวงเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้ามาขอกู้ในโครงการสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนโครงการสินเชื่อประชารัฐนั้น ในขณะนี้ ธนาคารได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้มีวงเงินเหลือค้างอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาททั้งนี้ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าวนี้ ธอส. มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ซึ่งทางธอส. มีนโยบายว่าต้องการจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์แล้วถูกปฏิเสธสินเชื่อ เพราะโครงการดังกล่าว ธอส.ไม่ได้มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ หรือใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อเดียวกับธนาคารพาณิชย์ โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือนก็สามารถกู้ได้ หรือในกรณีที่วงเงินไม่ถึง ลูกค้ายังสามารถหาผู้กู้ร่วมมาเพิ่มได้อีก 2 คน ซึ่งทางธอส. ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขพิจารณาสินเชื่อให้แก่ลูกค้า จากเดิมคิดความสามารถผ่อนชำระให้ 1 ใน 3 ของรายได้ เพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ ทำให้มีโอกาสกู้ผ่าน และได้รับวงเงินสูงจากเดิม ที่มา DDproperty.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน