ยังไม่มีบัญชี?สมัครสมาชิก

ข่าวอสังหาฯ


งบเวนคืน ที่ดินมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรีพุ่ง4เท่า

ทล.เร่งเคลียร์เวนคืนมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง ดึงทั้งงบปกติและงบกลางไปดำเนินการ ล่าสุดเส้นบางใหญ่-กาญจนบุรีได้งบกลางอีกกว่าพันล้านเร่งมอบพื้นที่ให้นำออกประมูลได้เร็วขึ้น พบเจ้าของที่ดินบางรายขุดหัวดินออกขายก่อนเจอเวนคืน สั่งสำรวจก่อนดัดหลังกำหนดค่าเวนคืนให้น้อยลง โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร งบประมาณเวนคืนที่ดิน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จากเดิม 5.9 พันล้านบาท ซึ่งที่ปรึกษาได้ประเมินราคาไว้เมื่อ 7-8 ปี ก่อน เพิ่มขึ้นเป็น 2.19 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มจากเดิมถึง 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเกือบ 4 เท่า ราคาประเมินราคาใหม่ใช้เกณฑ์ เทียบเคียงกับการจ่ายเวนคืนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง และอิงราคาที่ดิน ช่วงจ.นนทบุรีและนครปฐมในปัจจุบันส่งผลให้วงเงินโครงการดังกล่าวจะอยู่ที่ 6.56 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4.37 หมื่นล้านบาท และ ค่าเวนคืนที่ดิน 2.19 หมื่นล้านบาทนายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดี กรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร ยังต้องขยายวงเงินเป็น 7.25 หมื่นล้านบาทหรือ เพิ่มขึ้น 13% แบ่งเป็นงบประมาณการก่อสร้างและบริหารที่พักริมทาง จำนวน 5.45 หมื่นล้านบาท และงบประมาณเวนคืนที่ดินอีก 1.8 หมื่นล้านบาท หลังพบว่า ค่าเวนคืนที่ดินในโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิมที่ราว 9.48 พันล้านบาทส่วนปัญหาเรื่องพ.ร.บ.เวนคืนที่ดินซึ่งขัดกับกฎหมายร่วมทุนนั้น ได้เสนอ ไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเปลี่ยน รูปแบบโครงการจากทางหลวงพิเศษเป็นทางหลวงสัมปทาน โดยยกให้เอกชน ดำเนินการเรื่องเวนคืนและก่อสร้าง เพื่อ ไม่ให้ขัดกับหลักกฎหมาย คาดว่าจะสามารถออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนได้ในช่วงเดือน มิ.ย. 2560"โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำนั้น จะเร่งรัดการเวนคืนพื้นที่ให้เริ่มต้นก่อสร้างได้ตามแผนในปี 2562 โดยจะเสนอสัมปทานให้เอกชนราว 25-30 ปี มั่นใจว่า ยังเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ทั้งสองสายตามแผน แม้ว่าการประเมินราคาเวนคืนที่ดินล่าช้า ตลอดจนปัญหาข้อพิพาทการเวนคืน ที่ดินโดยเฉพาะมอเตอร์เวย์สายนครปฐมชะอำ แต่ก็คาดว่าเอกชนจะเริ่มดำเนินการเวนคืนที่ดินช่วงนครปฐม-ชะอำได้ใน ช่วงปลายปี 2560 ก่อนลงนามสัญญา ภายในปี 2561และเริ่มก่อสร้างในปี 2562"ด้านแหล่งข่าวจากกรมทางหลวงกล่าวว่า การเวนคืนที่ดินมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงิน 7.66 หมื่นล้าน ปัจจุบัน ดำเนินการคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% โดยจะเร่งรัดจ่ายเงินให้กับเจ้าของ ที่ดินซึ่งไม่ติดปัญหาด้านกฎหมาย ภายในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนจะทยอยเวนคืน ที่ดินให้ครบทั้งหมดในเดือนมี.ค.2560 เช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์สายพัทยา- มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร ซึ่งจะมี การเร่งรัดเวนคืนให้ครบ 100% ภายในเดือนม.ค.2560 ขอบคุณแหล่งที่มา www.thansettakij.comwww.reic.or.th

โจนส์ แลง ลาซาลล์ มองอสังหาฯคอนโดยังคงอืดในปี 60     

นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ JLL เปิดเผยว่า ภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำเลกรุงเทพมหานครในปี 2560 คาดจะมีทิศทางการเติบโตไม่ต่างจากปี 2559 ที่ผ่านมามากนัก โดยเฉพาะในตลาดคอน โดมิเนียม ที่เชื่อว่าอัตราการขายจะยังคงชะลอตัว เนื่องจากจำนวนซัพพลายใหม่ในตลาดยังมีเพิ่มเข้ามาในตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการใช้เวลาในการตัดสินใจได้นานขึ้น ในส่วนของผู้ซื้อเพื่อปล่อยเช่า ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในการหาผู้เช่า รวมไปถึงแรงกดดันในเรื่องราคาค่าเช่า   ภาพจาก www.manager.co.thส่วนตลาดอาคารสำนักงานและศูนย์การค้า คาดว่าจะมีซัพพลายเกิดใหม่จำกัด แต่ยังคงมีดีมานด์ขยายตัวต่อเนื่อง"แม้โครงการคอนโดมิเนียมจะมียอดขายชะลอไปบ้าง แต่สำหรับตลาดโดยรวม พบว่ามีการขายช้าลง ซึ่งจากข้อมูลสำรวจพบว่า ณ สิ้นปี 2559 มีคอนโดมิเนียมเฉพาะที่สร้างเสร็จแล้ว คิดเป็นจำนวนรวมกว่า 445,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ ยังมีที่กำลังจะทยอยก่อสร้างอีกกว่า 127,000 ยูนิต และผู้ซื้อหลายรายรับรู้ว่าตลาดมีซัพพลายเพิ่มมากขึ้น และโครงการต่างๆ ขายได้ช้าลง จึงคาดหวังว่าเจ้า ของจะปรับลดราคา แต่ในความ เป็นจริง แม้การขายจะช้าลง แต่ราคาคอนโดมิเนียมยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" นางสุพินท์กล่าวสำหรับราคาที่ดินในเขตศูนย์กลางธุรกิจที่เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ขณะนี้มองว่ามีปริมาณจำกัด มีความไปเป็นไปได้มากว่าผู้พัฒนาโครงการจะให้ความสนใจในการเลือกทำเลมากขึ้นสำหรับการเช่าที่ดินระยะยาว จากเดิมที่ต้องการซื้อกรรมสิทธิ์ขาดเป็นหลักอย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก จะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้พัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ ภาคธุรกิจคอนโดมิเนียม ซึ่งจะต้นทุนในด้านราคาที่ดินที่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคาขาย  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

รับสร้างบ้านปี 60 มีแนวโน้มเติบโต 10% 

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านหวังแรงหนุนการลงทุนภาครัฐ-GDP โต-ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่คนต่างจังหวัดนิยมให้บริษัทรับสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น หนุนตลาดรับสร้างบ้านปี 60 มูลค่าแตะ 11,000 ล้านบาท จากปี 59 อยู่ที่ 10,200 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ภาพจาก www.matichon.co.th นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในปี 2560 ยังผันผวน โดยคาดว่าหากเศรษฐกิจจะมีอัตราการเติบโต 3.2-3.4% ทำให้ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นไปในทิศทางบวกได้บ้าง โดยเติบโตประมาณ 10% หรือมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท จากปี 2559 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 10,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 ก่อนหน้าที่มีมูลค่า 10,080 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งมีมูลค่ารวม 44,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ในสมาคม 7,260 ล้านบาท บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้อยู่ในสมาคม 2,860 ล้านบาท และบริษัทรับเหมา ผู้รับเหมาอิสระ 33,880 ล้านบาท ปัจจัยบวกในปีหน้าจากการลงทุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้า ส่งผลดีต่ออสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมอนาคตอาจทำให้เจ้าของที่ดินตามแนวรถไฟฟ้ามีความต้องการสร้างบ้าน ตลอดจนนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะเร่งให้เกิดการตัดสินใจสร้างบ้านของเจ้าของที่ดินเร็วขึ้น ด้าน นายธีร์ บุญวาสนา อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมงาน “Home Builder Focus & Expo” พบว่า ส่วนใหญ่เข้ามาศึกษาเพื่อหาข้อมูล 41.9% เพื่อว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน 21.89% ศึกษาข้อมูลและเทคโนโลยี 19.98% มาเพื่อต้องการหาผู้ออกแบบบ้าน 8.86% และอื่นๆ 7.31% ขณะการวางแผนจะออกแบบ และก่อสร้างบ้านนั้น ใช้เวลานานขึ้นเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน 53.38% จากเดิน 50% โดยมีการตัดสินใจโดยใช้เวลามากขึ้นในช่วงเวลาเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา      ส่วนความต้องการรับสร้างบ้านจากลูกค้าต่างจังหวัดมีเพิ่มขึ้นในปีนี้อยู่ที่ 25% จากปี 2558 มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้านเครือข่ายโทรคมนาคมทำให้สามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น จึงทำให้ความนิยมปลูกสร้างบ้านในต่างจังหวัดมีเพิ่มขึ้นประกอบกับที่ดินในเขตกรุงเทพฯ และพื้นที่ชานเมืองมีจำกัด และราคาขยับสูงขึ้น ปัจจุบัน การปลูกสร้างบ้านระดับกลาง-ล่างไม่เกิน 5 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 72% กลุ่มบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาท สัดส่วน 13% กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท สัดส่วน 3.87% และกลุ่มราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 1.16%      สำหรับตลาดรวมบ้านสร้างเองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ในสมาคม 7,260 ล้านบาท บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้อยู่ในสมาคม 2,860 ล้านบาท และบริษัทรับเหมา-ผู้รับเหมาอิสระ 33,880 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 10,200 ล้านบาท  ขอบคุณแหล่งที่มาwww.reic.or.thwww.manager.co.th 

ลงทุนรัฐหนุน ทำเลมหาชัย ราคาที่ดินพุ่ง

อีเอ็มซี ระบุการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐหนุน ทำเล"มหาชัย"ศักยภาพแห่งใหม่ตลาดอสังหาฯ ชี้ราคาที่ดินพุ่งตร.ว 7-8 หมื่นบาท นายเศรษฐวัจน์ ตั้งวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายงานอสังหาริมทรัพย์ บริษัทอีเอ็มซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทำเล มหาชัย จ.สมุทรสาคร เป็นอีกพื้นที่ ที่มีการขยายลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น พบว่าการลงทุนกระจุกตัวบริเวณถนนสายหลัก คือ ถนนพระราม 2 และมหาชัย เนื่องจากเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของจังหวัด   ภาพจาก bpsthai.org/BPS_Images ขณะที่ภาครัฐมีนโยบายลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย (กทพ.) มีโครงการก่อสร้างทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนองวงแหวนรอบนอกฯ ระยะทาง 19 กม. งบประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท  ส่วนสะพานข้าม แม่น้ำเจ้าพระยาจะสร้างสะพานใหม่ขนานสะพานพระราม 9 ใช้เวลาก่อสร้าง 39 เดือน เริ่มก่อสร้าง พ.ค.2560-ก.ค.2563 ซึ่งทางด่วนสายใหม่นี้จะทำให้การเดินทางระหว่างพื้นที่รอบนอกกับกรุงเทพฯ   ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาที่ดิน เมืองมหาชัย ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง อาทิ ที่ดินติดถนนท่าปรง เนื้อที่ 16 ไร่ ราคา 20 ล้านบาทต่อไร่ หรือตร.ว.ละ 5 หมื่นบาท ที่ดิน ซอย 8 หลังวัดเจษฎาราม ถนนเจษฎาวิถี เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 83 ตร.ว. ราคากว่า 12 ล้านบาท หรือตร.ว.ละ 1.6 หมื่นบาท และที่ดิน ติดถนนเอกชัย เนื้อที่ 2 ไร่ ราคา 26 ล้านบาทต่อไร่ หรือตร.ว.ละ 6.5 หมื่นบาทสำหรับบริเวณมหาชัย ซึ่งเป็น แยกเศรษฐกิจสำคัญของจ.สมุทรสาคร ราคาที่ดินอยู่ที่ 7-8 หมื่นบาทต่อตร.ว.  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.bangkokbiznews.com 

เตรียมเปิดพื้นที่สีเขียวให้คนกรุง 3 แห่ง ในปี 60

ชาวกรุงเตรียมเฮ ต้อนรับพื้นที่สีเขียวอีก 3 แห่งในปี 60 และ กทม. เตรียมโครงการสวนสาธารณะเพิ่มอีก 7 แห่ง เนื้อที่รวม 364 ไร่ ในอนาคต นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ว่า โครงการก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ ก่อสร้างบนพื้นที่ 78 ไร่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ให้สำนักสิ่งแวดล้อมกทม.ดำเนินการสร้างสวนสาธารณะ เพื่อการใช้ประโยชน์ส่วนรวม และดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 สิ้นสุดสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาในเดือนธันวาคม นี้ แต่งานมีความคืบหน้าเพียงร้อยละ 30  เนื่องจากติดปัญหาผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะจำนวน 4 รายไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ จึงสั่งการให้สำนักงานเขตมีนบุรีดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการขยายเวลาสัญญาจ้าง ซึ่งผู้รับเหมาแจ้งว่าจะใช้เวลาหลังจากนี้ประมาณ 120 วัน ในการดำเนิานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย คาดว่าเดือนเมษายน 2560 และปัจจุบัน กทม.มีสวนสาธารณะที่เปิดให้บริการแล้วจำนวน 32 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 2,922 ไร่ ขณะเดียวกันมีสวนสาธารณะที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2560 อีก 3 แห่งประกอบด้วย 1. สวนราษฎร์ภิรมย์ 2.สวนพระยาภิรมย์ และ 3.สวนป่าเบญจกิติ รวมเนื้อที่ 79 ไร่  นอกจากนี้ มีสวนสาธารณะที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 3 แห่ง รวมเนื้อที่กว่า 248 ไร่ คือ 1.สวน 9 เนิน เดินตามรอยพ่อ 2. สวนบริเวณซอยเพชรเกษม69 และ 3.สวนสาธารณะบึงลำไผ่ซึ่งในอนาคต กทม.มีโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะเพิ่มเติมอีก 7 แห่งรวมเนื้อที่กว่า 364 ไร่ ดังนี้ 1. สวนสาธารณะภายในสถานีพัฒนาที่ดินกทม. 2. ที่สาธารณะประโยชน์บริเวณเชื่อมคลองมอญ เขตลาดกระบัง 3. ที่สาธารณะประโยชน์แขวงท่าแร้ง (หนองจระเข้บัว) เขตบางเขน 4.ที่สาธารณะประโยชน์ ซ.อ่อนนุช 46 เขตสวนหลวง 5.ที่ดินบ่อฝั่งกลบขยะ 6. สวนสาธารณะ ซ.สุขสวัสดิ์ 30 แยก 8 และ 7. ที่สาธารณะบริเวณโคกบ่าวสาวด้วย ขอบคุณแหล่งที่มาwww.matichon.co.thwww.ddproperty.com

กะเทาะเปลือก "Life Asoke" : จับมาวิเคราะห์คอนโดมูลค่าสูงสุดของ APในปีนี้

ช่วงหลังๆ มานี้คอนโดใหม่ๆ เวลาเปิดตัวขึ้นมาแถวย่าน "อโศก" มักจะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ และในเวลาอีกไม่นานนี้ AP ก็เตรียมเปิดคอนโดใหม่แถวนี้อีกโครงการหนึ่งเหมือนกันประมาณเดือน มิ.ย. 58 คาดว่าจะใช้ชื่อ "Life Asoke" ซึ่งเท่าที่รู้มาก็คืออยู่ตรงข้าม Airport Link สถานี Hub มักกะสันเลย และจะเป็นโครงการที่มีมูลค่ามากที่สุดของ AP ประจำปีนี้ด้วย แต่น่าเสียดายข้อมูลอื่นๆ ยังไม่ค่อยมีมากนัก แต่ด้วยความที่กองบก. ของ Checkrakaหลายคนอยากได้คอนโดในพื้นที่แถบนี้ เพราะว่าการเดินทางสะดวกมากเป็น Hub Transit โดยมีการเชื่อมต่อระหว่าง Airport Link สถานีมักกะสัน และ MRT สถานีเพชรบุรี อีกทั้งยังใกล้ห้างสรรพสินค้าไม่ว่าจะเป็นฝั่งพระราม 9 ก็จะมีเซ็นทรัลพระราม 9 ฟอร์จูนทาวน์ และเอสพลานาด รัชดา ส่วนฝั่งอโศกก็จะมี Terminal 21 ค่ะ หรือจะเป็นแหล่ง Hangout ย่านนี้ก็มีใกล้ๆ ที่ย่านรัชดา และ RCA น่าสนใจขนาดนี้ทีมงานเราจึงลองวิเคราะห์โครงการนี้กันเล่นๆ ดู และคาดคะเนความน่าจะเป็นในหลายๆ เรื่องของโครงการนี้มาให้ดูกันค่ะชัวร์หรือไม่? ข้อมูลที่ดิน-อาคาร-การเดินทาง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 1 ก้าว? ของ "Life Asoke"ขนาดที่ดินใหญ่แค่ไหน ? ตัวตึกจะตั้งยังไง ?ได้ยินมาว่าโครงการนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดของ AP ประจำปีนี้เลย ทั้งในแง่มูลค่า และจำนวนยูนิต ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลของจริงมากที่สุด ทีมงานเราจึงได้ลงสำรวจพื้นที่จริงกันให้เห็นว่าพื้นที่โครงการจะใหญ่แค่ไหน ซึ่งพอไปถึงก็พอเดาได้ว่าอยู่ประมาณไหนและก็ได้เก็บรูปมาฝากกัน แต่ปัญหาคือเส้นขอบเขตโครงการยังดูงงๆ เช่น จะกินบริเวณตึกแถวด้านหน้าด้วยหรือไม่? ตัวโครงการจะรูปร่างแบบไหน? จากกระแสใน Social ก็พอจะเห็นภาพคร่าวๆ ว่า ตัวตึกคล้ายๆ จะเป็นตัว U หรือ ตัว I ค่ะ ซึ่งเราคงต้องรอดูกันตอนช่วงเปิดตัวว่าแปลงที่ดินจะเป็นแบบไหน และดีไซน์สุดท้ายของตัวอาคารจะออกมาเป็นอย่างไรภาพจาก http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1803503จากภาพตัวอาคารที่เปิดเผยในวันแถลงข่าวในมุมนี้ Checkrakaมองว่าพื้นที่โครงการและรูปทรงอาคารน่าจะเป็น 2 แบบค่ะคาดการณ์รูปร่างที่ดินและตัวอาคารกันไปแล้วลงมาดูพิ้นที่จริงกันบ้างค่ะ ทางทีมงานได้ลงไปเดินสำรวจพื้นที่กันมาแล้ว พบว่ากำลังปรับพื้นที่กันอยู่ จากพื้นที่ของโครงการที่ทางทีมงานเห็นนั้นประมาณนี้ค่ะ แต่เดิมเป็นพื้นที่ชุมชนแออัดที่รื้อถอนไปเรียบร้อยแล้วกว่า 80%ภาพถ่ายของพื้นที่โครงการตอนนี้ มีล้อมรั้วก่อสร้างอยู่ค่ะ ซึ่งน่าจะเป็น sales galleryเข้า-ออกโครงการได้มากกว่า 2 เส้นทางไหม ?ดูจากแปลงที่ดินแบบคาดเดาคร่าวๆ แล้ว ตัวโครงการ "Life Asoke" น่าจะใหญ่พอสมควร และน่าจะมีทางเข้า-ออกมากกว่า 1 ทาง ส่วนจะเข้า-ออกทางไหนได้บ้างนั้น เรายังไม่แน่ใจแต่ก็ได้ลองวาดภาพเส้นทางเข้าออกโดยใช้ Google Map และคาดการณ์เป็นเปอร์เซ็นต์ว่าแต่ละเส้นทางจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนี้ค่ะเส้นทางที่ 1 - ความเป็นไปได้ 100 %เส้นทางแรกจากถนนใหญ่อโศก-ดินแดงเลย ถ้าเริ่มจากแยกพระราม 9 วิ่งเข้าถนนอโศก-ดินแดง จะมีซอยเล็กๆ ที่อยู่ติดโรงพยาบาลผิวหนังอโศก ซึ่งทางนี้ก็น่าจะทะลุเข้า-ออกโครงการได้แน่นอนถ้าดูจากภาพพื้นที่ปัจจุบันเส้นทางที่ 2 - ความเป็นไปได้ 50 %เส้นทางที่ 2 ใช้ถนนรองคือถนนกำแพงเพชร 7 (Local Road) พื้นที่โครงการดูแล้วติดถนนกำแพงเพชร 7 (Local Road) แน่นอน เราคาดว่าตรงนี้น่าจะเป็นทางเข้า-ออกที่มีความเป็นได้ได้ ประมาณ 50% ค่ะเส้นทางที่ 3 - ความเป็นไปได้ 100 %เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เราวิเคราะห์เพิ่มเติมนะคะ ถ้าขนาดที่ดินใหญ่ก็จะทำให้สามารถเข้า-ออกถนนสาธารณะด้านข้างได้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า AP ต้องไม่พลาดเส้นทางนี้และต้องเป็นอีกจุดขายของโครงการนี้แน่นอนค่ะ ทางนี้อาจเข้าโครงการได้โดยเริ่มจาก "ทางด่วนศรีรัช (ด่านอโศก 2)" แต่ไม่ต้องขึ้นทางด่วน วิ่งชิดซ้ายสุดเลย เลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่จะไป "การทางพิเศษแห่งประเทศไทย" จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่มีทาวน์เฮ้าส์ น่าจะทะลุบริเวณโครงการได้ค่ะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเพียง 1 ก้าว ได้จริงหรือ ?จากที่ AP ได้โฆษณาว่าโครงการ "Life Asoke" ห่างจากรถไฟฟ้าเพียง "1 ก้าว" คำถามผุดขึ้นมาในใจทันทีว่าคำโฆษณาประมาณนี้มาอีกแล้ว!! "ติดรถไฟฟ้า", "ใกล้รถไฟฟ้า", "10 ก้าวจากรถไฟฟ้า" แต่คราวนี้แค่ 1 ก้าวเท่านั้น เท่าที่เราไปดูพื้นที่ของจริง ต้องบอกตรงๆ ว่า "เป็นไปได้ยาก" แต่ถ้าจะขึ้นป้ายแบบนี้คงต้องมีการเจาะทางเดินลอยฟ้าเพื่อไปลงหน้าโครงการ ซึ่งถ้าทำแบบนั้น ก็เป็นไปได้ คำถามคือจะเจาะตรงไหน? เท่าที่เราไปลองเดินดู เราเห็นว่ามีความเป็นไปได้ 2 ช่องทางดังนี้ค่ะนี่คือรูปของทางเชื่อมรถไฟฟ้าค่ะ จากที่ดูพื้นที่ของโครงการและทางเชื่อมในปัจจุบันแล้วจุดขึ้น-ลงของโครงการที่บอกว่า 1 ก้าวจากรถไฟฟ้า จะเป็นไปได้ 2 ช่องทางตามที่วงไว้ค่ะ ซึ่งเราเดาว่าน่าจะต้องมีการเจาะทางเชื่อมนี้ค่ะ ส่วนจะเจาะตรงไหน? หน้าตาจะเป็นอย่างไร? Checkrakaลองทำรูปขึ้นมาให้ชม ลองไปดูกันค่ะภาพด้านบนเป็นเพียงภาพจินตนาการที่ทางทีมงานคาดการณ์เอาไว้ ต้องรอดูกันค่ะว่า ตอนสร้างจริงแล้วจะเป็นอย่างไร สำหรับใครที่สนใจโครงการ Life Asokeตอนนี้สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้แล้ว ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลยค่ะจบไปแล้วสำหรับตอนแรกของบทวิเคราะห์คอนโดโครงการใหม่ "Life Asoke (ไลฟ์ อโศก)" ในตอนหน้าเราจะเข้ามาเรื่องของราคา มูลค่าโครงการ การเปรียบเทียบราคาคอนโดในย่านนั้นกันค่ะ ซึ่งประเด็นนี้คงอยู่ในความสนใจของใครหลายๆ คน อย่าลืมติดตามกันนะคะ  "Life Asoke" : จับมาวิเคราะห์คอนโดมูลค่าสูงสุดของ AP ในปีนี้

โมเดิร์น พร็อพเพอร์ตี้ฯ คาดราคาที่ดินกลางกรุง เลาะรถไฟฟ้าแพงหูฉี

โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ฯ คาดคาดราคาที่ดินกลางกรุง เลาะรถไฟฟ้าแพงหูฉี่ ซึ่งเป็นเพราะปัจจัยหลายอย่าง บวกกับ ทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดี หนุนอสังหาฯฟื้น เชื่อราคาที่ดินCBDพุ่งสูงเกินจริง ดีเวลลอปเปอร์สู้ราคาไม่ไหว ลูกค้ากำลังซื้อไม่พอ ส่งผลผู้ประกอบการขยับออกไปเจาะทำเลรอยต่อเมืองแทน เผยแนวโน้มราคาที่ดินปี60 ยังปรับตัวต่อเนื่อง แนวรถไฟฟ้าใหม่-เก่ายังได้รับความนิยมสูง  ภาพจาก www.ddproperty.com นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการเมือง ราคาสินค้าเกษตรในปีนี้ แม้จะปรับตัวดีขึ้น และส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมให้มีโอกาสในการฟื้นตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวหรือขยายตัวของตลาดอสังหาฯ อาจจะยังไม่รวดเร็วนัก เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก ที่อาจจะส่งผลกระทบตลาดอสังหาฯในประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจโลก วิกฤติฟองสบู่อสังหาฯในประเทศจีน วิกฤติดอยซ์แบงก์ ปัญหาทางการเมืองในอเมริกา ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดเพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯได้อยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยข้างต้นและทิศทางตลาดอสังหาฯที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จะทำให้ในปี2560นี้ มีการซื้อขายที่ดินคึกคักมาขึ้น จากทั้งกลุ่มนักลงทุนซื้อที่ดิน และผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะการซื้อที่ดินในกทม. ตามแนวเส้นทางโครงการเมกกะโปรเจกต์รถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ในพื้นที่ในเมืองที่จะเริ่มก่อสร้าง เช่น สายส้ม สายสีชมพูสายสีเหลือง ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม ในการซื้อที่ดิน ผู้ประกอบการและนักลงทุน ต้องไม่ลืมบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นกับการซื้อที่ดินในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งทำให้หลายๆรายประสบความล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมาส่วนทําเลสําคัญที่ได้รับความนิยม จะขยับออกจากเขตเมืองชั้นใน inner area ในย่านธุรกิจ CBD ออกไปในทำเลเมืองชั้นนอกหรือรอยต่อระหว่างเมืองมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาราคาที่ดินใจกลางเมือง หรือ ย่านCBD นั้น ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงมากในบางทำเลราคาปรับตัวสูงถึงตารางวาละ 2 ล้านบาท ซึ่งราคาดังกล่าวขยับสูงจนเกินไป ทำให้ต้องพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าและราคาขายสูงถึงตารางเมตรละ 300,000-400,000 บาท ซึ่งกําลังซื้อส่วนใหญ่ซื้อไม่ไหว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯจําเป็นต้องขยับออกไปพัฒนาโครงการใหม่ๆในทำเลรอบนอกออกไป เช่น ในเขตรอยต่อเมือง (Intermediate Area) ย่านรัชดา ลาดพร้าว พหลโยธิน บางซื่อ บางกะปิ บางนา จรัญสนิทวงศ์ รัชดา-ท่าพระ เป็นต้น เนื่องจากทำเลเหล่านี้สามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก และถือว่าเป็นทำเลที่ใช้เวลาในการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจและแหล่งงานไม่มากนักขณะที่ทําเลในเขตชั้นนอกของเมือง คาดว่าจะเริ่มเห็นความจริงจาก ประสบการณ์การซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาที่ดินพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้มากอย่างที่ตั้งเป้าไว้ อย่างไรก็ตามในทำเลอื่นๆนั้น คาดว่าราคาที่ดินยังคงเพิ่มได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากฐานราคาที่ดินที่ตํ่า เช่น สถานีคูคต ก่อนมีรถไฟฟ้าตารางวาละ 50,000 บาท ปัจจุบันขยับเป็น 100,000 บาทต่อตร.ว.แล้ว แต่ราคาจะปรับขึ้นไปได้อีกมากหรือน้อยเท่าไหร่นั้น นักลงทุนต้องระวังให้มาก เพราะราคาอาจจะปรับตัวได้ไม่มากอย่างอดีตที่ผ่านมา  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.ddproperty.com

SMPP พร้อมช่วงชิงก้อนเค้กอสังหาฯในปี 60 ลุยพัฒนาอาคารสำนักงานแบบ Luxury

นายเอกรัฐ จำปา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็ม พรอพเพอร์ พลัส จำกัด หรือ เอสเอ็มพีพี (SMPP) กล่าวถึงความพร้อมของกลุ่มในการเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ว่า เอสเอ็มพีพี ก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 200 ล้านบาท เมื่อปี 2558 แม้จะเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ แต่ด้วยศักยภาพของทีมผู้บริหาร ความพร้อมด้านการลงทุน รวมถึงพื้นที่ทำเลทองที่เตรียมไว้สำหรับจัดทำโครงการ ทำให้คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดและกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ซึ่งนโยบายสำคัญในการพัฒนาโครงการของบริษัทฯ คือ ต้องพัฒนาโครงการที่ดีมีคุณภาพในเวลาที่รวดเร็ว มีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสมกับการใช้งาน มีการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และ ต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดกับการลงทุน สำหรับทิศทางของตลาดอสังหาฯ ในปี 2560 นั้น เอสเอ็มพีพี มองว่ายังมีการขยายตัว แต่ระดับของการขยายตัวและการเติบโตนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยภายในประเทศที่มีการลงทุนของภาครัฐเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ว่าจะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจโลกให้มีการฟื้นตัวได้เร็วขึ้นได้อย่างไร ถือได้ว่าเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสมและเป็นโอกาสอันดีของ เอสเอ็มพีพี ในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปพร้อมกับทิศทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางและแนวโน้มที่ฟื้นตัว พร้อมกันนั้น เอสเอ็มพีพี ยังได้มีการเปิดตัวโครงการแรก วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ เทพารักษ์ (Valerie Office Center Thepharak) ขึ้น ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่าพันล้านบาท ส่วนแผนงานในปี 2560 นั้น เบื้องต้นทางกลุ่มจะมีการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการ คือ โครงการบ้านเดี่ยว สไตล์อเมริกัน คลาสสิค ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มูลค่าโครงการประมาณ 700 ล้านบาท และ โครงการโรงแรมระดับ 5 ดาว จังหวัดนครพนม มูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านบาท ด้านนายพงษ์ศักดิ์ เปลี่ยนผดุง ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอสเอ็ม พรอพเพอร์ พลัส จำกัด กล่าวถึงความน่าสนใจของโครงการ วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ ว่า เป็นอาคารสำนักงานไฮเอนด์แห่งแรก บนถนนเทพารักษ์ บริเวณ กม. 7.5 ซึ่งสามารถเดินทางสะดวกทั้งรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ศรีด่าน และ ทางด่วนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันออก) รวมถึงยังเป็นพื้นที่ทำเลธุรกิจแห่งอนาคตเพราะแวดล้อมไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และ อยู่ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยโครงการ วาเลอรี ออฟฟิศเซ็นเตอร์ เฟสแรกมีขนาดพื้นที่ 7 ไร่ 17งาน 11 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 17 อาคาร สูง 5 ชั้น การออกแบบภายนอกเป็น เรเนซองส์ (Renaissance) แบบอังกฤษ ผสมโมเดิร์น คลาสสิค สไตล์ (Modern Classic Style) ให้มีความทันสมัยและความโอ่โถงแบบอาคารสไตล์ยุโรป ภายในมีการตกแต่งใน 2 ลักษณะ คือ โมเดิร์น คลาสสิค สไตล์ (Modern Classic Style) และ ลัคซูรี (Luxury) โดยบริษัทฯรับบริหารและจัดการหาผู้เช่าให้ ซึ่งในกรณีที่ลูกค้าซื้อบริษัทรับประกันหาผู้เช่าให้1ปี อัตราค่าเช่าละ 500,000 บาทต่อ คืนทุนภายใน14ปีโดยบริษัทฯคิดค่าบริการ 15% ตั้งเป้าปิดการขายโครงการทั้งหมดประมาณเดือนสิงหาคม ปี 2560  ขอบคุณที่มา หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์www.reic.or.thwww.prop2morrow.com

บริษัทศุภาลัยยิ้มปลื้ม อสังหาฯแนวราบเติบโตต่อเนื่อง 4 ปี ติด

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ อย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และทาวน์โฮม เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยปัจจุบันยอดขายโครงการแนวราบ 12,500 ล้านบาท แซงคอนโดมิเนียมไปแล้ว และปิดปีนี้ยอดขายน่าจะประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท เติบโต 20% มาจากบริษัทปรับตัวสินค้าบ้านใหม่ และการเปิดตัวโครงการที่เพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะโครงการในตลาดต่างจังหวัดเติบโตดีขึ้นอย่างชัดเจนสำหรับหนึ่งในโครงการที่ขายดีที่สุดในปีนี้ คือ โครงการบ้านเดี่ยวศุภาลัยวิลล์ เพชรเกษม 69 ซึ่งวันแรกที่เปิดขายทำยอดได้ถึง 200 ล้านบาท และขณะนี้ยังทำยอดขายได้ดีต่อเนื่อง บริษัทจึงเลือกมานำร่องแนวคิดสวนอิ่มใจ-บ้านอิ่มสุขนายไตรเตชะกล่าวว่า ในส่วนของยอดขายโครงการคอนโดมิเนียมปีนี้น่าจะประมาณ 11,000 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายที่วางไว้ 12,000 ล้านบาท เพราะโครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 เลื่อนเปิดขายจากปีนี้ไปเป็นปี 2560 โดยเตรียมจะเปิดขายในวันที่ 13-18 ม.ค. และโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทด้วยมูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ยูนิต ราคาเริ่มต้นต่อยูนิต 4.5 ล้านบาท และสูงสุด 53 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโครงการไฮไลต์ในปีหน้าส่วนปีนี้บริษัทเปิดโครงการใหม่ทั้งหมดรวม 23 โครงการ น้อยกว่าแผนที่วางไว้ 27 โครงการ โดยมี 4 โครงการที่เลื่อนเปิดไปปีหน้า  ขอบคุณแหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสดwww.reic.or.th

ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่เดือนพฤศจิกายน 2557 วันไหนบ้าง

สำหรับใครที่ซื้อบ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ลองดูครับว่าวันไหนที่คุณจะได้ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ได้บ้างครับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันศุกร์ แรม 1 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : อำมฤคโชค (ความสมปรารถนาที่ยิ่งใหญ่) ชัยโชค (จะได้โชคที่ดี) ราชาโชค (ความสะดวกสบาย)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 13.14 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งผลให้เจ้าบ้านมีเงินไหลเข้ามาไม่ขาด ฐานะดี หากเจ้าบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าไอที หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้านับว่าต้องโฉลก แม้ว่าอาชีพอื่นก็ใช้ได้*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอาทิตย์ใช้วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันศุกร์ แรม 15 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : วันปลอด (ปลอดสิ่งไม่ดีทั้งปวง)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 11.59 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งผลให้เจ้าบ้านมีเงินไหลเข้ามาไม่ขาด ฐานะดี หากเจ้าบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าไอที หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้านับว่าต้องโฉลก แม้ว่าอาชีพอื่นก็ใช้ได้*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอาทิตย์ใช้วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 1 ปีมะเมียวันนี้ฤกษ์ล่างเป็น : อำมฤคโชค (ความสมปรารถนาที่ยิ่งใหญ่) ชัยโชค (จะได้โชคที่ดี) ราชาโชค (ความสะดวกสบาย) ฤกษ์บนเป็น ภูมิปาโลฤกษ์ (เหมาะสมกับการดำเนินการเรื่องที่อยู่อาศัย)ช่วงเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ : เวลา 11.06 น.ดวงฤกษ์ในวันนี้ : ส่งเสริมให้เจ้าบ้านมีอำนาจและบารมี  มีงานไหลมาไม่ขาดสาย  มีหลักทรัพย์มั่นคง เหมาะสมกับบุคคลทั่ว ๆ ไป*** ฤกษ์นี้ ห้ามเจ้าบ้านที่เกิดวันอังคารใช้ขอบคุณข้อมูลจาก HoroWorld ขอบคุณรูปภาพจาก Kapook ครับ

บริษัทณุศาศริริ เล็งกระแสสุขภาพมาแรง มุ่งขายอสังหาฯพ่วงศูนย์สุขภาพ

นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า ทางบริษัทจะมุ่งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยควบคู่กับศูนย์สุขภาพครบวงจร ที่ ประกอบไปด้วย บ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ท และ ศูนย์สุขภาพแบบองค์รวม จะไม่เน้นพัฒนาเพียงอสังหาฯเพื่อการพัก อาศัยอย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อรองรับเทรนด์การท่องเที่ยวของโลกและ พฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น  ภาพจาก i.ytimg.com"จากผลการสำรวจและวิจัยของ Global Wellness Institute ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้ว่ารีสอร์ทเพื่อ สุขภาพ (Wellness resort) จะ โตขึ้นถึง 50% ของตลาดโลกภายในปี 2560 ซึ่งเรามองเห็นโอกาสและ ศักยภาพตลาดมีการเติบโตสูง และมีช่องว่างในตลาดที่ยังไม่มีใครลง ทุนในประเทศไทย "นายวิษณุ กล่าวนายวิษณุกล่าวตอ่ไปว่า โดยในปี 2560 บริษัทฯวางแผนเปิดโครงการใหม่รูปแบบดังกล่าว ทั้งหมด 10 โครงการ มูลค่ารวม 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทมีที่ดิน รอการพัฒนาไว้ทั้งหมดแล้ว โดยเป็นโครงการที่อยู่ในกรุงเทพ 1 โครงการย่านพระราม 2 ,พัทยา 2 โครงการ, เขาใหญ่ 2 โครงการ, เชียงใหม่ 2 โครงการ และภูเก็ต 3 โครงการ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ บนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและไม่มีปัญหาการขอสินเชื่อของธนาคาร โดยโครงการที่จะเปิดใหม่ในปีหน้า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่าง การทยอยยื่นขอใบอนุญาตวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า ซึ่งโครงการใหม่ในปีหน้า จะเป็นคอนเซปต์ที่ควบคู่ไปกับสุขภาพตาม โมเดลธุรกิจไหม่ของบริษัท อีกทั้งบริษัทจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน มากขึ้น โดยมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และไม่มีปัญหาการขอสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงน้อย ในเรื่องการรับรู้รายได้ในอนาคตสำหรับในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 5,500 ล้านบาท ขณะที่เป้ารายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่ามีรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2560 บริษัทจะมีการทยอยรับรู้รายได้จาก มูลค่ายอดขายรอโอน (แบ็คล็อก) กว่า 1 ,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากการโอนโครงการ ณุศา ศรีราชา ที่มีการทยอยโอนมากขึ้นและ เป็นแบ็คล็อก ส่วนใหญ่  โดยปัจจุบันบริษัทมี แบ็คล็อก รวมทั้งสิ้นกว่า 3 ,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปถึงปี 2561 นอกจากนี้บริษัทจะเน้น การระบายสต็อกออกในปีหน้าอย่างจริงจัง หลังจากที่ปัจจุบันบริษัทมี มูลค่าสต็อกของโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมขายอยู่เป็นมูลค่ารวมราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งการเร่งระบายสต็อกให้ลดลงในปีหน้าจะช่วยให้ บริษัทมีรายได้กลับเข้ามามากขึ้นส่วนผลการดำเนินของบริษัทในปีนี้คาดว่ายอดขายจะทำได้อยู่ที่ 1 ,000 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ซึ่งต่ำ กว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 30% โดยเป็นผลมาจากปัญหาตลาดกลาง-ล่างมีกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง จากปัญหาหนี้ครีวเรือนที่สูง ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และสถาบันการเงินมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์เกิด การชะลอตัวขณะที่ปัจจัยภายในประเทศในช่วงไตรมาส 4 ทำให้ กิจกรรมทางการตลาดและการส่งเสริมการขายต้องชะลอออกไป ทำ ให้บริษัทต้องเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ออกไปเป็นปีหน้าจำนวน 4 โครงการ  ขอบคุณแหล่งที่มาหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์www.reic.or.thwww.propertyinsight.co

บริษัทศุภาลัย ประเมินอสังหาฯ ปี 2560 ตลาดคอนโดจะฟื้นตัว หลังจากติดลบมา 3 ปี

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 จะไม่มีการขยายตัวหรืออาจจะทรงตัว เพราะเป็นการปรับสมดุลจากตลาดในปี 2559 ที่หดตัว โดยปัจจัยหลักที่จะทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัวได้ เนื่องจากตลาดคอนโดมิเนียมติดลบติดต่อกันในช่วง 3 ปี ได้ปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ขณะที่ตลาดแนวราบยังเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะมีความต้องการอยู่อาศัยจริง ในด้านของผู้ประกอบการจะต้องมีการบริหารสภาพคล่องให้มีประสิทธิภาพ ในภาวะที่ตลาดอสังหาฯยังมีการชะลอตัวอยู่ ซึ่งสภาพคล่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจสามารถไปต่อได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กที่ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องค่อนข้างมาก อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ต่างๆยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อทั้งผู้ประกอบการและลูกค้า ส่งผลต่อการบริหารจัดการ   สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นปี 2561 ส่งผลให้ราคาที่ดินไม่ปรับลงและมี แนวโน้มจะปรับสูงขึ้นในปี 2560 เนื่องจากเจ้าของที่ดินยังไม่เห็นผลกระทบ ส่วน ผลประกอบการบริษัทปีนี้คาดจะมียอดขายรวมเกินเป้าที่ตั้งไว้ แต่ในด้านการเปิดตัวปี 2559 ติดลบ เพราะเดิมตั้งเป้าจะเปิดตัว 27 โครงการ รวมมูลค่า 3.4 หมื่นล้านบาท แต่เปิดตัวได้ 23 โครงการ รวมมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท โดย 4 โครงการที่ยังไม่เปิดตัว จะเลื่อนไปเปิดตัวในไตรมาสแรกปี 2560 ทั้งหมด รวมมูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาททั้งนี้ บริษัทได้เลื่อนเปิดโครงการ ศุภาลัย โอเรียลทอล สุขุมวิท 39 จากเดิมจะเปิดตัวในเดือน พ.ย. 2559 แต่ได้เลื่อนไปเปิดต้นปี 2560 โครงการมีราคาขาย เริ่มต้น 1 แสนบาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดขายให้กับลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ก่อนเท่านั้นปัจจุบันยอดลงทะเบียนประมาณ 1,000 ราย โดยจะเปิดขายในวันที่ 13-18 มกราคม 2560 ณ เอ็มควอเทียร์ ด้านการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายปี2560 เนื่องจากยังติดเรื่องสัญญาเช่าอยู่   ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดขายในปีนี้จะอยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านบาท และปัจจุบันมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 2.2 หมื่นล้านบาท ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์www.reic.or.thprop2morrow.com

บิ๊กอสังหาฯเล็งซื้อที่ดินแนวรถไฟฟ้า 3 สาย คาดเป็นทำเลทอง

บิ๊กอสังหาฯ เล็งที่ดินทำเลทอง เกาะตามแนวรถไฟฟ้า คาดว่าจะผุดคอนโดขึ้น 3 สายใหม่สีชมพู เหลือง ส้ม ฟากแนวราบเกษตร-นวมินทร์ สาทร แจ้งวัฒนะมาแรง นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า ทำเลที่ผู้ประกอบการสนใจซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการในปี 2560 หากเป็นโครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายใหม่ที่รัฐบาลเปิดประมูลไปแล้วและเตรียมจะเปิดประมูล โดยเฉพาะรถไฟฟ้า 3 สายใหม่ ได้แก่ สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ในช่วงที่อยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง และสาย สีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี มีทำเลที่น่าสนใจอยู่ในช่วงถนนพระราม 9 ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ทำเลที่น่าสนใจจะอยู่บริเวณถนนพหลโยธิน 50 หรือช่วงตอนกลางขึ้นไปใกล้สายสีเขียวช่วงพหลโยธิน-คูคต และทำเลวงแหวนรอบนอกที่ใกล้กับทางด่วน เป็นต้น"ที่ดินที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายใหม่ที่มีการก่อสร้างจริงถือว่าเป็นทำเลเด่น โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้กับแหล่งงาน ขณะที่ราคาที่ดินนั้นไม่ได้ปรับลดลง หลังจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เดิมมีแผนจะประกาศใช้ในปี 2560 แต่เลื่อนออกไปเป็นปี 2561 จึงทำให้ที่ดินแปลงใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างเจรจานั้นราคาไม่ได้ลดลง เชื่อว่าหากรัฐบาลประกาศใช้ภาษีที่ดินจริงจะทำให้ราคาที่ดินปรับลดราคาลงได้" นายไตรเตชะ กล่าวอย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2560 ตลาดคอนโดมิเนียมจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่ไม่เติบโตมานาน 3 ปี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ตลาดแนวราบนั้นมีการปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากบริษัทได้มีการปรับรูปแบบสินค้าให้มีความเหมาะสมกับการอยู่อาศัยจริง ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกด้านนายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า ทำเลทองของการพัฒนาโครงการแนวราบ มี 3 บริเวณเด่น ได้แก่ บริเวณเกษตร-นวมินทร์, สาทร-กัลปพฤกษ์ และแจ้งวัฒนะ โดยทั้ง 3 แปลงไม่ได้เป็นที่ดินที่ติดกับถนนใหญ่ แต่มีศักยภาพที่ดีในการพัฒนาโครงการรูปแบบคอนโดมิเนียมได้แต่เลือกที่จะพัฒนาโครงการแนวราบ"รูปแบบการพัฒนาโครงการของบริษัทจะต้องมีอย่างน้อย 5 โครงการย่อยอยู่ในโครงการเดียว โดยแปลงที่ดินที่ซื้อจะต้องเป็นที่ดินขนาดใหญ่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป พัฒนาโครงการรวมตั้งแต่ 1,000 ยูนิต จากก่อนหน้านี้ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาขนาด 20-30 ไร่ แต่เนื่องจากตลาดแนวราบความต้องการยังค่อนข้างสูงหากซื้อที่ดินแปลงเล็กจะไม่ทันกับการเปิดขายโครงการในเฟสใหม่ ขณะเดียวกันต้องมีการปรับฟังก์ชั่นของแบบบ้านให้มีประโยชน์ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น เช่น บ้านแฝด ให้เทียบเท่ากับบ้านเดี่ยว" นายแสนผิน กล่าว  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สถาบันก่อสร้างลุ้นปี 60 ขยายตัวเพิ่ม 4-5% คาดภาคเอกชนเดินหน้าเข้ามาลงทุน

สถาบันก่อสร้างฯเผยแนวโน้มการลงทุนปี 60 จะเติบโตจากเดิม 4-5% และคาดว่าจะมีมูลค่าในงานก่อสร้างรวมกว่า 1.22 ล้านล้านบาท จับตาลงทุนจากภาคเอกชนจะพลิกกลับมานำการลงทุนภาครัฐหรือไม่ หลังลงทุนภาครัฐนำทัพมา 2-3 ปี เผยภารกิจปี' 60 มุ่ง 4 ด้าน  ภาพจาก www.manager.co.th นายจักรพร อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ปี 2560 คาดว่าการลงทุนในภาคก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% จากปี 2559 ที่คาดว่าจะมีการลงทุนในภาคก่อสร้างรวมกว่า 1.22 ล้านล้านบาทหรือเติบโตเฉลี่ย 7-8% จากปี 2558 ที่การลงทุนอยู่ที่ระดับ 1.166 ล้านล้านบาทซึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในปี 2560 คือการลงทุนของภาคเอกชนว่าจะกลับมาฟื้นตัวมากน้อยเพียงใดหลังจากในช่วง 2-3 ปีนี้ การลงทุนหลักมาจากภาครัฐ"3 ไตรมาสแรกปีนี้การลงทุนภาคก่อสร้างอยู่ที่ 9.13 แสนล้านบาทแบ่งเป็นลงทุนภาครัฐ 13.15% ภาคเอกชน 0.16% ทั้งปีก็คงอยู่ราว กว่า 1.2 ล้านล้านบาทหรือโตจากปี 2558 จำนวน 7-8% ซึ่งการเติบโตการลงทุนหลักยังคงมาจากการลงทุนภาครัฐนับตั้งแต่ปี 2557 โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่น รถไฟฟ้า ขณะที่การลงทุนเอกชนชะลอต่อเนื่องแต่ในปี 2560 มีหลายฝ่ายมองว่าการลงทุนรัฐเริ่มจะชะลอตัวดังนั้นความหวังการลงทุนปี 2560 ภาคก่อสร้าง จะอยู่ที่เอกชนมากกว่าจึงต้องดูว่าเอกชนจะกลับมาฟื้นหรือไม่" นายจักรพรกล่าวสำหรับการจ้างงานในภาคก่อสร้างปี 2559 คาดว่าจะอยู่เฉลี่ยที่ 2.5 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 2-3 แสนคนจากการเติบโตของการลงทุนโดยพบว่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่ยังคงต้องอาศัยแรงงานนำเข้าหรือแรงงานต่างด้าวเนื่องจากแรงงานไทยยังคงไม่นิยมที่จะเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ โดยขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับตัวที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการเพื่อลดคนงานมากขึ้น เช่นการก่อสร้างคอนโดฯ ที่เน้นงานโครงสร้างสำเร็จรูปแล้วนำมาประกอบนายจักรพรกล่าวว่า ปี 2560 สถาบันฯ มีแผนดำเนินงานที่จะมุ่งเน้นใน 4 เรื่องได้แก่  1. การจัดระเบียบธุรกิจก่อสร้างโดยการผลักดันพ.ร.บ.เพื่อจัดตั้งเป็นสภาอุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนได้มีการยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วส่วนจะอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงมหาดไทยก็คงต้องรอนโยบายจากภาครัฐ  2. การยกมาตรฐานผู้รับเหมาก่อสร้างให้เข้าสู่มาตรฐาน ISO 21500 เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยจะมีการของบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คาดว่าจะสรุปได้ในเดือน ม.ค. 60 ในการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายจะยกระดับผู้ประกอบการ 500 ราย3. การจัดทำรายการและเครื่องหมายผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แนะนำเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการเพิ่มเติมอีก 5 รายการจากเดิมได้มีการแนะนำไปแล้ว 7 รายการ (รวม 31 ชิ้น) โดยผลิตภัณฑ์ที่จะแนะนำเพิ่ม อาทิ โถปัสสาวะชาย ราวจับ มือจับประตู และกลอนประตู ทั้งนี้เนื่องจากไทยเริ่มมีผู้สูงอายุมากกว่า 10 ล้านคน และยังมีคนพิการมากกว่า 1.9 ล้านคน คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า มูลค่าการลงทุนเพื่อการก่อสร้างเพื่อผู้สูงอายุจะมีการขยายตัวประมาณ 10 เท่าหรือเกือบ 1 แสนล้านบาท4. คำแนะนำสำหรับการออกแบบสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการราคาประหยัด(บ้านราคาประหยัด) ซึ่งถือเป็นนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ CSR ของสถาบันฯ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสถาบันได้นำบ้านสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการไปโชว์ปรากฏว่ามีผู้สนใจขอแบบบ้าน (แปลน) เข้ามาจำนวนมากสถาบันฯจึงนำมาปรับเพื่อที่จะส่งมอบให้ผู้ที่สนใจแบบไม่คิดเงินโดยคาดว่าภายในก.พ.60 น่าจะเริ่มแจกฟรีให้กับผู้สนใจได้ ขอบคุณแหล่งที่มาwww.reic.or.thหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน360 องศา

ส่องคอนโดปีระกา ตลาดไฮเอนด์ ลักเซอรี่ ชะลอตัว

นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดมิเนียม ปี 2560 ประเมินมีการเปิดขายใหม่กว่า 5 หมื่นยูนิต หลังจากปี 2559 ผู้ประกอบการชะลอเปิดขาย 5,000 ยูนิตในช่วงปลายปี ทำให้ซัพพลายจำนวนนี้ถูกผลักไปเปิดขายช่วง Q1/60 แทนด้านระดับราคาที่คาดว่าผู้ประกอบการเปิดตัวมาก ได้แก่ โครงการระดับกลางราคา 7 หมื่น-1 แสนบาท/ตร.ม. ระดับไฮเอนด์ราคา 1-1.8 แสนบาท/ตร.ม. และระดับลักเซอรี่ 1.8-2.5 แสนบาท/ตร.ม. ส่วนตลาดซูเปอร์ลักเซอรี่สูงกว่า 2.5 แสนบาท/ตร.ม. เตรียมเปิดตัวใหม่หลายโครงการ ได้แก่ เพลินจิต เช่น บางกอก สกาย เพลินจิต, ไลฟ์ วัน ไวร์เลส ทำเลทองหล่อ เช่น เดอะ แบงคอก 38, รูเนะสุ ทองหล่อ 5 เป็นต้นนางนลินรัตน์กล่าวต่อว่า แนวโน้มกลุ่ม ซูเปอร์ลักเซอรี่ราคา 2.5 แสนบาท/ตร.ม. ขึ้นไป ยังมีดีมานด์จากผู้ซื้อทั้งชาวไทย- ต่างชาติระดับบน กับกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 แสนบาท/ตร.ม. ยังมีดีมานด์เช่นกัน เพราะเป็นผู้ซื้อฐานใหญ่ซื้อไว้อยู่อาศัยจริงส่วนคอนโดฯไฮเอนด์และลักเซอรี่ ราคา 1-2.5 แสนบาท/ตร.ม. ดีมานด์เริ่มชะลอตัว ลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวไทย ภาวะการขายปีหน้าอาจต้องดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติให้มากขึ้น เพราะราคาห้องชุดไทยถือว่าไม่สูงมากในหมู่นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน ฮ่องกงด้านนางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเมินภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2560 คาดว่ายังอยู่ในภาวะชะลอตัวจากปัญหาอัตราปฏิเสธสินเชื่อ หรือรีเจ็กต์เรตยังไม่คลี่คลาย โดยครึ่งปีแรก 2559 รีเจ็กต์เรตพุ่งสูงถึง 50% และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อต่อเนื่องถึงปีนี้ กระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่าง"สิ่งที่น่าจับตาคือปี'60 มีคอนโดฯ 6.3 หมื่น ยูนิต ที่สร้างเสร็จใหม่ในทำเลนอกเมือง หากผู้ซื้อมีปัญหารีเจ็กต์เรตสูง จะทำให้มียูนิตรีเซลกลับคืนสู่ตลาดแข่งขันกับคอนโดฯ เปิดตัวใหม่จำนวนมาก" ด้านปัจจัยบวก มองว่ามีปัจจัยบวกจากความคืบหน้าการลงทุนอินฟราสตรักเจอร์ของรัฐบาล ทำให้ผู้ซื้อได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น โดยมีสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเปิดบริการ 3 สถานี ได้แก่ สถานีสำโรง (สายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ) สถานี ห้าแยกลาดพร้าว (สายสีเขียว หมอชิต-คูคต) และการต่อเชื่อมสถานีเตาปูน-บางซื่อ ของสายสีม่วงกับสีน้ำเงิน รวมถึงแผนลงทุนรถไฟฟ้าสายใหม่ที่ทำให้ดีเวลอปเปอร์มีพื้นที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงการคอนโดฯ 4 ทำเลเด่นปีระกานายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเมินมี 4 ทำเลยอดนิยมในปีระกา 1.ถ.พระราม 9-ถ.รามคำแหง อยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) โดยราคาที่ดิน ถ.พระราม 9 ปรับขึ้น 10% ในปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน 3-4 แสนบาท/ตร.ว. 2.ถ.จรัญสนิทวงศ์-ถ.เพชรเกษม จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อท่าพระ-บางแค)3.เขตเมืองชั้นใน ถ.สุขุมวิทตอนต้น สีลม สาทร พระราม 4 แม้ว่าที่ดินราคาแพงมาก อาทิ ถ.สุขุมวิทตอนต้น ตร.ว.ละ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป โดยผู้ประกอบการยังแข่งพัฒนาโครงการเจาะกำลังซื้อระดับบน 4.ถ.พหลโยธินช่วงต้น ตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัย สมรภูมิ-ห้าแยกลาดพร้าว โดยเฉพาะทำเลชุมชนดั้งเดิม เช่น สนามเป้า สะพานควาย จตุจักร กับบริเวณหมอชิต-จตุจักร มีแม่เหล็ก ดึงดูดคือ สถานีกลางบางซื่อของรัฐบาล"ปี'60 ผู้ประกอบการจะเน้นเปิดขายคอนโดฯราคา 1 แสน/ตร.ม.ขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงตลาดระดับกลางถึงล่าง ที่มีปัญหารีเจ็กต์เรตอยู่ในขณะนี้" นายสุรเชษฐกล่าว  ขอบคุณที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ทุนสิ่งทออัลไบร์ท โฮลดิ้งส์เปิดศึกคอนโดมิเนียมทำเลวงเวียนใหญ่สู้บิ๊กอสังหาฯ

   นายสมชัย อำนวยพรสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลไบร์ท โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า หลังจากเข้ามาบุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยการประเดิมพัฒนาโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ "ไบร์ท สุขุมวิท 24" ตั้งแต่เมื่อปี 2552 ล่าสุดได้กลับมาเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่อีกครั้งบนถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอสวงเวียนใหญ่ ภายใต้ชื่อ"ไบร์ท วงเวียนใหญ่" บนพื้นที่ดินกว่า 3 ไร่ เป็นอาคารความสูง 46 ชั้น จำนวน 475 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 3,100 ล้านบาท ราคาขายประมาณ 1.2 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.)   ทั้งนี้ การกลับมาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง เพราะเป็นจังหวะที่ได้ที่ดินบนทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้าและใกล้เมืองอีกทั้งยังเชื่อว่าคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าที่ใกล้เมืองยังไปได้ แต่ผู้ประกอบการต้องมีสายป่านยาว โดยเฉพาะภายใต้ภาวะที่การเมืองไม่นิ่ง ทำให้ยอดขายอาจชะลอตัวแต่กลุ่มอัลไบร์ทฯ มีเงินทุนสำรองจากกำไรในการขายโครงการไบร์ท สุขุมวิท 24 จึงพร้อมที่จะเปิดตัว และเดินหน้าก่อสร้างตามแผน สำหรับโครงการดังกล่าวบริษัทเริ่มทดลองเปิดตัวขายตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 20%   สำหรับทำเลถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินฝั่งที่จะมุ่งหน้าไปรถไฟฟ้า สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสาทรและเยาวราชได้สะดวก ทำให้ที่ผ่านมาคอนโดมิเนียมย่านนี้ยังได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเป็นชุมชนคนจีนเก่าแก่ที่เคยอยู่อาศัยและทำการค้าในย่านเยาวราช แม้ปัจจุบันจะมีบ้านหรูอยู่ชานเมืองอยู่แล้ว แต่เริ่มกลับเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียม เพื่อสะดวกในการเดินทาง   นายสมชัย กล่าวว่า จากการสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมที่ใกล้รถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ ซึ่งเพิ่งเปิดขายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นโครงการของรายใหญ่ เช่นโครงการเดอะ รูม วงเวียนใหญ่ เปิดขายเมื่อต้นปีที่แล้วราคาขายเริ่มต้นประมาณ1.15 แสนบาทต่อ ตร.ม. ปัจจุบันราคาขยับขึ้นไปถึง 1.2-1.6 แสนบาทต่อ ตร.ม. เช่นเดียวกับโครงการของค่ายแสนสิริที่เมื่อปีที่แล้วเปิดตัวนายน์ บาย แสนสิริ ในราคาเริ่มต้น 1.2 แสนบาทต่อ ตร.ม. ปัจจุบันขยับขึ้นไป 1.3-1.4 แสนบาทต่อ ตร.ม.   ด้านโครงการล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายไตรมาสแรกของปีนี้ นิกซ์ บายแสนสิริ ราคาขายเริ่มต้น 9.2 หมื่นบาทต่อตร.ม. แต่ปัจจุบันห้องชุดที่อยู่ระหว่างขายน่าจะขยับแตะหลักแสนบาทต่อ ตร.ม. แล้ว โดยการสู้ศึกกับรายใหญ่ในย่านนี้ทำให้อัลไบร์ทฯ ต้องสร้างความแตกต่างด้วยการชูจุดขายตกแต่งพร้อมอยู่ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และ ศูนย์อมูลอสังหาริมทรัพย์

แหล่งทุนทำเล พัฒนาการ-ถนนตัดใหม่-รถไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ผุด บ้านจัดสรรดันราคาพุ่ง 30%

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยผลสำรวจทำเลพัฒนาการ-ศรีนครินทร์ ว่าในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินย่านพัฒนาการได้ปรับขึ้น 20-30% โดยหากเป็นที่ดินในซอยราคาจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 8-10 ล้านบาท/ไร่ ส่วนที่ดินติดริมถนนราคาไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบาท-1แสนบาท/ตร.ว.(28-40 ล้านบาท/ไร่)ทั้งนี้ เป็นผลจากบริเวณนี้มีการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น โครงการถนนพัฒนาการ-เฉลิมพระเกียรติ เป็นถนนตัดใหม่ 6 ช่องจราจรระยะทาง 3.05 กม.คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2557 นี้ และยังมีโครงการสะพานต่างระดับพัฒนาการอ่อนนุช คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2558นอกจากนี้ ยังมีทางเชื่อมถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ระยะทาง 16 กม.ทยอยก่อสร้างเป็น 3 ช่วง คาดว่าแล้วเสร็จทั้งหมดปี 2560 รวมถึงแผนขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 และโครงการรถไฟฟ้า3 สาย ได้แก่ สายสีชมพูและสายสีส้มเชื่อมโยงแหล่งชุมชนย่านรามคำแหงและสายสีเหลือง รองรับการเจริญเติบโตของฝั่งตะวันออก ที่มีผลทำให้ย่านพัฒนาการมีศักยภาพสูงขึ้นมากขณะที่ในบริเวณใกล้เคียงพัฒนาการยังมีผู้ประกอบการค้าปลีกสนใจเข้ามาลงทุน เช่น ศูนย์ช็อปปิ้ง เมโทร อีส ทาวน์แหล่งช็อปปิ้งบนถนนลาดกระบัง (ฝั่งขาเข้า มุ่งหน้าอ่อนนุช) เปิดบริการได้ภายในปี 2558 และเดอะ พาซิโอ ทาวน์ย่านสุขาภิบาล 3 เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวนายวงศกรณ์ กล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวทำให้ย่านพัฒนาการมีความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น จึงเป็นย่านที่สนใจของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ทุกรายในการเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น บริษัท เพอร์เฟคฯ เองบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท บริษัท แสนสิริ บริษัท เอพี(ไทยแลนด์) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ บริษัท ศุภาลัย บริษัท เอสซี แอสเสท โดยส่วนใหญ่พัฒนาโครงการบ้านระดับกลางบนสำหรับบริษัท เพอร์เฟคฯ เพิ่งเปิดตัว2 โครงการใหม่ในย่านดังกล่าว ประกอบด้วย โครงการเดอะ เมทโทร พัฒนาการศรีนครินทร์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ระดับราคา3.79 ล้านบาท จำนวน 171 ยูนิต มูลค่าโครงการ 550 ล้านบาท และเพอร์เฟคเพลส พัฒนาการ-ศรีนครินทร์ บ้านเดี่ยว2 ชั้น ระดับราคา 5.99-9 จำนวน 142 ยูนิต มูลค่าโครงการ 950 ล้านบาท ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์และศูนย์อสังหาริมทรัพย์

รายงานพิเศษ: ทางเลือก-ทางรอด อสังหาริมทรัพย์ ขนาดกลาง-เล็ก

เปิดฉากตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2558 ด้วยกระแสข่าวกลุ่มทุนหน้าใหม่ๆ นอกวงการอสังหาริมทรัพย์ซุ่มเทกโอเวอร์บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางและรายเล็กที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหนึ่งในสัญญาณของการเกิดกระแสข่าวเหล่านี้ เป็นผลมาจากกลุ่มบริษัทรายเล็กและรายกลางที่นิ่งๆ มานาน ไม่ค่อยได้เปิดตัวโครงการใหม่ แต่กลับมีความเคลื่อนไหวในเรื่องการซื้อขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ จนคนในแวดวงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีกลุ่มทุนไล่เก็บหุ้นบริษัทเหล่านี้ในตลาดหลักทรัพย์ กรณีล่าสุดที่กลุ่มผู้ถือหุ้นของ "งามอัจฉริยะกุล" ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ ตัดสินใจขายหุ้นกว่า 5 แสนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 58.76% ให้ "ภัทรภพ อิทธิสัญญากร" นักลงทุนในแวดวงหุ้น ก็เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจไม่ไปต่อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายกลางที่ปลุกปั้นแบรนด์ "เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้" ในตลาดมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนมือของ เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ ในครั้งนี้ คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า การเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยุคนี้ต้องถือว่าเหนื่อย เพราะต้องมีความเคลื่อนไหวตลอด จะนิ่งๆ ไปชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวไม่ได้ ซึ่งหากเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ยังยืดหยุ่นได้ ถ้าตลาดไม่ดีก็ไม่ต้องเปิดตัวโครงการใหม่ แต่ถ้าตลาดดีก็กลับมาลุยใหม่ได้ ซึ่งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทำแบบนั้นไม่ได้ นอกจากนี้ การที่ยักษ์ใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็ถูกบีบให้ต้องขยายตัว ต้องเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องไม่ต่างกัน กลุ่มนี้จึงขยายไปทุกทำเล ทุกเซ็กเมนต์เพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งเท่ากับต้องไปเบียดตลาดของผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กอย่างเลี่ยง ไม่ได้ แต่รายกลางกับรายเล็กจะขยายมากเท่ากับรายใหญ่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน "ในยุคอดีต บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายกลาง รายเล็ก ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อไปใหญ่ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ แต่เวลานี้การอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อาจไม่ได้ตอบโจทย์ในทุกเรื่องเสมอไป" แหล่งข่าวในวงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผย อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า รายเล็กโดนบีบจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะตลาด ภาวะเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องแบงก์ปล่อยกู้ยาก ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่การเข้าตลาดก็ไม่ได้รับประกันว่าแบงก์จะปล่อยกู้ให้ได้หรือไม่ แม้แต่รายใหญ่แบงก์ก็ยังเข้ม เพราะแบงก์ยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดเป็นสำคัญ "ผู้ประกอบการรายเล็กจะอยู่ยากขึ้น ยากขึ้นในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องหาคนเข้ามาร่วมงาน เพราะต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ก็จะเลือกบริษัทใหญ่ๆ ไว้ก่อน หาคู่ค้าที่จะจับมือร่วมกันก็ยากขึ้น จึงไม่แปลกที่วันนี้จะเกิดกระแสข่าวบริษัทอสังหาฯ ถูกเทกโอเวอร์ หรือการร่วมทุน แต่ในอีก 5 ปีก็จะเห็นภาพในอีกแบบหนึ่ง คือ คนที่จับมือร่วมกันจะยังร่วมทุนกันอยู่ได้หรือไม่" สุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็กก็ต้องปรับตัว กล้าเปิดกว้างที่จะร่วมทุนกับพันธมิตรต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นในต่างจังหวัด เพราะรายใหญ่ที่เป็นบริษัทมหาชน ต่างมีแผนขยายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโต ท้องถิ่นในจังหวัดนั้นๆ เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอการบุกตลาดเต็มรูปแบบของรายใหญ่ เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลเปรียบเทียบรายได้และความสามารถในการทำกำไรย้อนหลัง 10 ปี ระหว่าง 10 บริษัทรายใหญ่ กับ 5 รายเล็กในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยอมรับเลยว่ารายกลางที่เคยมีรายได้ถึง 4,000-5,000 ล้านบาท/ปี และรายเล็กมีความสามารถในการทำรายได้และกำไรได้น้อยลง ขณะที่บริษัทรายเล็กที่ตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น กลุ่มเสนาฯ ในยุคเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายปี 2552 มีรายได้เพียง 900 ล้านบาท ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะการแข่งขันสูง และต้องมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องเหนื่อยมากขึ้น เพราะก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์มีโครงการที่อยู่ระหว่างขายโพสต์ทูเดย์เพียง 2-3 โครงการ แต่ถ้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว คงมีไม่กี่โครงการ นิ่งๆ ไว้ไม่ได้ "ถ้ามีบริษัทรายกลางในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นรุ่นดั้งเดิมตัดสินใจขายหุ้นทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหากเจ้าของเดิมประเมินแล้วว่า ขายหุ้นทิ้งตอนที่ยังได้ผลตอบแทนที่ดี แล้วนำเงินไปลงทุนในธุรกิจประเภทอื่น อาจจะคุ้มที่จะอยู่ต่อไป" เกตุชัย นรเชษฐวุฒิวัย กรรมการบริหาร บริษัท ไพรเวทเนอวานา กล่าวว่า เชื่อว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางและรายเล็กจะยังอยู่ได้ หากมีการพัฒนาสไตล์ที่แตกต่าง เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ พร้อมกับสร้างชื่อเสียงในทำเลนั้นๆ ให้แข็งแกร่ง และการควบรวมเพื่อใหญ่ ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีของรายกลาง รายเล็กเสมอไป วสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ารายโพสต์ทูเดย์กลาง รายเล็กจะอยู่ในตลาดไม่ได้ เพราะในทุกธุรกิจเป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด แต่รายกลาง รายเล็กที่จะอยู่ในตลาดได้ ก็จะต้องรู้จักตัวเอง รู้จักจุดแข็งของตัวเอง ทำในสิ่งที่ถนัด พัฒนาโปรดักต์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้เวลานี้บริษัทอสังหาฯ รายใหญ่จะครอบครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ก็ใช่ว่ารายกลาง รายเล็กจะไม่สามารถอยู่รอดได้ เพียงแต่ต้องเล่นในเกมที่ตัวเองถนัดและยืดหยุ่นได้เสมอ เชื่อว่าที่ยืนสำหรับรายกลาง รายเล็กยังมีในตลาดแน่นอน  ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์และศูนย์อสังหาริมทรัพย์

ธปท. เผยแบงก์เข้มปล่อยกู้เพิ่มอสังหาริมทรัพย์-รถ-SME กระทบหนัก

แบงก์ชาติเผยไตรมาสแรกของปีนี้ สถาบันการเงินยังคงรักษาความเข้มงวดปล่อยกู้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอี แต่ผ่อนคลายให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ความต้องการสินเชื่อทุกประเภทเพิ่มขึ้น ยกเว้นเช่าซื้อรถยนต์ คาดตลาดอสังหาฯ ถูกกระทบถูกปฏิเสธสินเชื่อ ประเมินผู้มีรายได้สูงจะเริ่มใช้จ่ายในไตรมาส 2 ส่วนกำลังซื้อระดับล่างกลับสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังของปี รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ธปท.ได้เผยแพร่รายงานผลการสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินที่ดูแลงานสินเชื่อ พบว่า ไตรมาสแรกของปี 58 ส่วนใหญ่สถาบันการเงินยังคงรักษาความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือน และยิ่งเพิ่มความเข้มงวดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น รวมถึงสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นสินเชื่อภาคธุรกิจ แต่จะผ่อนคลายให้แก่สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่ง การแข่งขันสูงขึ้นและทางเลือกระดมทุนในตลาดทุนมีมากขึ้น ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ของปี 58 คาดว่าความต้องการ สินเชื่อภาคครัวเรือนเกือบทุกประเภทจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สะท้อนผ่านมุมมองต่อแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าไม่คงทน จากไตรมาสก่อนความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งสถาบันการเงินคาดว่าธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีจะต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเน้นตลาดในประเทศ อาทิ การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ภาคอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินเชื่อบ้านจะถูกปฏิเสธส่งผลลบตลาด นอกจากนี้ ธปท.เปิดเผยรายงานแนวโน้มธุรกิจในไตรมาสแรกของปีนี้เช่นกัน พบว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นตัวเต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 58 อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะดีขึ้นจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการทยอยดีขึ้น แต่กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ทำให้อัตราการปฏิเสธการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมองว่าการฟื้นตัวในภาพรวมช้ากว่าที่คาด เพราะผู้บริโภคระดับบนยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย แม้กำลังซื้ออยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้ธุรกิจต้องเร่งทำกิจกรรม ส่งเสริมการขายต่อเนื่อง ขณะที่กำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังคงอ่อนแอ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าผู้มีรายได้ระดับบนน่าจะเริ่มกลับมาใช้จ่ายได้เป็นปกติในไตรมาส 2 หลังความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนกำลังซื้อระดับล่างน่าจะกลับสู่ภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการฟื้นตัวของรายได้ภาคเกษตรเป็นสำคัญ ส่วนราคาน้ำมันลดลงจะเริ่มส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมลดลงชัดเจนขึ้นในไตรมาสแรก ทำให้ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนถูกลงผ่านราคาได้บ้าง ทั้งนี้  ผู้ประกอบการธุรกิจปิโตรเลียมคาดว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3-6 เดือน ส่วนผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เห็นว่าต้นทุนวัสดุก่อสร้างและที่ดินจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามสัญญาณการฟื้นตัวของภาคก่อสร้างเป็นสำคัญ การลงทุน ทางผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่ม ปิโตรเลียม และชิ้นส่วนยานยนต์มีแผนการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจเครื่องจักรสำนักงานมีแผนการลงทุนขยายอาคารและโรงงาน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในระยะต่อไป อีกทั้งผู้ประกอบการ เห็นว่าภาคการผลิตมีแผนจะนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานและการจัดหาแรงงานใหม่ ทิศทางการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยในระยะต่อไปจะยังไม่ชัดเจนจากภาวะเศรษฐกิจโลกเปราะบาง อีกทั้งการ ส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางและประเทศรัสเซียมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะอุปสงค์เริ่มชะลอลงตามภาวะราคาน้ำมันที่ลดลง และคาดว่านักท่องเที่ยวจีนน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ประคับประคองการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป  ขอบคุณแหล่งที่มา ASTV ผู้จัดการรายวันและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

กลุ่มซีคอน พลิกรุกเกมตลาดรับสร้างปี 60 ขยายฐานลูกค้า Gen Y

ซีคอนโฮมฯมั่นใจภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านปีระกาฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ ประกาศเกมรุกรับปี60 เปิดตัว 5 แบบบ้านใหม่ขยายฐานกลุ่มGen Y ทั้งดึง “จักรพล จันทวิมล”ร่วมปรับกลยุทธ์สร้างแพลตฟอร์มรับยุคออนไลน์ สร้างการรับรู้แบรนด์ ตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ ตั้งเป้ายอดขายปีนี้แตะ 1,300 ล้านบาท โต10% จากมูลค่าตลาดรวม 12,000 ล้านบาท     ภาพจาก www.thaipropertytoday.com “กลุ่มซีคอน โฮม” เปิดกลยุทธ์ใหม่ทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาทสะท้อนความแข็งแกร่งของจุดขายที่เหนือกว่าผ่านแนวคิด ‘Seacon Home First Class Experience’ พร้อมมอบประสบการณ์การสร้างบ้านระดับ “เฟิร์ส คลาส”ซึ่งถือเป็นการปรับกลยุทธ์การสื่อสารครั้งใหญ่ของกลุ่มซีคอน โฮม รับปี 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับตัวของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน  นางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอนโฮม จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ว่ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวดีขึ้น โดยมีสัญญาณจากภาคการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็มีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดี ส่วนภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านนั้น คาดว่าจะขยายตัวตามเศรษฐกิจของประเทศ  มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการสร้างรถไฟฟ้าที่ทยอยแล้วเสร็จหลายเส้นทาง เพิ่มความสะดวกสบายของการเดินทาง ทำให้คนที่มีที่ดินอยู่ชานเมืองสนใจสร้างบ้านอยู่อาศัยหรือสร้างอาคารเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มผู้ที่ต้องการสร้างบ้านใหม่ทดแทนบ้านเดิมก็เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน   ในส่วนของบริษัทฯเองมั่นใจว่าในปีนี้จะมีอัตราการเติบโต10%เพราะมั่นใจว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว จากการลงทุนของภาครัฐที่จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบ และกระตุ้นการลงทุนในส่วนของภาคเอกชน อีกทั้งราคาพืชผลที่เคยตกต่ำมานานก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และเชื่อว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯแล้ว จะส่งผลให้ผู้ถือครองที่ดินหลายแปลงนำที่ดินมาสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกส่งผลให้ธุรกิจรับสร้างบ้านโตต่อเนื่องอีก 3 ปี  สำหรับแผนการดำเนินงานในปี2560 นี้บริษัทฯได้มีการพัฒนาแบบบ้านใหม่ที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อต้องการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยทำงาน หรือกลุ่ม Gen Y อายุ 30 - 45 ปี ที่มีกำลังซื้อ เริ่มมีเงินเก็บเพื่อสร้างบ้านเป็นของตนเอง คนกลุ่มดังกล่าวจะต้องการบ้านขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ดังนั้น แนวทางการออกแบบบ้านของกลุ่มซีคอน โฮม จะเน้นพัฒนาแบบบ้านเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยจะมี 5 แบบบ้านใหม่ให้เลือกได้แก่ 1. บ้านเติมสุข ขนาดพื้นที่ 286 - 467 ตารางเมตร(ตร.ม.) ราคา 5.1 - 7.6 ล้านบาท 2. บ้านสานรัก ขนาดพื้นที่ 199 - 269 ตารางเมตร ราคา 2.9 - 4.1 ล้านบาท 3. บ้านตามฝัน ขนาดพื้นที่ 87 - 215 ตารางเมตร ราคา 1.39 - 2.7 ล้านบาท  4.  บ้านพอดี ขนาดพื้นที่ 110 - 130 ตารางเมตร ราคา 1.5-2 ล้านบาท 5. บ้านแทนคุณ ขนาดพื้นที่ 205-220 ตารางเมตร ราคา 4.1 - 4.6 ล้านบาท   “เราต้องการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยทำงานมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่าลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะมีความตัองการบ้านขนาดเล็ก-กลาง ดังนั้นแนวทางการออกแบบบ้านของกลุ่มซีคอน โฮม ในปีนี้จะเน้นพัฒนาแบบบ้านเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 150 – 250 ตารางเมตร ควบคู่กับ Lifestyle ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือกได้ตาม life style และตามงบประมาณที่ตั้งไว้” นางสาวศุภิชชา กล่าว  นอกจากนี้เพื่อเป็นการรับมือกับยุคดิจิทัล คือ กลุ่มมีการใช้งาน Social Media สูงขึ้นมากกว่าในอดีต ในขณะที่กลุ่ม Gen X  Gen Y และGen Z นิยมบริโภคคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ บริษัทฯจึงได้ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ เพื่อรองรับกับเทรนด์ธุรกิจได้ดึงนายจักรพล จันทวิมล ซึ่งเป็นผู้บริหารยุคใหม่มีความเชี่ยวชาญในด้านการทำตลาดในยุคดิจิทัล ปัจจุบันเป็นผู้บริหารรุ่น 4 บริษัทฯของตระกูล”ซอโสตถิกุล”คือไทยชูรส ตราชฎา,ซีคอนสแควร์,นันยาง และล่าสุดดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร กลุ่มซีคอนโฮมฯ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารครั้งใหม่เพื่อตอบรับยุคออนไลน์ ด้วยการนำความแข็งแกร่งทางประสบการณ์มาถ่ายทอดให้เกิดความจงรักภักดีใน แบรนด์ (brand loyalty) และสร้างการรับรู้แบรนด์ (brand awareness) ผ่านแคมเปญการตลาด  ใหม่‘Seacon Home First Class Experience’ ที่สะท้อนให้เห็น 3 มิติที่เหนือกว่า ประกอบด้วย First Class Consultant, First Class Construction และ First Class Management  ซึ่ง3 มิติด้านบริการนี้ จะสะท้อนถึงความเป็นเลิศของกลุ่มซีคอน โฮม จะถูกถ่ายทอดผ่านทั้งสื่อรูปแบบเดิม คือสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในกลุ่มเป้าหมายทุกรุ่น  ขอบคุณแหล่งที่มา www.prop2morrow.com

กูรูด้านประเมินทรัพย์สิน ชี้ราคาที่ดิน ทำเลเด่นแนวรถไฟฟ้า

กูรูประเมินทรัพย์สิน บริษัทโมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ แจงที่ดินแนวรถไฟฟ้าสายใหม่คึกคักนักลงทุนแห่กันลงทุน เล็งที่ดินทำเลในเขตต่อเมืองหนีที่ดิน CBD ราคาสูงนายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้บริการด้านประเมินทรัพย์สิน เปิดเผยว่า ราคาที่ดินในประเทศเรา นักลงทุนซื้อที่ดิน ผู้ประกอบการซื้อที่ดินตามแนวเส้นทางโครงการเมกะโปรเจ็กต์ รถไฟฟ้าสายใหม่ในเมืองหลวงที่จะเริ่มก่อสร้าง เช่น สายสีส้ม สายสีชมพู สายสีเหลือง เป็นต้น ที่คงจะมีการซื้อที่ดินกันคึกคัก  ภาพจาก www.tva.or.thทำเลสำคัญจะขยับออกจากในเขตชั้นใน (inner area) ในย่านธุรกิจ CBD ที่ราคาที่ดินสูงถึงตารางวาละ 2.0 ล้านบาทแล้ว พัฒนาคอนโดฯ ราคาสูงถึงตารางเมตรละ 3-4 แสนบาท กำลังซื้อส่วนใหญ่ซื้อไม่ไหว จำเป็นต้องขยับออกไปยังทำเลในเขตต่อเมือง (IntermediateArea) เช่น ย่านรัชดาฯ ลาดพร้าว พหลโยธิน บางซื่อ บางกะปิ บางนา จรัญสนิทวงศ์ รัชดาฯ-ท่าพระ เป็นต้น ที่เดินทางเข้าเมืองไม่ไกลมาก ส่วนทำเลที่เขตชั้นนอก คนคงเริ่มเห็นความจริงจากสายสีม่วงที่ค่ารถแพง การพัฒนาอาจไม่มากดังคิด แต่ราคาที่ดินก็คงเพิ่มได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากฐานราคาที่ดินที่ต่ำ เช่น แถวสถานีคูคต ก่อนมีรถไฟฟ้าตารางวาละ 5  หมื่นบาท ตอนนี้ขยับเป็น 1 แสนบาท แล้ว แต่จะไปถึงไหนต้องระวังอาจไม่เป็นดังคิดนอกจากรถไฟฟ้าแล้ว เมกะโปรเจ็กต์อื่นๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตลาดอสังหาฯ และราคาที่ดิน เช่น แผนการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 การขยายสนามบินต่างๆ ในหัวเมืองท่องเที่ยว พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ การพัฒนาของเมืองชายแดนสำคัญ แม่สอด สระแก้ว เชียงของ หนองคาย สะเดา ด่านนอก ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินในหัวเมืองดังกล่าว บางเมืองในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โรงแรมอาจจะไม่พอรองรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากการขยายตัวของสนามบิน การขยายตัวของการท่องเที่ยว เช่น พัทยา ทำเลโซนนาจอมเทียน สัตหีบ ที่มีโครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้นเช่น สนามบินอู่ตะเภา (พัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์) รถไฟความเร็วสูง สถานีพัทยา ย่านนาจอมเทียน ราคาที่ดินย่านนี้ฝั่งติดทะเลจากตารางวาละ 5-6 หมื่นบาทปรับเป็นเกือบๆ แสนบาทต่อ ตารางวา และน่าจะเพิ่มได้อีกมาก ส่วนที่ดินฝั่งตรงข้ามโซนพัฒนาบ้านจัดสรร ปรับจากตารางวาละ 1 หมื่นบาทเพิ่มเป็น 2-3  หมื่นบาทแล้วโครงการรถไฟความเร็วสูงสาย พัทยา หัวหิน โคราช (เขาใหญ่) พิษณุโลก เชียงใหม่ หากเกิดขึ้นได้จริง ย่อมส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในทำเลดังกล่าวมาก เนื่องจากการเดินทางที่รวดเร็ว คนอาจไปซื้อบ้าน พัทยา เขาใหญ่ ซึ่งแต่เดิมเป็นบ้านพักตากอากาศอาจเปลี่ยนมาเป็นบ้านอยู่อาศัยได้เลย เนื่องจากเดินทางมาทำงานกรุงเทพฯ ได้แค่ชั่วโมงเดียว (ถึงบางซื่อ) อันจะส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ คึกคักอย่างมาก อีกทั้งถ้าวันหน้าอุปทานในตลาดถูกแช่แข็งไว้ด้วยกฎหมายผังเมือง เช่น เขาใหญ่ แต่อุปสงค์อาจเพิ่มเป็นเท่า จึงน่าสนใจมากอย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับค่ารถ หากเก็บตามต้นทุนจริงตามระยะทางกิโลเมตรละ 2-3 บาท เที่ยวหนึ่ง 300-400 บาท ตลาดอาจคึกคักได้ระดับหนึ่งแค่ตลาดวันหยุดแต่คึกคักมากขึ้น ถ้าหากเก็บค่ารถถูกๆ เช่น 20-50 บาท โดยใช้วิธีการหารายได้จากการพัฒนาอสังหาฯ รอบสถานีมาทดแทน (แก้กฎหมายเวนคืน ให้สามารถนำที่ดินมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้) กำลังซื้อจะเพิ่มแบบมืดฟ้ามัวดินแน่ๆ กลายเป็นตลาดที่อยู่อาศัยสำคัญของคนกรุงเทพฯ ที่ไปอยู่อาศัยได้ทุกวัน อสังหาฯ ที่พัฒนาแล้ว ก่อสร้างได้แล้ว หรือมีใบอนุญาตแล้ว จะได้ประโยชน์มาก เพราะก่อสร้างก่อนกฎหมายห้ามข้อควรระวังในการลงทุนที่ดิน ซื้อที่ดิน หรือแม้แต่การมีที่ดินอยู่แล้วจะอยู่เฉยนิ่งนอนใจ ไม่ได้ กล่าวคือ ต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงสำคัญของข้อกฎหมาย (ผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายเฉพาะบริเวณ ฯลฯ) ที่จะมีผลต่อราคาที่ดินในอนาคต เช่น บางแห่งจะมีผังเมืองใหม่ประกาศ จำกัดการพัฒนา หรือการก่อสร้างไว้อย่างมาก เช่น เขาใหญ่ นนทบุรี จะมีผังเมืองใหม่ที่ควบคุมการใช้ที่ดินอย่างมากในบางบริเวณ ทำให้ที่ดินก่อสร้างได้น้อยลง มาก อันจะส่งผลให้ลดทอนศักยภาพ ของที่ดินลงในอนาคต แต่ในทางกลับกัน หากที่ดินบางแปลงมีใบอนุญาตก่อสร้าง มีโครงการไว้อาจมีราคาสูงกว่าปกติเป็นเท่าตัวได้นอกจากนี้นักลงทุนอสังหาฯ ยังต้องจับตาการไหลบ่าของเงินลงทุนจากจีน โอกาส อุปสรรคที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ เตรียมรับมืออย่างไร ช่องทางการค้าขาย การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ กับคนจีนต้องทำอย่างไร ความนิยม ของชาวจีนในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เมืองที่นิยมลงทุน ทำเลที่นิยมลงทุน ประเภทอสังหาฯ ที่ชาวจีนนิยม รูปแบบการลงทุนใหม่ๆ จากภายนอกเราต้องเตรียมตัว ปรับตัว รับมืออย่างไร พูดภาษาจีนได้หรือยัง ใช้ WeChat กันหรือยัง รู้จักช่องทาง ในการติดต่อซื้อขายของคนจีนหรือ ยัง อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม AEC ล้วนเป็นโอกาส อสังหาริมทรัพย์ยุค หน้า ต้องมองไปยังข้างนอก  ขอบคุณที่มาwww.reic.or.thหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

ธนารักษ์ เดินหน้าพัฒนาที่ดินหมอชิต

กรมธนารักษ์ มั่นใจพัฒนาที่ดินหมอชิตเดินหน้าปีนี้ หลังเจรจา บางกอกเทอร์มินอล วางรูปแบบโครงการ เตรียมหารือผลตอบแทนก่อนเสนอ ครม. อนุมัตินายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุบริเวณหมอชิตว่า ขณะนี้ กรมธนารักษ์ ได้เจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวกับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาเดิมเรียบร้อยแล้วขั้นตอนจากนี้ จะเป็นกระบวนการเจรจาเรื่องมูลค่าและผลตอบแทนโครงการ โดยคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการเจรจามูลค่าและ ผลตอบแทน มี นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะร่วมประชุมเพื่อสรุปแนวทางในเร็วๆ นี้ จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่การอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)หากคณะกรรมการชุดนี้เจรจาสรุปดังกล่าวได้ โครงการหมอชิตจะเริ่มต้นได้เร็วภายในปีนี้ ซึ่งกรมธนารักษ์ ต้องการให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ของกรมธนารักษ์เป็นหนึ่งในโครงการลงทุนของภาครัฐ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่โครงการนี้ มีความล่าช้ามานานหลายสิบปี"ตอนนี้ ธนารักษ์กับภาคเอกชน สามารถตกลงรูปแบบการพัฒนาโครงการกันได้แล้ว โดยพื้นที่ ที่จะพัฒนาเหลือประมาณ 8 แสนตารางเมตร จากเดิม 9 แสนตารางเมตร ส่วนที่หายไป 1 แสน ตารางเมตร  ขสมก.ขอพัฒนาเอง ซึ่งตกลงกันได้"สำหรับมูลค่าโครงการคาดเพิ่มขึ้นจากเดิม ประมาณการไว้ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าโครงการที่ตกลงกับภาคเอกชนในช่วงหลายสิบปีก่อนหน้า แต่ขณะนี้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มูลค่าโครงการต้องเพิ่มขึ้น สำหรับสาเหตุที่กรมธนารักษ์ ทำการเจรจาพัฒนาพื้นที่กับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด เพราะตามกฎหมายแล้ว สัญญาเดิม กับบริษัทดังกล่าว ยังมีผลผูกพัน ทำให้ไม่สามารถเปิดโอกาสให้บริษัทรายอื่นเข้าพัฒนาพื้นที่ได้ทั้งนี้ รูปแบบของโครงการจะเป็นอาคารสูง ประกอบด้วย พื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่พักอาศัย ที่จอดรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งตามเงื่อนไขเดิมกรมขนส่งทางบก ต้องย้ายสถานีขนส่งสายเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ กลับมาอยู่ภายใต้โครงการนี้  จากก่อนหน้า ได้ย้ายไปอยู่บริเวณถนนกำแพงเพชร เพื่อเปิดพื้นที่ให้โครงการพัฒนาที่ดินหมอชิตได้ทำการก่อสร้างโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณขนส่งหมอชิตเก่า ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง มีขนาด 63 ไร่ กรมธนารักษ์ ได้ยกสัมปทานให้ บริษัท ซันเอทเตส จำกัด  ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บางกอกเทอร์มินอล เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2539 โดยมีแผนพัฒนาโครงการเป็นศูนย์ระบบขนส่งจราจร และเป็นอาคารเชิงพาณิชย์ มูลค่าโครงการขณะนั้น 1.97 หมื่นล้านบาทโดยสัญญาสัมปทานกำหนดให้ผู้ได้รับสัมปทานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดประโยชน์ ให้แก่กรมธนารักษ์ 550 ล้านบาท และค่าเช่ารายปี ปีละ 5.35 ล้านบาท  ปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นปีละ 15% ทุก 5 ปี จนถึงขณะนี้ บริษัทที่ได้รับสัมปทาน ยังไม่ลงมือก่อสร้างโครงการตามสัญญาสัมปทาน หลังจากโครงการถูกตรวจสอบว่า ไม่ได้ทำตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนภาครัฐและเอกชน ปี 2535กรมธนารักษ์ จึงได้นำสัญญาโครงการนี้ ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งคณะกรรมการ กฤษฎีกา ชี้ว่า สัญญาไม่มีผลผูกพัน เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ร่วมทุนดังกล่าว  เมื่อเรื่องขึ้นไปถึงศาลปกครองซึ่งชี้กรณีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน  ศาลปกครองตัดสินว่า สัญญานี้ยังมีผลผูกพันระหว่างบริษัทเอกชน คือ บางกอกเทอร์มินอล กับ กรมธนารักษ์ ขณะที่ กรมธนารักษ์ ยังไม่เคยบอกเลิกสัญญา กับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล  ยิ้มสู้เปิดตัวแล้วที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและศูนย์อสังหาริมทรัพย์

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2 เดือน ทรงตัวหวังลดดอกเบี้ยดันกำลังซื้อ

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แจง อสังหาฯ 2 เดือน ทรงตัว เปิดใหม่แนวราบ-คอนโด 8 พันยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่บ้านจัดสรร เปิดใกล้เคียง 5 พันยูนิต คอนโด เปิดใหม่ลดเหลือ 3 พันยูนิต  ระบุลดดอกเบี้ย 0.25% หนุนกำลังซื้อผู้บริโภควานนี้ (12มี.ค.) เปิดฉากงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 23 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ จัดโดย 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ท่ามกลางสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในภาวะทรงตัวนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ที่ผ่านมา มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวม 8,000 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2557 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่กว่า 1-1.1 หมื่นยูนิต แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 5,000 ยูนิต ใกล้เคียงกับ ช่วงเดียวกันของปีที่แล้วส่วนคอนโดมิเนียม เปิด 3,000 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2557 ที่เปิด 5,500-6,000 ยูนิต เนื่องจากมีคอนโด เปิดใหม่ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี2557 มีจำนวนมาก คิดเป็น 50% ของจำนวนยูนิตเปิดทั้งปี 7.3 หมื่นยูนิต  โดยประเมินว่าปี2558จะมีบ้านจัดสรรเปิดใหม่มากกว่า 4.5 หมื่นยูนิต คอนโด เปิดใหม่ประมาณ 7 หมื่นยูนิต ตามแนวโน้ม ความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าส่วนที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.75% มองว่า มีผลทางจิตวิทยาโดยเริ่มเห็นว่าธนาคารพาณิชย์เริ่มลดดอกเบี้ยลงตามแล้ว โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยมีข้อดี คือทำให้คนมีกำลังซื้อ กล้ากู้เงิน เกิดการบริโภคและการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่ง ทำให้คนที่ฝากเงินกับธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อยลงอาจถอนเงินเพื่อนำมาลงทุนเก็งกำไรสินทรัพย์อื่นได้นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% มูลค่าตลาดรวมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ประมาณ 3 แสนล้านบาท จากปี 2557 มีมูลค่าตลาดรวม 2.93 แสนล้านบาทอสังหาฯต่างจังหวัดยังทรงตัวสำหรับตลาดในต่างจังหวัด คาดว่าจะยังทรงตัว เนื่องจากมีโอเวอร์ซัพพลายในหัวเมืองใหญ่ต่างๆ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่เปิดมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนกรณีที่กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% จะช่วยให้กำลังซื้อผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 2% และส่งผล ในเชิงจิตวิทยาต่อการตัดสินใจของ ผู้บริโภค โดยการจัดงานมหกรรมบ้านและ คอนโด32 ในครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ย มีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านของประชาชนหรือไม่เงินฝืดหวั่นกระทบศก.ภาพรวมด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคม ธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังเติบโต ได้ต่อเนื่อง แต่เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ได้ หวือหวาตามคาดการณ์ จากปัญหาหนี้ ครัวเรือนสูงสำหรับตลาดจังหวัด ยังชะลอตัวอยู่ เริ่มเกิดปัญหาภาวะเงินฝืด เนื่องจากประชาชนชะลอการบริโภค ขณะนี้เริ่มเห็นยอดขายรถจักรยานยนต์ รถปิกอัพ ขายลดลง รวมถึง มีการทิ้งเงินดาวน์ เพราะราคาสินค้าเกษตร ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง อีกทั้ง แนวโน้มปัญหาภัยแล้งคาดว่าจะเกิดขึ้น ยิ่งทำให้สินค้าเกษตรผลิตได้น้อยลง แสดงถึงว่าราคาสินค้าเกษตรยังไม่มีทิศทางว่า จะดีขึ้น แม้ว่าฐานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เมื่อเศรษฐกิจ ภูมิภาคชะลอตัว สินค้าขายไม่ได้ จะทำให้ โรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องลด กำลังการผลิตลง หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะกระทบลามมาถึงเศรษฐกิจภาพใหญ่ได้น.ส.เกศรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.75% น่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้บ้าง และหากธนาคารลดดอกเบี้ยลงตาม ก็จะมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคชำระค่าดอกเบี้ยบ้านลดลงมหกรรมบ้านวันแรกคึกคักสำหรับบรรยากาศภายในมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 23 ในวันแรกค่อนข้างคึกคัก มีประชาชนมาเดินชมงานจำนวนมาก ภายในงานผู้ประกอบการนำโครงการที่อยู่อาศัย 600 โครงการจาก 200 บริษัท มาจัดโปรโมชั่นส่วนลด ของแถม แจกของรางวัล ตั้งแต่การฟรีการโอน ทองคำหนัก 5 บาท และรถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์ GLA 200 เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ อาทิ บริษัทธรารมณ์ จำกัด (มหาชน) ลดสูงสุด 1.3 ล้านบาท, บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด(มหาชน) นำบ้านพร้อมอยู่ 10 โครงการ 10 ทำเล ให้ส่วนลดสูงสุดกว่า 2 ล้านบาท พร้อมรางวัลรถสำหรับโครงการเราคา1-2 ล้านบาทขึ้นไป ฟรีโอนทุกรายการ, บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) นำกว่า 30 โครงการมาร่วมงาน กับโปรโมชั่น 4 ต่อ แอร์ -โอน -เฟอร์นิเจอร์ และสมาร์ท โฟน เป็นต้นทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณกว่า 1 แสนคน และมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 3,000 ล้านบาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศชะลอการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ร่วมเสนอแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว ต่อพล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ) อีกครั้ง หลังจากที่ได้เสนอต่อกระทรวงการคลังไปเมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมาโดยได้เสนอให้แก้ไขใน 3 ข้อ ได้แก่ 1. กำหนดเพดานการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ซึ่งเดิมเป็นภาษีบำรุงท้องที่อยู่แล้ว และหากมีการจัดเก็บภาษีใหม่ก็จะไปซ้ำซ้อนกัน ดังนั้น ควรกำหนดเป็นเพดานราคาแทนการจัดเก็บเป็นอัตราตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์  โดยค่าธรรมเนียมโอนเดิมจัดเก็บใน อัตรา 2% ให้ปรับเป็น จัดเก็บในอัตรา 2% แต่ไม่เกิน 5,000 บาท ค่าจดจำนองเดิมจัดเก็บในอัตรา 1% ปรับเป็น จัดเก็บ 1% แต่ไม่เกิน 5,000 บาท2.ยกเว้นภาษีทรัพย์ส่วนกลาง ในโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เนื่องจากทรัพย์ส่วนนี้ลูกบ้านเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาไม่ใช่ท้องถิ่น อีกทั้งได้คำนวณรวมเข้าไปในราคาบ้าน ซึ่งลูกบ้านได้เสียภาษีบำรุงท้องที่อยู่แล้วหากจัดเก็บจะเป็นการซ้ำซ้อน ดังนั้นจึงควรยกเว้นการจัดเก็บ และ3.ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายในโครงการจัดสรรที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ยังไม่ได้ขายไปจนถึง 5 ปี ในเบื้องต้น รัฐบาลเห็นชอบในการยกเว้นภาษีทรัพย์ ส่วนกลาง ส่วนการจัดเก็บค่าธรรมเนียม การโอนและค่าจดจำนองในอัตราไม่เกิน 5,000 บาทและยกเว้นภาษีบ้านพร้อม ที่ดินที่ยังไม่ได้ขายในระยะ 5 ปี อยู่ระหว่างพิจารณา  ขอบคุณแหล่งที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

AMC เผยธุรกิจเหล็กปี 60 สดใส ร่วมมือกับพันธมิตรเพิ่มมูลค่าสินค้า และ อัพกำลังผลิต

นายชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด (มหาชน) หรือ AMC เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2560 จะเติบโตกว่าปี 2559 อย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้มีปัจจัยบวกที่ส่งผลให้การบริโภคเหล็กภายในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการที่ราคาเหล็กทั่วโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทเชื่อว่าในปี 2560 อุตสาหกรรมเหล็กจะอยู่ในทิศทางขาขึ้น เนื่องจากการที่ภาครัฐได้ออกการมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) จากหลายประเทศ จึงส่งผลให้มีการส่งเสริมการซื้อขายเหล็กจากผู้ประกอบการภายในประเทศ จึงทำให้บริษัทมียอดขายที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันในปี 2560 งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มที่จะทยอยออกการประมูล และส่วนโครงการที่ได้เปิดประมูลแล้วก็ได้มีการทยอยการก่อสร้าง ดังนั้นจึงทำให้ปริมาณการบริโภคเหล็กภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หลังจากที่ภาครัฐเร่งกระตุ้นการบริโภคเหล็ก โดยการประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานแล้วยังมีส่วนช่วยทำให้ภาคเอกชนเริ่มมีความมั่นใจ และเริ่มลงทุนก่อสร้าง เช่น อาคาร และคอนโดมิเนียม รวมถึงที่อยู่อาศัยอื่นๆ นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานงวดปี 2559 คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้จำนวน 4,200 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทมีกำไรสุทธิแล้วจำนวน 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิจำนวน 241 ล้านบาท โดยแนวโน้มไตรมาส 4/59 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/59 เพราะช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจจะอยู่ที่ไตรมาส 1 ของทุกปี ส่วนแนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลกคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 1/60 เนื่องจากขณะนี้มีคำสั่งซื้อเหล็กล่วงหน้าแล้วประมาณ 2 เดือน ซึ่งทิศทางราคายังอยู่ในระดับสูง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านไตรมาสที่ 1 ไปราคาอาจจะปรับลดลง หรืออยู่ในระดับทรงตัว ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแผนการร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่ามากขึ้น จากกรณีที่ภาครัฐบาลขับเคลื่อนงานโครงสร้างพื้นฐาน จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทกำลังเตรียมเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับตามคำสั่งซื้อที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นเท่าใด“แนวโน้มปี 2560 จะเติบโตดีกว่าปีนี้แน่นอนเพราะว่า มีปัจจัยบวกหลายข้อ เช่นการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยโดยการออกมาตรการ AD และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่กระตุ้นการก่อสร้างจึงทำให้เอกชนเริ่มการมาลงทุนตาม และการที่จีนสั่งปิดโรงงานผลิตเหล็กจึงทำให้ราคาเหล็กมีความสมดุลมากขึ้น” นายชูศักดิ์ กล่าว สำหรับกรณีที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทมีจำนวนที่หนาแน่น โดยส่วนตนนั้นประเมินว่าจะเป็นเพราะที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจของบริษัท รวมถึงการที่ค่า P/E ของบริษัทอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของบริษัทอยู่ที่ 3 บาท จากการสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้น AMC พบว่าในภาคเช้าได้ทำการเปิดตลาดซื้อขายที่ราคา 4.40 บาท โดยระหว่างวันได้ทำราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 4.86 บาท และต่ำสุดที่ 4.36 บาท ก่อนที่จะปิดตลาดที่ราคา 4.74 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.34 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.73% จากราคาปิดตลาดวันก่อนที่ 4.40 บาท และมีปริมาณซื้อขายหนาแน่น 102.37 ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 480.92 ล้านบาท  ขอบคุณแหล่งที่มา www.reic.or.thหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

บทความที่แนะนำ

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา มักจะได้สตาร์ทเงินกันที่ 10,000 – 15,000 บาท แม้ว่ายอดเงินจะไม่ถึง 20,000 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปว่าจะมีโอกาสได้กู้บ้านเหมือนคนอื่นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน  1. คำนวณหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้าน ภาพจาก www.makemoneyinlife.com           ใช้หลักการคำนวณในการหาจำนวนเงินที่คุณจะมีกำลังในการกู้ซื้อบ้านดู มีหลักการคำนวณอยู่ว่า ผู้กู้สามารถแบกรับภาระได้ไม่เกิน 40% ของรายได้เท่านั้น  เช่นคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท จะทำให้คุณสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ประมาณ 15,000 x 40%  ก็ประมาณ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงหากผู้กู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถผ่อนบ้านเป็นจำนวนเงินได้ 6,000 บาท และที่สำคัญคือคุณต้องไม่มีหนี้สินผ่อนชำระสินค้าอื่น ๆ  เพราะหากมีหนี้สินอื่น ๆ เช่นมีการผ่อนรถอยู่ เดือนละ 5,000 บาท ก็อาจทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ซึ่งอาจจะเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น 2. หาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่สามารถกู้ได้ภาพจาก www.cedarsquarehomes.com           หลังจากคุณลองคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถผ่อนในแต่ละเดือนได้แล้ว ก็ลองมองหาโครงการบ้านที่อยู่ในวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้จากการคำนวณในข้อที่ 1 เช่นถ้าคุณจะเลือกผ่อนชำระในระยะเวลา 30 ปี  ก็จะสามารถกู้ได้ประมาณ 858,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันยังมีโครงการบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านอยู่หลายโครงการ เช่น คอนโดแถบชานเมือง หรือบ้านในแถบปริมณฑลก็ยังมีราคาไม่ถึงล้านอยู่อีกมาก หรือ อาจจะเลือกเป็นบ้านมือสองก็ได้เช่นกัน                                                            3. ทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี ภาพจาก www.canadianmortgagetrends.com           ก่อนที่จะทำการกู้บ้าน คุณไม่ควรมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจากจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ บัตรผ่อนชำระต่างๆ เพราะ เมื่อคุณไปยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้วทางธนาคารก็จะไปตรวจสอบเครดิตบูโรของคุณ และถ้าณเห็นว่ามีรายชื่อคุณใน Blacklist ก็อาจทำให้คุณทำเรื่องกู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะธนาคารก็ไม่มั่นใจว่าคุณเองจะจ่ายค่างวดให้ได้หรือไม่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งหากคุณ เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป ทางธนาคารก็เกรงว่าคุณจะมีเงินไม่พอสำหรับส่งค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านก็ไม่พอ ทางที่ดีควรทำประวัติเครดิตบูโรของคุณให้ดี อย่างการชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา  และไม่ผิดนัดจ่ายหนี้ หรือไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดมากเกินไป หรือทางที่ดีที่สุดคือไม่ก่อหนี้เลยน่าจะดีกว่า   4. หาผู้กู้ร่วมภาพจาก earlysalary.com           ถ้าหากบ้านที่คุณจะกู้เกินวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้ คุณอาจจะต้องหาตัวช่วยเป็นผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มากขึ้นเพื่อให้การกู้ของคุณมีโอกาสผ่านมากขึ้นโดยความหมายของผู้กู้ร่วม หมายถึงการเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั่นเอง ในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบหนี้ที่เป็นส่วนเท่า ๆ กัน เพียงเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และในบางธนาคารก็อาจจะกำหนดให้ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้กู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกัน หรือพ่อแม่กู้ร่วมกับบุตร หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าหากยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้กู้ร่วมก็ต้องยื่นแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอย่างทะเบียนบ้านที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน หรือหากมีบุตรก็ต้องแสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ จากเคล็ดลับการทำเรื่องสินเชื่อกู้บ้านให้กับพนักงานเงินเดือนน้อยๆได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง และมีความสุขในการเริ่มต้นครอบครัวเล็กๆของคุณได้อย่างสมบูรณ์  ขอบคุณแหล่งข้อมูล  moneyhub.in.th 

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเลต้องห้ามที่ไม่ควรลงทุน

ทำเล คือ สิ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆของการลงทุนในอสังหาฯ เพราะถ้าทำเลไม่ดี หรือ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้เช่า หรือ ผู้ซื้อแล้ว โอกาสจะสร้างกำไรหรือแม้กระทั่งขายออกก็คงเป็นไปไม่ได้ วันนี้เรามีทำเลต้องห้าม ที่ไม่แนะนำให้ลงทุนซื้อเก็บไว้มาให้คุณศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน 1. ทำเลบ้านที่อยู่บนทางสามแพร่ง ภาพจาก takanahara.deviantart.com ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและจีน ถือเป็นทำเลอันตรายและอัปมงคลที่นักลงทุนอสังหาฯควรหลีกเลี่ยง อีกทั้งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณดังกล่าวด้วย 2. ทำเลอยู่ตรงข้ามกับวัดศาลเจ้าและสถานที่ไม่เป็นมงคล ภาพจาก www.tripadvisor.com ทำเลอสังหาฯ เหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะเชื่อกันว่า การอยู่ใกล้วัดและศาลเจ้าทำมาค้าขายไม่รุ่งเรือง เนื่องจากวัดมีงานศพอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับศาลเจ้าที่มักมีเสียงดังอึกทึก หรือทำเลที่อยู่ติดกับสถานที่ไม่เป็นมงคล เช่นป่าช้า หรือสุสาน ซึ่งมีปัญหาด้านวิวทิวทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ น่ากลัว  3. อยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดและสถานอาบอบนวดภาพจาก en.japantravel.com เนื่องจากเชื่อกันว่าอยู่ใกล้กับทำเลอโคจร ส่งผลให้ทำเลนั้นไม่น่าอยู่ และหากมองในหลักความเป็นจริง สถานที่ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมม่านรูด หรือ สถานอาบอบนวด ก็ทำให้ผู้อาศัยอยู่ใกล้ๆถูกมองไม่ดี และอาจจะเป็นอันตรายได้4. ที่ดินที่ติดริมน้ำ และ ถูกน้ำเซาะตลิ่งภาพจาก commons.wikimedia.org ที่ดินลักษณะนี้มีโอกาสพังทลายและสูญหายได้ หากสร้างสิ่งก่อสร้างก็จะไม่มั่นคง เพราะถูกน้ำเซาะ นอกจากนั้นอาจมีผลทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้ประโยชน์บนที่ดินเสี่ยงต่ออันตราย 5. ที่ดินที่มีรูปร่างผิดปกติและมีลักษณะไม่ดี ภาพจาก kolkata.locanto.in เช่น เป็นที่สามเหลี่ยมชายธง ที่ดินที่มีด้านหน้าแคบและมีส่วนลึกมาก หรือที่ดินที่มีรูปทรงผิดปกติในรูปลักษณ์ต่างๆ ทำให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินพื้นนั้นไม่ได้6. ใกล้สิ่งรบกวนซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงภาพจาก raredelights.com เช่น  ที่ดินอยู่ใกล้กับทางขึ้นลงของเครื่องบิน หรือทางรถไฟ ส่งผลให้คนที่อยู่อาศัยแถวนั้นได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง  และส่งผลให้สุขภาพไม่ดี เพราะนอนหลับไม่เพียงพอ7. ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า ภาพจาก www.siamfishing.com ที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก่า จะเป็นทำเลที่ถมแล้วไม่แน่นดินพรุ ทำให้มีปัญหาดินขาดความมั่นคงได้ในอนาคต และหากจะสร้างสิ่งก่อสร้างบนที่ดินนั้นแล้วก็จะไม่แข็งแรง เป็นอันตรายอีกด้วย 8. ทำเลอยู่ในแนวเวนคืน ภาพจาก www.martinreillymotors.com ทำเลในลักษณะนี้มีโอกาสถูกทางราชการมาเวนคืนหรือยึดคืนได้ตลอด9. บ้านที่มีทำเลอยู่ติดกับโรงพยาบาล ภาพจาก zombie.wikia.com ทำเลลักษณะนี้อยู่แล้วจะขาดความสุขกายสบายใจ เนื่องจากจะพบเห็นผู้ป่วยหรือคนเจ็บเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา และพลอยทำให้คนที่อยู่อาศัยไม่สบายไปด้วย10. ทำเลที่มีบ้านประกาศขายติดกันหลายหลัง ภาพจาก modernize.com ถือเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่าทำเลบริเวณนั้นไม่น่าอยู่ หรือมีปัญหาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เคยเกิดเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน11. บ้านที่อยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านที่ไม่ควรอยู่ใกล้ ภาพจาก www.immersionadventures.com เช่น ร้านขายโลงศพ ร้านซ่อมรถ ร้านขายสัตว์ปีก ร้านทำประตูเหล็กดัดและมุ้งลวด เพราะทำเลเหล่านี้มักมีปัญหาเรื่องมลภาวะด้านต่างๆตามมา ทำเลที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่คุณต้องไม่มองข้าม หากได้ทำเลดีก็เหมือนได้ทองมีค่า เพื่อทำกำไรให้งอกเงย ดังนั้นก่อนเริ่มต้นลงทุนอสังหาฯ การเลือกทำเลเป็นขั้นตอนที่ต้องพิถีพิถันมากที่สุด  ขอบคุณแหล่งข้อมูล www.trebs.ac.th

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

10 ข้อห้ามควรรู้ตามหลักฮวงจุ้ยในการแต่งบ้าน

การแต่งบ้านด้วยดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ จะทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น และทำให้บ้านอยู่สบายลงตัวขึ้นด้วย ส่วนไม่ว่าใครจะแต่งบ้านให้เป็นสไตล์ใด ๆ ทั้งโมเดิร์น แอนทีค วินเทจ คันทรี่ ไอริช คลาสสิค สไตล์ไทย ๆ หรือจะเป็นสไตล์ใดก็ตาม ต่างก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของเจ้าของบ้าน หากเราได้แต่งบ้านตามสไตล์ที่เราชอบบ้านก็เป็นเหมือนสวรรค์เล็ก ๆ นั่นเอง                   นอกจากการแต่งบ้านจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้ว การแต่งบ้านโดยอิงศาสตร์ของฮวงจุ้ย ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้เกิดความสุข ความรุ่งเรืองร่ำรวย สุขภาพดี ของคนในบ้านได้อีกด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์เก่าแก่ที่มีมานานหรือเป็นสิ่งงมงาย เมื่อได้ศึกษาหลักการฮวงจุ้ยแท้จริง จะเห็นได้ว่าหลักฮวงจุ้ยเป็นการผสมผสานความเข้าใจถึงหลักวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม  ธรรมชาติ และรายละเอียดของชีวิตรวมถึงการใช้ชีวิต ที่ได้สั่งสมวิเคราะห์ผ่านยุคสมัยมากว่าพันปี               ในบางครั้งบ้านบางหลังเมื่อตกแต่งเข้าอยู่แล้ว มองโดยภาพรวมอาจจะสวยงามและน่าอยู่ แต่เมื่อสมาชิกในบ้านอาศัยอยู่ในบ้านไประยะเวลาหนึ่ง กลับเกิดปัญหา เช่นความเจ็บป่วยไข้ สุขภาพอ่อนแอ อารมณ์ขุ่นมัว  ชีวิตมีอุปสรรคปัญหา สิ่งเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วเชื่อว่ามาจากการตกแต่งและจัดบ้านโดยไม่ทราบถึงหลักข้อห้ามบางประการของฮวงจุ้ยนั่นเอง  หลักข้อห้ามเหล่านั้นโดยกว้าง ๆ ก็ได้แก่   1. ห้ามสร้างรั้วรอบลานโล่งหน้าบ้าน เพราะจะทำให้คนในบ้านเกิดโรคขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับดวงตา 2. บ้านที่มีขนาดเล็ก ไม่ควรทำประตูบ้านขนาดใหญ่เกินไป จะส่งผลให้คนในบ้านมีปากเสียงเสมอ และประกอบอาชีพไม่รุ่งเรืองก้าวหน้า 3. หลังคาถ้าไม่สูงโปร่ง ไม่ควรแก้ไขด้วยการเจาะโล่ง แต่ควรใช้วิธีเปลี่ยนกระเบื้องใสเข้าแทน 4. กำแพงบ้านควรรักษาให้ดูใหม่สะอาดเสมอ และควรติดไฟสว่างในกลางคืนจะทำให้คนที่อาศัยอยู่รุ่งเรืองและปลอดภัย 5. ไม่ควรสร้างห้องใต้ดินไว้กลางบ้าน หรือสร้างให้เล่นระดับเป็นหลุมกลางบ้าน เพราะความชื้นจะทำให้สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยได้ 6. ไม่ควรต่อเติมหรือทุบบ้านให้มีรูปทรงเว้าแหว่ง เพราะจะเกิดคดีหรือปัญหาใหญ่กับลูก ๆ ในบ้านได้ 7. ถ้าบ้านอยู่ในจุดที่มีสะพานพุ่งตรงเข้าหาตัวบ้าน ไม่ควรปล่อยให้จุดนั้นโล่ง ควรปลูกต้นไม้กันสายตาให้ทึบ   8. ถ้าบริเวณหน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ยืนตายต้น ให้รีบโค่นออก มิฉะนั้นจะพบกับความยากจน 9. ไม่ควรตกแต่งกระจกไว้ตรงหัวนอน เพราะจะมีผลต่อสุขภาพ 10. ห้ามวางเตียงนอนตรงกับประตูหรือวางให้ตำแหน่งและเท้าตรงกับประตูไม่ควรมีหิ้งหรือชั้นบริเวณหัวนอน  จะทำให้เป็นโรคประสาท สมอง และความเครียดได้             การตกแต่งบ้านให้สวยงามโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้การตกแต่งบ้านเกิดผลดีต่อสมาชิกในบ้านได้อย่างดีอีกด้วย  ภาพจาก sinsaehwang.com

หัวข้อ

ประชาสัมพันธ์

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท
www.yimsu.com/property
Yimsu Property

Yimsu Property เปิดให้ใช้บริการแล้ว ลงประกาศฟรี! อสังหาฯ ทุกประเภท

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน
www.yimsu.com
เงินเดือน 15,000 บาท ทำเรื่องกู้บ้านได้จริงหรอ?

ถึงแม้ว่าเงืนเดือนของคุณจะยังไม่สูงมากแต่ก็สามารถช่วยให้คุณมีบ้านในฝันหลังน้อยได้อย่างแน่นอน